Klarna: คู่มือเชิงลึก

Payments
Payments

รับชำระเงินออนไลน์ ที่จุดขาย และทั่วโลกด้วยโซลูชันการชำระเงินที่สร้างมาสำหรับธุรกิจทุกขนาด ตั้งแต่ธุรกิจสตาร์ทอัพไปจนถึงองค์กรใหญ่ระดับโลก

ดูข้อมูลเพิ่มเติม 
  1. บทแนะนำ
  2. มีการใช้งาน Klarna ในพื้นที่ใดบ้าง
  3. ใครคือผู้ที่ใช้ Klarna
  4. Klarna ทำงานอย่างไร
  5. ประโยชน์ของการยอมรับ Klarna
  6. ค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมของ Klarna
  7. มาตรการรักษาความปลอดภัยของ Klarna
  8. วิธียอมรับ Klarna เป็นวิธีการชำระเงิน
  9. วิธีเปิดใช้งาน Klarna ผ่าน Stripe
  10. ตัวเลือกอื่นๆ นอกเหนือจาก Klarna
    1. อเมริกาเหนือ
    2. ยุโรป
    3. เอเชียแปซิฟิก
  11. Stripe Payments ช่วยเหลือคุณได้อย่างไร

Klarna เป็นบริษัทฟินเทคสัญชาติสวีเดนที่สร้างชื่อเสียงโดดเด่นในอุตสาหกรรมซื้อตอนนี้ จ่ายทีหลัง (BNPL) ที่กำลังเติบโต ด้วยฐานผู้ใช้ 118 ล้านคนใน 26 ประเทศ Klarna ประมวลผลธุรกรรม 3.4 ล้านรายการต่อวัน และร่วมมือกับธุรกิจมากกว่า 1 ล้านแห่ง ซึ่งรวมถึงแบรนด์ดังระดับโลกอย่าง Nike, Adidas และ IKEA ส่วนแบ่งการตลาดในยุโรปของ Klarna ที่สูงถึง 70% ในปี 2022 ตอกย้ำตำแหน่งผู้นำด้านผู้ให้บริการ BNPL ในภูมิภาคนี้

ผลิตภัณฑ์และบริการของ Klarna ตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า ผลิตภัณฑ์หลักของบริษัทอย่าง Pay in 4 ช่วยให้ลูกค้าแบ่งการผ่อนชำระออกเป็น 4 งวดในช่วงระยะเวลา 6 สัปดาห์โดยไม่มีดอกเบี้ย ส่วนแพ็กเกจการชำระเงินแบบ Pay in 30 ก็กำหนดระยะเวลาผ่อนผัน 30 วันแบบไม่มีดอกเบี้ยและไม่มีค่าธรรมเนียม แล้วค่อยชำระเงินเต็มจำนวน สำหรับการซื้อที่มีมูลค่าสูง Klarna เสนอตัวเลือกทางการเงินที่มีอัตราดอกเบี้ยที่น่าสนใจเริ่มต้นที่ 7.99% นอกจากนี้ Klarna ยังมีบัตรดิจิทัลที่ช่วยให้ลูกค้าใช้ Klarna ได้ แม้ว่าธุรกิจจะไม่ได้ผสานการทำงานกับบริการดังกล่าวโดยตรงก็ตาม

Klarna มีความครอบคลุมทั่วโลกในตลาดทั่วทั้งอเมริกาเหนือ ยุโรป เอเชีย และโอเชียเนีย อีกทั้งยังมอบประสบการณ์การชำระเงินที่ได้มาตรฐานเดียวกันและเข้าถึงง่ายสำหรับผู้ใช้ทุกราย อุตสาหกรรม BNPL กำลังจะเติบโตครั้งใหญ่ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า และ Klarna ที่มีฐานผู้ใช้ขนาดใหญ่ การรับรู้แบรนด์ และนำเสนอผลิตภัณฑ์อันล้ำสมัย ก็มีความพร้อมที่จะกลายมาเป็นผู้นำในภาคธุรกิจการชำระเงินที่กำลังเติบโต

ในคู่มือนี้จะกล่าวถึงสิ่งที่ธุรกิจควรรู้เกี่ยวกับ Klarna ไม่ว่าจะเป็นวิธีการใช้งาน พื้นที่ที่ใช้งาน วิธียอมรับ Klarna เป็นวิธีการชำระเงิน

เนื้อหาหลักในบทความ

  • มีการใช้งาน Klarna ในพื้นที่ใดบ้าง
  • ใครคือผู้ที่ใช้ Klarna
  • Klarna ทำงานอย่างไร
  • ประโยชน์ของการยอมรับ Klarna
  • ค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมของ Klarna
  • มาตรการรักษาความปลอดภัยของ Klarna
  • วิธียอมรับ Klarna เป็นวิธีการชำระเงิน
  • วิธีเปิดใช้งาน Klarna ผ่าน Stripe
  • ตัวเลือกอื่นๆ นอกเหนือจาก Klarna
  • Stripe Payments ช่วยอะไรได้บ้าง

มีการใช้งาน Klarna ในพื้นที่ใดบ้าง

Klarna เข้าถึงลูกค้าทั่วโลกในตลาด 45 แห่ง ซึ่งแต่ละแห่งจะมีความต้องการของลูกค้าและกฎระเบียบแตกต่างกันไป ตลาดหลัก Klarna มีดังนี้

  • อเมริกาเหนือ
    การเข้าสู่ตลาดสหรัฐอเมริกาของ Klarna ใช้ประโยชน์จากแนวโน้มที่ผู้บริโภคในประเทศหันมาใช้วิธีการชำระเงินทางเลือกและตัวเลือกการจัดหาเงินทุนที่ยืดหยุ่นมากขึ้น ดังที่เห็นได้จากการเติบโตของภาคธุรกิจ BNPL ในอเมริกาเหนือ ซึ่งมีมูลค่ามากกว่า 23 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 การผสานการทำงานกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ เช่น Shopify และ WooCommerce และกระเป๋าเงินดิจิทัลยอดนิยม เช่น Apple Pay และ Google Pay ช่วยให้ Klarna ดึงดูดลูกค้าที่เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีที่ต้องการประสบการณ์การชำระเงินที่รวดเร็วและสะดวกสบาย การดำเนินงานของ Klarna ในอเมริกาเหนือยังเป็นไปตามข้อกำหนดต่างๆ เช่น กฎระเบียบด้านการให้สินเชื่อและความเป็นส่วนตัวของข้อมูลของสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคทางการเงิน ซึ่งส่งเสริมความไว้วางใจของผู้ใช้และแนวทางการให้สินเชื่ออย่างมีความรับผิดชอบ

  • ยุโรป
    ในยุโรป Klarna ยืนหยัดได้อย่างแข็งแกร่งในภาคธุรกิจ BNPL โดยมีส่วนแบ่งตลาดถึง 70% ในปี 2022 ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง ไม่เพียงเท่านั้น Klarna ยังขยายธุรกิจไปยังประเทศอื่นๆ ในยุโรป เช่น สหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส โดยปรับเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับลักษณะนิสัยการชำระเงินและระเบียบข้อบังคับในแต่ละประเทศ และต่อยอดความเป็นเจ้าตลาดในตลาดต่างๆ เช่น สวีเดนและเยอรมนี ซึ่งรวมถึงการผสานการทำงานกับวิธีการชำระเงินที่ได้รับความนิยมในประเทศนั้นๆ เช่น iDEAL | Wero ในเนเธอร์แลนด์ (iDEAL กำลังเปลี่ยนไปใช้กระเป๋าเงินดิจิทัลแบบรวมศูนย์ของสหภาพยุโรปใหม่ Wero โดยเริ่มจากช่วงเปลี่ยนผ่านแบบร่วมแบรนด์) และปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูล เช่น กฎระเบียบว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (GDPR

  • เอเชีย
    ตลาดเอเชียเป็นตลาดที่มีทั้งความท้าทายและโอกาสที่แตกต่างกันสำหรับ Klarna ตลาดอีคอมเมิร์ซที่กำลังเติบโตในภูมิภาคนี้มีศักยภาพมหาศาลสำหรับบริษัท BNPL โดยกลยุทธ์หลักของบริษัทคือการปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของภูมิภาคที่เน้นการชำระเงินผ่านมือถือเป็นหลัก ซึ่งส่วนหนึ่งทำได้ผ่านการเป็นพันธมิตรกับกระเป๋าเงินดิจิทัลรายใหญ่ เช่น Alipay Klarna ต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบที่ซับซ้อนในแต่ละตลาดเอเชีย และต้องปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เช่น กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในประเทศจีน

  • ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์
    ในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ Klarna มีระดับการรับรู้แบรนด์และได้รับความไว้วางใจในหมู่ผู้ใช้อย่างดีเยี่ยม ทำให้บริษัทยืนหยัดได้อย่างมั่นคง จากข้อมูล ณ เดือนเมษายน 2023 พบว่าผู้ใช้ในออสเตรเลีย 40% ใช้บริการ BNPL ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งแสดงให้เห็นศักยภาพของตลาดได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ กลยุทธ์ของ Klarna ในภูมิภาคนี้ยังรวมถึงการเป็นพาร์ทเนอร์กับผู้ค้าปลีกรายใหญ่ เช่น H&M, ASOS และ THE ICONIC ยังไม่รวมการให้อัตราดอกเบี้ยที่น่าสนใจ Klarna ดำเนินงานตามข้อกำหนดสำหรับบริการทางการเงินของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และการลงทุนของออสเตรเลีย (ASIC) และองค์กรควบคุมตลาดการเงิน (FMA)

ใครคือผู้ที่ใช้ Klarna

Klarna ให้บริการกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายและผสานการทำงานกับธุรกิจหลากหลายประเภทใน 45 ตลาดทั่วโลก ผู้ใช้ Klarna มีหลายกลุ่มอายุ เพศ การศึกษา ช่วงชีวิต และสังคม ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบริการได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางจากลูกค้าหลายกลุ่ม ลูกค้าใช้บริการของ Klarna เพื่อซื้อสินค้าภายในร้าน ทางออนไลน์ ภายในแอป และแม้แต่การชำระเงินตามใบเรียกเก็บเงิน ข้อมูลทางประชากรศาสตร์ล่าสุดแสดงให้เห็นว่าฐานลูกค้าของ Klarna มีลักษณะดังต่อไปนี้

  • การศึกษา: Klarna รายงานว่าลูกค้า 31% จบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย และเน้นให้เห็นว่าผู้คนจากทุกระดับการศึกษาใช้บริการของบริษัท

  • ช่วงชีวิต: ข้อมูลของ Klarna แสดงให้เห็นว่าลูกค้า 36% ของ Klarna มีคู่ชีวิตและมีลูกแล้ว, 27% เป็นคนโสดที่ไม่มีลูก, 18% มีคู่แล้วและไม่มีลูก และ 11% เป็นคนโสดที่มีลูก

  • สังคม: ข้อมูลของ Klarna แสดงว่า 40% ของลูกค้าอาศัยอยู่ในเมือง, 32% อาศัยอยู่ในชานเมือง และ 28% อาศัยอยู่ในชนบท

อุตสาหกรรมที่ Klarna ประสบความสำเร็จมากที่สุด ได้แก่

  • ผู้ค้าปลีก: ผู้ค้าปลีกรายใหญ่หลายแห่งนำเสนอ Klarna เป็นตัวเลือกในการชำระเงิน โดยมีอัตราการนำไปใช้ชำระค่าเสื้อผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า และเฟอร์นิเจอร์เพิ่มขึ้นอย่างมาก

  • การเดินทางและการบริการ: สายการบินและแพลตฟอร์มการจองการเดินทางอย่าง Expedia มักจะผสานการทำงานกับ Klarna ช่วยให้นักท่องเที่ยวสามารถจองเที่ยวบินและโรงแรมโดยเลือกชำระเงินแบบยืดหยุ่นได้

  • สุขภาพและบริการเพื่อสุขภาพ: คลินิกทันตกรรม ร้านขายยา และธุรกิจในสถานบริการเพื่อสุขภาพนำ Klarna มาใช้ ซึ่งช่วยเพิ่มการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่อาจชำระเงินเต็มจำนวนไม่ได้

  • ยานยนต์: ธุรกิจดูแลรถยนต์ยังยอมรับ Klarna เนื่องจากเป็นวิธีที่สะดวกในการซื้อยางล้อและสิ่งจำเป็นอื่นๆ

Klarna ทำงานอย่างไร

หากต้องการชำระเงินด้วย Klarna ลูกค้าก็แค่เลือก Klarna เป็นวิธีการชำระเงินที่ต้องการในขั้นตอนการชำระเงิน ซึ่งอาจปรากฏอยู่บนเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ แอปบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ หรือในร้านค้าจริง นอกจากนี้ ลูกค้ายังจัดการบัญชี Klarna ของตนเองได้ผ่านแอป Klarna รวมทั้งติดตามคำสั่งซื้อ ดูกำหนดเวลาการชำระเงิน ทำการชำระเงิน และขอความช่วยเหลือจากฝ่ายสนับสนุนลูกค้า เมื่อชำระเงินด้วย Klarna ลูกค้าจะสามารถเลือกแพ็กเกจการชำระเงินต่อไปนี้ได้

  • Pay in 4: ตัวเลือกนี้จะแบ่งค่าใช้จ่ายในการซื้อออกเป็น 4 งวดโดยไม่มีดอกเบี้ย ลูกค้าต้องชำระเงินงวดแรกในขั้นตอนการชำระเงิน ส่วนที่เหลืออีก 3 งวดต้องชำระในอีก 6 สัปดาห์ถัดไป

  • Pay in 30: ตัวเลือกนี้ให้ลูกค้าชำระเงินการซื้อเต็มจำนวนภายใน 30 วัน โดยไม่มีดอกเบี้ยหรือค่าธรรมเนียมหากชำระตรงเวลา

  • สินเชื่อระยะยาว: หากเป็นการซื้อที่มีมูลค่าสูง ลูกค้าสามารถขอสินเชื่อระยะยาวได้ โดยมีอัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นที่ 7.99%

ต่อไปนี้คือวิธีการทำงานของ Klarna ในฝั่งธุรกิจ

  • การผสานการทำงาน: ธุรกิจต่างๆ สามารถผสานการทำงาน Klarna เข้ากับระบบบันทึกการขาย (POS) และแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีอยู่ผ่านอินเทอร์เฟซการเขียนโปรแกรมแอปพลิเคชัน (API) และปลั๊กอินต่างๆ

  • การประมวลผลธุรกรรม: เมื่อลูกค้าเลือก Klarna ในขั้นตอนการชำระเงิน Klarna จะยืนยันตัวตนและความน่าเชื่อถือทางเครดิตของลูกค้าโดยทันที เมื่อได้รับอนุมัติ Klarna จะเบิกจ่ายจำนวนเงินที่ซื้อไปให้ธุรกิจล่วงหน้าโดยรับทราบว่ามีความเสี่ยงที่จะไม่ได้รับเงินคืน Klarna จัดการธุรกรรมปริมาณมากและยังคงให้บริการได้ตามปกติแม้ในช่วงเวลาที่มีอัตราการใช้งานสูง เพราะใช้สถาปัตยกรรมแบบกระจายศูนย์เพื่อความสามารถในการขยายและความน่าเชื่อถือ

  • การชำระเงิน: Klarna ชำระเงินตามยอดธุรกรรมให้แก่ธุรกิจภายใน 2-3 วันทำการ โดยปกติแล้วจะดำเนินการผ่านการโอนเงินผ่านธนาคารหรือการชำระเงินแบบ ACH

ผลิตภัณฑ์บางประเภทอาจไม่มีสิทธิ์ขอบริการจัดหาเงินทุนผ่าน Klarna ตัวอย่างเช่น Klarna ไม่มีบริการจัดหาเงินทุนสำหรับบริการต่างๆ เช่น การตัดผม การซ่อมรถยนต์ และค่าธรรมเนียมทางกฎหมาย หรือสินค้าที่จับต้องไม่ได้ เช่น เพลง หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ และภาพยนตร์ รวมทั้งไม่จัดหาเงินทุนให้กับการซื้อบางประเภท เช่น การซื้อตั๋วและบัตรผ่านประตู หรือผลิตภัณฑ์ทางการเงิน เช่น การลงทุนหรือการประกันภัย นอกจากนี้ Klarna ยังไม่จัดหาเงินทุนให้กับการซื้อสินค้าที่ถูกจำกัด เช่น แอลกอฮอล์ ยาสูบ อาวุธปืน และเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่

ผลิตภัณฑ์ประเภทต่อไปนี้มักจะมีสิทธิ์ขอบริการจัดหาเงินทุนจาก Klarna ได้แต่มีข้อจำกัดบางประการ

  • สินค้าที่จับต้องได้: โดยทั่วไปแล้ว Klarna จะให้บริการจัดหาเงินทุนแก่ผลิตภัณฑ์ที่จับต้องได้ส่วนใหญ่ รวมถึงเสื้อผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าในบ้าน

  • สินค้าดิจิทัล: ผลิตภัณฑ์ดิจิทัลบางรายการ เช่น ใบอนุญาตซอฟต์แวร์ หลักสูตรออนไลน์ และการเป็นสมาชิก อาจมีสิทธิ์รับบริการจัดหาเงินทุนของ Klarna

  • การเดินทาง: Klarna มอบทางเลือกมากมายในการจัดหาเงินทุนสำหรับการจองเที่ยวบิน โรงแรม และแพ็กเกจวันหยุดพักผ่อนผ่านพาร์ทเนอร์การเดินทางบางราย

  • บัตรของขวัญ: บัตรของขวัญบางแบบอาจมีสิทธิ์รับบริการจัดหาเงินทุนผ่าน Klarna แต่อาจมีข้อจำกัด ขึ้นอยู่กับบริษัทผู้ออกบัตรและประเภทของบัตรของขวัญ

  • การสั่งซื้อล่วงหน้า: Klarna อาจอนุญาตให้จัดหาเงินทุนสำหรับการสั่งซื้อผลิตภัณฑ์บางประเภทล่วงหน้า แต่อาจกำหนดเวลาชำระเงินแตกต่างจากตัวเลือกการจัดหาเงินทุนแบบมาตรฐาน

  • สินค้าสั่งทำหรือสินค้าเฉพาะบุคคล: สิทธิ์ในการขอรับการจัดหาเงินทุนสำหรับสินค้าสั่งทำหรือสินค้าเฉพาะบุคคลขึ้นอยู่กับผลิตภัณฑ์และธุรกิจเป็นสำคัญ

How Klarna works as a flexible buy now, pay later option - Detailed process visualization on how Klarna works

ประโยชน์ของการยอมรับ Klarna

  • ชำระเงินได้รวดเร็วขึ้น: ความเร็วในการประมวลผลของ Klarna จะช่วยลดเวลาชำระเงิน ลดจำนวนคิวลูกค้า และเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน

  • ขั้นตอนแบบอัตโนมัติ: Klarna แทนที่งานที่ต้องทำด้วยตนเองด้วยฟังก์ชันการทำงานอัตโนมัติ ซึ่งช่วยลดการประมวลผลการชำระเงิน ค่าใช้จ่ายและเพิ่มทรัพยากรสำหรับความคิดริเริ่มเชิงกลยุทธ์

  • ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับลูกค้า: Klarna ให้ข้อมูลมากมายเกี่ยวกับพฤติกรรม ความต้องการ และข้อมูลประชากรของลูกค้าแบบเรียลไทม์ ช่วยให้ธุรกิจสามารถจัดทำแคมเปญการตลาด ข้อเสนอผลิตภัณฑ์ และการจัดการสินค้าคงคลังอย่างเหมาะสม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรทรัพยากร การวางแผนธุรกิจ และประสิทธิภาพโดยรวม

  • เพิ่มความถี่ในการซื้อ: อินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่ายของ Klarna และตัวเลือกการชำระเงินที่ยืดหยุ่นช่วยสร้างประสบการณ์การช้อปปิ้งที่สะดวกสบาย นอกจากนี้ การมอบตัวเลือกการชำระเงินที่ยืดหยุ่นจะช่วยเพิ่มความถี่ในการซื้อได้ถึง 20% จากการรายงานของ Klarna ปี 2020

  • เพิ่มกำลังซื้อ: ตัวเลือกการชำระเงินที่ยืดหยุ่นของ Klarna ช่วยให้ลูกค้าซื้อสินค้าที่มีมูลค่าสูงขึ้นได้ จากข้อมูลในรายงานปี 2020 ของ Klarna ธุรกิจต่างๆ มีมูลค่าคำสั่งซื้อโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 68% จากการมอบความยืดหยุ่นในการชำระเงินในลักษณะดังกล่าว

  • การละทิ้งรถเข็นลดลง: ขั้นตอนการชำระเงินที่ราบรื่นของ Klarna จะช่วยลดการละทิ้งรถเข็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ ในรายงานปี 2020 ของ Klarna ผู้ค้าปลีกรายหนึ่งรายงานว่ายอดขายเพิ่มขึ้นถึง 200% ในช่วงเทศกาลวันหยุด

  • ช่องทางรายรับที่หลากหลาย: Klarna ช่วยธุรกิจสร้างช่องทางรายรับใหม่ๆ ผ่านโซลูชันอันล้ำสมัย เช่น Pay in 30 และตัวเลือกการจัดหาเงินทุนอื่นๆ

  • การป้องกันการฉ้อโกง: มาตรการรักษาความปลอดภัยที่ซับซ้อนของ Klarna ช่วยลดกิจกรรมที่เป็นการฉ้อโกง จึงปกป้องธุรกิจจากการสูญเสียทางการเงิน รวมทั้งปกป้องความสมบูรณ์ถูกต้องของรายรับ

  • ข้อได้เปรียบในการแข่งขัน: ธุรกิจที่ยอมรับ Klarna จะสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งได้และดึงดูดลูกค้าที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ไม่เพียงเท่านั้นยังสามารถเพิ่มการรับรู้แบรนด์ด้วยการแสดงให้เห็นความตั้งใจที่จะเสนอวิธีการชำระเงินอันล้ำสมัยที่ให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นหลัก กล่าวได้ว่าการยอมรับ Klarna และการผสานการทำงานกับเทคโนโลยีใหม่ๆ จะทำให้ธุรกิจก้าวขึ้นไปอยู่ในแนวหน้าของสภาพแวดล้อมแบบดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

ค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมของ Klarna

โครงสร้างค่าธรรมเนียมของ Klarna ขึ้นอยู่กับตัวแปรหลายอย่าง ค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมอาจแตกต่างกันไปตามตำแหน่งที่ตั้งของธุรกิจและลูกค้า และ Klarna อาจเสนอค่าธรรมเนียมพิเศษให้กับธุรกิจที่มีปริมาณการชำระเงินสูง นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์หลัก 3 อย่างของ Klarna ได้แก่ Pay in 4, Pay in 30 และ Financing ก็มีโครงสร้างค่าธรรมเนียมเฉพาะตัว

ดูรายละเอียดโครงสร้างค่าธรรมเนียมทั่วไปสำหรับธุรกรรม Klarna ได้จากด้านล่าง

  • ค่าธรรมเนียมธุรกรรม: ค่าธรรมเนียมธุรกรรมเป็นค่าธรรมเนียมตามเปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะมีผลกับธุรกรรมทั้งหมดที่ประมวลผลผ่าน Klarna และจะแตกต่างกันไปตามผลิตภัณฑ์ Klarna ที่ใช้ (เช่น Pay in 4, Pay in 30, Financing) และปริมาณธุรกรรม โดยทั่วไปแล้วค่าธรรมเนียมจะเริ่มตั้งแต่ 3.29% จนถึง 5.99% บวก 30 เซนต์

  • ค่าธรรมเนียมธุรกรรม Pay in 4: โดยทั่วไปแล้ว การชำระเงินโดยไม่มีดอกเบี้ยนี้เป็นผลิตภัณฑ์ Klarna ที่มีค่าธรรมเนียมถูกที่สุดสำหรับทั้งธุรกิจและลูกค้า ธุรกิจจะจ่ายค่าธรรมเนียมธุรกรรมน้อยกว่าเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์อื่นๆ ของ Klarna ในขณะเดียวกันลูกค้าก็ไม่ต้องเสียดอกเบี้ยตราบใดที่ชำระเงินตรงเวลา

  • ค่าธรรมเนียมธุรกรรม Pay in 30: ตัวเลือกนี้ช่วยให้ลูกค้าชำระเงินการซื้อเต็มจำนวนภายใน 30 วันได้โดยไม่เสียดอกเบี้ย ธุรกิจอาจจะจ่ายค่าธรรมเนียมธุรกรรม Pay in 30 สูงกว่าผลิตภัณฑ์ Pay in 4 เล็กน้อย เนื่องจาก Klarna มีความเสี่ยงที่จะไม่ได้รับเงินคืนเป็นระยะเวลานานขึ้น

  • Financing: ตัวเลือกนี้ช่วยให้ลูกค้าสามารถชำระเงินการซื้อมูลค่าสูงด้วยสินเชื่อระยะยาว โดยทั่วไปแล้ว ธุรกิจต่างๆ ต้องชำระค่าธรรมเนียมสูงที่สุดสำหรับธุรกรรม Financing เนื่องจาก Klarna ต้องรับความเสี่ยงจากระยะเวลาการกู้ยืมที่ยาวนานขึ้นและวงเงินกู้ที่สูงขึ้น นอกจากนี้ ลูกค้ายังอาจต้องชำระดอกเบี้ยจากวงเงินกู้ตามข้อกำหนดเฉพาะของสัญญาเงินกู้

  • ค่าธรรมเนียมธุรกรรมผ่านบัตรระหว่างธนาคาร: ค่าธรรมเนียมเหล่านี้เรียกเก็บโดยธนาคารที่ออกบัตรและเครือข่ายบัตร ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับ Klarna และจะส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายของธุรกิจโดยตรง แม้ว่า Klarna ต่อรองขออัตราค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมผ่านบัตรระหว่างธนาคารที่น่าสนใจ แต่ค่าธรรมเนียมเหล่านี้อาจทำให้ธุรกรรมมีต้นทุนเพิ่มขึ้นอีก 0.5% ถึง 1.5%

  • ค่าธรรมเนียมการชำระเงินล่าช้า: ธุรกิจต่างๆ อาจเสียค่าธรรมเนียมการชำระเงินล่าช้า หากลูกค้าไม่ผ่อนชำระให้กับ Klarna ตามเวลาที่กำหนด ค่าธรรมเนียมเหล่านี้จะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับผลิตภัณฑ์ Klarna ที่ใช้และระเบียบข้อบังคับในท้องถิ่น ในปี 2022 Klarna ประกาศใช้โครงสร้างค่าธรรมเนียมแบบหลายระดับสำหรับค่าธรรมเนียมการชำระเงินล่าช้าในออสเตรเลีย โดยยกเว้นค่าธรรมเนียมสำหรับการซื้อที่มีมูลค่าต่ำกว่า 25 ดอลลาร์ออสเตรเลีย

  • ค่าธรรมเนียมการดึงเงินคืน: ธุรกิจอาจต้องเสียค่าธรรมเนียมการดึงเงินคืนหากลูกค้าโต้แย้งธุรกรรมและธุรกิจไม่ได้เป็นฝ่ายชนะในกรณีการดึงเงินคืน เช่นเดียวกับการชำระเงินด้วยบัตรแบบดั้งเดิม ค่าธรรมเนียมเหล่านี้จะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับธนาคารที่ประมวลผล และอาจมีตั้งแต่ 15 ถึง 30 ดอลลาร์สหรัฐต่อการดึงเงินคืนหนึ่งครั้งในสหรัฐอเมริกา

  • ค่าธรรมเนียมการปฏิบัติตามข้อกำหนดของ PCI: ธุรกิจที่รับชำระเงินด้วยบัตรต้องปฏิบัติตามมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยข้อมูลสำหรับอุตสาหกรรมบัตรชำระเงิน (PCI DSS) ซึ่งอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับซอฟต์แวร์รักษาความปลอดภัย การตรวจสอบ และการฝึกอบรม

  • ค่าธรรมเนียมการป้องกันการฉ้อโกง: ธุรกิจอาจเลือกใช้เครื่องมือป้องกันการฉ้อโกงเพิ่มเติมเพื่อลดความเสี่ยงจากการทำธุรกรรมฉ้อโกง เครื่องมือเหล่านี้มักมีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม ซึ่งแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับบริการและความครอบคลุมที่เลือก

ปกติแล้ว ธุรกิจมักจะใช้เกตเวย์การชำระเงินในระบบเพื่อประมวลผลธุรกรรม Klarna ซึ่งเกตเวย์เหล่านี้มีค่าธรรมเนียมของตัวเองดังต่อไปนี้ เกตเวย์การชำระเงินจำนวนมากเริ่มจัดทำโครงสร้างค่าธรรมเนียมธุรกรรม Klarna ที่น่าสนใจและมอบทางเลือกที่คุ้มค่ามากขึ้นให้แก่ธุรกิจต่างๆ

  • ค่าธรรมเนียมธุรกรรมผ่านเกตเวย์: เกตเวย์จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมต่อธุรกรรมตั้งแต่ 5 เซ็นต์ไปจนถึง 42 เซ็นต์ โดยทั่วไปแล้วจะขึ้นอยู่กับเกตเวย์และแพ็กเกจที่เลือก

  • ค่าธรรมเนียมเกตเวย์รายเดือน: นอกจากค่าธรรมเนียมต่อธุรกรรมแล้ว เกตเวย์การชำระเงินในระบบบางส่วนยังเรียกเก็บค่าธรรมเนียมรายเดือนเพิ่มเติม ตั้งแต่ 10 ดอลลาร์สหรัฐไปจนถึง 100 ดอลลาร์สหรัฐ โดยค่าธรรมเนียมเหล่านี้จะขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการเกตเวย์และปริมาณธุรกรรมที่ประมวลผล

  • ธุรกิจที่ใช้ Stripe เพื่อประมวลผลธุรกรรม Klarna คาดว่าจะต้องชำระค่าธรรมเนียมธุรกรรมเพิ่มเติม 5.99% + 30 เซ็นต์ต่อธุรกรรมที่ดำเนินการสำเร็จแต่ละรายการ นอกจากค่าธรรมเนียมของ Klarna

มาตรการรักษาความปลอดภัยของ Klarna

  • การเข้ารหัสข้อมูล: Klarna ใช้การเข้ารหัสขั้นสูงเพื่อรักษาความปลอดภัยในการรับส่งข้อมูล แปลงข้อมูลที่ละเอียดอ่อน เช่น หมายเลขบัตรเครดิตและรายละเอียดส่วนบุคคลเป็นรหัสที่ปลอดภัยเพื่อลดความเสี่ยงต่อการละเมิดข้อมูล Klarna ใช้การเข้ารหัสแบบ AES-256 ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรฐานการเข้ารหัสที่แข็งแกร่งที่สุด เพื่อรักษาความปลอดภัยให้กับข้อมูล ทั้งข้อมูลที่จัดเก็บไว้และข้อมูลที่กำลังส่ง การเข้ารหัสระดับนี้จะช่วยให้แน่ใจว่าแม้ข้อมูลจะถูกสกัดกั้น แต่ก็จะไม่สามารถอ่านได้หากไม่มีคีย์ถอดรหัสที่ถูกต้อง

  • การปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับ: ในฐานะผู้ให้บริการชำระเงิน Klarna ปฏิบัติตามข้อกำหนดของ PCI DSS ข้อกำหนดนี้บังคับให้มีการตรวจสอบความปลอดภัยเป็นประจำ และช่วยให้มั่นใจว่า Klarna จะมีสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับจัดการข้อมูลของเจ้าของบัตรเสมอ นอกจากนี้ Klarna ยังปฏิบัติตามกฎระเบียบว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลทั่วโลก รวมถึง GDPR ในยุโรป กฎหมายความเป็นส่วนตัวของผู้บริโภคแห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย (CCPA) ในสหรัฐอเมริกา และกฎหมายที่คล้ายคลึงกันในเขตอำนาจศาลอื่นๆ การปฏิบัติตามข้อกำหนดนี้เกี่ยวข้องกับการควบคุมอย่างเข้มงวดเกี่ยวกับการจัดการข้อมูลและความเป็นส่วนตัวของผู้บริโภค

  • การตรวจสอบสิทธิ์แบบ 2 ปัจจัย (2FA): Klarna ใช้ 2FA เพื่อเพิ่มความปลอดภัยอีกชั้นหนึ่งให้กับบัญชีลูกค้า ในการอนุมัติธุรกรรม ลูกค้าไม่เพียงต้องใช้รหัสผ่านและชื่อผู้ใช้เท่านั้น แต่ยังต้องใช้สินทรัพย์บางอย่างที่เฉพาะบุคลากรของลูกค้ามีอยู่กับตัว เช่น โทเค็นจริงหรือแอปสมาร์ทโฟน วิธีนี้จะช่วยลดความเสี่ยงจากการเข้าถึงบัญชีโดยไม่ได้รับอนุญาต

  • การแปลงโทเค็น: ในขั้นตอนการชำระเงินของ Klarna การแปลงเป็นโทเค็นจะใช้เพื่อแทนที่ข้อมูลการชำระเงินที่ละเอียดอ่อนด้วยตัวระบุหรือโทเค็นที่ไม่ซ้ำกัน ขั้นตอนนี้จะช่วยให้ระบบไม่จัดเก็บหรือส่งรายละเอียดของบัตรระหว่างการทำธุรกรรม ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงของการฉ้อโกงได้เป็นอย่างมาก

  • การตรวจสอบสิทธิ์ลูกค้าแบบรัดกุม (SCA): Klarna นำ SCA มาใช้กับธุรกรรมตามคำสั่งว่าด้วยบริการชำระเงินฉบับปรับปรุงของสหภาพยุโรป (PSD2) โดย SCA กำหนดให้การชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ต้องได้รับการตรวจสอบสิทธิ์โดยใช้องค์ประกอบ 2 ใน 3 อย่างต่อไปนี้: สิ่งที่ลูกค้าทราบ (เช่น รหัสผ่าน) สิ่งที่ลูกค้ามี (เช่น อุปกรณ์เคลื่อนที่) หรือข้อมูลทางกายภาพของลูกค้า (เช่น ข้อมูลไบโอเมตริก เช่น ลายนิ้วมือหรือการจดจำใบหน้า)

  • การตรวจสอบและอัปเดตด้านความปลอดภัยเป็นประจำ: Klarna ตรวจสอบความปลอดภัยเป็นประจำเพื่อระบุและแก้ไขช่องโหว่ การตรวจสอบเหล่านี้เป็นกุญแจสำคัญในการรักษามาตรฐานการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดและการอัปเดตระบบป้องกันของแพลตฟอร์มให้ทันต่อภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่พัฒนาอยู่ตลอดเวลา แนวทางจัดการช่องโหว่แบบเชิงรุกของ Klarna ซึ่งรวมถึงการประเมินเป็นประจำและการทดสอบการเจาะข้อมูล เป็นสิ่งสำคัญในการระบุและแก้ไขจุดอ่อนด้านความปลอดภัยที่อาจเกิดขึ้น

  • API ที่ปลอดภัยสำหรับธุรกิจ: Klarna มอบอินเทอร์เฟซ API ที่ปลอดภัยให้ธุรกิจต่างๆ เพื่อผสานการทำงาน ซึ่งจะช่วยปกป้องข้อมูลที่แลกเปลี่ยนกันระหว่าง Klarna กับระบบของธุรกิจ

  • การคุ้มครองข้อมูล: Klarna มีนโยบายสำหรับปกป้องข้อมูลลูกค้า รวมถึงการจำกัดการเข้าถึงข้อมูลสำหรับบุคลากรที่ได้รับอนุมัติ และใช้โซลูชันจัดเก็บข้อมูลที่ปลอดภัย เครื่องมือป้องกันการสูญเสียข้อมูล (DLP) มีความสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันทั้งการรั่วไหลของข้อมูลภายในและภายนอก ทำให้มั่นใจได้ว่าข้อมูลที่ละเอียดอ่อนจะไม่ตกอยู่ในมือของผู้อื่น

  • การป้องกันการฉ้อโกง: Klarna ใช้อัลกอริธึมการจัดการความเสี่ยงที่ซับซ้อนซึ่งขับเคลื่อนโดยแมชชีนเลิร์นนิงเพื่อตรวจจับและป้องกันกิจกรรมฉ้อโกง ระบบเหล่านี้เป็นแบบไดนามิก ซึ่งหมายความว่ามีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามข้อมูลใหม่และมีประสิทธิภาพมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป การใช้ขีดจำกัดความเร็วเพื่อตรวจสอบรูปแบบการทำธุรกรรมจะเพิ่มความปลอดภัยอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งช่วยจำกัดผลกระทบของการทำธุรกรรมปริมาณมากที่อาจเป็นการฉ้อโกงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • การยืนยันตัวตน: มาตรการการยืนยันตัวตนของ Klarna ใช้หลายปัจจัย รวมถึงการยืนยันที่อยู่และหมายเลขโทรศัพท์ ตลอดจนวิธีแบบดิจิทัลที่มีความซับซ้อน เช่น การตรวจสอบสิทธิ์แบบ 3D Secure

วิธียอมรับ Klarna เป็นวิธีการชำระเงิน

ธุรกิจต่างๆ จะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดทางเทคนิค กฎหมาย และข้อบังคับบางอย่างจึงจะยอมรับ Klarna เป็นวิธีการชำระเงินได้

  • การจดทะเบียนธุรกิจและใบอนุญาต: ธุรกิจจะต้องจดทะเบียนตามกฎหมายและถือครองใบอนุญาตที่จำเป็นทั้งหมดในภูมิภาคที่ดำเนินธุรกิจ

  • ความเข้ากันได้ของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ: ธุรกิจต้องมีร้านค้าออนไลน์ที่สามารถผสานการทำงานกับ Klarna ได้ Klarna มีปลั๊กอินและ API สำหรับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยอดนิยม เช่น Shopify, WooCommerce, Magento และอื่นๆ ธุรกิจจะต้องตั้งโปรแกรมการเชื่อมต่อเกตเวย์การชำระเงินของ Klarna กับระบบชำระเงินออนไลน์ของธุรกิจ โดยใช้ API หรือปลั๊กอินเหล่านี้

  • การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต: ธุรกิจจะต้องมีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่เสถียรและน่าเชื่อถือเพื่อประมวลผลธุรกรรม Klarna

  • การปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับ: ธุรกิจต้องปฏิบัติตามกฎหมายภาษีที่เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมทั้งเรียกเก็บและนำส่งภาษีการขาย นอกจากนี้ยังต้องดำเนินธุรกิจตามข้อกำหนด PCI DSS เพื่อให้สามารถจัดการข้อมูลบัตรชำระเงินได้อย่างปลอดภัย ใช้วิธีการป้องกันการฟอกเงิน (AML) และรู้จักลูกค้าของคุณ (KYC) เพื่อยืนยันตัวตนของลูกค้าและป้องกันกิจกรรมการฉ้อโกง และปฏิบัติตามกฎหมายความเป็นส่วนตัวของข้อมูล เช่น GDPR ในยุโรปหรือ CCPA ในรัฐแคลิฟอร์เนีย

ธุรกิจต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดเหล่านี้จึงจะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปนี้เพื่อรับชำระเงินผ่าน Klarna ได้

  • ลงทะเบียนเปิดบัญชีผู้ค้าของ Klarna: ดำเนินการลงทะเบียนกับ Klarna ให้เสร็จสมบูรณ์และเปิดใช้งานบัญชีของคุณ โดยในขั้นตอนการลงทะเบียนนี้อาจมีการประเมินความมั่นคงทางการเงินและความน่าเชื่อถือทางเครดิตของธุรกิจด้วย หากการลงทะเบียนได้รับอนุมัติ ธุรกิจต่างๆ จะได้รับข้อตกลงสำหรับผู้ค้าจาก Klarna ซึ่งควรตรวจสอบอย่างละเอียด

  • ผสานการทำงานกับระบบ Klarna: กำหนดค่า Klarna API หรือติดตั้งปลั๊กอิน Klarna บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเพื่อลิงก์ระบบชำระเงินของ Klarna กับร้านค้าออนไลน์ของธุรกิจคุณ

  • เพิ่ม Klarna เป็นวิธีการชำระเงิน: เพิ่ม Klarna เป็นตัวเลือกการชำระเงินในขั้นตอนการชำระเงิน และทำการทดสอบอย่างละเอียดเพื่อให้มั่นใจว่า Klarna ทำงานได้อย่างราบรื่นในร้านค้าออนไลน์ของคุณ

วิธีเปิดใช้งาน Klarna ผ่าน Stripe

ธุรกิจที่ต้องการรับชำระเงินผ่าน Klarna ด้วย Stripe เป็นตัวประมวลผลการชำระเงินจะต้องมีขั้นตอนการตั้งค่าเป็นของตัวเอง อันดับแรก ธุรกิจต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซหรือเว็บไซต์ของตนเข้ากันได้กับ Stripe และจะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดทั้งหมดเช่นเดียวกับธุรกิจที่ต้องการรับชำระเงินผ่าน Klarna โดยตรง รวมถึงการปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในท้องถิ่น

ดูขั้นตอนการประมวลผลการชำระเงินจาก Klarna ผ่าน Stripe ได้จากด้านล่าง

  • การตั้งค่าบัญชี: ธุรกิจต้องมีบัญชี Stripe อยู่แล้วหรือสร้างบัญชีใหม่ผ่านขั้นตอนการสร้างบัญชีของ Stripe โดยจะต้องให้รายละเอียดธุรกิจและข้อมูลธนาคาร

  • การผสานการทำงานกับ Stripe API: ธุรกิจต้องผสานการทำงาน API ของ Stripe เข้ากับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของตน Stripe มีเอกสารประกอบที่ครอบคลุมและชุดเครื่องมือพัฒนาซอฟต์แวร์ (SDK) สำหรับภาษาเขียนโปรแกรมที่หลากหลายเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับขั้นตอนนี้

  • การเปิดใช้งาน Klarna: ธุรกิจจะต้องเปิดใช้งาน Klarna เป็นวิธีการชำระเงินภายในบัญชี Stripe ของตน โดยอาจจะต้องใช้ขั้นตอนการยืนยันหรือการอนุมัติเพิ่มเติมทั้งภายใน Stripe และ Klarna

  • กำหนดค่าการชำระเงินผ่าน Klarna: ธุรกิจต่างๆ จะกำหนดค่า Klarna เป็นวิธีการชำระเงินในแดชบอร์ด Stripe หรือผ่าน API พร้อมทั้งระบุวิธีการชำระเงินที่ต้องการเสนอ (เช่น Pay in 4) และภูมิภาคต่างๆ ที่ธุรกิจจะยอมรับ Klarna

  • ทดสอบฟังก์ชัน: ธุรกิจควรใช้สภาพแวดล้อมการทดสอบของ Stripe เพื่อให้มั่นใจว่าการชำระเงินผ่าน Klarna จะทำงานได้ตามที่คาดไว้ โดย Stripe จะมอบข้อมูลประจำตัวทดสอบเพื่อให้ธุรกิจนำไปใช้จำลองธุรกรรม Klarna

  • แสดงข้อตกลงสำหรับผู้ใช้: เว็บไซต์ของธุรกิจควรมีข้อตกลงผู้ใช้และนโยบายความเป็นส่วนตัวที่ครอบคลุมการใช้ Klarna และ Stripe ซึ่งระบุรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีจัดการและประมวลผลข้อมูลลูกค้า

  • ติดตามตรวจสอบธุรกรรม: ธุรกิจควรติดตามตรวจสอบธุรกรรมเป็นประจำเพื่อหาปัญหาหรือรูปแบบที่ผิดปกติ และเตรียมพร้อมที่จะทำงานร่วมกับ Stripe และ Klarna เพื่อแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้น

ตัวเลือกอื่นๆ นอกเหนือจาก Klarna

Klarna มีคู่แข่งหลายรายในอุตสาหกรรม BNPL ต่อไปนี้คือคู่แข่งรายใหญ่ของ Klarna ในตลาดต่างๆ ทั่วโลก

อเมริกาเหนือ

  • Affirm: Affirm มีชื่อเสียงอย่างมากในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา จึงเป็นคู่แข่งของ Klarna ในแง่ของความนิยม Affirm มีแผนการชำระเงินที่ยืดหยุ่น รวมทั้งกำหนดระยะสัญญายาวกว่าและเสนอตัวเลือกแบบมีดอกเบี้ย ซึ่งได้รับความสนใจจากลูกค้าในวงกว้าง นอกจากนี้ัยังผสานการทำงานกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่และให้บริการลูกค้าอย่างดีเยี่ยม แต่ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากธุรกิจมีแนวโน้มว่าจะสูงกว่า Klarna

  • Afterpay: Afterpay เป็นบริษัทในออสเตรเลียที่มีส่วนแบ่งตลาดไม่น้อยในอเมริกาเหนือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่คนรุ่นใหม่ แผนการชำระเงินระยะสั้นโดยไม่มีดอกเบี้ยตอบโจทย์ของลูกค้าที่มีงบประมาณจำกัด อย่างไรก็ตาม Afterpay เรียกเก็บค่าธรรมเนียมการชำระเงินล่าช้าสูงมากจากลูกค้า และธุรกิจอาจมีอัตราการดึงเงินคืนสูงกว่าผู้ให้บริการรายอื่น

  • PayPal Credit: PayPal ใช้ประโยชน์จากฐานผู้ใช้ที่มีอยู่เดิมและหันมาเจาะภาคธุรกิจ BNPL ด้วยบริการ PayPal Credit ที่ผสานการทำงานเข้าด้วยกัน แต่ถึงแม้ว่า PayPal จะมอบประสบการณ์การชำระเงินที่ราบรื่นให้กับลูกค้าที่คุ้นเคยกับ PayPal อยู่แล้ว แต่ค่าธรรมเนียมอาจไม่ชัดเจนและซับซ้อนสำหรับทั้งธุรกิจและลูกค้า

ยุโรป

  • Clearpay: Clearpay มีฐานลูกค้าที่แข็งแกร่งในยุโรปและฟีเจอร์คล้ายกันกับ Afterpay รวมถึงแผนการชำระเงินระยะสั้นโดยไม่มีดอกเบี้ย ซึ่งได้รับการปรับให้เหมาะกับลูกค้าที่เป็นคนรุ่นใหม่ อย่างไรก็ตาม ค่าธรรมเนียมการชำระเงินล่าช้าของ Clearpay อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างธุรกิจกับลูกค้าอย่างมาก

  • Ratepay: Ratepay คือผู้ให้บริการ BNPL ในเยอรมนีที่มอบตัวเลือกการชำระเงินที่ยืดหยุ่นและมีอัตราค่าธรรมเนียมที่น่าสนใจสำหรับทั้งธุรกิจและลูกค้า ทั้งยังเน้นการบริหารความเสี่ยงและการป้องกันการฉ้อโกงอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ธุรกิจมีความเสี่ยงทางการเงินน้อยที่สุด ข้อเสียก็คือใช้บริการได้เฉพาะในตลาดยุโรป ทำให้ไม่น่าดึงดูดเท่าที่ควรสำหรับธุรกิจระดับโลก

  • Mangopay: Mangopay คือโซลูชัน BNPL ของฝรั่งเศสที่มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับแพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลสและมีโซลูชันที่ปรับแต่งมาเพื่อธุรกิจ ซึ่งอำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมระหว่างหลายฝ่าย Mangopay มีฟีเจอร์การรักษาความปลอดภัยที่แข็งแกร่งและเครื่องมือจัดการการชำระเงินที่ครอบคลุม แต่จะเน้นที่มาร์เก็ตเพลสเป็นหลัก ดังนั้นจึงอาจไม่ตอบโจทย์ธุรกิจในภาคธุรกิจต่างๆ

เอเชียแปซิฟิก

  • Zip: Zip คือผู้ให้บริการด้าน BNPL ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ โดยนำเสนอแผนการชำระเงินที่ยืดหยุ่น ซึ่งมีทั้งตัวเลือกระยะสั้นและระยะยาว ข้อดีคือแพลตฟอร์มเป็นมิตรกับผู้ใช้ ทั้งยังมีการรับรู้แบรนด์ที่แข็งแกร่ง ทำให้สามารถดึงดูดฐานลูกค้าขนาดใหญ่ได้ แต่ค่าธรรมเนียมอาจสูงกว่าคู่แข่งบางรายและไม่ได้เป็นที่รู้จักในระดับสากล

  • Atome: Atome เป็นผู้ให้บริการ BNPL ในสิงคโปร์ที่ขยายธุรกิจอย่างรวดเร็วในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Atome ใช้ประโยชน์จากการเป็นพาร์ทเนอร์กับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่และธุรกิจท้องถิ่นในการเข้าถึงฐานลูกค้าในวงกว้าง แต่ข้อเสียคือเน้นให้บริการคนรุ่นใหม่เป็นหลัก จึงอาจไม่เหมาะกับบางธุรกิจ

  • FOMO Pay: FOMO Pay เป็นบริษัทในสิงคโปร์ที่กำลังเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงในภาคธุรกิจ BNPL ในเอเชีย และตอบโจทย์ความต้องการตัวเลือกการชำระเงินแบบยืดหยุ่นที่กำลังเติบโตด้วยการเสนอแผนการผ่อนชำระโดยไม่มีดอกเบี้ย ทั้งยังผสานการทำงานกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำ อย่างไรก็ตาม ขอบเขตการดำเนินงานของ FOMO Pay ยังอยู่ในวงจำกัด และฐานผู้ใช้รุ่นใหม่อาจไม่เหมาะกับธุรกิจบางแห่ง

Stripe Payments ช่วยเหลือคุณได้อย่างไร

Stripe Payments มอบโซลูชันการชำระเงินระดับโลกแบบครบวงจรที่ช่วยให้ธุรกิจใดๆ ตั้งแต่สตาร์ทอัพที่กำลังเติบโตไปจนถึงองค์กรระดับโลกรับชำระเงินออนไลน์ ที่จุดขาย และทั่วโลกได้

Stripe Payments สามารถช่วยคุณทำสิ่งต่อไปนี้

  • เพิ่มประสิทธิภาพให้ประสบการณ์การชำระเงินของคุณ: สร้างประสบการณ์ที่ราบรื่นให้กับลูกค้าและประหยัดเวลาในการทำงานวิศวกรรมได้หลายพันชั่วโมงด้วย UI การชำระเงินที่สร้างไว้ให้แล้ว, สิทธิ์เข้าถึงวิธีการชำระเงินมากกว่า 125 วิธี และ Link ซึ่งเป็นกระเป๋าเงินที่สร้างโดย Stripe
  • ขยายไปสู่ตลาดใหม่ๆ ได้เร็วขึ้น: เข้าถึงลูกค้าทั่วโลกและลดความซับซ้อนและค่าใช้จ่ายในการจัดการหลายสกุลเงินด้วยตัวเลือกการชำระเงินข้ามพรมแดนที่มีให้บริการใน 195 ประเทศและกว่า 135 สกุลเงิน
  • รวมการชำระเงินที่จุดขายและทางออนไลน์ไว้ด้วยกัน: สร้างประสบการณ์การค้าแบบแพลตฟอร์มรวมในช่องทางออนไลน์และที่จุดขายเพื่อปรับแต่งการโต้ตอบ ตอบแทนความภักดี และเพิ่มรายได้
  • ปรับปรุงประสิทธิภาพการชำระเงิน: เพิ่มรายรับด้วยเครื่องมือการชำระเงินที่กำหนดเองได้และปรับแต่งได้ง่ายๆ ซึ่งรวมถึงระบบป้องกันการฉ้อโกงแบบไม่ต้องเขียนโค้ดและความสามารถขั้นสูงเพื่อเพิ่มอัตราการอนุมัติ
  • เดินหน้าได้เร็วขึ้นด้วยแพลตฟอร์มที่ยืดหยุ่นและเชื่อถือได้เพื่อการเติบโต: สร้างบนแพลตฟอร์มที่ออกแบบมาเพื่อขยับขยายไปพร้อมกับคุณ โดยมีระยะเวลาให้บริการที่แทบจะไม่หยุดทำงานเลย และมีความน่าเชื่อถือระดับแนวหน้าของวงการ

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีที่ Stripe Payments สามารถช่วยให้คุณรับการชำระเงินออนไลน์และที่จุดขายได้ หรือเริ่มใช้งานเลยวันนี้

เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นคําแนะนําทางกฎหมายหรือภาษี Stripe ไม่รับประกันหรือรับประกันความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ความไม่เพียงพอ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในบทความ คุณควรขอคําแนะนําจากทนายความที่มีอํานาจหรือนักบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอํานาจศาลเพื่อรับคําแนะนําที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ

บทความอื่นๆ

  • เกิดข้อผิดพลาดบางอย่าง โปรดลองอีกครั้งหรือติดต่อฝ่ายสนับสนุน

หากพร้อมเริ่มใช้งานแล้ว

สร้างบัญชีและเริ่มรับการชำระเงินโดยไม่ต้องทำสัญญาหรือระบุรายละเอียดเกี่ยวกับธนาคาร หรือติดต่อเราเพื่อสร้างแพ็กเกจที่ออกแบบเองสำหรับธุรกิจของคุณ
Payments

Payments

รับชำระเงินออนไลน์ ที่จุดขาย และทั่วโลกด้วยโซลูชันการชำระเงินที่สร้างมาสำหรับธุรกิจทุกขนาด

Stripe Docs เกี่ยวกับ Payments

ค้นหาคู่มือเกี่ยวกับการเชื่อมต่อ Payments API ของ Stripe