Klarna เป็นบริษัทฟินเทคสัญชาติสวีเดนที่สร้างชื่อเสียงโดดเด่นในอุตสาหกรรมซื้อตอนนี้ จ่ายทีหลัง (BNPL) ที่กำลังเติบโต ด้วยฐานผู้ใช้ 118 ล้านคนใน 26 ประเทศ Klarna ประมวลผลธุรกรรม 3.4 ล้านรายการต่อวัน และร่วมมือกับธุรกิจมากกว่า 1 ล้านแห่ง ซึ่งรวมถึงแบรนด์ดังระดับโลกอย่าง Nike, Adidas และ IKEA ส่วนแบ่งการตลาดในยุโรปของ Klarna ที่สูงถึง 70% ในปี 2022 ตอกย้ำตำแหน่งผู้นำด้านผู้ให้บริการ BNPL ในภูมิภาคนี้
ผลิตภัณฑ์และบริการของ Klarna ตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า ผลิตภัณฑ์หลักของบริษัทอย่าง Pay in 4 ช่วยให้ลูกค้าแบ่งการผ่อนชำระออกเป็น 4 งวดในช่วงระยะเวลา 6 สัปดาห์โดยไม่มีดอกเบี้ย ส่วนแพ็กเกจการชำระเงินแบบ Pay in 30 ก็กำหนดระยะเวลาผ่อนผัน 30 วันแบบไม่มีดอกเบี้ยและไม่มีค่าธรรมเนียม แล้วค่อยชำระเงินเต็มจำนวน สำหรับการซื้อที่มีมูลค่าสูง Klarna เสนอตัวเลือกทางการเงินที่มีอัตราดอกเบี้ยที่น่าสนใจเริ่มต้นที่ 7.99% นอกจากนี้ Klarna ยังมีบัตรดิจิทัลที่ช่วยให้ลูกค้าใช้ Klarna ได้ แม้ว่าธุรกิจจะไม่ได้ผสานการทำงานกับบริการดังกล่าวโดยตรงก็ตาม
Klarna มีความครอบคลุมทั่วโลกในตลาดทั่วทั้งอเมริกาเหนือ ยุโรป เอเชีย และโอเชียเนีย อีกทั้งยังมอบประสบการณ์การชำระเงินที่ได้มาตรฐานเดียวกันและเข้าถึงง่ายสำหรับผู้ใช้ทุกราย อุตสาหกรรม BNPL กำลังจะเติบโตครั้งใหญ่ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า และ Klarna ที่มีฐานผู้ใช้ขนาดใหญ่ การรับรู้แบรนด์ และนำเสนอผลิตภัณฑ์อันล้ำสมัย ก็มีความพร้อมที่จะกลายมาเป็นผู้นำในภาคธุรกิจการชำระเงินที่กำลังเติบโต
ในคู่มือนี้จะกล่าวถึงสิ่งที่ธุรกิจควรรู้เกี่ยวกับ Klarna ไม่ว่าจะเป็นวิธีการใช้งาน พื้นที่ที่ใช้งาน วิธียอมรับ Klarna เป็นวิธีการชำระเงิน
เนื้อหาหลักในบทความ
- มีการใช้งาน Klarna ในพื้นที่ใดบ้าง
- ใครคือผู้ที่ใช้ Klarna
- Klarna ทำงานอย่างไร
- ประโยชน์ของการยอมรับ Klarna
- ค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมของ Klarna
- มาตรการรักษาความปลอดภัยของ Klarna
- วิธียอมรับ Klarna เป็นวิธีการชำระเงิน
- วิธีเปิดใช้งาน Klarna ผ่าน Stripe
- ตัวเลือกอื่นๆ นอกเหนือจาก Klarna
- Stripe Payments ช่วยอะไรได้บ้าง
มีการใช้งาน Klarna ในพื้นที่ใดบ้าง
Klarna เข้าถึงลูกค้าทั่วโลกในตลาด 45 แห่ง ซึ่งแต่ละแห่งจะมีความต้องการของลูกค้าและกฎระเบียบแตกต่างกันไป ตลาดหลัก Klarna มีดังนี้
อเมริกาเหนือ
การเข้าสู่ตลาดสหรัฐอเมริกาของ Klarna ใช้ประโยชน์จากแนวโน้มที่ผู้บริโภคในประเทศหันมาใช้วิธีการชำระเงินทางเลือกและตัวเลือกการจัดหาเงินทุนที่ยืดหยุ่นมากขึ้น ดังที่เห็นได้จากการเติบโตของภาคธุรกิจ BNPL ในอเมริกาเหนือ ซึ่งมีมูลค่ามากกว่า 23 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 การผสานการทำงานกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ เช่น Shopify และ WooCommerce และกระเป๋าเงินดิจิทัลยอดนิยม เช่น Apple Pay และ Google Pay ช่วยให้ Klarna ดึงดูดลูกค้าที่เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีที่ต้องการประสบการณ์การชำระเงินที่รวดเร็วและสะดวกสบาย การดำเนินงานของ Klarna ในอเมริกาเหนือยังเป็นไปตามข้อกำหนดต่างๆ เช่น กฎระเบียบด้านการให้สินเชื่อและความเป็นส่วนตัวของข้อมูลของสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคทางการเงิน ซึ่งส่งเสริมความไว้วางใจของผู้ใช้และแนวทางการให้สินเชื่ออย่างมีความรับผิดชอบยุโรป
ในยุโรป Klarna ยืนหยัดได้อย่างแข็งแกร่งในภาคธุรกิจ BNPL โดยมีส่วนแบ่งตลาดถึง 70% ในปี 2022 ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง ไม่เพียงเท่านั้น Klarna ยังขยายธุรกิจไปยังประเทศอื่นๆ ในยุโรป เช่น สหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส โดยปรับเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับลักษณะนิสัยการชำระเงินและระเบียบข้อบังคับในแต่ละประเทศ และต่อยอดความเป็นเจ้าตลาดในตลาดต่างๆ เช่น สวีเดนและเยอรมนี ซึ่งรวมถึงการผสานการทำงานกับวิธีการชำระเงินที่ได้รับความนิยมในประเทศนั้นๆ เช่น iDEAL | Wero ในเนเธอร์แลนด์ (iDEAL กำลังเปลี่ยนไปใช้กระเป๋าเงินดิจิทัลแบบรวมศูนย์ของสหภาพยุโรปใหม่ Wero โดยเริ่มจากช่วงเปลี่ยนผ่านแบบร่วมแบรนด์) และปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูล เช่น กฎระเบียบว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (GDPRเอเชีย
ตลาดเอเชียเป็นตลาดที่มีทั้งความท้าทายและโอกาสที่แตกต่างกันสำหรับ Klarna ตลาดอีคอมเมิร์ซที่กำลังเติบโตในภูมิภาคนี้มีศักยภาพมหาศาลสำหรับบริษัท BNPL โดยกลยุทธ์หลักของบริษัทคือการปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของภูมิภาคที่เน้นการชำระเงินผ่านมือถือเป็นหลัก ซึ่งส่วนหนึ่งทำได้ผ่านการเป็นพันธมิตรกับกระเป๋าเงินดิจิทัลรายใหญ่ เช่น Alipay Klarna ต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบที่ซับซ้อนในแต่ละตลาดเอเชีย และต้องปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เช่น กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในประเทศจีนออสเตรเลียและนิวซีแลนด์
ในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ Klarna มีระดับการรับรู้แบรนด์และได้รับความไว้วางใจในหมู่ผู้ใช้อย่างดีเยี่ยม ทำให้บริษัทยืนหยัดได้อย่างมั่นคง จากข้อมูล ณ เดือนเมษายน 2023 พบว่าผู้ใช้ในออสเตรเลีย 40% ใช้บริการ BNPL ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งแสดงให้เห็นศักยภาพของตลาดได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ กลยุทธ์ของ Klarna ในภูมิภาคนี้ยังรวมถึงการเป็นพาร์ทเนอร์กับผู้ค้าปลีกรายใหญ่ เช่น H&M, ASOS และ THE ICONIC ยังไม่รวมการให้อัตราดอกเบี้ยที่น่าสนใจ Klarna ดำเนินงานตามข้อกำหนดสำหรับบริการทางการเงินของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และการลงทุนของออสเตรเลีย (ASIC) และองค์กรควบคุมตลาดการเงิน (FMA)
ใครคือผู้ที่ใช้ Klarna
Klarna ให้บริการกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายและผสานการทำงานกับธุรกิจหลากหลายประเภทใน 45 ตลาดทั่วโลก ผู้ใช้ Klarna มีหลายกลุ่มอายุ เพศ การศึกษา ช่วงชีวิต และสังคม ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบริการได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางจากลูกค้าหลายกลุ่ม ลูกค้าใช้บริการของ Klarna เพื่อซื้อสินค้าภายในร้าน ทางออนไลน์ ภายในแอป และแม้แต่การชำระเงินตามใบเรียกเก็บเงิน ข้อมูลทางประชากรศาสตร์ล่าสุดแสดงให้เห็นว่าฐานลูกค้าของ Klarna มีลักษณะดังต่อไปนี้
การศึกษา: Klarna รายงานว่าลูกค้า 31% จบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย และเน้นให้เห็นว่าผู้คนจากทุกระดับการศึกษาใช้บริการของบริษัท
ช่วงชีวิต: ข้อมูลของ Klarna แสดงให้เห็นว่าลูกค้า 36% ของ Klarna มีคู่ชีวิตและมีลูกแล้ว, 27% เป็นคนโสดที่ไม่มีลูก, 18% มีคู่แล้วและไม่มีลูก และ 11% เป็นคนโสดที่มีลูก
สังคม: ข้อมูลของ Klarna แสดงว่า 40% ของลูกค้าอาศัยอยู่ในเมือง, 32% อาศัยอยู่ในชานเมือง และ 28% อาศัยอยู่ในชนบท
อุตสาหกรรมที่ Klarna ประสบความสำเร็จมากที่สุด ได้แก่
ผู้ค้าปลีก: ผู้ค้าปลีกรายใหญ่หลายแห่งนำเสนอ Klarna เป็นตัวเลือกในการชำระเงิน โดยมีอัตราการนำไปใช้ชำระค่าเสื้อผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า และเฟอร์นิเจอร์เพิ่มขึ้นอย่างมาก
การเดินทางและการบริการ: สายการบินและแพลตฟอร์มการจองการเดินทางอย่าง Expedia มักจะผสานการทำงานกับ Klarna ช่วยให้นักท่องเที่ยวสามารถจองเที่ยวบินและโรงแรมโดยเลือกชำระเงินแบบยืดหยุ่นได้
สุขภาพและบริการเพื่อสุขภาพ: คลินิกทันตกรรม ร้านขายยา และธุรกิจในสถานบริการเพื่อสุขภาพนำ Klarna มาใช้ ซึ่งช่วยเพิ่มการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่อาจชำระเงินเต็มจำนวนไม่ได้
ยานยนต์: ธุรกิจดูแลรถยนต์ยังยอมรับ Klarna เนื่องจากเป็นวิธีที่สะดวกในการซื้อยางล้อและสิ่งจำเป็นอื่นๆ
Klarna ทำงานอย่างไร
หากต้องการชำระเงินด้วย Klarna ลูกค้าก็แค่เลือก Klarna เป็นวิธีการชำระเงินที่ต้องการในขั้นตอนการชำระเงิน ซึ่งอาจปรากฏอยู่บนเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ แอปบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ หรือในร้านค้าจริง นอกจากนี้ ลูกค้ายังจัดการบัญชี Klarna ของตนเองได้ผ่านแอป Klarna รวมทั้งติดตามคำสั่งซื้อ ดูกำหนดเวลาการชำระเงิน ทำการชำระเงิน และขอความช่วยเหลือจากฝ่ายสนับสนุนลูกค้า เมื่อชำระเงินด้วย Klarna ลูกค้าจะสามารถเลือกแพ็กเกจการชำระเงินต่อไปนี้ได้
Pay in 4: ตัวเลือกนี้จะแบ่งค่าใช้จ่ายในการซื้อออกเป็น 4 งวดโดยไม่มีดอกเบี้ย ลูกค้าต้องชำระเงินงวดแรกในขั้นตอนการชำระเงิน ส่วนที่เหลืออีก 3 งวดต้องชำระในอีก 6 สัปดาห์ถัดไป
Pay in 30: ตัวเลือกนี้ให้ลูกค้าชำระเงินการซื้อเต็มจำนวนภายใน 30 วัน โดยไม่มีดอกเบี้ยหรือค่าธรรมเนียมหากชำระตรงเวลา
สินเชื่อระยะยาว: หากเป็นการซื้อที่มีมูลค่าสูง ลูกค้าสามารถขอสินเชื่อระยะยาวได้ โดยมีอัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นที่ 7.99%
ต่อไปนี้คือวิธีการทำงานของ Klarna ในฝั่งธุรกิจ
การผสานการทำงาน: ธุรกิจต่างๆ สามารถผสานการทำงาน Klarna เข้ากับระบบบันทึกการขาย (POS) และแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีอยู่ผ่านอินเทอร์เฟซการเขียนโปรแกรมแอปพลิเคชัน (API) และปลั๊กอินต่างๆ
การประมวลผลธุรกรรม: เมื่อลูกค้าเลือก Klarna ในขั้นตอนการชำระเงิน Klarna จะยืนยันตัวตนและความน่าเชื่อถือทางเครดิตของลูกค้าโดยทันที เมื่อได้รับอนุมัติ Klarna จะเบิกจ่ายจำนวนเงินที่ซื้อไปให้ธุรกิจล่วงหน้าโดยรับทราบว่ามีความเสี่ยงที่จะไม่ได้รับเงินคืน Klarna จัดการธุรกรรมปริมาณมากและยังคงให้บริการได้ตามปกติแม้ในช่วงเวลาที่มีอัตราการใช้งานสูง เพราะใช้สถาปัตยกรรมแบบกระจายศูนย์เพื่อความสามารถในการขยายและความน่าเชื่อถือ
การชำระเงิน: Klarna ชำระเงินตามยอดธุรกรรมให้แก่ธุรกิจภายใน 2-3 วันทำการ โดยปกติแล้วจะดำเนินการผ่านการโอนเงินผ่านธนาคารหรือการชำระเงินแบบ ACH
ผลิตภัณฑ์บางประเภทอาจไม่มีสิทธิ์ขอบริการจัดหาเงินทุนผ่าน Klarna ตัวอย่างเช่น Klarna ไม่มีบริการจัดหาเงินทุนสำหรับบริการต่างๆ เช่น การตัดผม การซ่อมรถยนต์ และค่าธรรมเนียมทางกฎหมาย หรือสินค้าที่จับต้องไม่ได้ เช่น เพลง หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ และภาพยนตร์ รวมทั้งไม่จัดหาเงินทุนให้กับการซื้อบางประเภท เช่น การซื้อตั๋วและบัตรผ่านประตู หรือผลิตภัณฑ์ทางการเงิน เช่น การลงทุนหรือการประกันภัย นอกจากนี้ Klarna ยังไม่จัดหาเงินทุนให้กับการซื้อสินค้าที่ถูกจำกัด เช่น แอลกอฮอล์ ยาสูบ อาวุธปืน และเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่
ผลิตภัณฑ์ประเภทต่อไปนี้มักจะมีสิทธิ์ขอบริการจัดหาเงินทุนจาก Klarna ได้แต่มีข้อจำกัดบางประการ
สินค้าที่จับต้องได้: โดยทั่วไปแล้ว Klarna จะให้บริการจัดหาเงินทุนแก่ผลิตภัณฑ์ที่จับต้องได้ส่วนใหญ่ รวมถึงเสื้อผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าในบ้าน
สินค้าดิจิทัล: ผลิตภัณฑ์ดิจิทัลบางรายการ เช่น ใบอนุญาตซอฟต์แวร์ หลักสูตรออนไลน์ และการเป็นสมาชิก อาจมีสิทธิ์รับบริการจัดหาเงินทุนของ Klarna
การเดินทาง: Klarna มอบทางเลือกมากมายในการจัดหาเงินทุนสำหรับการจองเที่ยวบิน โรงแรม และแพ็กเกจวันหยุดพักผ่อนผ่านพาร์ทเนอร์การเดินทางบางราย
บัตรของขวัญ: บัตรของขวัญบางแบบอาจมีสิทธิ์รับบริการจัดหาเงินทุนผ่าน Klarna แต่อาจมีข้อจำกัด ขึ้นอยู่กับบริษัทผู้ออกบัตรและประเภทของบัตรของขวัญ
การสั่งซื้อล่วงหน้า: Klarna อาจอนุญาตให้จัดหาเงินทุนสำหรับการสั่งซื้อผลิตภัณฑ์บางประเภทล่วงหน้า แต่อาจกำหนดเวลาชำระเงินแตกต่างจากตัวเลือกการจัดหาเงินทุนแบบมาตรฐาน
สินค้าสั่งทำหรือสินค้าเฉพาะบุคคล: สิทธิ์ในการขอรับการจัดหาเงินทุนสำหรับสินค้าสั่งทำหรือสินค้าเฉพาะบุคคลขึ้นอยู่กับผลิตภัณฑ์และธุรกิจเป็นสำคัญ
ประโยชน์ของการยอมรับ Klarna
ชำระเงินได้รวดเร็วขึ้น: ความเร็วในการประมวลผลของ Klarna จะช่วยลดเวลาชำระเงิน ลดจำนวนคิวลูกค้า และเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน
ขั้นตอนแบบอัตโนมัติ: Klarna แทนที่งานที่ต้องทำด้วยตนเองด้วยฟังก์ชันการทำงานอัตโนมัติ ซึ่งช่วยลดการประมวลผลการชำระเงิน ค่าใช้จ่ายและเพิ่มทรัพยากรสำหรับความคิดริเริ่มเชิงกลยุทธ์
ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับลูกค้า: Klarna ให้ข้อมูลมากมายเกี่ยวกับพฤติกรรม ความต้องการ และข้อมูลประชากรของลูกค้าแบบเรียลไทม์ ช่วยให้ธุรกิจสามารถจัดทำแคมเปญการตลาด ข้อเสนอผลิตภัณฑ์ และการจัดการสินค้าคงคลังอย่างเหมาะสม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรทรัพยากร การวางแผนธุรกิจ และประสิทธิภาพโดยรวม
เพิ่มความถี่ในการซื้อ: อินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่ายของ Klarna และตัวเลือกการชำระเงินที่ยืดหยุ่นช่วยสร้างประสบการณ์การช้อปปิ้งที่สะดวกสบาย นอกจากนี้ การมอบตัวเลือกการชำระเงินที่ยืดหยุ่นจะช่วยเพิ่มความถี่ในการซื้อได้ถึง 20% จากการรายงานของ Klarna ปี 2020
เพิ่มกำลังซื้อ: ตัวเลือกการชำระเงินที่ยืดหยุ่นของ Klarna ช่วยให้ลูกค้าซื้อสินค้าที่มีมูลค่าสูงขึ้นได้ จากข้อมูลในรายงานปี 2020 ของ Klarna ธุรกิจต่างๆ มีมูลค่าคำสั่งซื้อโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 68% จากการมอบความยืดหยุ่นในการชำระเงินในลักษณะดังกล่าว
การละทิ้งรถเข็นลดลง: ขั้นตอนการชำระเงินที่ราบรื่นของ Klarna จะช่วยลดการละทิ้งรถเข็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ ในรายงานปี 2020 ของ Klarna ผู้ค้าปลีกรายหนึ่งรายงานว่ายอดขายเพิ่มขึ้นถึง 200% ในช่วงเทศกาลวันหยุด
ช่องทางรายรับที่หลากหลาย: Klarna ช่วยธุรกิจสร้างช่องทางรายรับใหม่ๆ ผ่านโซลูชันอันล้ำสมัย เช่น Pay in 30 และตัวเลือกการจัดหาเงินทุนอื่นๆ
การป้องกันการฉ้อโกง: มาตรการรักษาความปลอดภัยที่ซับซ้อนของ Klarna ช่วยลดกิจกรรมที่เป็นการฉ้อโกง จึงปกป้องธุรกิจจากการสูญเสียทางการเงิน รวมทั้งปกป้องความสมบูรณ์ถูกต้องของรายรับ
ข้อได้เปรียบในการแข่งขัน: ธุรกิจที่ยอมรับ Klarna จะสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งได้และดึงดูดลูกค้าที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ไม่เพียงเท่านั้นยังสามารถเพิ่มการรับรู้แบรนด์ด้วยการแสดงให้เห็นความตั้งใจที่จะเสนอวิธีการชำระเงินอันล้ำสมัยที่ให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นหลัก กล่าวได้ว่าการยอมรับ Klarna และการผสานการทำงานกับเทคโนโลยีใหม่ๆ จะทำให้ธุรกิจก้าวขึ้นไปอยู่ในแนวหน้าของสภาพแวดล้อมแบบดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
ค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมของ Klarna
โครงสร้างค่าธรรมเนียมของ Klarna ขึ้นอยู่กับตัวแปรหลายอย่าง ค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมอาจแตกต่างกันไปตามตำแหน่งที่ตั้งของธุรกิจและลูกค้า และ Klarna อาจเสนอค่าธรรมเนียมพิเศษให้กับธุรกิจที่มีปริมาณการชำระเงินสูง นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์หลัก 3 อย่างของ Klarna ได้แก่ Pay in 4, Pay in 30 และ Financing ก็มีโครงสร้างค่าธรรมเนียมเฉพาะตัว
ดูรายละเอียดโครงสร้างค่าธรรมเนียมทั่วไปสำหรับธุรกรรม Klarna ได้จากด้านล่าง
ค่าธรรมเนียมธุรกรรม: ค่าธรรมเนียมธุรกรรมเป็นค่าธรรมเนียมตามเปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะมีผลกับธุรกรรมทั้งหมดที่ประมวลผลผ่าน Klarna และจะแตกต่างกันไปตามผลิตภัณฑ์ Klarna ที่ใช้ (เช่น Pay in 4, Pay in 30, Financing) และปริมาณธุรกรรม โดยทั่วไปแล้วค่าธรรมเนียมจะเริ่มตั้งแต่ 3.29% จนถึง 5.99% บวก 30 เซนต์
ค่าธรรมเนียมธุรกรรม Pay in 4: โดยทั่วไปแล้ว การชำระเงินโดยไม่มีดอกเบี้ยนี้เป็นผลิตภัณฑ์ Klarna ที่มีค่าธรรมเนียมถูกที่สุดสำหรับทั้งธุรกิจและลูกค้า ธุรกิจจะจ่ายค่าธรรมเนียมธุรกรรมน้อยกว่าเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์อื่นๆ ของ Klarna ในขณะเดียวกันลูกค้าก็ไม่ต้องเสียดอกเบี้ยตราบใดที่ชำระเงินตรงเวลา
ค่าธรรมเนียมธุรกรรม Pay in 30: ตัวเลือกนี้ช่วยให้ลูกค้าชำระเงินการซื้อเต็มจำนวนภายใน 30 วันได้โดยไม่เสียดอกเบี้ย ธุรกิจอาจจะจ่ายค่าธรรมเนียมธุรกรรม Pay in 30 สูงกว่าผลิตภัณฑ์ Pay in 4 เล็กน้อย เนื่องจาก Klarna มีความเสี่ยงที่จะไม่ได้รับเงินคืนเป็นระยะเวลานานขึ้น
Financing: ตัวเลือกนี้ช่วยให้ลูกค้าสามารถชำระเงินการซื้อมูลค่าสูงด้วยสินเชื่อระยะยาว โดยทั่วไปแล้ว ธุรกิจต่างๆ ต้องชำระค่าธรรมเนียมสูงที่สุดสำหรับธุรกรรม Financing เนื่องจาก Klarna ต้องรับความเสี่ยงจากระยะเวลาการกู้ยืมที่ยาวนานขึ้นและวงเงินกู้ที่สูงขึ้น นอกจากนี้ ลูกค้ายังอาจต้องชำระดอกเบี้ยจากวงเงินกู้ตามข้อกำหนดเฉพาะของสัญญาเงินกู้
ค่าธรรมเนียมธุรกรรมผ่านบัตรระหว่างธนาคาร: ค่าธรรมเนียมเหล่านี้เรียกเก็บโดยธนาคารที่ออกบัตรและเครือข่ายบัตร ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับ Klarna และจะส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายของธุรกิจโดยตรง แม้ว่า Klarna ต่อรองขออัตราค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมผ่านบัตรระหว่างธนาคารที่น่าสนใจ แต่ค่าธรรมเนียมเหล่านี้อาจทำให้ธุรกรรมมีต้นทุนเพิ่มขึ้นอีก 0.5% ถึง 1.5%
ค่าธรรมเนียมการชำระเงินล่าช้า: ธุรกิจต่างๆ อาจเสียค่าธรรมเนียมการชำระเงินล่าช้า หากลูกค้าไม่ผ่อนชำระให้กับ Klarna ตามเวลาที่กำหนด ค่าธรรมเนียมเหล่านี้จะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับผลิตภัณฑ์ Klarna ที่ใช้และระเบียบข้อบังคับในท้องถิ่น ในปี 2022 Klarna ประกาศใช้โครงสร้างค่าธรรมเนียมแบบหลายระดับสำหรับค่าธรรมเนียมการชำระเงินล่าช้าในออสเตรเลีย โดยยกเว้นค่าธรรมเนียมสำหรับการซื้อที่มีมูลค่าต่ำกว่า 25 ดอลลาร์ออสเตรเลีย
ค่าธรรมเนียมการดึงเงินคืน: ธุรกิจอาจต้องเสียค่าธรรมเนียมการดึงเงินคืนหากลูกค้าโต้แย้งธุรกรรมและธุรกิจไม่ได้เป็นฝ่ายชนะในกรณีการดึงเงินคืน เช่นเดียวกับการชำระเงินด้วยบัตรแบบดั้งเดิม ค่าธรรมเนียมเหล่านี้จะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับธนาคารที่ประมวลผล และอาจมีตั้งแต่ 15 ถึง 30 ดอลลาร์สหรัฐต่อการดึงเงินคืนหนึ่งครั้งในสหรัฐอเมริกา
ค่าธรรมเนียมการปฏิบัติตามข้อกำหนดของ PCI: ธุรกิจที่รับชำระเงินด้วยบัตรต้องปฏิบัติตามมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยข้อมูลสำหรับอุตสาหกรรมบัตรชำระเงิน (PCI DSS) ซึ่งอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับซอฟต์แวร์รักษาความปลอดภัย การตรวจสอบ และการฝึกอบรม
ค่าธรรมเนียมการป้องกันการฉ้อโกง: ธุรกิจอาจเลือกใช้เครื่องมือป้องกันการฉ้อโกงเพิ่มเติมเพื่อลดความเสี่ยงจากการทำธุรกรรมฉ้อโกง เครื่องมือเหล่านี้มักมีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม ซึ่งแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับบริการและความครอบคลุมที่เลือก
ปกติแล้ว ธุรกิจมักจะใช้เกตเวย์การชำระเงินในระบบเพื่อประมวลผลธุรกรรม Klarna ซึ่งเกตเวย์เหล่านี้มีค่าธรรมเนียมของตัวเองดังต่อไปนี้ เกตเวย์การชำระเงินจำนวนมากเริ่มจัดทำโครงสร้างค่าธรรมเนียมธุรกรรม Klarna ที่น่าสนใจและมอบทางเลือกที่คุ้มค่ามากขึ้นให้แก่ธุรกิจต่างๆ
ค่าธรรมเนียมธุรกรรมผ่านเกตเวย์: เกตเวย์จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมต่อธุรกรรมตั้งแต่ 5 เซ็นต์ไปจนถึง 42 เซ็นต์ โดยทั่วไปแล้วจะขึ้นอยู่กับเกตเวย์และแพ็กเกจที่เลือก
ค่าธรรมเนียมเกตเวย์รายเดือน: นอกจากค่าธรรมเนียมต่อธุรกรรมแล้ว เกตเวย์การชำระเงินในระบบบางส่วนยังเรียกเก็บค่าธรรมเนียมรายเดือนเพิ่มเติม ตั้งแต่ 10 ดอลลาร์สหรัฐไปจนถึง 100 ดอลลาร์สหรัฐ โดยค่าธรรมเนียมเหล่านี้จะขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการเกตเวย์และปริมาณธุรกรรมที่ประมวลผล
ธุรกิจที่ใช้ Stripe เพื่อประมวลผลธุรกรรม Klarna คาดว่าจะต้องชำระค่าธรรมเนียมธุรกรรมเพิ่มเติม 5.99% + 30 เซ็นต์ต่อธุรกรรมที่ดำเนินการสำเร็จแต่ละรายการ นอกจากค่าธรรมเนียมของ Klarna
มาตรการรักษาความปลอดภัยของ Klarna
การเข้ารหัสข้อมูล: Klarna ใช้การเข้ารหัสขั้นสูงเพื่อรักษาความปลอดภัยในการรับส่งข้อมูล แปลงข้อมูลที่ละเอียดอ่อน เช่น หมายเลขบัตรเครดิตและรายละเอียดส่วนบุคคลเป็นรหัสที่ปลอดภัยเพื่อลดความเสี่ยงต่อการละเมิดข้อมูล Klarna ใช้การเข้ารหัสแบบ AES-256 ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรฐานการเข้ารหัสที่แข็งแกร่งที่สุด เพื่อรักษาความปลอดภัยให้กับข้อมูล ทั้งข้อมูลที่จัดเก็บไว้และข้อมูลที่กำลังส่ง การเข้ารหัสระดับนี้จะช่วยให้แน่ใจว่าแม้ข้อมูลจะถูกสกัดกั้น แต่ก็จะไม่สามารถอ่านได้หากไม่มีคีย์ถอดรหัสที่ถูกต้อง
การปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับ: ในฐานะผู้ให้บริการชำระเงิน Klarna ปฏิบัติตามข้อกำหนดของ PCI DSS ข้อกำหนดนี้บังคับให้มีการตรวจสอบความปลอดภัยเป็นประจำ และช่วยให้มั่นใจว่า Klarna จะมีสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับจัดการข้อมูลของเจ้าของบัตรเสมอ นอกจากนี้ Klarna ยังปฏิบัติตามกฎระเบียบว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลทั่วโลก รวมถึง GDPR ในยุโรป กฎหมายความเป็นส่วนตัวของผู้บริโภคแห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย (CCPA) ในสหรัฐอเมริกา และกฎหมายที่คล้ายคลึงกันในเขตอำนาจศาลอื่นๆ การปฏิบัติตามข้อกำหนดนี้เกี่ยวข้องกับการควบคุมอย่างเข้มงวดเกี่ยวกับการจัดการข้อมูลและความเป็นส่วนตัวของผู้บริโภค
การตรวจสอบสิทธิ์แบบ 2 ปัจจัย (2FA): Klarna ใช้ 2FA เพื่อเพิ่มความปลอดภัยอีกชั้นหนึ่งให้กับบัญชีลูกค้า ในการอนุมัติธุรกรรม ลูกค้าไม่เพียงต้องใช้รหัสผ่านและชื่อผู้ใช้เท่านั้น แต่ยังต้องใช้สินทรัพย์บางอย่างที่เฉพาะบุคลากรของลูกค้ามีอยู่กับตัว เช่น โทเค็นจริงหรือแอปสมาร์ทโฟน วิธีนี้จะช่วยลดความเสี่ยงจากการเข้าถึงบัญชีโดยไม่ได้รับอนุญาต
การแปลงโทเค็น: ในขั้นตอนการชำระเงินของ Klarna การแปลงเป็นโทเค็นจะใช้เพื่อแทนที่ข้อมูลการชำระเงินที่ละเอียดอ่อนด้วยตัวระบุหรือโทเค็นที่ไม่ซ้ำกัน ขั้นตอนนี้จะช่วยให้ระบบไม่จัดเก็บหรือส่งรายละเอียดของบัตรระหว่างการทำธุรกรรม ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงของการฉ้อโกงได้เป็นอย่างมาก
การตรวจสอบสิทธิ์ลูกค้าแบบรัดกุม (SCA): Klarna นำ SCA มาใช้กับธุรกรรมตามคำสั่งว่าด้วยบริการชำระเงินฉบับปรับปรุงของสหภาพยุโรป (PSD2) โดย SCA กำหนดให้การชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ต้องได้รับการตรวจสอบสิทธิ์โดยใช้องค์ประกอบ 2 ใน 3 อย่างต่อไปนี้: สิ่งที่ลูกค้าทราบ (เช่น รหัสผ่าน) สิ่งที่ลูกค้ามี (เช่น อุปกรณ์เคลื่อนที่) หรือข้อมูลทางกายภาพของลูกค้า (เช่น ข้อมูลไบโอเมตริก เช่น ลายนิ้วมือหรือการจดจำใบหน้า)
การตรวจสอบและอัปเดตด้านความปลอดภัยเป็นประจำ: Klarna ตรวจสอบความปลอดภัยเป็นประจำเพื่อระบุและแก้ไขช่องโหว่ การตรวจสอบเหล่านี้เป็นกุญแจสำคัญในการรักษามาตรฐานการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดและการอัปเดตระบบป้องกันของแพลตฟอร์มให้ทันต่อภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่พัฒนาอยู่ตลอดเวลา แนวทางจัดการช่องโหว่แบบเชิงรุกของ Klarna ซึ่งรวมถึงการประเมินเป็นประจำและการทดสอบการเจาะข้อมูล เป็นสิ่งสำคัญในการระบุและแก้ไขจุดอ่อนด้านความปลอดภัยที่อาจเกิดขึ้น
API ที่ปลอดภัยสำหรับธุรกิจ: Klarna มอบอินเทอร์เฟซ API ที่ปลอดภัยให้ธุรกิจต่างๆ เพื่อผสานการทำงาน ซึ่งจะช่วยปกป้องข้อมูลที่แลกเปลี่ยนกันระหว่าง Klarna กับระบบของธุรกิจ
การคุ้มครองข้อมูล: Klarna มีนโยบายสำหรับปกป้องข้อมูลลูกค้า รวมถึงการจำกัดการเข้าถึงข้อมูลสำหรับบุคลากรที่ได้รับอนุมัติ และใช้โซลูชันจัดเก็บข้อมูลที่ปลอดภัย เครื่องมือป้องกันการสูญเสียข้อมูล (DLP) มีความสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันทั้งการรั่วไหลของข้อมูลภายในและภายนอก ทำให้มั่นใจได้ว่าข้อมูลที่ละเอียดอ่อนจะไม่ตกอยู่ในมือของผู้อื่น
การป้องกันการฉ้อโกง: Klarna ใช้อัลกอริธึมการจัดการความเสี่ยงที่ซับซ้อนซึ่งขับเคลื่อนโดยแมชชีนเลิร์นนิงเพื่อตรวจจับและป้องกันกิจกรรมฉ้อโกง ระบบเหล่านี้เป็นแบบไดนามิก ซึ่งหมายความว่ามีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามข้อมูลใหม่และมีประสิทธิภาพมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป การใช้ขีดจำกัดความเร็วเพื่อตรวจสอบรูปแบบการทำธุรกรรมจะเพิ่มความปลอดภัยอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งช่วยจำกัดผลกระทบของการทำธุรกรรมปริมาณมากที่อาจเป็นการฉ้อโกงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การยืนยันตัวตน: มาตรการการยืนยันตัวตนของ Klarna ใช้หลายปัจจัย รวมถึงการยืนยันที่อยู่และหมายเลขโทรศัพท์ ตลอดจนวิธีแบบดิจิทัลที่มีความซับซ้อน เช่น การตรวจสอบสิทธิ์แบบ 3D Secure
วิธียอมรับ Klarna เป็นวิธีการชำระเงิน
ธุรกิจต่างๆ จะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดทางเทคนิค กฎหมาย และข้อบังคับบางอย่างจึงจะยอมรับ Klarna เป็นวิธีการชำระเงินได้
การจดทะเบียนธุรกิจและใบอนุญาต: ธุรกิจจะต้องจดทะเบียนตามกฎหมายและถือครองใบอนุญาตที่จำเป็นทั้งหมดในภูมิภาคที่ดำเนินธุรกิจ
ความเข้ากันได้ของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ: ธุรกิจต้องมีร้านค้าออนไลน์ที่สามารถผสานการทำงานกับ Klarna ได้ Klarna มีปลั๊กอินและ API สำหรับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยอดนิยม เช่น Shopify, WooCommerce, Magento และอื่นๆ ธุรกิจจะต้องตั้งโปรแกรมการเชื่อมต่อเกตเวย์การชำระเงินของ Klarna กับระบบชำระเงินออนไลน์ของธุรกิจ โดยใช้ API หรือปลั๊กอินเหล่านี้
การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต: ธุรกิจจะต้องมีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่เสถียรและน่าเชื่อถือเพื่อประมวลผลธุรกรรม Klarna
การปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับ: ธุรกิจต้องปฏิบัติตามกฎหมายภาษีที่เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมทั้งเรียกเก็บและนำส่งภาษีการขาย นอกจากนี้ยังต้องดำเนินธุรกิจตามข้อกำหนด PCI DSS เพื่อให้สามารถจัดการข้อมูลบัตรชำระเงินได้อย่างปลอดภัย ใช้วิธีการป้องกันการฟอกเงิน (AML) และรู้จักลูกค้าของคุณ (KYC) เพื่อยืนยันตัวตนของลูกค้าและป้องกันกิจกรรมการฉ้อโกง และปฏิบัติตามกฎหมายความเป็นส่วนตัวของข้อมูล เช่น GDPR ในยุโรปหรือ CCPA ในรัฐแคลิฟอร์เนีย
ธุรกิจต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดเหล่านี้จึงจะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปนี้เพื่อรับชำระเงินผ่าน Klarna ได้
ลงทะเบียนเปิดบัญชีผู้ค้าของ Klarna: ดำเนินการลงทะเบียนกับ Klarna ให้เสร็จสมบูรณ์และเปิดใช้งานบัญชีของคุณ โดยในขั้นตอนการลงทะเบียนนี้อาจมีการประเมินความมั่นคงทางการเงินและความน่าเชื่อถือทางเครดิตของธุรกิจด้วย หากการลงทะเบียนได้รับอนุมัติ ธุรกิจต่างๆ จะได้รับข้อตกลงสำหรับผู้ค้าจาก Klarna ซึ่งควรตรวจสอบอย่างละเอียด
ผสานการทำงานกับระบบ Klarna: กำหนดค่า Klarna API หรือติดตั้งปลั๊กอิน Klarna บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเพื่อลิงก์ระบบชำระเงินของ Klarna กับร้านค้าออนไลน์ของธุรกิจคุณ
เพิ่ม Klarna เป็นวิธีการชำระเงิน: เพิ่ม Klarna เป็นตัวเลือกการชำระเงินในขั้นตอนการชำระเงิน และทำการทดสอบอย่างละเอียดเพื่อให้มั่นใจว่า Klarna ทำงานได้อย่างราบรื่นในร้านค้าออนไลน์ของคุณ
วิธีเปิดใช้งาน Klarna ผ่าน Stripe
ธุรกิจที่ต้องการรับชำระเงินผ่าน Klarna ด้วย Stripe เป็นตัวประมวลผลการชำระเงินจะต้องมีขั้นตอนการตั้งค่าเป็นของตัวเอง อันดับแรก ธุรกิจต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซหรือเว็บไซต์ของตนเข้ากันได้กับ Stripe และจะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดทั้งหมดเช่นเดียวกับธุรกิจที่ต้องการรับชำระเงินผ่าน Klarna โดยตรง รวมถึงการปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในท้องถิ่น
ดูขั้นตอนการประมวลผลการชำระเงินจาก Klarna ผ่าน Stripe ได้จากด้านล่าง
การตั้งค่าบัญชี: ธุรกิจต้องมีบัญชี Stripe อยู่แล้วหรือสร้างบัญชีใหม่ผ่านขั้นตอนการสร้างบัญชีของ Stripe โดยจะต้องให้รายละเอียดธุรกิจและข้อมูลธนาคาร
การผสานการทำงานกับ Stripe API: ธุรกิจต้องผสานการทำงาน API ของ Stripe เข้ากับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของตน Stripe มีเอกสารประกอบที่ครอบคลุมและชุดเครื่องมือพัฒนาซอฟต์แวร์ (SDK) สำหรับภาษาเขียนโปรแกรมที่หลากหลายเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับขั้นตอนนี้
การเปิดใช้งาน Klarna: ธุรกิจจะต้องเปิดใช้งาน Klarna เป็นวิธีการชำระเงินภายในบัญชี Stripe ของตน โดยอาจจะต้องใช้ขั้นตอนการยืนยันหรือการอนุมัติเพิ่มเติมทั้งภายใน Stripe และ Klarna
กำหนดค่าการชำระเงินผ่าน Klarna: ธุรกิจต่างๆ จะกำหนดค่า Klarna เป็นวิธีการชำระเงินในแดชบอร์ด Stripe หรือผ่าน API พร้อมทั้งระบุวิธีการชำระเงินที่ต้องการเสนอ (เช่น Pay in 4) และภูมิภาคต่างๆ ที่ธุรกิจจะยอมรับ Klarna
ทดสอบฟังก์ชัน: ธุรกิจควรใช้สภาพแวดล้อมการทดสอบของ Stripe เพื่อให้มั่นใจว่าการชำระเงินผ่าน Klarna จะทำงานได้ตามที่คาดไว้ โดย Stripe จะมอบข้อมูลประจำตัวทดสอบเพื่อให้ธุรกิจนำไปใช้จำลองธุรกรรม Klarna
แสดงข้อตกลงสำหรับผู้ใช้: เว็บไซต์ของธุรกิจควรมีข้อตกลงผู้ใช้และนโยบายความเป็นส่วนตัวที่ครอบคลุมการใช้ Klarna และ Stripe ซึ่งระบุรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีจัดการและประมวลผลข้อมูลลูกค้า
ติดตามตรวจสอบธุรกรรม: ธุรกิจควรติดตามตรวจสอบธุรกรรมเป็นประจำเพื่อหาปัญหาหรือรูปแบบที่ผิดปกติ และเตรียมพร้อมที่จะทำงานร่วมกับ Stripe และ Klarna เพื่อแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้น
ตัวเลือกอื่นๆ นอกเหนือจาก Klarna
Klarna มีคู่แข่งหลายรายในอุตสาหกรรม BNPL ต่อไปนี้คือคู่แข่งรายใหญ่ของ Klarna ในตลาดต่างๆ ทั่วโลก
อเมริกาเหนือ
Affirm: Affirm มีชื่อเสียงอย่างมากในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา จึงเป็นคู่แข่งของ Klarna ในแง่ของความนิยม Affirm มีแผนการชำระเงินที่ยืดหยุ่น รวมทั้งกำหนดระยะสัญญายาวกว่าและเสนอตัวเลือกแบบมีดอกเบี้ย ซึ่งได้รับความสนใจจากลูกค้าในวงกว้าง นอกจากนี้ัยังผสานการทำงานกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่และให้บริการลูกค้าอย่างดีเยี่ยม แต่ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากธุรกิจมีแนวโน้มว่าจะสูงกว่า Klarna
Afterpay: Afterpay เป็นบริษัทในออสเตรเลียที่มีส่วนแบ่งตลาดไม่น้อยในอเมริกาเหนือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่คนรุ่นใหม่ แผนการชำระเงินระยะสั้นโดยไม่มีดอกเบี้ยตอบโจทย์ของลูกค้าที่มีงบประมาณจำกัด อย่างไรก็ตาม Afterpay เรียกเก็บค่าธรรมเนียมการชำระเงินล่าช้าสูงมากจากลูกค้า และธุรกิจอาจมีอัตราการดึงเงินคืนสูงกว่าผู้ให้บริการรายอื่น
PayPal Credit: PayPal ใช้ประโยชน์จากฐานผู้ใช้ที่มีอยู่เดิมและหันมาเจาะภาคธุรกิจ BNPL ด้วยบริการ PayPal Credit ที่ผสานการทำงานเข้าด้วยกัน แต่ถึงแม้ว่า PayPal จะมอบประสบการณ์การชำระเงินที่ราบรื่นให้กับลูกค้าที่คุ้นเคยกับ PayPal อยู่แล้ว แต่ค่าธรรมเนียมอาจไม่ชัดเจนและซับซ้อนสำหรับทั้งธุรกิจและลูกค้า
ยุโรป
Clearpay: Clearpay มีฐานลูกค้าที่แข็งแกร่งในยุโรปและฟีเจอร์คล้ายกันกับ Afterpay รวมถึงแผนการชำระเงินระยะสั้นโดยไม่มีดอกเบี้ย ซึ่งได้รับการปรับให้เหมาะกับลูกค้าที่เป็นคนรุ่นใหม่ อย่างไรก็ตาม ค่าธรรมเนียมการชำระเงินล่าช้าของ Clearpay อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างธุรกิจกับลูกค้าอย่างมาก
Ratepay: Ratepay คือผู้ให้บริการ BNPL ในเยอรมนีที่มอบตัวเลือกการชำระเงินที่ยืดหยุ่นและมีอัตราค่าธรรมเนียมที่น่าสนใจสำหรับทั้งธุรกิจและลูกค้า ทั้งยังเน้นการบริหารความเสี่ยงและการป้องกันการฉ้อโกงอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ธุรกิจมีความเสี่ยงทางการเงินน้อยที่สุด ข้อเสียก็คือใช้บริการได้เฉพาะในตลาดยุโรป ทำให้ไม่น่าดึงดูดเท่าที่ควรสำหรับธุรกิจระดับโลก
Mangopay: Mangopay คือโซลูชัน BNPL ของฝรั่งเศสที่มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับแพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลสและมีโซลูชันที่ปรับแต่งมาเพื่อธุรกิจ ซึ่งอำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมระหว่างหลายฝ่าย Mangopay มีฟีเจอร์การรักษาความปลอดภัยที่แข็งแกร่งและเครื่องมือจัดการการชำระเงินที่ครอบคลุม แต่จะเน้นที่มาร์เก็ตเพลสเป็นหลัก ดังนั้นจึงอาจไม่ตอบโจทย์ธุรกิจในภาคธุรกิจต่างๆ
เอเชียแปซิฟิก
Zip: Zip คือผู้ให้บริการด้าน BNPL ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ โดยนำเสนอแผนการชำระเงินที่ยืดหยุ่น ซึ่งมีทั้งตัวเลือกระยะสั้นและระยะยาว ข้อดีคือแพลตฟอร์มเป็นมิตรกับผู้ใช้ ทั้งยังมีการรับรู้แบรนด์ที่แข็งแกร่ง ทำให้สามารถดึงดูดฐานลูกค้าขนาดใหญ่ได้ แต่ค่าธรรมเนียมอาจสูงกว่าคู่แข่งบางรายและไม่ได้เป็นที่รู้จักในระดับสากล
Atome: Atome เป็นผู้ให้บริการ BNPL ในสิงคโปร์ที่ขยายธุรกิจอย่างรวดเร็วในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Atome ใช้ประโยชน์จากการเป็นพาร์ทเนอร์กับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่และธุรกิจท้องถิ่นในการเข้าถึงฐานลูกค้าในวงกว้าง แต่ข้อเสียคือเน้นให้บริการคนรุ่นใหม่เป็นหลัก จึงอาจไม่เหมาะกับบางธุรกิจ
FOMO Pay: FOMO Pay เป็นบริษัทในสิงคโปร์ที่กำลังเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงในภาคธุรกิจ BNPL ในเอเชีย และตอบโจทย์ความต้องการตัวเลือกการชำระเงินแบบยืดหยุ่นที่กำลังเติบโตด้วยการเสนอแผนการผ่อนชำระโดยไม่มีดอกเบี้ย ทั้งยังผสานการทำงานกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำ อย่างไรก็ตาม ขอบเขตการดำเนินงานของ FOMO Pay ยังอยู่ในวงจำกัด และฐานผู้ใช้รุ่นใหม่อาจไม่เหมาะกับธุรกิจบางแห่ง
Stripe Payments ช่วยเหลือคุณได้อย่างไร
Stripe Payments มอบโซลูชันการชำระเงินระดับโลกแบบครบวงจรที่ช่วยให้ธุรกิจใดๆ ตั้งแต่สตาร์ทอัพที่กำลังเติบโตไปจนถึงองค์กรระดับโลกรับชำระเงินออนไลน์ ที่จุดขาย และทั่วโลกได้
Stripe Payments สามารถช่วยคุณทำสิ่งต่อไปนี้
- เพิ่มประสิทธิภาพให้ประสบการณ์การชำระเงินของคุณ: สร้างประสบการณ์ที่ราบรื่นให้กับลูกค้าและประหยัดเวลาในการทำงานวิศวกรรมได้หลายพันชั่วโมงด้วย UI การชำระเงินที่สร้างไว้ให้แล้ว, สิทธิ์เข้าถึงวิธีการชำระเงินมากกว่า 125 วิธี และ Link ซึ่งเป็นกระเป๋าเงินที่สร้างโดย Stripe
- ขยายไปสู่ตลาดใหม่ๆ ได้เร็วขึ้น: เข้าถึงลูกค้าทั่วโลกและลดความซับซ้อนและค่าใช้จ่ายในการจัดการหลายสกุลเงินด้วยตัวเลือกการชำระเงินข้ามพรมแดนที่มีให้บริการใน 195 ประเทศและกว่า 135 สกุลเงิน
- รวมการชำระเงินที่จุดขายและทางออนไลน์ไว้ด้วยกัน: สร้างประสบการณ์การค้าแบบแพลตฟอร์มรวมในช่องทางออนไลน์และที่จุดขายเพื่อปรับแต่งการโต้ตอบ ตอบแทนความภักดี และเพิ่มรายได้
- ปรับปรุงประสิทธิภาพการชำระเงิน: เพิ่มรายรับด้วยเครื่องมือการชำระเงินที่กำหนดเองได้และปรับแต่งได้ง่ายๆ ซึ่งรวมถึงระบบป้องกันการฉ้อโกงแบบไม่ต้องเขียนโค้ดและความสามารถขั้นสูงเพื่อเพิ่มอัตราการอนุมัติ
- เดินหน้าได้เร็วขึ้นด้วยแพลตฟอร์มที่ยืดหยุ่นและเชื่อถือได้เพื่อการเติบโต: สร้างบนแพลตฟอร์มที่ออกแบบมาเพื่อขยับขยายไปพร้อมกับคุณ โดยมีระยะเวลาให้บริการที่แทบจะไม่หยุดทำงานเลย และมีความน่าเชื่อถือระดับแนวหน้าของวงการ
ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีที่ Stripe Payments สามารถช่วยให้คุณรับการชำระเงินออนไลน์และที่จุดขายได้ หรือเริ่มใช้งานเลยวันนี้
เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นคําแนะนําทางกฎหมายหรือภาษี Stripe ไม่รับประกันหรือรับประกันความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ความไม่เพียงพอ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในบทความ คุณควรขอคําแนะนําจากทนายความที่มีอํานาจหรือนักบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอํานาจศาลเพื่อรับคําแนะนําที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ