Google Pay: คู่มือเชิงลึก

Payments
Payments

รับชำระเงินออนไลน์ ที่จุดขาย และทั่วโลกด้วยโซลูชันการชำระเงินที่สร้างมาสำหรับธุรกิจทุกขนาด ตั้งแต่ธุรกิจสตาร์ทอัพไปจนถึงองค์กรใหญ่ระดับโลก

ดูข้อมูลเพิ่มเติม 
  1. บทแนะนำ
  2. Google Pay มีวิธีการทำงานอย่างไร
    1. การผสานการทำงานระบบบันทึกการขาย (POS) กับ Google Pay
    2. การผสานการทำงานแพลตฟอร์มออนไลน์กับ Google Pay
  3. มีการใช้งาน Google Pay ในพื้นที่ใดบ้าง
    1. เอเชียแปซิฟิก
    2. ยุโรป
    3. อเมริกาเหนือ
    4. ลาตินอเมริกา
    5. แอฟริกา
  4. ใครคือผู้ที่ใช้ Google Pay
  5. ประโยชน์ของการยอมรับ Google Pay
  6. ค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมของ Google Pay
    1. ค่าธรรมเนียมการตั้งค่า
    2. ค่าธรรมเนียมธุรกรรม
  7. มาตรการรักษาความปลอดภัยของ Google Pay
    1. การแปลงเป็นโทเค็นและหมายเลขบัญชีเสมือน
    2. การรักษาความปลอดภัยของบัญชี Google
    3. การเข้ารหัสข้อมูลและความปลอดภัย
    4. การตรวจจับและการป้องกันการฉ้อโกง
    5. ความเป็นส่วนตัวและการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านกฎระเบียบ
    6. เทคโนโลยี NFC (Near Field Communication)
    7. การป้องกันการดึงเงินคืน
    8. การล็อกโทรศัพท์จากระยะไกล
  8. ข้อกําหนดสําหรับธุรกิจเพื่อเริ่มรับชําระเงินผ่าน Google Pay
    1. คุณสมบัติทางกฎหมาย
    2. การปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับ
    3. การตั้งค่าทางเทคนิค
    4. ก่อนที่คุณจะเริ่มต้น
    5. ขั้นตอนการตั้งค่า
  9. ตัวเลือกอื่นๆ นอกเหนือจาก Google Pay
    1. Apple Pay
    2. Samsung Pay
    3. PayPal
    4. Venmo
    5. Cash App
  10. Stripe Payments ช่วยเหลือคุณได้อย่างไร

Google Pay เป็นกระเป๋าเงินดิจิทัลและระบบการชำระเงินออนไลน์ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารไร้สายระยะสั้น (NFC) Google เปิดตัว Google Pay ในปี 2018 หลังจากควบรวม Android Pay เข้ากับ Google Wallet ผู้ใช้สามารถเพิ่มบัตรเครดิต บัตรเดบิต บัตรสะสมคะแนน หรือบัตรของขวัญลงในบัญชี Google Pay และชำระเงินด้วยสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หรือนาฬิกาได้

Google Pay มีส่วนแบ่งการตลาดสำหรับบริการชำระเงินบนอุปกรณ์เคลื่อนที่สูงเป็นอันดับสามในสหรัฐอเมริกา มีผู้ใช้ที่ไม่ซ้ำกันกว่า 530 ล้านรายทำการชำระเงินอย่างน้อยหนึ่งครั้งโดยใช้ Google Pay Google Pay ได้ปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของตลาดที่แตกต่างกัน และมีความพร้อมใช้งานรวมถึงฟีเจอร์ที่หลากหลายในภูมิภาคต่างๆ โดยขึ้นอยู่กับกฎระเบียบและพาร์ทเนอร์สถาบันการเงินในท้องถิ่น ฟีเจอร์ความปลอดภัยของ Google Pay รวมถึงการแปลงเป็นโทเค็น ซึ่งจะสร้างหมายเลขที่เข้ารหัสและไม่ซ้ำกันสำหรับแต่ละธุรกรรมเพื่อปกป้องรายละเอียดของบัตร และวิธีการยืนยันตัวตนผู้ใช้ขั้นสูงที่ต้องใช้ PIN รูปแบบ รหัสผ่าน หรือการยืนยันตัวตนด้วยข้อมูลไบโอเมตริก เช่น การสแกนลายนิ้วมือ

ในบทความนี้ เราจะอธิบายฟังก์ชันการทำงาน สถานะในตลาด และผลกระทบต่อธุรกิจในกลุ่มการชำระเงินดิจิทัลของ Google Pay นอกจากนี้ เรายังครอบคลุมสิ่งต่างๆ ที่ธุรกิจจำเป็นต้องทราบเกี่ยวกับการใช้ Google Pay เป็นวิธีการชำระเงินอีกด้วย

เนื้อหาหลักในบทความ

  • Google Pay ทำงานอย่างไร
  • Google Pay ใช้ที่ไหนได้บ้าง
  • ใครบ้างที่ใช้ Google Pay
  • ประโยชน์ของการรับชำระเงินด้วย Google Pay
  • ต้นทุนและค่าธรรมเนียมของ Google Pay
  • มาตรการรักษาความปลอดภัยของ Google Pay
  • ข้อกำหนดสำหรับธุรกิจในการเริ่มต้นรับการชำระเงินด้วย Google Pay
  • ทางเลือกอื่นนอกจาก Google Pay
  • Stripe Payments ช่วยอะไรได้บ้าง

Google Pay มีวิธีการทำงานอย่างไร

ธุรกิจที่ต้องการดำเนินการชำระเงินด้วย Google Pay มีตัวเลือกมากมายในการตั้งค่าบริการ โดยอาจเลือกจากเกตเวย์การชำระเงินที่รองรับและผู้ให้บริการสำหรับผู้ค้าที่หลากหลายเพื่อค้นหาสิ่งที่เหมาะสมที่สุดสำหรับความต้องการของธุรกิจตน ตัวอย่างเช่น ธุรกิจที่ใช้ Stripe สำหรับการชำระเงินออนไลน์อาจเพิ่ม Google Pay เป็นตัวเลือกได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องตั้งค่าเพิ่มเติมหรือเสียค่าธรรมเนียมใดๆ

การผสานการทำงาน Google Pay ช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงข้อมูลธุรกรรมที่ช่วยให้ธุรกิจติดตามระดับสต็อกสินค้าและอัปเดตความพร้อมจำหน่ายของสินค้าได้โดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังให้รางวัลลูกค้าที่ใช้ Google Pay ผ่านการผสานการทำงานกับโปรแกรมความภักดีที่เสนอคะแนนหรือส่วนลด ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้กลับมาซื้อซ้ำอีกด้วย

Google Pay ทำงานได้สำหรับธุรกรรมทั้งทางออนไลน์และในร้านค้า รวมถึงผสานการทำงานกับระบบและแพลตฟอร์มต่างๆ สำหรับการดำเนินการการชำระเงินที่ได้รับการปกป้องและสะดวกสบายตามรายละเอียดด้านล่าง

การผสานการทำงานระบบบันทึกการขาย (POS) กับ Google Pay

Google Pay ผสานการทำงานกับระบบ POS ได้หลากหลาย ธุรกิจที่มีระบบ POS แบบกำหนดเองอาจผสานการทำงาน Google Pay ได้โดยตรงโดยใช้ API ซึ่งช่วยให้ออกแบบประสบการณ์การชำระเงินแบบกำหนดเองที่ตรงกับแบรนด์ตนเองและเพิ่มคอนเวอร์ชันได้ ธุรกิจที่กำลังมองหาขั้นตอนการตั้งค่าที่ง่ายและปรับแต่งได้น้อยกว่าอาจเลือกระบบ POS ที่มาพร้อมการผสานการทำงานสำเร็จรูปกับ Google Pay นอกจากนี้ Google Pay ยังผสานการทำงานกับระบบการชำระเงินผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ เช่น Square และ Clover ซึ่งช่วยให้ธุรกิจรับชำระเงินจาก Google Pay ได้ทุกที่ทุกเวลา

การผสานการทำงานแพลตฟอร์มออนไลน์กับ Google Pay

Google Pay ผสานการทำงานกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซหลักๆ เช่น Shopify และ Magento ทำให้ลูกค้าดำเนินการตามขั้นตอนการชำระเงินได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย ธุรกิจที่มีบริการตามรอบบิล (Subscription) อาจผสานการทำงาน Google Pay เพื่ออำนวยความสะดวกในการชำระเงินตามแบบแผนล่วงหน้า และลดความซับซ้อนของขั้นตอนการเรียกเก็บเงินของลูกค้า นอกจากนี้นักพัฒนายังอาจใช้ API ของ Google Pay เพื่อผสานการทำงาน Google Pay ลงในแอปของตนเองได้โดยตรงสำหรับประสบการณ์การชำระเงินในแอปที่ง่ายดาย Google Pay มักผสานการทำงานในแพลตฟอร์มสั่งอาหารออนไลน์และบริการจัดส่งเพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานของลูกค้าที่ราบรื่น

ธุรกิจที่ต้องการใช้ Google Pay เพื่อประมวลผลธุรกรรมออฟไลน์ที่จุดขายจะมีตัวเลือกดังต่อไปนี้

  • โหมด Tez: โหมด Tez ช่วยให้ธุรกิจรับชำระเงินได้แม้ไม่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ซึ่งเหมาะสำหรับตลาดที่มีการเชื่อมต่อจำกัดหรือสำหรับธุรกรรมที่ต้องทำระหว่างเดินทาง

  • การชำระเงินด้วยรหัส QR: ธุรกิจอาจสร้างและแสดงรหัส QR ณ จุดชำระเงินสำหรับธุรกรรมผ่าน Google Pay ช่วยให้ลูกค้าชำระเงินได้อย่างรวดเร็วด้วยการสแกนผ่านโทรศัพท์

  • การชำระเงินผ่าน NFC: ธุรกิจอาจใช้อุปกรณ์ที่รองรับ NFC ในการรับชำระเงินแบบไร้สัมผัสจากโทรศัพท์ของลูกค้า

ธุรกิจที่ใช้แอป Google Pay for Business อาจใช้ฟีเจอร์เพิ่มเติมได้ ข้อมูลเชิงลึกของบริการเกี่ยวกับพฤติกรรมลูกค้าและรูปแบบการใช้จ่ายอาจช่วยในการตัดสินใจทางธุรกิจได้ และการเข้าถึงข้อมูลยอดขายแบบเรียลไทม์รวมถึงตัวชี้วัดประสิทธิภาพหลักช่วยให้เห็นภาพรวมประสิทธิภาพของธุรกิจได้อย่างครบถ้วน ธุรกิจยังติดตามยอดขาย วิเคราะห์แนวโน้ม ออกการคืนเงิน และจัดการข้อพิพาทภายในแอปได้โดยตรง

มีการใช้งาน Google Pay ในพื้นที่ใดบ้าง

Google Pay ได้ขยายการดำเนินงานไปยังประเทศต่างๆ กว่า 190 ประเทศรวมถึงเขตแดนต่างๆ การเจาะตลาดของแอปในแต่ละภูมิภาคจะแตกต่างกันไปตามพฤติกรรมลูกค้า สถานการณ์ทางธุรกิจ และสภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบ การใช้งานและปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อ Google Pay ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ยุโรป อเมริกาเหนือ ลาตินอเมริกา และแอฟริกามีดังนี้

เอเชียแปซิฟิก

  • อินเดีย: Google Pay มีผู้ใช้ในอินเดียถึง 67 ล้านคน ทำให้อินเดียกลายเป็นตลาดเดี่ยวที่ใหญ่ที่สุด ความเป็นผู้นำในตลาดนี้ได้รับแรงหนุนจากความนิยมในการทำธุรกรรมผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ของคนอินเดีย และการผสานการทำงานระหว่าง Google Pay กับระบบ UPI รวมถึงการร่วมมือกับธนาคารและร้านค้าปลีกรายใหญ่ในท้องถิ่น

  • จีน: ตลาดในจีนถูกครอบงำด้วยบริการในท้องถิ่นอย่าง WeChat Pay ซึ่ง Google Pay ก็ได้เข้ามามีบทบาทในส่วนนี้ด้วยการผสานการทำงานเข้ากับแพลตฟอร์มเหล่านี้และดึงเอาฐานผู้ใช้เดิมมาใช้ประโยชน์ Google Pay มุ่งเน้นที่จะเพิ่มความนิยมในประเทศนี้เฉพาะส่วน เช่น การชำระเงินค่าเดินทางและใบเรียกเก็บเงิน

  • เอเชียตะวันออกเฉียงใต้: การใช้งาน Google Pay กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากการนำเทคโนโลยีมือถือมาใช้เพิ่มขึ้นในภูมิภาค ความต้องการรูปแบบการชำระเงินแบบไร้สัมผัสที่เพิ่มขึ้น และความร่วมมือระหว่าง Google Pay กับร้านค้าปลีกชั้นนำในท้องถิ่นและแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ

ยุโรป

  • สหภาพยุโรป: Google Pay ได้รับความนิยมทั่วยุโรป แม้ว่าจะต้องแข่งขันกับบริการอย่าง Apple Pay และ Samsung Pay ก็ตาม แอปได้สร้างความแตกต่างด้วยฟีเจอร์อย่างการชำระเงินแบบ Peer-to-Peer และโปรแกรมสะสมคะแนน รวมถึงการจับมือกับธนาคารและผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือในท้องถิ่น นอกจากนี้ยังปฏิบัติตามข้อกำหนดการให้บริการการชำระเงินฉบับปรับปรุง (PSD2) ของสหภาพยุโรป ซึ่งกำหนดให้ต้องมีมาตรการการตรวจสอบสิทธิ์ลูกค้าแบบรัดกุมสำหรับการชำระเงินออนไลน์ โดยใช้ข้อมูลไบโอเมตริกและวิธีการยืนยันตัวตนอื่นๆ

  • สหราชอาณาจักร: การใช้งานสมาร์ทโฟนที่สูงและความนิยมในการชำระเงินแบบไร้สัมผัสในสหราชอาณาจักร ทำให้ประเทศนี้เป็นตลาดที่เหมาะสมสำหรับ Google Pay ซึ่งได้รับการนำไปใช้อย่างแพร่หลายในร้านค้าปลีกและเครือข่ายการเดินทางทั่วประเทศ ในปี 2025 ผู้ใหญ่จำนวน 50% ในสหราชอาณาจักรมีการใช้มือถือชำระเงินอยู่เป็นประจำ

อเมริกาเหนือ

  • สหรัฐอเมริกา: ฐานผู้ใช้ Google Pay จำนวน 48.6 ล้านคน ในสหรัฐอเมริกายังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับการสนับสนุนจากการที่แอปสามารถรองรับอุปกรณ์ Android และการเป็นพันธมิตรกับธนาคารรายใหญ่ นอกจากนี้ยังขยายการให้บริการไปยังภาคส่วนอื่นๆ เช่น การเดินทางและบริการสุขภาพ รวมถึงเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ๆ เช่น การทำธุรกรรมแบบ Peer-to-Peer

  • แคนาดา: Google Pay เป็นแอปชำระเงินผ่านมือถืออันดับที่สี่ในแคนาดา เนื่องจากมีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับธนาคารแคนาดาและผู้ค้าปลีกออนไลน์

ลาตินอเมริกา

  • บราซิล: Google Pay เข้าสู่ตลาดบราซิลด้วยการร่วมมือกับธนาคารในประเทศและรองรับ Boleto Bancário ซึ่งเป็นวิธีการชำระเงินยอดนิยมในท้องถิ่น กลยุทธ์นี้ประสบความสำเร็จในการกำหนดเป้าหมายไปยังกลุ่มประชากรที่ไม่มีบัญชีธนาคาร และยังบ่งชี้ถึงโอกาสในการเติบโตในประเทศอื่นๆ ที่มีกลุ่มประชากรที่ใกล้เคียงกัน

  • เม็กซิโก: ในเม็กซิโก Google Pay ได้เจาะกลุ่มประชากรที่หันมานิยมการชำระเงินแบบไร้สัมผัสมากขึ้น นอกจากนี้ยังร่วมมือกับธนาคารรายใหญ่และผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ

แอฟริกา

  • เคนยา: ในเคนยา Google Pay มุ่งเน้นไปที่การเข้าถึงกลุ่มประชากรที่ไม่มีบัญชีธนาคาร โดยร่วมมือกับผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือในการให้บริการเงินบนมือถือ ซึ่งส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงบริการทางการเงินและสร้างฐานผู้ใช้ในประเทศ

  • แอฟริกาใต้: ในแอฟริกาใต้ Google Pay ได้รับความนิยมมากขึ้นในกลุ่มอีคอมเมิร์ซและกลุ่มคนรุ่นใหม่ การใช้งานที่เพิ่มขึ้นนี้ชี้ให้เห็นถึงโอกาสเพิ่มเติมในการขยายตัวของ Google Pay ในประเทศอื่นๆ ในแอฟริกาที่มีข้อมูลประชากรและการเจาะตลาดมือถือที่คล้ายคลึงกัน

ใครคือผู้ที่ใช้ Google Pay

  • ผู้ซื้อสินค้าปลีก: Google Pay เป็นตัวเลือกที่ได้รับความนิยมในกลุ่มผู้ซื้อสินค้าปลีก โดยผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกาประมาณ 9% ที่ใช้กระเป๋าเงินบนอุปกรณ์เคลื่อนที่เป็นประจำทุกสัปดาห์ใช้ Google Pay ในการซื้อสินค้าที่ร้านค้า
  • ผู้ซื้อสินค้าอีคอมเมิร์ซ: ในกลุ่มผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกาที่ใช้กระเป๋าเงินบนอุปกรณ์เคลื่อนที่เป็นประจำทุกสัปดาห์ มีผู้รายงานว่าใช้ Google Pay สำหรับการช้อปปิ้งออนไลน์ถึง 7.4%

  • ธุรกิจบริการอาหาร: อุตสาหกรรมร้านอาหารกำลังนำการชำระเงินแบบไร้สัมผัสมาใช้กันอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะร้านอาหารจานด่วนมักจะยอมรับตัวเลือกต่างๆ อย่าง Google Pay แนวโน้มนี้สอดคล้องกับจำนวนลูกค้าที่เพิ่มขึ้นซึ่งเลือกชำระค่าอาหารผ่านสมาร์ทโฟน

  • ระบบขนส่งสาธารณะ: ระบบขนส่งสาธารณะมีการรวม Google Pay เป็นตัวเลือกการชำระเงินเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีเมืองต่างๆ มากกว่า 500 เมืองทั่วโลกที่รองรับบริการนี้ในปัจจุบัน

  • ผู้ให้บริการ: ฟรีแลนซ์มักจะใช้แพลตฟอร์มการชำระเงินดิจิทัลอย่าง Google Pay เนื่องจากมีความเรียบง่ายและปลอดภัย

  • ผู้ใช้อายุน้อย: กลุ่มเจเนอเรชัน Z นำกระเป๋าเงินดิจิทัลมาใช้ในอัตราที่สูงกว่ากลุ่มอายุอื่น ด้วยเหตุนี้ Google Pay จึงได้รับการยอมรับจากผู้คนอายุน้อยมากกว่า

  • ธุรกิจขนาดเล็กและสตาร์ทอัพ: ธุรกิจขนาดเล็กพึ่งพา Google Pay ในฐานะโซลูชันการประมวลผลการชำระเงินหลักเพิ่มขึ้น ธุรกิจขนาดเล็กใช้ Google Pay ในการออกใบแจ้งหนี้และการรับการชำระเงิน โดยอาศัยประสิทธิภาพและความคุ้มทุน นอกจากนี้ สตาร์ทอัพยังผสานการทำงานของ Google Pay เข้ากับกระบวนการธุรกรรมออนไลน์ของตนอีกด้วย

  • ผู้จัดงานอีเวนต์: อุตสาหกรรมอีเวนต์หันมาให้ความสนใจ Google Pay ด้วยเช่นกัน โดยผู้เข้าร่วมงานจะใช้เพื่อซื้อตั๋วหรือทำธุรกรรมภายในงาน

  • บริการชำระเงินตามรอบบิล: บริการชำระเงินตามรอบบิลหันมาใช้ Google Pay เช่นกัน เนื่องจากมีความสามารถในการทำการชำระเงินตามแบบแผนล่วงหน้าที่ปลอดภัย

ประโยชน์ของการยอมรับ Google Pay

สำหรับธุรกิจ การรับชำระเงินด้วย Google Pay เป็นวิธีการชำระเงินที่ให้ข้อได้เปรียบที่เป็นไปได้ ตั้งแต่การขยายกลุ่มผู้ชมไปจนถึงการวิเคราะห์ที่ดีขึ้นและประสิทธิภาพที่สูงขึ้น โดยประโยชน์ที่ได้รับมีดังนี้

  • เวลาชำระเงินที่เร็วขึ้น: รายงานของ Google แสดงให้เห็นว่า Google Pay สามารถลดเวลาชำระเงิน บนเว็บไซต์และแอปได้ถึง 20% เมื่อเทียบกับวิธีแบบดั้งเดิม

  • การจัดการธุรกรรมที่ง่ายขึ้น: แอป Google Pay สำหรับธุรกิจช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการจัดการธุรกรรม ช่วยให้ธุรกิจประหยัดเวลาในการจัดการงานด้านธุรการ

  • ลดความเสี่ยงจากการฉ้อโกง: เทคโนโลยีการแปลงเป็นโทเค็นของ Google Pay มีอัตราความสำเร็จ กว่า 90% ในการป้องกันการทำธุรกรรมที่ฉ้อโกง

  • ปรับปรุงความพึงพอใจของลูกค้า: ข้อมูลของ Google ระบุว่าในกรณีหนึ่ง 35% ของผู้ใช้ Google Pay ที่เคยใช้วิธีการชำระเงินแบบอื่นมาก่อน เลือกที่จะใช้ Google Pay ในการซื้อซ้ำ นอกจากนี้ การรวม Google Pay เข้ากับโปรแกรมสะสมคะแนนยังช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วมของลูกค้าให้กลับมาซื้อซ้ำได้อีกด้วย

  • ขยายธุรกิจสู่ตลาดใหม่: Google Pay ให้บริการในกว่า 190 ประเทศรวมถึงเขตแดนต่างๆ การเข้าถึงได้ทั่วโลกนี้ช่วยให้ขยายธุรกิจสู่ตลาดใหม่ๆ ได้อย่างง่ายดาย โดยมีบริษัทหนึ่งในกรณีศึกษาของ Google ระบุว่า 34% ของการซื้อผ่าน Google Pay มาจากลูกค้ารายใหม่

  • เข้าถึงข้อมูลลูกค้า: ข้อมูลการใช้จ่ายของลูกค้าจาก Google Pay ช่วยให้ธุรกิจต่างๆ สามารถปรับปรุงผลิตภัณฑ์และสร้างแคมเปญการตลาดที่ตรงเป้าหมาย ซึ่งให้ผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) สูงกว่าวิธีแบบเดิม

  • เพิ่มยอดขาย: ผลลัพธ์ของบริษัทแห่งหนึ่งจากกรณีศึกษาของ Google แสดงให้เห็นว่า ธุรกิจที่นำ Google Pay มาใช้เป็นวิธีการชำระเงินเริ่มต้นสำหรับผู้ใช้ใหม่จะเห็นคอนเวอร์ชันเพิ่มขึ้น 20 เท่า ซึ่งน่าจะเป็นผลมาจากเวลาชำระเงินที่รวดเร็วขึ้นและประสบการณ์การใช้งานของลูกค้าที่ดียิ่งขึ้น

  • ลดต้นทุนการจัดการเงินสด: การศึกษาพบว่าการยกเลิกการใช้เงินสดช่วยให้ธุรกิจประหยัดเงินได้ด้วยการลดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการนับเงินสด การขนส่ง และการรักษาความปลอดภัย

  • ปรับปรุงภาพลักษณ์แบรนด์: แบรนด์สามารถยกระดับชื่อเสียงในฐานะธุรกิจสมัยใหม่ที่เปี่ยมด้วยนวัตกรรมได้ โดยการรองรับตัวเลือกการชำระเงินผ่านมือถืออย่าง Google Pay

  • โมเดลธุรกิจที่พร้อมสำหรับอนาคต: การผสานการทำงานเข้ากับ Google Pay ทำให้ธุรกิจเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีการชำระเงินผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ และเตรียมพร้อมสำหรับความก้าวหน้าในอนาคตของการชำระเงินดิจิทัล

ค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมของ Google Pay

โครงสร้างค่าธรรมเนียมโดยรวมอาจแตกต่างกันไปตามผู้ประมวลผลการชำระเงินหรือธนาคารที่ธุรกิจเป็นพันธมิตรด้วย คุณดูโครงสร้างค่าธรรมเนียมของ Stripe สำหรับการชำระเงินที่ประมวลผลผ่าน Google Pay ได้ที่นี่ อย่างไรก็ตาม ค่าธรรมเนียมนี้สามารถต่อรองได้ขึ้นอยู่กับปริมาณและปัจจัยอื่นๆ

ธนาคารบางแห่งอาจเรียกเก็บค่าธรรมเนียมระหว่างเครือข่ายนอกเหนือจากค่าธรรมเนียมของ Google Pay และผู้ประมวลผลการชำระเงิน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนโดยรวมของธุรกิจเพิ่มขึ้นอีก

คุณสามารถดูค่าธรรมเนียมระหว่างเครือข่ายในสหรัฐอเมริกาของ Visa และ ค่าธรรมเนียมระหว่างเครือข่ายในสหรัฐอเมริกาของ Mastercard ได้ที่นี่ ต้นทุนและค่าธรรมเนียมทั่วไปที่เกี่ยวข้องกับการรับชำระเงินด้วย Google Pay ในฐานะวิธีการชำระเงินมีดังนี้

ค่าธรรมเนียมการตั้งค่า

Google Pay จะไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมรายเดือนหรือค่าธรรมเนียมการตั้งค่าสําหรับธุรกิจที่เชื่อมต่อการทํางาน Google Pay เป็นวิธีการชําระเงิน นอกจากนี้ Google Pay ยังไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมสําหรับธุรกิจที่ใช้แอป Google Pay for Business ซึ่งมอบฟีเจอร์เพิ่มเติม เช่น การติดตามธุรกรรมและการวิเคราะห์ แม้การเชื่อมต่อการทํางานพื้นฐานของวิธีการชําระเงินนี้จะไม่มีค่าธรรมเนียม แต่ก็อาจมีค่าใช้จ่ายดังต่อไปนี้

  • ต้นทุนด้านฮาร์ดแวร์: ธุรกิจต้องมีเครื่อง POS ที่รองรับ NFC เพื่อประมวลผลธุรกรรมในร้านผ่าน Google Pay หากยังไม่มีเครื่อง POS ในลักษณะนี้ ธุรกิจจะต้องจ่ายค่าฮาร์ดแวร์ล่วงหน้า
  • ต้นทุนการผสานการทำงานที่กำหนดเอง: สำหรับการผสานการทำงานการชำระเงินออนไลน์ อาจมีต้นทุนเกิดขึ้นหากธุรกิจต้องการโซลูชันการผสานการทำงานที่กำหนดเองหรือความช่วยเหลือทางเทคนิคนอกเหนือจากการสนับสนุนมาตรฐาน โดยปกติแล้วต้นทุนเหล่านี้จะเกิดจากการอัปเดตโครงสร้างพื้นฐานทางเทคนิคของธุรกิจหรือค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บโดยผู้ให้บริการบุคคลที่สาม

ค่าธรรมเนียมธุรกรรม

  • การชำระเงินในร้าน: โดยทั่วไป Google Pay จะไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมจากธุรกิจสำหรับธุรกรรมที่ประมวลผลผ่าน NFC ในร้านค้าจริง แต่จะใช้ค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมมาตรฐานของผู้ประมวลผลการชำระเงินหรือธนาคารของธุรกิจ

  • การชำระเงินออนไลน์และในแอป: เมื่อลูกค้าใช้ Google Pay สำหรับการซื้อทางออนไลน์หรือในแอป ค่าธรรมเนียมมักจะถูกกำหนดโดยผู้ประมวลผลหรือเกตเวย์การชำระเงินที่ธุรกิจนั้นๆ ใช้ Google Pay จะไม่บวกค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมจากสิ่งที่ผู้ประมวลผลเรียกเก็บ

  • การชำระเงินข้ามพรมแดน: หากธุรกิจประมวลผลธุรกรรมระหว่างประเทศผ่าน Google Pay ผู้ประมวลผลการชำระเงินอาจเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมหรืออัตราที่สูงขึ้น ซึ่งมักจะสูงกว่าค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมในประเทศเพื่อรองรับการแปลงสกุลเงินและปัจจัยอื่นๆ

  • การชำระเงินตามแบบแผนล่วงหน้า: สำหรับธุรกิจที่มีบริการแบบสมัครใช้ ค่าธรรมเนียมที่เชื่อมโยงกับธุรกรรมตามแบบแผนล่วงหน้าผ่าน Google Pay จะถูกกำหนดโดยผู้ประมวลผลการชำระเงิน Google Pay ไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมสำหรับการจัดการชำระเงินตามแบบแผนล่วงหน้า

มาตรการรักษาความปลอดภัยของ Google Pay

การแปลงเป็นโทเค็นและหมายเลขบัญชีเสมือน

Google Pay ใช้การแปลงเป็นโทเค็นหลายชั้นและสร้างโทเค็นแบบใช้ครั้งเดียวที่ไม่ซ้ำกันสำหรับแต่ละธุรกรรมซึ่งซ่อนหมายเลขบัตรจริงของคุณไว้แม้ว่าข้อมูลธุรกรรมจะถูกดักจับก็ตาม Google Pay จะใช้หมายเลขบัญชีเสมือนสำหรับการชำระเงินแบบไร้สัมผัส โดยซ่อนหมายเลขบัตรจริงไม่ให้ธุรกิจเห็นในระหว่างทำธุรกรรม

การรักษาความปลอดภัยของบัญชี Google

เพื่อเข้าถึง Google Pay หรือดำเนินการชำระเงิน ผู้ใช้ต้องตรวจสอบสิทธิ์ยืนยันตัวตน Google Pay รองรับวิธีการตรวจสอบสิทธิ์แบบ 2 ปัจจัยที่หลากหลาย เช่น PIN, รหัสผ่าน, รูปแบบ, ลายนิ้วมือ และการจดจำใบหน้า ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถเลือกระดับความปลอดภัยที่เหมาะสมได้ การใช้งาน Google Pay บางรูปแบบใช้ PIN แบบไดนามิกที่เปลี่ยนแปลงตามเวลา ช่วยเพิ่มการป้องกันอีกชั้นต่อการโจมตีแบบสุ่มรหัสผ่าน (Brute-force) นอกจากนี้ Google Pay ยังใช้ฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยของบัญชี Google เช่น การตรวจสอบสิทธิ์แบบ 2 ปัจจัยและการตรวจจับกิจกรรมที่น่าสงสัย

การเข้ารหัสข้อมูลและความปลอดภัย

Google Pay ใช้การเข้ารหัสแบบต้นทางถึงปลายทางสำหรับข้อมูลทั้งหมดที่ส่งผ่านแพลตฟอร์มและจัดเก็บข้อมูลผู้ใช้ในศูนย์ที่ปลอดภัยซึ่งได้รับการปกป้องด้วยมาตรการต่างๆ เช่น การเข้ารหัสและการควบคุมการเข้าถึง อุปกรณ์หลายรุ่นที่รองรับ Google Pay จะรวม Secure Element ซึ่งเป็นชิปฮาร์ดแวร์ที่ป้องกันการถูกงัดแงะที่ทำหน้าที่เสมือนตู้นิรภัยสำหรับข้อมูลการชำระเงินที่ละเอียดอ่อนและให้การปกป้องอีกชั้นต่อการโจมตีทั้งทางกายภาพและดิจิทัล

การตรวจจับและการป้องกันการฉ้อโกง

Google ใช้อัลกอริทึมของแมชชีนเลิร์นนิงในการวิเคราะห์ธุรกรรมแบบเรียลไทม์ โดยระบุและแจ้งเตือนกิจกรรมที่น่าสงสัยเมื่อส่งและรับเงิน ผู้ใช้จะได้รับการแจ้งเตือนหากมีกิจกรรมที่ผิดปกติ ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยที่ดูแล Google Pay โดยเฉพาะจะตรวจสอบแอป เพื่อให้มั่นใจได้ถึงการสนับสนุนด้านความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง ทีมนี้ยังเป็นผู้พัฒนาฟีเจอร์ความปลอดภัยใหม่ๆ ด้วย

ความเป็นส่วนตัวและการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านกฎระเบียบ

Google Pay ให้ลูกค้าควบคุมข้อมูลที่แชร์และวิธีการใช้ข้อมูลนั้นได้อย่างละเอียด ลูกค้าอาจเข้าถึงและดาวน์โหลดประวัติธุรกรรมได้ตลอดเวลา Google จะไม่แชร์ประวัติธุรกรรมของลูกค้ากับบุคคลที่สามเพื่อวัตถุประสงค์ทางการตลาดหากไม่ได้รับความยินยอมอย่างชัดแจ้ง และยึดมั่นตามมาตรฐานอุตสาหกรรมที่เข้มงวด ซึ่งได้แก่ Payment Card Industry Data Security Standard (PCI DSS), GDPR ของสหภาพยุโรป และ CCPA ของแคลิฟอร์เนีย

เทคโนโลยี NFC (Near Field Communication)

สำหรับการชำระเงินแบบไร้สัมผัส Google Pay จะใช้เทคโนโลยี NFC ซึ่งเป็นโปรโตคอลที่ปลอดภัยซึ่งทำงานภายในระยะเพียงไม่กี่เซนติเมตรจากเทอร์มินัลการชำระเงินและป้องกันการเข้าถึงข้อมูลจากระยะไกล ข้อมูลจะได้รับการเข้ารหัสระหว่างการทำธุรกรรมผ่าน NFC เพื่อให้มั่นใจในความลับและความสมบูรณ์ของข้อมูลยิ่งขึ้น

การป้องกันการดึงเงินคืน

Google Pay มอบการคุ้มครองการดึงเงินคืนที่ปกป้องผู้ใช้จากการสูญเสียทางการเงินในกรณีของธุรกรรมที่ไม่ได้รับอนุญาต นโยบายและขั้นตอนสำหรับการดึงเงินคืนอาจแตกต่างกันไปตามบริษัทผู้ออกบัตรแต่ละราย

การล็อกโทรศัพท์จากระยะไกล

หากโทรศัพท์ของผู้ใช้สูญหายหรือถูกขโมย ผู้ใช้อาจล็อกโทรศัพท์ ออกจากระบบบัญชี Google หรือลบข้อมูลจากระยะไกลโดยใช้ฟีเจอร์ Find My Device ของ Google ได้ ซึ่งช่วยให้ข้อมูลการชำระเงินปลอดภัยแม้ในกรณีที่อุปกรณ์สูญหายหรือถูกขโมย

ข้อกําหนดสําหรับธุรกิจเพื่อเริ่มรับชําระเงินผ่าน Google Pay

ธุรกิจที่ผสานการทำงาน Google Pay เป็นวิธีการชำระเงินจะต้องทำงานร่วมกับผู้ประมวลผลบุคคลที่สาม เช่น Stripe ผู้ประมวลผลการชำระเงินแต่ละรายจะมีขั้นตอนและข้อกำหนดในการผสานการทำงานวิธีการชำระเงินใหม่ที่แตกต่างกันไป กระบวนการตั้งค่าและข้อกำหนดทางธุรกิจของ Stripe ในการตั้งค่า Google Pay ระบุไว้ด้านล่างนี้เพื่อเป็นตัวอย่างของสิ่งที่คุณอาจพบ

คุณสมบัติทางกฎหมาย

ข้อกำหนดพื้นฐานประการหนึ่งคือธุรกิจจะต้องมีการจดทะเบียนธุรกิจและใบอนุญาตทั้งหมดที่จำเป็นในภูมิภาคที่ตนดำเนินงาน

การปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับ

ธุรกิจต้องแสดงการปฏิบัติตามกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมถึงกฎระเบียบเกี่ยวกับภาษี, ขั้นตอนในการต่อต้านการฟอกเงิน (AML) และขั้นตอน Know Your Customer (KYC) ตลอดจนกฎระเบียบด้านความเป็นส่วนตัวของข้อมูล เช่น GDPR, CCPA และ PCI DSS กฎระเบียบเหล่านี้ทำให้มั่นใจได้ว่าธุรกิจจะเรียกเก็บและนำส่งภาษีตามที่กำหนด ยืนยันตัวตนลูกค้าและป้องกันกิจกรรมที่ผิดกฎหมายอย่างเหมาะสม และใช้มาตรการรักษาความปลอดภัยที่ถูกต้องเมื่อรวบรวมและจัดเก็บข้อมูลผู้ใช้รวมถึงข้อมูลบัตรชำระเงิน ธุรกิจที่พบว่าละเมิดกฎระเบียบใดๆ เหล่านี้จะไม่มีสิทธิ์ทำงานร่วมกับ Stripe

การตั้งค่าทางเทคนิค

ข้อกำหนดทางเทคนิคในการตั้งค่า Google Pay ด้วย Stripe รวมถึงการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่ใช้งานได้ สิทธิ์ในการเข้าถึงอุปกรณ์ Android และ iOS ที่เข้ากันได้กับ Google Pay พร้อมความสามารถในการใช้ NFC และบัญชี Stripe ที่เปิดใช้งานซึ่งมีการผสานการทำงานชุดพัฒนาซอฟต์แวร์ (SDK) ของ Stripe เข้ากับแอปหรือเว็บไซต์ของธุรกิจเพื่ออำนวยความสะดวกในการประมวลผลการชำระเงิน สำหรับการติดตั้งบน Android โดยเฉพาะ ธุรกิจจำเป็นต้องมีสถานะการใช้งาน Google Play Store เพื่อให้แอป Google Pay เข้าถึงข้อมูลของธุรกิจได้

ก่อนที่คุณจะเริ่มต้น

ก่อนเริ่มกระบวนการตั้งค่า ธุรกิจต่างๆ จะต้องตรวจสอบและยอมรับข้อตกลงผู้ค้าของ Stripe และ Google Pay ซึ่งอธิบายข้อกําหนดและเงื่อนไขในการใช้บริการของผู้ค้า นอกจากนี้ ผู้ใช้ควรทําความคุ้นเคยกับค่าธรรมเนียมของ Stripe และ Google Pay ที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมแต่ละรายการ ตรวจสอบว่าตนเองมีสิทธิ์เข้าถึงการสนับสนุนลูกค้าที่เหมาะสมจากทั้ง Stripe และ Google Pay ในกรณีที่พบปัญหาหรือมีคําถามทางเทคนิค รวมทั้งยืนยันว่าบัญชี Stripe รองรับสกุลเงินที่ตนเองวางแผนจะรับผ่าน Google Pay

ขั้นตอนการตั้งค่า

เมื่อตรวจสอบข้อมูลเสร็จสิ้นแล้ว ธุรกิจก็สามารถดําเนินการขั้นตอนต่อไปนี้เพื่อตั้งค่า Google Pay กับ Stripe ได้

  • การเปิดใช้งานบัญชี: ลงทะเบียนใช้งาน Stripe และเปิดใช้งานบัญชีของคุณ ยืนยันว่าคุณมีสิทธิ์ที่เหมาะสมสำหรับการรับชำระเงินด้วย Google Pay ผ่าน Stripe

  • การกำหนดค่า Stripe Connect: กำหนดค่า Stripe Connect เพื่อเชื่อมต่อบัญชี Stripe ของคุณกับบัญชีผู้ค้า Google Pay

  • การผสานการทำงาน API ของ Stripe: ผสานการทำงาน API ของ Stripe เข้ากับแอปหรือเว็บไซต์ของคุณเพื่อส่งคำขอการชำระเงินและรับการยืนยัน

  • การผสานการทำงานเพื่อทดสอบ: ทดสอบการผสานการทำงานของคุณอย่างถี่ถ้วนเพื่อการทำงานที่ราบรื่น

ตัวเลือกอื่นๆ นอกเหนือจาก Google Pay

ถึงแม้ว่า Google Pay จะเป็นตัวเลือกแถวหน้าในสภาพแวดล้อมการชําระเงินบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ แต่คู่แข่งหลายๆ รายก็มีฟังก์ชันที่คล้ายกันและเข้ามาชิงส่วนแบ่งตลาด ทางเลือกอื่นๆ นอกเหนือจาก Google Pay ที่ได้รับความนิยมสูงมีดังนี้

ทำงานบน

เหมาะสำหรับ

จุดแข็งหลัก

ข้อเสียเปรียบหลัก

Apple Pay

อุปกรณ์ Apple (iPhone, Mac, Apple Watch)

การชำระเงินในร้านค้าและออนไลน์

ได้รับความนิยมมากในสหรัฐอเมริกา ความปลอดภัยระดับสูง (Face ID/Touch ID) แบรนด์ที่เชื่อถือได้

ทำงานได้บนอุปกรณ์ Apple เท่านั้น อาจทำให้ธุรกิจมีค่าใช้จ่ายมากขึ้น

Samsung Pay

Samsung และอุปกรณ์ Android บางรุ่น

การชำระเงินในร้าน

ทำงานร่วมกับเครื่องปลายทางได้มากขึ้น (รวมถึงเครื่องที่ไม่มี NFC) แข็งแกร่งในเอเชีย รองรับโปรแกรมสะสมคะแนน

จำกัดเฉพาะ Samsung/Android การเข้าถึงทั่วโลกที่น้อยกว่า

PayPal

เว็บและอุปกรณ์เคลื่อนที่ (ทุกแพลตฟอร์ม)

การช้อปปิ้งออนไลน์

ฐานผู้ใช้ทั่วโลกจำนวนมหาศาล ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง รองรับบัตรและบัญชีธนาคาร

ค่าธรรมเนียมที่สูงกว่า (โดยเฉพาะระหว่างประเทศ) อินเทอร์เฟซที่ทันสมัยน้อยกว่า

Venmo

แอปบนอุปกรณ์เคลื่อนที่

การส่งเงินให้เพื่อน

การชำระเงินแบบ Peer-to-peer ฟรี ฟีเจอร์โซเชียล ใช้งานง่าย

มีข้อจำกัดในร้านค้า ข้อกังวลด้านความเป็นส่วนตัว ความปลอดภัยที่ต่ำกว่า

Cash App

แอปบนอุปกรณ์เคลื่อนที่

การชำระเงินแบบ Peer-to-peer และการลงทุน

การโอนเงินฟรี การลงทุนด้วย Bitcoin และหุ้น อินเทอร์เฟซที่เรียบง่าย

มีข้อจำกัดในร้านค้า ข้อกังวลด้านความปลอดภัยและการฉ้อโกง บริการลูกค้าที่ไม่มีประสิทธิภาพ

Apple Pay

บริการชำระเงินบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ Apple Pay จะผสานการทำงานกับอุปกรณ์ iOS, macOS และ watchOS โดยใช้มาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสูง แต่จุดอ่อนคือการเข้าถึงที่ค่อนข้างจำกัดเมื่อเทียบกับการรองรับแพลตฟอร์มที่ครอบคลุมกว่าของ Google Pay นอกจากนี้ Apple Pay อาจคิดค่าธรรมเนียมสำหรับธุรกิจสูงกว่า Google Pay ในบางสถานการณ์

Samsung Pay

บริการชำระเงินและกระเป๋าเงินดิจิทัลบนอุปกรณ์เคลื่อนที่อย่าง Samsung Pay นั้นเข้ากันได้กับอุปกรณ์ Android และอุปกรณ์สวมใส่ต่างๆ จาก Samsung และแบรนด์อื่นๆ Samsung Pay เป็นผู้เล่นรายใหญ่ในเกาหลีใต้และตลาดในเอเชียอื่นๆ ซึ่งสามารถเชื่อมต่อกับเครื่องรับชำระเงินที่ไม่มี NFC ได้ผ่านเทคโนโลยี Magnetic Secure Transmission (MST) นอกจากนี้ Samsung Pay ยังผสานการทำงานกับโปรแกรมสะสมคะแนนต่างๆ แต่มีจุดอ่อนคือการเข้าถึงที่จำกัดกว่า Google Pay และ Apple Pay

PayPal

PayPal เป็นแพลตฟอร์มการชำระเงินที่ธุรกิจทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ยอมรับอย่างแพร่หลาย PayPal ทำงานบนเว็บและมีให้บริการผ่านแอปมือถือโดยเฉพาะ ซึ่งสามารถเข้าถึงได้กว้างขวางกว่ากระเป๋าเงินที่มีศูนย์กลางอยู่ที่อุปกรณ์เคลื่อนที่เพียงอย่างเดียว แพลตฟอร์มนี้มีฐานผู้ใช้กว่า 400 ล้านคนทั่วโลก สร้างเครือข่ายที่มีอยู่แล้วสำหรับการทำธุรกรรมการชำระเงินที่ง่ายดาย นอกจากนี้ยังมีวิธีการชำระเงิน เช่น บัตรเครดิต บัตรเดบิต และบัญชีธนาคาร นอกเหนือจากฟังก์ชันกระเป๋าเงินดิจิทัล จุดอ่อนของ PayPal รวมถึงค่าธรรมเนียมที่อาจสูงกว่าสำหรับบางธุรกรรม โดยเฉพาะสำหรับการชำระเงินระหว่างประเทศ

Venmo

Venmo เป็นแอปบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ที่เน้นการชำระเงินแบบ Peer-to-peer และฟีเจอร์โซเชียล โดยรองรับการโอนเงินฟรีระหว่างผู้ใช้แต่ละรายและผสานการทำงานกับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เช่น Facebook แอปมือถือของ Venmo ใช้งานและเข้าถึงได้ง่าย แต่การยอมรับทางธุรกิจยังคงมีจำกัดเมื่อเทียบกับกระเป๋าเงินดิจิทัลอื่นๆ ซึ่งจำกัดการใช้งานสำหรับการซื้อสินค้าในร้านค้า จุดอ่อนอื่นๆ รวมถึงข้อกังวลด้านความปลอดภัยที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับแพลตฟอร์มการชำระเงินดิจิทัลอื่นๆ

Cash App

Cash App เป็นแอปบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ที่ให้บริการโอนเงินฟรี การผสานการทำงาน Bitcoin และฟีเจอร์การลงทุน คล้ายกับ Venmo Cash App อำนวยความสะดวกในการโอนเงินฟรีระหว่างผู้ใช้ ทำให้เป็นตัวเลือกที่ได้รับความนิยมในการแบ่งจ่ายบิลและจัดการการเงินส่วนบุคคล สำหรับผู้ใช้ที่สนใจคริปโทเคอร์เรนซีและการลงทุน Cash App ยังมีแพลตฟอร์มที่สะดวกและใช้งานง่ายสำหรับซื้อขาย Bitcoin หรือลงทุนในหุ้นและกองทุนซื้อขายแลกเปลี่ยน (ETF) เช่นเดียวกับ Venmo Cash App ได้รับการยอมรับทางธุรกิจอย่างจำกัดเมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง Google Pay และ Apple Pay และสามารถใช้กับการซื้อในร้านค้าได้น้อยกว่า จุดอ่อนรวมถึงข้อกังวลของผู้ใช้บางรายเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวของข้อมูลและช่องโหว่ด้านความปลอดภัยที่อาจเกิดขึ้น

Stripe Payments ช่วยเหลือคุณได้อย่างไร

Stripe Payments มอบโซลูชันการชำระเงินระดับโลกแบบครบวงจรที่ช่วยให้ธุรกิจใดๆ ตั้งแต่สตาร์ทอัพที่กำลังเติบโตไปจนถึงองค์กรระดับโลกรับชำระเงินออนไลน์ ที่จุดขาย และทั่วโลกได้

Stripe Payments สามารถช่วยคุณทำสิ่งต่อไปนี้

  • เพิ่มประสิทธิภาพให้ประสบการณ์การชำระเงินของคุณ: สร้างประสบการณ์ที่ราบรื่นให้กับลูกค้าและประหยัดเวลาในการทำงานวิศวกรรมได้หลายพันชั่วโมงด้วย UI การชำระเงินที่สร้างไว้ให้แล้ว, สิทธิ์เข้าถึงวิธีการชำระเงินมากกว่า 125 วิธี และ Link ซึ่งเป็นกระเป๋าเงินที่สร้างโดย Stripe
  • ขยายไปสู่ตลาดใหม่ๆ ได้เร็วขึ้น: เข้าถึงลูกค้าทั่วโลกและลดความซับซ้อนและค่าใช้จ่ายในการจัดการหลายสกุลเงินด้วยตัวเลือกการชำระเงินข้ามพรมแดนที่มีให้บริการใน 195 ประเทศและกว่า 135 สกุลเงิน
  • รวมการชำระเงินที่จุดขายและทางออนไลน์ไว้ด้วยกัน: สร้างประสบการณ์การค้าแบบแพลตฟอร์มรวมในช่องทางออนไลน์และที่จุดขายเพื่อปรับแต่งการโต้ตอบ ตอบแทนความภักดี และเพิ่มรายได้
  • ปรับปรุงประสิทธิภาพการชำระเงิน: เพิ่มรายรับด้วยเครื่องมือการชำระเงินที่กำหนดเองได้และปรับแต่งได้ง่ายๆ ซึ่งรวมถึงระบบป้องกันการฉ้อโกงแบบไม่ต้องเขียนโค้ดและความสามารถขั้นสูงเพื่อเพิ่มอัตราการอนุมัติ
  • เดินหน้าได้เร็วขึ้นด้วยแพลตฟอร์มที่ยืดหยุ่นและเชื่อถือได้เพื่อการเติบโต: สร้างบนแพลตฟอร์มที่ออกแบบมาเพื่อขยับขยายไปพร้อมกับคุณ โดยมีระยะเวลาให้บริการที่แทบจะไม่หยุดทำงานเลย และมีความน่าเชื่อถือระดับแนวหน้าของวงการ

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีที่ Stripe Payments สามารถช่วยให้คุณรับการชำระเงินออนไลน์และที่จุดขายได้ หรือเริ่มใช้งานเลยวันนี้

เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นคําแนะนําทางกฎหมายหรือภาษี Stripe ไม่รับประกันหรือรับประกันความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ความไม่เพียงพอ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในบทความ คุณควรขอคําแนะนําจากทนายความที่มีอํานาจหรือนักบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอํานาจศาลเพื่อรับคําแนะนําที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ

บทความอื่นๆ

  • เกิดข้อผิดพลาดบางอย่าง โปรดลองอีกครั้งหรือติดต่อฝ่ายสนับสนุน

หากพร้อมเริ่มใช้งานแล้ว

สร้างบัญชีและเริ่มรับการชำระเงินโดยไม่ต้องทำสัญญาหรือระบุรายละเอียดเกี่ยวกับธนาคาร หรือติดต่อเราเพื่อสร้างแพ็กเกจที่ออกแบบเองสำหรับธุรกิจของคุณ
Payments

Payments

รับชำระเงินออนไลน์ ที่จุดขาย และทั่วโลกด้วยโซลูชันการชำระเงินที่สร้างมาสำหรับธุรกิจทุกขนาด

Stripe Docs เกี่ยวกับ Payments

ค้นหาคู่มือเกี่ยวกับการเชื่อมต่อ Payments API ของ Stripe