Apple Pay: คู่มือเชิงลึก

Payments
Payments

รับชำระเงินออนไลน์ ที่จุดขาย และทั่วโลกด้วยโซลูชันการชำระเงินที่สร้างมาสำหรับธุรกิจทุกขนาด ตั้งแต่ธุรกิจสตาร์ทอัพไปจนถึงองค์กรใหญ่ระดับโลก

ดูข้อมูลเพิ่มเติม 
  1. บทแนะนำ
  2. Apple Pay ทำงานอย่างไร
  3. วิธีตั้งค่าและรับ Apple Pay เป็นวิธีการชำระเงิน
  4. ประโยชน์ของการรับ Apple Pay
  5. ค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมของ Apple Pay
  6. มาตรการรักษาความปลอดภัยของ Apple Pay
  7. มีการใช้งาน Apple Pay ในพื้นที่ใดบ้าง
  8. มีใครบ้างที่ใช้ Apple Pay
    1. ผู้ใช้ที่เป็นบุคคลทั่วไป
    2. ผู้ใช้เชิงธุรกิจ
  9. ตัวเลือกอื่นๆ นอกเหนือจาก Apple Pay
  10. Stripe ช่วยอะไรได้บ้าง

Apple Pay คือ การชำระเงินบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ซึ่งทำงานร่วมกับ Apple Wallet (แพลตฟอร์มกระเป๋าเงินดิจิทัลที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถซื้อสินค้าต่างๆ ที่จุดขาย ผ่านแอป และบนเว็บไซต์ต่างๆ ได้โดยใช้อุปกรณ์ของ Apple เช่น iPhone, Apple Watch, iPad และ Mac) Apple Pay มีผู้ใช้กว่า 500 ล้านรายทั่วโลก และครองตลาดกระเป๋าเงินดิจิทัลในสหรัฐอเมริกา โดยมีสัดส่วนกว่า 90%

ฟังก์ชันของ Apple Pay ได้พัฒนาขึ้นจนมีฟีเจอร์ต่างๆ เช่น Apple Cash สำหรับการชำระเงินระหว่างบุคคลกับบุคคลและ Apple Card ซึ่งเป็นบัตรเครดิตรูปแบบหนึ่ง การผสานการทำงานกับบริการและอุปกรณ์ต่างๆ ของ Apple ช่วยให้ผู้ใช้ดำเนินการทางการเงินได้แบบครอบคลุม แพลตฟอร์มนี้ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงที่มาพร้อมฟีเจอร์การรักษาความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวที่ครอบคลุม ซึ่งช่วยให้การทำธุรกรรมปลอดภัยด้วยการเข้ารหัสระดับแนวหน้าในอุตสาหกรรม โดย Apple Pay มีชื่อเสียงในเรื่องการใช้วิธีการตรวจสอบสิทธิ์ด้วยไบโอเมตริก เช่น Touch ID และ Face ID

Apple Pay มีการรองรับในประเทศและภูมิภาคต่างๆ เกือบ 100 แห่ง ซึ่งการเข้าถึงทั่วโลกเช่นนี้ช่วยให้สามารถเป็นพาร์ทเนอร์กับธนาคารและสถาบันการเงินได้หลากหลายแห่ง ส่งผลให้การผสานการทำงานกับบัญชีธนาคารและบัตรเครดิตระหว่างประเทศเป็นเรื่องง่าย โดย Apple Pay ได้ส่งผลอย่างมากต่อตลาดการชำระเงินทั่วโลก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการหันไปใช้วิธีการชำระเงินบนอุปกรณ์เคลื่อนที่และแบบดิจิทัลกันมากขึ้นทั่วโลก

ธุรกิจที่กำลังคิดจะนำ Apple Pay เข้ามาใช้เป็นวิธีการชำระเงินควรทำความเข้าใจข้อกำหนดทางเทคนิค ขั้นตอนการทำธุรกรรม และประสบการณ์ของผู้ใช้ของแพลตฟอร์มนี้ เช่น วิธีที่ Apple Pay ผสานการทำงานเข้ากับระบบบันทึกการขาย (POS) และเกตเวย์การชำระเงินออนไลน์ คู่มือนี้จะพาไปดูเรื่องต่างๆ ที่ธุรกิจจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับการทำงานร่วมกับ Apple Pay

เนื้อหาหลักในบทความ

  • Apple Pay ทำงานอย่างไร
  • วิธีตั้งค่าและรับ Apple Pay เป็นวิธีการชำระเงิน
  • ประโยชน์ของการรับ Apple Pay
  • ค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมของ Apple Pay
  • มาตรการรักษาความปลอดภัยของ Apple Pay
  • มีการใช้งาน Apple Pay ในพื้นที่ใดบ้าง
  • มีใครบ้างที่ใช้ Apple Pay
  • ตัวเลือกอื่นๆ นอกเหนือจาก Apple Pay
  • Stripe ช่วยอะไรได้บ้าง

Apple Pay ทำงานอย่างไร

Apple Pay ใช้ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และโปรโตคอลการรักษาความปลอดภัยต่างๆ ร่วมกันเพื่อช่วยให้การทำธุรกรรมเป็นไปโดยสะดวกปลอดภัยในสถานการณ์ทางธุรกิจหลายๆ รูปแบบ อุปกรณ์ที่ใช้ Apple Pay เช่น iPhone, Apple Watch, iPad และ Mac จะต้องมีฮาร์ดแวร์ที่จำเป็นในการรับชำระเงินแบบไร้สัมผัส เช่น ชิปเทคโนโลยีการสื่อสารในระยะใกล้ (NFC)

ตลอดการทำธุรกรรม Apple จะไม่จัดเก็บข้อมูลบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิตของผู้ใช้ และจะไม่เก็บข้อมูลธุรกรรมที่สามารถเชื่อมโยงถึงผู้ใช้ได้เอาไว้ ทั้งนี้ ธุรกรรมใน Apple Pay ทั้งหมดจะได้รับการปกป้องด้วยการแปลงเป็นโทเค็น โดยบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิตแต่ละใบที่ผู้ใช้เพิ่มลงในแอปจะได้รับ Device Account Number (หมายเลขบัญชีอุปกรณ์) เฉพาะตัว ซึ่ง Apple Pay จะใช้หมายเลขนี้ในระหว่างการทำธุรกรรมแทนหมายเลขบัตรจริง

วิธีตั้งค่าและรับ Apple Pay เป็นวิธีการชำระเงิน

การรับ Apple Pay อาจมีการตั้งค่าที่จำเป็นเพียงเล็กน้อยโดยขึ้นอยู่กับเกตเวย์การชำระเงินของธุรกิจ แต่ก็ยังมีข้อกำหนดสำคัญๆ ที่ต้องปฏิบัติตามก่อนจึงจะเริ่มใช้งานได้

ธุรกิจต่างๆ จะต้องมีการจดทะเบียนและใบอนุญาตที่เหมาะสมสำหรับภูมิภาคของตน และปฏิบัติตามกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน เช่น การปฏิบัติตามกฎด้านภาษี การเก็บและนำส่งภาษีตามที่จำเป็น ตลอดจนการใช้ขั้นตอน AML (ต่อต้านการฟอกเงิน) และ KYC (รู้จักลูกค้าของคุณ) เพื่อยืนยันตัวตนของลูกค้าและป้องกันการฉ้อโกง

ธุรกิจต่างๆ จะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบว่าด้วยความเป็นส่วนตัวของข้อมูลในท้องถิ่น เช่น General Data Protection Regulation (GDPR) ของสหภาพยุโรปหรือ California Consumer Privacy Act (CCPA) และทุกธุรกิจที่จัดการข้อมูลเจ้าของบัตรจะต้องปฏิบัติตามมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยข้อมูลสำหรับอุตสาหกรรมบัตรชำระเงิน (PCI DSS) เพื่อให้การจัดการบัตรชำระเงินเป็นไปอย่างปลอดภัย

นอกเหนือจากการรับรองการปฏิบัติตามข้อกำหนดทางกฎหมายและข้อบังคับแล้ว ธุรกิจต่างๆ จะต้องมีความสามารถทางเทคนิคขั้นพื้นฐานดังต่อไปนี้

  • เทอร์มินัลแบบไร้สัมผัส/รองรับ NFC: Apple Pay จะทำงานร่วมกับการชำระเงินแบบไร้สัมผัสหรือฟังก์ชัน NFC ให้ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเทอร์มินัลนั้นๆ ผ่านการรับรองให้ใช้กับ Apple Pay และต้องเปิดใช้งานในการตั้งค่าระบบบันทึกการขาย (POS) โดยลูกค้าสามารถแตะอุปกรณ์ iOS ของตน เช่น iPhone, iPad และ Apple Watch เพื่อชำระเงินได้

  • การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต: ธุรกิจจะต้องมีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่เสถียรในการประมวลผลธุรกรรมผ่าน Apple Pay

  • บัญชีผู้ค้าหรือผู้ประมวลผลการชำระเงินที่รองรับ Apple Pay: ธุรกิจต่างๆ ต้องทำงานร่วมกับเกตเวย์การชำระเงินเพื่อรับชำระเงินผ่าน Apple Pay ซึ่งแต่ละเกตเวย์ก็มีเรื่องที่ต้องทำในการตั้งค่าแตกต่างกันไป โดย Stripe ใช้การตั้งค่าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เนื่องจากฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ของ Stripe พร้อมรับ Apple Pay อยู่แล้ว

ธุรกิจต่างๆ ควรตรวจสอบข้อกำหนดและเงื่อนไขในข้อตกลงของผู้ค้า ค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมถึงสิทธิ์ในการเข้าถึงการสนับสนุนลูกค้าจากผู้ให้บริการในกรณีที่เกิดปัญหาหรือมีข้อสอบถามทางเทคนิคอย่างถี่ถ้วนก่อนที่จะตั้งค่าวิธีการชำระเงินใดๆ

ประโยชน์ของการรับ Apple Pay

Apple Pay ได้พัฒนาเป็นเครื่องมือที่ซับซ้อน ซึ่งสามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจที่สำคัญๆ ได้ โดยแพลตฟอร์มนี้ช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน ยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า และส่งเสริมให้มีรายรับเพิ่มมากขึ้นได้

ธุรกิจที่ใช้ Apple Pay อาจได้ประโยชน์ดังต่อไปนี้

  • การทำธุรกรรมที่รวดเร็วขึ้น: Apple Pay ช่วยให้การชำระเงินเร็วขึ้น ซึ่งทำให้ไม่ต้องรอนานและยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า จึงเป็นการส่งเสริมให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการซ้ำ

  • ขั้นตอนอัตโนมัติ: ธุรกรรมดิจิทัลของ Apple Pay ช่วยให้ไม่จำเป็นต้องมีเจ้าหน้าที่คอยดำเนินการต่างๆ ทั้งยังลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับการประมวลผลการชำระเงินด้วย

  • การเข้าถึงข้อมูลธุรกรรม: Apple Pay ช่วยให้ธุรกิจต่างๆ มีข้อมูลเชิงลึกแบบเรียลไทม์เกี่ยวกับพฤติกรรมของลูกค้า ซึ่งช่วยในการจัดการสินค้าคงคลัง คาดการณ์ยอดขาย ปรับการทำการตลาดให้เป็นแบบเฉพาะตัว และตัดสินใจได้ชาญฉลาดขึ้น

  • ความปลอดภัยที่มากขึ้น: การตรวจสอบสิทธิ์ด้วยไบโอเมตริกและการแปลงเป็นโทเค็นของ Apple Pay ช่วยปกป้องข้อมูลทางการเงินที่ละเอียดอ่อน ซึ่งทำให้ลูกค้าเกิดความไว้วางใจและความมั่นใจ

  • การมีส่วนร่วมแบบเฉพาะตัว: Apple Pay ผสานการทำงานกับโปรแกรมสะสมคะแนนและระบบรางวัลต่างๆ เพื่อช่วยให้สามารถมอบข้อเสนอและโปรโมชันที่เหมาะกับลูกค้าแต่ละรายได้ วิธีนี้จะช่วยพัฒนาความสัมพันธ์กับลูกค้าให้แน่นแฟ้นขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่การมีส่วนร่วมที่มากขึ้นได้

  • ธุรกรรมที่มีมูลค่าสูงขึ้น: ความสะดวกสบายและความปลอดภัยของ Apple Pay ช่วยส่งเสริมให้ลูกค้าใช้จ่ายมากขึ้น

  • การละทิ้งรถเข็นที่ลดลง: ประสบการณ์การชำระเงินที่ราบรื่นของ Apple Pay ช่วยลดการละทิ้งรถเข็นลงได้ โดยเฉพาะบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ ซึ่งสามารถช่วยให้มีคอนเวอร์ชันเพิ่มขึ้นและมีรายรับเติบโตขึ้นได้

  • การมีรายรับเข้ามาจากหลายทาง: Apple Pay ช่วยให้มีช่องทางสร้างรายรับใหม่ๆ ผ่านโซลูชันต่างๆ เช่น การซื้อในแอปและการออกตั๋วแบบไร้สัมผัส

  • การป้องกันการฉ้อโกงที่ดีขึ้น: ฟีเจอร์การรักษาความปลอดภัยขั้นสูงของ Apple Pay จะช่วยลดโอกาสที่ธุรกิจจะเกิดการสูญเสียทางการเงิน โดยรับมือกับกิจกรรมที่เป็นการฉ้อโกง

  • ข้อได้เปรียบในการแข่งขัน: การนำเสนอ Apple Pay จะช่วยให้ธุรกิจโดดเด่น ดึงดูดลูกค้าที่เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี และแสดงถึงความใส่ใจด้านนวัตกรรม ในขณะเดียวกันก็ก้าวล้ำนำหน้าไปตามการเปลี่ยนแปลงของการชำระเงินแบบดิจิทัล

ค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมของ Apple Pay

ธุรกิจต่างๆ ต้องใช้เกตเวย์การชำระเงินในการประมวลผลธุรกรรม Apple Pay โดยเกตเวย์เหล่านี้มักจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมต่อธุรกรรม โดยบางครั้งก็เรียกเก็บค่าธรรมเนียมรายเดือนเช่นกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเกตเวย์และปริมาณธุรกรรมที่ประมวลผล โดยเกตเวย์การชำระเงินแต่ละแบบก็จะมีโครงสร้างค่าธรรมเนียมแตกต่างกันไป และคุณสามารถดูโครงสร้างค่าธรรมเนียมของ Stripe สำหรับธุรกรรม Apple Pay ได้ที่นี่

เนื่องจาก Apple Pay เชื่อมโยงกับบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิต ธุรกิจที่ประมวลผลธุรกรรม Apple Pay จะต้องเสียค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับการรับชำระเงินด้วยบัตรด้วย โดยในส่วนของธุรกรรม Apple Pay แต่ละรายการ ธุรกิจจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมธุรกรรมผ่านบัตรระหว่างธนาคาร (ค่าธรรมเนียมการชำระเงินด้วยบัตรที่เครือข่ายและธนาคารที่ออกบัตรเรียกเก็บ) โครงสร้างค่าธรรมเนียมธุรกรรมผ่านบัตรระหว่างธนาคารมีความซับซ้อนและแตกต่างกันไปตามประเภทบัตร เครือข่าย และธนาคารที่ออกบัตร โปรดอ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมธุรกรรมผ่านบัตรระหว่างธนาคารในสหรัฐอเมริกาของ Visa และค่าธรรมเนียมธุรกรรมผ่านบัตรระหว่างธนาคารในสหรัฐอเมริกาของ Mastercard

สุดท้ายนี้ ธุรกิจที่รับ Apple Pay จะต้องเสียค่าธรรมเนียมการดึงเงินคืนที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมเหล่านี้ด้วย หากลูกค้าเริ่มการดึงเงินคืนและเป็นฝ่ายชนะการโต้แย้งการชำระเงิน ธุรกิจก็อาจต้องจ่ายค่าธรรมเนียมการดึงเงินคืนให้กับธนาคารของตน

มาตรการรักษาความปลอดภัยของ Apple Pay

การรักษาความปลอดภัยของ Apple Pay มีมาตรการรักษาความปลอดภัยต่อไปนี้ในการปกป้องข้อมูลทางการเงินที่ละเอียดอ่อน

  • Secure Enclave: Secure Enclave คือชิปแบบเฉพาะที่มีมาให้ในอุปกรณ์ Apple ซึ่งทำหน้าที่เป็นที่เก็บฮาร์ดแวร์ที่ปลอดภัยสำหรับข้อมูลที่ละเอียดอ่อน เช่น ข้อมูลบัตรเครดิตและข้อมูลประจำตัวแบบไบโอเมตริก ชิปจะอยู่แยกจากระบบปฏิบัติการที่เหลือของอุปกรณ์ จึงทำให้แฮ็กเกอร์เข้าถึงข้อมูลในชิปนี้ได้ยาก

  • Secure Element: นี่คือชิปอีกอันในอุปกรณ์ Apple ที่จัดการกับการชำระเงินแบบไร้สัมผัสโดยใช้เทคโนโลยี NFC ชิปนี้มีหน้าที่จัดเก็บและจัดการโทเค็น (ข้อมูลบัตรเครดิตเวอร์ชันที่เข้ารหัส) ที่ใช้สำหรับธุรกรรม Apple Pay อย่างปลอดภัย

  • Touch ID และ Face ID: การตรวจสอบสิทธิ์ด้วยไบโอเมตริกช่วยเพิ่มการรักษาความปลอดภัยให้กับธุรกรรม Apple Pay เพิ่มอีกชั้น โดยมีเพียงผู้ใช้ที่ได้รับอนุญาตและมีลายนิ้วมือหรือการสแกนใบหน้าที่ถูกต้องเท่านั้นที่จะเข้าถึงและใช้งาน Apple Pay ได้

  • การเข้ารหัส: อุปกรณ์ Apple จะเข้ารหัสข้อมูลทั้งหมดตามค่าเริ่มต้น โดยใช้มาตรฐานการเข้ารหัสขั้นสูง (Advanced Encryption Standard หรือ AES) 256 วิธีนี้ช่วยรักษาข้อมูลการชำระเงินให้ปลอดภัย แม้ว่าบุคคลอื่นจะเข้าถึงตัวอุปกรณ์ได้ก็ตาม โดย Apple Pay จะเสริมการป้องกันขึ้นมาอีกชั้นหนึ่งด้วยการสื่อสารผ่านเทคโนโลยี NFC แบบเข้ารหัสโดยใช้โปรโตคอลความปลอดภัยที่เชื่อถือได้ เช่น Transport Layer Security (TLS) และ Secure Sockets Layer (SSL)

  • โทเค็นแบบไดนามิก: Apple Pay ใช้ระบบการแปลงเป็นโทเค็นแบบไดนามิก ซึ่งใช้วิธีส่งโทเค็นเข้ารหัสแบบเฉพาะตัวไปยังเทอร์มินัลการชำระเงิน แทนที่จะส่งรายละเอียดของบัตรเครดิต วิธีนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้ข้อมูลบัตรหลุดออกไประหว่างดำเนินการชำระเงิน โทเค็นแต่ละรายการจะใช้ได้กับธุรกรรมเพียงรายการเดียว ดังนั้น ต่อให้มิจฉาชีพจะดักเอาโทเค็นไปได้ แต่ก็เอาไปใช้กับธุรกรรมอื่นๆ ไม่ได้อยู่ดี

  • เกตเวย์การชำระเงินที่ปลอดภัย: Apple เป็นพาร์ทเนอร์กับเกตเวย์การชำระเงินที่เชื่อถือได้และปฏิบัติตามข้อกำหนดของ PCI ซึ่งสอดคล้องกับโปรโตคอลการรักษาความปลอดภัยที่รัดกุม

  • การติดตามตรวจสอบแบบเรียลไทม์: ระบบตรวจจับการฉ้อโกงที่ล้ำสมัยของ Apple จะคอยติดตามตรวจสอบธุรกรรมต่างๆ เพื่อหาสิ่งผิดปกติและกิจกรรมที่น่าสงสัย โดยวิเคราะห์รูปแบบธุรกรรม ข้อมูลตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ และปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อค้นหาและป้องกันการใช้งานที่เป็นการฉ้อโกง

  • การให้คะแนนความเสี่ยง: ระบบจะกำหนดคะแนนความเสี่ยงให้กับธุรกรรม Apple Pay แต่ละรายการ ระบบอาจทำเครื่องหมายให้ธุรกรรมที่ถือว่ามีความเสี่ยงสูงต้องมีการตรวจสอบยืนยันเพิ่มเติมหรือบล็อกธุรกรรมนั้นเพื่อปกป้องผู้ใช้

  • การควบคุมการเข้าถึงแบบละเอียด: ธุรกิจต่างๆ มีสิทธิ์ควบคุมการเข้าถึง Apple Pay ภายในองค์กรของตัวเองได้อย่างเต็มที่ รวมทั้งกำหนดว่าพนักงานรายใดบ้างที่สามารถเข้าถึงและใช้งาน Apple Pay, กำหนดวงเงินใช้จ่าย และดำเนินการตามข้อกำหนดด้านการตรวจสอบสิทธิ์ที่บังคับใช้ได้

  • การตรวจสอบธุรกรรม: ธุรกิจต่างๆ สามารถเข้าถึงบันทึกธุรกรรมแบบละเอียดได้ใน Apple Business Manager ฟีเจอร์นี้ช่วยให้เข้าถึงข้อมูลธุรกรรม Apple Pay ทั้งหมดอย่างครอบคลุม ซึ่งจะช่วยให้คุณติดตามตรวจสอบและกระทบยอดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • ทีมรักษาความปลอดภัยเฉพาะ: Apple ลงทุนทรัพยากรจำนวนมากในการวิจัยและพัฒนาการรักษาความปลอดภัยเพื่อให้ Apple Pay เป็นแพลตฟอร์มที่สามารถรับมือกับภัยคุกคามที่กำลังเกิดขึ้นได้ นอกจากนี้ยังทำการตรวจสอบความปลอดภัยแบบอิสระให้ระบบและโครงสร้างพื้นฐานเป็นประจำ เพื่อให้สามารถแก้ไขช่องโหว่ได้ทันท่วงที

มีการใช้งาน Apple Pay ในพื้นที่ใดบ้าง

Apple Pay มีการเข้าถึงทั่วโลกเป็นอย่างดี โดยมีผู้ที่ใช้งานอยู่กว่า 624 ล้านราย ตลาดการชำระเงินแบบไร้สัมผัสทั่วโลกมีมูลค่าอยู่ที่ 52,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 และคาดว่าจะมีมูลค่าถึง 196,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2033 โดยในสหรัฐอเมริกา ปัจจุบัน เกือบ 90% ของผู้บริโภคใช้วิธีการชำระเงินแบบไร้สัมผัส ส่วนในจีน แพลตฟอร์มอุปกรณ์เคลื่อนที่อย่าง Alipay และ WeChat Pay ก็จัดการธุรกรรมหลายพันล้านรายการในแต่ละปี ความนิยมและการใช้งานของ Apple Pay ในแต่ละภูมิภาคที่สำคัญๆ เป็นดังต่อไปนี้

มีใครบ้างที่ใช้ Apple Pay

ลูกค้าและธุรกิจทั่วโลกใช้ Apple Pay ในการทำธุรกรรมกันมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้ใช้ Apple Pay จะพบว่าวิธีการชำระเงินนี้สะดวกรวดเร็วกว่าวิธีการชำระเงินแบบเดิมๆ นอกจากนี้ ฟีเจอร์การรักษาความปลอดภัยของ Apple Pay เช่น การแปลงเป็นโทเค็นและการตรวจสอบสิทธิ์ด้วยไบโอเมตริก ยังช่วยให้รู้สึกอุ่นใจได้มากขึ้นด้วย โดยผู้ใช้ Apple Pay ยังไว้วางใจในความมุ่งมั่นที่ Apple มีต่อความเป็นส่วนตัวของข้อมูล ซึ่งช่วยให้แพลตฟอร์มได้รับความนิยมสูง โดย Apple Pay ใช้สำหรับการซื้อสินค้าในร้าน การโอนเงินระหว่างบุคคล การซื้อสินค้าในแอป และการช้อปปิ้งออนไลน์ ซึ่ง Apple Pay เป็นหนึ่งใน 5 วิธีการชำระเงินยอดนิยมในขั้นตอนการชำระเงิน

กลุ่มผู้ใช้หลักของ Apple Pay มีดังนี้

ผู้ใช้ที่เป็นบุคคลทั่วไป

ผู้ใช้เชิงธุรกิจ

  • การค้าปลีก: กว่า 85% ของผู้ค้าปลีกในสหรัฐอเมริการับ Apple Pay

  • การขนส่ง: ระบบขนส่งสาธารณะทั่วโลกเปิดให้ผู้ใช้สามารถชำระค่าโดยสารด้วย Apple Pay ได้

  • สถานบริการ: โรงแรมและร้านอาหารต่างรองรับ Apple Pay เป็นทางเลือกในการชำระเงิน เพื่อช่วยให้ขั้นตอนการชำระเงินสะดวกยิ่งขึ้น

  • ความบันเทิง: โรงภาพยนตร์และสถานที่จัดคอนเสิร์ตล้วนรับ Apple Pay ในการซื้อตั๋วและอาหาร

ตัวเลือกอื่นๆ นอกเหนือจาก Apple Pay

แม้ว่า Apple Pay จะครองตลาด แต่ธุรกิจและลูกค้าก็มีวิธีการชำระเงินแบบอื่นให้ใช้อยู่อีกมาก โดยทางเลือกอื่นๆ นอกเหนือจาก Apple Pay ซึ่งได้รับความนิยมมากที่สุดในสหรัฐอเมริกา ได้แก่

  • Google Pay: Google Pay ใช้ได้กับอุปกรณ์ Android และ iOS ส่วนใหญ่ที่มีฟังก์ชัน NFC ซึ่งอาจเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญสำหรับธุรกิจที่ให้บริการฐานลูกค้าหลายๆ แบบ ในส่วนของธุรกิจที่ใช้ Google อยู่แล้ว Google Pay ก็จะผสานการทำงานเข้ากับ Google Play Store, Google Ads และบริการอื่นๆ ซึ่งช่วยให้ขั้นตอนการชำระเงินสะดวกขึ้น

  • Samsung Pay: Samsung Pay มาพร้อมระบบรักษาความปลอดภัยที่รัดกุมโดยใช้เทคโนโลยี Magnetic Secure Transmission (MST) ที่เป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกับ NFC วิธีนี้สามารถใช้ได้กับเทอร์มินัลการชำระเงินส่วนใหญ่ (แม้จะเป็นโมเดลรุ่นเก่าก็ตาม) และการรักษาความปลอดภัยที่ดีขึ้นก็อาจเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจต่างๆ ที่จัดการธุรกรรมที่ละเอียดอ่อน

  • กระเป๋าเงินดิจิทัลเพิ่มเติม: ธนาคารและผู้ให้บริการหลายๆ รายมีกระเป๋าเงินดิจิทัล ซึ่งมักจะผสานการทำงานกับแพลตฟอร์มธนาคารและบริการทางการเงินอย่างใกล้ชิด วิธีนี้ช่วยให้ลูกค้าที่ใช้บริการเหล่านั้นอยู่แล้วได้รับประสบการณ์ที่สะดวกและคุ้นเคย

  • บัตรชำระเงินแบบไร้สัมผัส: บัตรแบบไร้สัมผัสสามารถนำไปใช้ได้อย่างกว้างขวางและใช้งานได้กับเทอร์มินัลการชำระเงินส่วนใหญ่ที่รองรับการชำระเงินแบบไร้สัมผัส วิธีนี้ช่วยให้ลูกค้าทำธุรกรรมได้สะดวกขึ้น (ไม่ว่าลูกค้าจะชอบใช้สมาร์ทโฟนหรือไม่) ธุรกิจต่างๆ ไม่จำเป็นต้องใช้ฮาร์ดแวร์เพิ่มเติมในการรับบัตรแบบไร้สัมผัส ซึ่งทำให้วิธีนี้เป็นโซลูชันที่เรียบง่ายและคุ้มค่า

  • การชำระเงินด้วยรหัส QR: การชำระเงินด้วยรหัส QR ทำให้ไม่จำเป็นต้องสัมผัสกับเทอร์มินัลการชำระเงิน ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งเมื่อให้ความสำคัญในเรื่องสุขอนามัย ธุรกิจจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการตั้งค่าเพียงเล็กน้อย ซึ่งทำให้เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับธุรกิจขนาดเล็กหรือผู้ที่กำลังมองหาโซลูชันที่คุ้มค่า

Stripe ช่วยอะไรได้บ้าง

Stripe Payments ช่วยให้ธุรกิจสามารถตั้งค่าและรับชำระเงินได้มากกว่า 100 วิธี รวมถึง Apple Pay โดยช่วยมอบโซลูชันการชำระเงินแบบครบวงจรและครอบคลุมทั่วโลกที่ช่วยให้ธุรกิจต่างๆ ตั้งแต่ธุรกิจสตาร์ทอัพที่กำลังเติบโตไปจนถึงองค์กรระดับโลกสามารถรับชำระเงินได้ทั้งทางออนไลน์ ที่จุดขาย และจุดต่างๆ ทั่วโลก

Stripe Payments ช่วยคุณทำสิ่งต่อไปนี้ได้

  • เพิ่มประสิทธิภาพให้ประสบการณ์การชำระเงินของคุณ: สร้างประสบการณ์ที่ราบรื่นให้กับลูกค้าและประหยัดเวลาด้านวิศวกรรมหลายพันชั่วโมงด้วย UI การชำระเงินที่สร้างไว้ล่วงหน้าและ Link ซึ่งเป็นกระเป๋าเงินดิจิทัลของ Stripe
  • ขยายไปสู่ตลาดใหม่ๆ ได้เร็วขึ้น: เข้าถึงลูกค้าทั่วโลกและลดความซับซ้อนและค่าใช้จ่ายในการจัดการหลายสกุลเงินด้วยตัวเลือกการชำระเงินข้ามพรมแดนที่มีให้บริการใน 195 ประเทศและกว่า 135 สกุลเงิน
  • รวมการชำระเงินที่จุดขายและทางออนไลน์ไว้ด้วยกัน: สร้างประสบการณ์การค้าแบบแพลตฟอร์มรวมในช่องทางออนไลน์และที่จุดขายเพื่อปรับแต่งการโต้ตอบ ตอบแทนความภักดี และเพิ่มรายได้
  • ปรับปรุงประสิทธิภาพการชำระเงิน: เพิ่มรายรับด้วยเครื่องมือการชำระเงินที่กำหนดเองได้และปรับแต่งได้ง่ายๆ ซึ่งรวมถึงระบบป้องกันการฉ้อโกงแบบไม่ต้องเขียนโค้ดและความสามารถขั้นสูงเพื่อเพิ่มอัตราการอนุมัติ
  • เดินหน้าได้เร็วขึ้นด้วยแพลตฟอร์มที่ยืดหยุ่นและเชื่อถือได้เพื่อการเติบโต: สร้างบนแพลตฟอร์มที่ออกแบบมาเพื่อขยับขยายไปพร้อมกับคุณ โดยมีระยะเวลาให้บริการที่แทบจะไม่หยุดทำงานเลย และมีความน่าเชื่อถือระดับแนวหน้าของวงการ

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีที่ Stripe Payments สามารถขับเคลื่อนการชำระเงินออนไลน์และที่จุดขายได้ หรือเริ่มใช้งานเลยวันนี้

เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นคําแนะนําทางกฎหมายหรือภาษี Stripe ไม่รับประกันหรือรับประกันความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ความไม่เพียงพอ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในบทความ คุณควรขอคําแนะนําจากทนายความที่มีอํานาจหรือนักบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอํานาจศาลเพื่อรับคําแนะนําที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ

บทความอื่นๆ

  • เกิดข้อผิดพลาดบางอย่าง โปรดลองอีกครั้งหรือติดต่อฝ่ายสนับสนุน

หากพร้อมเริ่มใช้งานแล้ว

สร้างบัญชีและเริ่มรับการชำระเงินโดยไม่ต้องทำสัญญาหรือระบุรายละเอียดเกี่ยวกับธนาคาร หรือติดต่อเราเพื่อสร้างแพ็กเกจที่ออกแบบเองสำหรับธุรกิจของคุณ
Payments

Payments

รับชำระเงินออนไลน์ ที่จุดขาย และทั่วโลกด้วยโซลูชันการชำระเงินที่สร้างมาสำหรับธุรกิจทุกขนาด

Stripe Docs เกี่ยวกับ Payments

ค้นหาคู่มือเกี่ยวกับการเชื่อมต่อ Payments API ของ Stripe