Apple Pay คือ การชำระเงินบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ซึ่งทำงานร่วมกับ Apple Wallet (แพลตฟอร์มกระเป๋าเงินดิจิทัลที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถซื้อสินค้าต่างๆ ที่จุดขาย ผ่านแอป และบนเว็บไซต์ต่างๆ ได้โดยใช้อุปกรณ์ของ Apple เช่น iPhone, Apple Watch, iPad และ Mac) Apple Pay มีผู้ใช้กว่า 500 ล้านรายทั่วโลก และครองตลาดกระเป๋าเงินดิจิทัลในสหรัฐอเมริกา โดยมีสัดส่วนกว่า 90%
ฟังก์ชันของ Apple Pay ได้พัฒนาขึ้นจนมีฟีเจอร์ต่างๆ เช่น Apple Cash สำหรับการชำระเงินระหว่างบุคคลกับบุคคลและ Apple Card ซึ่งเป็นบัตรเครดิตรูปแบบหนึ่ง การผสานการทำงานกับบริการและอุปกรณ์ต่างๆ ของ Apple ช่วยให้ผู้ใช้ดำเนินการทางการเงินได้แบบครอบคลุม แพลตฟอร์มนี้ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงที่มาพร้อมฟีเจอร์การรักษาความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวที่ครอบคลุม ซึ่งช่วยให้การทำธุรกรรมปลอดภัยด้วยการเข้ารหัสระดับแนวหน้าในอุตสาหกรรม โดย Apple Pay มีชื่อเสียงในเรื่องการใช้วิธีการตรวจสอบสิทธิ์ด้วยไบโอเมตริก เช่น Touch ID และ Face ID
Apple Pay มีการรองรับในประเทศและภูมิภาคต่างๆ เกือบ 100 แห่ง ซึ่งการเข้าถึงทั่วโลกเช่นนี้ช่วยให้สามารถเป็นพาร์ทเนอร์กับธนาคารและสถาบันการเงินได้หลากหลายแห่ง ส่งผลให้การผสานการทำงานกับบัญชีธนาคารและบัตรเครดิตระหว่างประเทศเป็นเรื่องง่าย โดย Apple Pay ได้ส่งผลอย่างมากต่อตลาดการชำระเงินทั่วโลก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการหันไปใช้วิธีการชำระเงินบนอุปกรณ์เคลื่อนที่และแบบดิจิทัลกันมากขึ้นทั่วโลก
ธุรกิจที่กำลังคิดจะนำ Apple Pay เข้ามาใช้เป็นวิธีการชำระเงินควรทำความเข้าใจข้อกำหนดทางเทคนิค ขั้นตอนการทำธุรกรรม และประสบการณ์ของผู้ใช้ของแพลตฟอร์มนี้ เช่น วิธีที่ Apple Pay ผสานการทำงานเข้ากับระบบบันทึกการขาย (POS) และเกตเวย์การชำระเงินออนไลน์ คู่มือนี้จะพาไปดูเรื่องต่างๆ ที่ธุรกิจจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับการทำงานร่วมกับ Apple Pay
เนื้อหาหลักในบทความ
- Apple Pay ทำงานอย่างไร
- วิธีตั้งค่าและรับ Apple Pay เป็นวิธีการชำระเงิน
- ประโยชน์ของการรับ Apple Pay
- ค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมของ Apple Pay
- มาตรการรักษาความปลอดภัยของ Apple Pay
- มีการใช้งาน Apple Pay ในพื้นที่ใดบ้าง
- มีใครบ้างที่ใช้ Apple Pay
- ตัวเลือกอื่นๆ นอกเหนือจาก Apple Pay
- Stripe ช่วยอะไรได้บ้าง
Apple Pay ทำงานอย่างไร
Apple Pay ใช้ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และโปรโตคอลการรักษาความปลอดภัยต่างๆ ร่วมกันเพื่อช่วยให้การทำธุรกรรมเป็นไปโดยสะดวกปลอดภัยในสถานการณ์ทางธุรกิจหลายๆ รูปแบบ อุปกรณ์ที่ใช้ Apple Pay เช่น iPhone, Apple Watch, iPad และ Mac จะต้องมีฮาร์ดแวร์ที่จำเป็นในการรับชำระเงินแบบไร้สัมผัส เช่น ชิปเทคโนโลยีการสื่อสารในระยะใกล้ (NFC)
ตลอดการทำธุรกรรม Apple จะไม่จัดเก็บข้อมูลบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิตของผู้ใช้ และจะไม่เก็บข้อมูลธุรกรรมที่สามารถเชื่อมโยงถึงผู้ใช้ได้เอาไว้ ทั้งนี้ ธุรกรรมใน Apple Pay ทั้งหมดจะได้รับการปกป้องด้วยการแปลงเป็นโทเค็น โดยบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิตแต่ละใบที่ผู้ใช้เพิ่มลงในแอปจะได้รับ Device Account Number (หมายเลขบัญชีอุปกรณ์) เฉพาะตัว ซึ่ง Apple Pay จะใช้หมายเลขนี้ในระหว่างการทำธุรกรรมแทนหมายเลขบัตรจริง
วิธีตั้งค่าและรับ Apple Pay เป็นวิธีการชำระเงิน
การรับ Apple Pay อาจมีการตั้งค่าที่จำเป็นเพียงเล็กน้อยโดยขึ้นอยู่กับเกตเวย์การชำระเงินของธุรกิจ แต่ก็ยังมีข้อกำหนดสำคัญๆ ที่ต้องปฏิบัติตามก่อนจึงจะเริ่มใช้งานได้
ธุรกิจต่างๆ จะต้องมีการจดทะเบียนและใบอนุญาตที่เหมาะสมสำหรับภูมิภาคของตน และปฏิบัติตามกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน เช่น การปฏิบัติตามกฎด้านภาษี การเก็บและนำส่งภาษีตามที่จำเป็น ตลอดจนการใช้ขั้นตอน AML (ต่อต้านการฟอกเงิน) และ KYC (รู้จักลูกค้าของคุณ) เพื่อยืนยันตัวตนของลูกค้าและป้องกันการฉ้อโกง
ธุรกิจต่างๆ จะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบว่าด้วยความเป็นส่วนตัวของข้อมูลในท้องถิ่น เช่น General Data Protection Regulation (GDPR) ของสหภาพยุโรปหรือ California Consumer Privacy Act (CCPA) และทุกธุรกิจที่จัดการข้อมูลเจ้าของบัตรจะต้องปฏิบัติตามมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยข้อมูลสำหรับอุตสาหกรรมบัตรชำระเงิน (PCI DSS) เพื่อให้การจัดการบัตรชำระเงินเป็นไปอย่างปลอดภัย
นอกเหนือจากการรับรองการปฏิบัติตามข้อกำหนดทางกฎหมายและข้อบังคับแล้ว ธุรกิจต่างๆ จะต้องมีความสามารถทางเทคนิคขั้นพื้นฐานดังต่อไปนี้
เทอร์มินัลแบบไร้สัมผัส/รองรับ NFC: Apple Pay จะทำงานร่วมกับการชำระเงินแบบไร้สัมผัสหรือฟังก์ชัน NFC ให้ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเทอร์มินัลนั้นๆ ผ่านการรับรองให้ใช้กับ Apple Pay และต้องเปิดใช้งานในการตั้งค่าระบบบันทึกการขาย (POS) โดยลูกค้าสามารถแตะอุปกรณ์ iOS ของตน เช่น iPhone, iPad และ Apple Watch เพื่อชำระเงินได้
การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต: ธุรกิจจะต้องมีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่เสถียรในการประมวลผลธุรกรรมผ่าน Apple Pay
บัญชีผู้ค้าหรือผู้ประมวลผลการชำระเงินที่รองรับ Apple Pay: ธุรกิจต่างๆ ต้องทำงานร่วมกับเกตเวย์การชำระเงินเพื่อรับชำระเงินผ่าน Apple Pay ซึ่งแต่ละเกตเวย์ก็มีเรื่องที่ต้องทำในการตั้งค่าแตกต่างกันไป โดย Stripe ใช้การตั้งค่าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เนื่องจากฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ของ Stripe พร้อมรับ Apple Pay อยู่แล้ว
ธุรกิจต่างๆ ควรตรวจสอบข้อกำหนดและเงื่อนไขในข้อตกลงของผู้ค้า ค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมถึงสิทธิ์ในการเข้าถึงการสนับสนุนลูกค้าจากผู้ให้บริการในกรณีที่เกิดปัญหาหรือมีข้อสอบถามทางเทคนิคอย่างถี่ถ้วนก่อนที่จะตั้งค่าวิธีการชำระเงินใดๆ
ประโยชน์ของการรับ Apple Pay
Apple Pay ได้พัฒนาเป็นเครื่องมือที่ซับซ้อน ซึ่งสามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจที่สำคัญๆ ได้ โดยแพลตฟอร์มนี้ช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน ยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า และส่งเสริมให้มีรายรับเพิ่มมากขึ้นได้
ธุรกิจที่ใช้ Apple Pay อาจได้ประโยชน์ดังต่อไปนี้
การทำธุรกรรมที่รวดเร็วขึ้น: Apple Pay ช่วยให้การชำระเงินเร็วขึ้น ซึ่งทำให้ไม่ต้องรอนานและยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า จึงเป็นการส่งเสริมให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการซ้ำ
ขั้นตอนอัตโนมัติ: ธุรกรรมดิจิทัลของ Apple Pay ช่วยให้ไม่จำเป็นต้องมีเจ้าหน้าที่คอยดำเนินการต่างๆ ทั้งยังลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับการประมวลผลการชำระเงินด้วย
การเข้าถึงข้อมูลธุรกรรม: Apple Pay ช่วยให้ธุรกิจต่างๆ มีข้อมูลเชิงลึกแบบเรียลไทม์เกี่ยวกับพฤติกรรมของลูกค้า ซึ่งช่วยในการจัดการสินค้าคงคลัง คาดการณ์ยอดขาย ปรับการทำการตลาดให้เป็นแบบเฉพาะตัว และตัดสินใจได้ชาญฉลาดขึ้น
ความปลอดภัยที่มากขึ้น: การตรวจสอบสิทธิ์ด้วยไบโอเมตริกและการแปลงเป็นโทเค็นของ Apple Pay ช่วยปกป้องข้อมูลทางการเงินที่ละเอียดอ่อน ซึ่งทำให้ลูกค้าเกิดความไว้วางใจและความมั่นใจ
การมีส่วนร่วมแบบเฉพาะตัว: Apple Pay ผสานการทำงานกับโปรแกรมสะสมคะแนนและระบบรางวัลต่างๆ เพื่อช่วยให้สามารถมอบข้อเสนอและโปรโมชันที่เหมาะกับลูกค้าแต่ละรายได้ วิธีนี้จะช่วยพัฒนาความสัมพันธ์กับลูกค้าให้แน่นแฟ้นขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่การมีส่วนร่วมที่มากขึ้นได้
ธุรกรรมที่มีมูลค่าสูงขึ้น: ความสะดวกสบายและความปลอดภัยของ Apple Pay ช่วยส่งเสริมให้ลูกค้าใช้จ่ายมากขึ้น
การละทิ้งรถเข็นที่ลดลง: ประสบการณ์การชำระเงินที่ราบรื่นของ Apple Pay ช่วยลดการละทิ้งรถเข็นลงได้ โดยเฉพาะบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ ซึ่งสามารถช่วยให้มีคอนเวอร์ชันเพิ่มขึ้นและมีรายรับเติบโตขึ้นได้
การมีรายรับเข้ามาจากหลายทาง: Apple Pay ช่วยให้มีช่องทางสร้างรายรับใหม่ๆ ผ่านโซลูชันต่างๆ เช่น การซื้อในแอปและการออกตั๋วแบบไร้สัมผัส
การป้องกันการฉ้อโกงที่ดีขึ้น: ฟีเจอร์การรักษาความปลอดภัยขั้นสูงของ Apple Pay จะช่วยลดโอกาสที่ธุรกิจจะเกิดการสูญเสียทางการเงิน โดยรับมือกับกิจกรรมที่เป็นการฉ้อโกง
ข้อได้เปรียบในการแข่งขัน: การนำเสนอ Apple Pay จะช่วยให้ธุรกิจโดดเด่น ดึงดูดลูกค้าที่เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี และแสดงถึงความใส่ใจด้านนวัตกรรม ในขณะเดียวกันก็ก้าวล้ำนำหน้าไปตามการเปลี่ยนแปลงของการชำระเงินแบบดิจิทัล
ค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมของ Apple Pay
ธุรกิจต่างๆ ต้องใช้เกตเวย์การชำระเงินในการประมวลผลธุรกรรม Apple Pay โดยเกตเวย์เหล่านี้มักจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมต่อธุรกรรม โดยบางครั้งก็เรียกเก็บค่าธรรมเนียมรายเดือนเช่นกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเกตเวย์และปริมาณธุรกรรมที่ประมวลผล โดยเกตเวย์การชำระเงินแต่ละแบบก็จะมีโครงสร้างค่าธรรมเนียมแตกต่างกันไป และคุณสามารถดูโครงสร้างค่าธรรมเนียมของ Stripe สำหรับธุรกรรม Apple Pay ได้ที่นี่
เนื่องจาก Apple Pay เชื่อมโยงกับบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิต ธุรกิจที่ประมวลผลธุรกรรม Apple Pay จะต้องเสียค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับการรับชำระเงินด้วยบัตรด้วย โดยในส่วนของธุรกรรม Apple Pay แต่ละรายการ ธุรกิจจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมธุรกรรมผ่านบัตรระหว่างธนาคาร (ค่าธรรมเนียมการชำระเงินด้วยบัตรที่เครือข่ายและธนาคารที่ออกบัตรเรียกเก็บ) โครงสร้างค่าธรรมเนียมธุรกรรมผ่านบัตรระหว่างธนาคารมีความซับซ้อนและแตกต่างกันไปตามประเภทบัตร เครือข่าย และธนาคารที่ออกบัตร โปรดอ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมธุรกรรมผ่านบัตรระหว่างธนาคารในสหรัฐอเมริกาของ Visa และค่าธรรมเนียมธุรกรรมผ่านบัตรระหว่างธนาคารในสหรัฐอเมริกาของ Mastercard
สุดท้ายนี้ ธุรกิจที่รับ Apple Pay จะต้องเสียค่าธรรมเนียมการดึงเงินคืนที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมเหล่านี้ด้วย หากลูกค้าเริ่มการดึงเงินคืนและเป็นฝ่ายชนะการโต้แย้งการชำระเงิน ธุรกิจก็อาจต้องจ่ายค่าธรรมเนียมการดึงเงินคืนให้กับธนาคารของตน
มาตรการรักษาความปลอดภัยของ Apple Pay
การรักษาความปลอดภัยของ Apple Pay มีมาตรการรักษาความปลอดภัยต่อไปนี้ในการปกป้องข้อมูลทางการเงินที่ละเอียดอ่อน
Secure Enclave: Secure Enclave คือชิปแบบเฉพาะที่มีมาให้ในอุปกรณ์ Apple ซึ่งทำหน้าที่เป็นที่เก็บฮาร์ดแวร์ที่ปลอดภัยสำหรับข้อมูลที่ละเอียดอ่อน เช่น ข้อมูลบัตรเครดิตและข้อมูลประจำตัวแบบไบโอเมตริก ชิปจะอยู่แยกจากระบบปฏิบัติการที่เหลือของอุปกรณ์ จึงทำให้แฮ็กเกอร์เข้าถึงข้อมูลในชิปนี้ได้ยาก
Secure Element: นี่คือชิปอีกอันในอุปกรณ์ Apple ที่จัดการกับการชำระเงินแบบไร้สัมผัสโดยใช้เทคโนโลยี NFC ชิปนี้มีหน้าที่จัดเก็บและจัดการโทเค็น (ข้อมูลบัตรเครดิตเวอร์ชันที่เข้ารหัส) ที่ใช้สำหรับธุรกรรม Apple Pay อย่างปลอดภัย
Touch ID และ Face ID: การตรวจสอบสิทธิ์ด้วยไบโอเมตริกช่วยเพิ่มการรักษาความปลอดภัยให้กับธุรกรรม Apple Pay เพิ่มอีกชั้น โดยมีเพียงผู้ใช้ที่ได้รับอนุญาตและมีลายนิ้วมือหรือการสแกนใบหน้าที่ถูกต้องเท่านั้นที่จะเข้าถึงและใช้งาน Apple Pay ได้
การเข้ารหัส: อุปกรณ์ Apple จะเข้ารหัสข้อมูลทั้งหมดตามค่าเริ่มต้น โดยใช้มาตรฐานการเข้ารหัสขั้นสูง (Advanced Encryption Standard หรือ AES) 256 วิธีนี้ช่วยรักษาข้อมูลการชำระเงินให้ปลอดภัย แม้ว่าบุคคลอื่นจะเข้าถึงตัวอุปกรณ์ได้ก็ตาม โดย Apple Pay จะเสริมการป้องกันขึ้นมาอีกชั้นหนึ่งด้วยการสื่อสารผ่านเทคโนโลยี NFC แบบเข้ารหัสโดยใช้โปรโตคอลความปลอดภัยที่เชื่อถือได้ เช่น Transport Layer Security (TLS) และ Secure Sockets Layer (SSL)
โทเค็นแบบไดนามิก: Apple Pay ใช้ระบบการแปลงเป็นโทเค็นแบบไดนามิก ซึ่งใช้วิธีส่งโทเค็นเข้ารหัสแบบเฉพาะตัวไปยังเทอร์มินัลการชำระเงิน แทนที่จะส่งรายละเอียดของบัตรเครดิต วิธีนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้ข้อมูลบัตรหลุดออกไประหว่างดำเนินการชำระเงิน โทเค็นแต่ละรายการจะใช้ได้กับธุรกรรมเพียงรายการเดียว ดังนั้น ต่อให้มิจฉาชีพจะดักเอาโทเค็นไปได้ แต่ก็เอาไปใช้กับธุรกรรมอื่นๆ ไม่ได้อยู่ดี
เกตเวย์การชำระเงินที่ปลอดภัย: Apple เป็นพาร์ทเนอร์กับเกตเวย์การชำระเงินที่เชื่อถือได้และปฏิบัติตามข้อกำหนดของ PCI ซึ่งสอดคล้องกับโปรโตคอลการรักษาความปลอดภัยที่รัดกุม
การติดตามตรวจสอบแบบเรียลไทม์: ระบบตรวจจับการฉ้อโกงที่ล้ำสมัยของ Apple จะคอยติดตามตรวจสอบธุรกรรมต่างๆ เพื่อหาสิ่งผิดปกติและกิจกรรมที่น่าสงสัย โดยวิเคราะห์รูปแบบธุรกรรม ข้อมูลตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ และปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อค้นหาและป้องกันการใช้งานที่เป็นการฉ้อโกง
การให้คะแนนความเสี่ยง: ระบบจะกำหนดคะแนนความเสี่ยงให้กับธุรกรรม Apple Pay แต่ละรายการ ระบบอาจทำเครื่องหมายให้ธุรกรรมที่ถือว่ามีความเสี่ยงสูงต้องมีการตรวจสอบยืนยันเพิ่มเติมหรือบล็อกธุรกรรมนั้นเพื่อปกป้องผู้ใช้
การควบคุมการเข้าถึงแบบละเอียด: ธุรกิจต่างๆ มีสิทธิ์ควบคุมการเข้าถึง Apple Pay ภายในองค์กรของตัวเองได้อย่างเต็มที่ รวมทั้งกำหนดว่าพนักงานรายใดบ้างที่สามารถเข้าถึงและใช้งาน Apple Pay, กำหนดวงเงินใช้จ่าย และดำเนินการตามข้อกำหนดด้านการตรวจสอบสิทธิ์ที่บังคับใช้ได้
การตรวจสอบธุรกรรม: ธุรกิจต่างๆ สามารถเข้าถึงบันทึกธุรกรรมแบบละเอียดได้ใน Apple Business Manager ฟีเจอร์นี้ช่วยให้เข้าถึงข้อมูลธุรกรรม Apple Pay ทั้งหมดอย่างครอบคลุม ซึ่งจะช่วยให้คุณติดตามตรวจสอบและกระทบยอดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทีมรักษาความปลอดภัยเฉพาะ: Apple ลงทุนทรัพยากรจำนวนมากในการวิจัยและพัฒนาการรักษาความปลอดภัยเพื่อให้ Apple Pay เป็นแพลตฟอร์มที่สามารถรับมือกับภัยคุกคามที่กำลังเกิดขึ้นได้ นอกจากนี้ยังทำการตรวจสอบความปลอดภัยแบบอิสระให้ระบบและโครงสร้างพื้นฐานเป็นประจำ เพื่อให้สามารถแก้ไขช่องโหว่ได้ทันท่วงที
มีการใช้งาน Apple Pay ในพื้นที่ใดบ้าง
Apple Pay มีการเข้าถึงทั่วโลกเป็นอย่างดี โดยมีผู้ที่ใช้งานอยู่กว่า 624 ล้านราย ตลาดการชำระเงินแบบไร้สัมผัสทั่วโลกมีมูลค่าอยู่ที่ 52,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 และคาดว่าจะมีมูลค่าถึง 196,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2033 โดยในสหรัฐอเมริกา ปัจจุบัน เกือบ 90% ของผู้บริโภคใช้วิธีการชำระเงินแบบไร้สัมผัส ส่วนในจีน แพลตฟอร์มอุปกรณ์เคลื่อนที่อย่าง Alipay และ WeChat Pay ก็จัดการธุรกรรมหลายพันล้านรายการในแต่ละปี ความนิยมและการใช้งานของ Apple Pay ในแต่ละภูมิภาคที่สำคัญๆ เป็นดังต่อไปนี้
อเมริกาเหนือ: Apple Pay มีส่วนแบ่งตลาดกว่า 90% ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งคิดเป็น 48% จากการชำระเงินผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัลทั้งหมดที่หน้าร้าน ณ ปี 2022 โดยได้ประโยชน์จากกฎระเบียบต่างๆ ที่เอื้ออำนวย เช่น มาตรฐานชิป EMV และโครงสร้างพื้นฐานแบบไร้สัมผัสที่ได้รับความเชื่อถือเป็นอย่างดี นอกจากนี้ Apple Pay ยังเป็นวิธีการชำระเงินบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ระดับแนวหน้าในแคนาดาอีกด้วย โดยมีการสนับสนุนด้านกฎระเบียบที่คล้ายๆ กัน
ยุโรป: Apple Pay เป็นวิธีการชำระเงินบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ที่ใช้กันมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ในยุโรปรองจาก Google Pay แต่ส่วนแบ่งตลาดก็แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ ระเบียบข้อบังคับของสหภาพยุโรป เช่น กฎระเบียบ Payment Services Directive (PSD2) ซึ่งส่งเสริม Open Banking และการชำระเงินแบบไร้สัมผัส ช่วยส่งเสริมให้มีการใช้งาน Apple Pay เพิ่มมากขึ้น ส่วนข้อกำหนดอื่นๆ เช่น การตรวจสอบสิทธิ์ลูกค้าแบบรัดกุม (SCA) ก็ทำให้กระบวนการทำธุรกรรมมีขั้นตอนเพิ่มเข้ามา
เอเชียแปซิฟิก: Apple Pay เป็นหนึ่งในวิธีการชำระเงินบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ที่นิยมใช้มากที่สุดในออสเตรเลีย ซึ่งเป็นตลาดที่สนใจเรื่องการชำระเงินแบบดิจิทัลเป็นอย่างมาก แต่ในจีน Apple Pay ต้องเผชิญกับความท้าทายอันเนื่องมาจากการครองตลาดของคู่แข่งอย่าง WeChat Pay และ Alipay รวมถึงกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้น เช่น Personal Information Protection Law (PIPL)
ลาตินอเมริกา: ในปี 2023 ประมาณ 20% ของผู้คนในบราซิลและเม็กซิโกใช้ Apple Pay ในการชำระเงินออนไลน์หรือที่หน้าร้าน โดยแนวคิดริเริ่ม Open Banking ใหม่ๆ เช่น Pix ของบราซิล ก็พลิกโฉมการชำระเงินแบบดิจิทัลในภูมิภาคนี้ ทั้งยังส่งผลต่อการใช้งาน Apple Pay โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับธุรกรรมระหว่างบุคคล
ตะวันออกกลางและแอฟริกา: การใช้งาน Apple Pay ในตะวันออกกลางและแอฟริกายังอยู่ในระยะแรกๆ แพลตฟอร์มนี้มีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 15% ในโมร็อกโก และมีส่วนแบ่งตลาดไม่ถึง 5% ในอียิปต์และเคนย่า ส่วนในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ Apple Pay เป็นวิธีการชำระเงินบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ซึ่งนิยมเป็นอันดับที่ 4 แนวโน้มของบริการดังกล่าวในภูมิภาคเหล่านี้จะขึ้นอยู่กับระบบการกำกับดูแลที่หลากหลาย ระดับการเข้าถึงทางการเงินที่แตกต่างกันไป และโครงสร้างพื้นฐานของการชำระเงินแบบดิจิทัล
มีใครบ้างที่ใช้ Apple Pay
ลูกค้าและธุรกิจทั่วโลกใช้ Apple Pay ในการทำธุรกรรมกันมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้ใช้ Apple Pay จะพบว่าวิธีการชำระเงินนี้สะดวกรวดเร็วกว่าวิธีการชำระเงินแบบเดิมๆ นอกจากนี้ ฟีเจอร์การรักษาความปลอดภัยของ Apple Pay เช่น การแปลงเป็นโทเค็นและการตรวจสอบสิทธิ์ด้วยไบโอเมตริก ยังช่วยให้รู้สึกอุ่นใจได้มากขึ้นด้วย โดยผู้ใช้ Apple Pay ยังไว้วางใจในความมุ่งมั่นที่ Apple มีต่อความเป็นส่วนตัวของข้อมูล ซึ่งช่วยให้แพลตฟอร์มได้รับความนิยมสูง โดย Apple Pay ใช้สำหรับการซื้อสินค้าในร้าน การโอนเงินระหว่างบุคคล การซื้อสินค้าในแอป และการช้อปปิ้งออนไลน์ ซึ่ง Apple Pay เป็นหนึ่งใน 5 วิธีการชำระเงินยอดนิยมในขั้นตอนการชำระเงิน
กลุ่มผู้ใช้หลักของ Apple Pay มีดังนี้
ผู้ใช้ที่เป็นบุคคลทั่วไป
ลูกค้าเจนมิลเลนเนียลและเจน Z: Apple Pay เป็นที่นิยมสูงสุดในหมู่คนเจนมิลเลนเนียล (อายุ 26-41 ปี) และเจน Z (อายุ 10-25 ปี) โดยมีผู้ใช้กระเป๋าเงินดิจิทัลที่เป็นเจนมิลเลนเนียลใช้ Apple Pay กัน 51% ส่วนผู้ใช้กระเป๋าเงินดิจิทัลที่เป็นเจน Z ใช้ Apple Pay กัน 73%
ลูกค้าที่มีรายได้สูง: Apple Pay เป็นที่นิยมในหมู่คนที่มีรายได้สูงกว่าค่าเฉลี่ย โดยรายได้เฉลี่ยของผู้ใช้แอป iPhone จะอยู่ที่ 85,000 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนผู้ใช้แอป Android จะมีรายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 61,000 ดอลลาร์สหรัฐ
ลูกค้าที่เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี: คนที่ใช้การชำระเงินบนอุปกรณ์เคลื่อนที่เป็นรายแรกๆ ก็มีแนวโน้มมากขึ้นที่จะใช้ Apple Pay ด้วยเช่นกัน
ผู้อยู่อาศัยในเมือง: การใช้งาน Apple Pay ในเมืองที่มีโครงสร้างพื้นฐานแบบไร้สัมผัสที่พัฒนาแล้วมีแนวโน้มที่จะสูงกว่าเมื่อเทียบกับชนบท
ผู้ใช้เชิงธุรกิจ
การค้าปลีก: กว่า 85% ของผู้ค้าปลีกในสหรัฐอเมริการับ Apple Pay
การขนส่ง: ระบบขนส่งสาธารณะทั่วโลกเปิดให้ผู้ใช้สามารถชำระค่าโดยสารด้วย Apple Pay ได้
สถานบริการ: โรงแรมและร้านอาหารต่างรองรับ Apple Pay เป็นทางเลือกในการชำระเงิน เพื่อช่วยให้ขั้นตอนการชำระเงินสะดวกยิ่งขึ้น
ความบันเทิง: โรงภาพยนตร์และสถานที่จัดคอนเสิร์ตล้วนรับ Apple Pay ในการซื้อตั๋วและอาหาร
ตัวเลือกอื่นๆ นอกเหนือจาก Apple Pay
แม้ว่า Apple Pay จะครองตลาด แต่ธุรกิจและลูกค้าก็มีวิธีการชำระเงินแบบอื่นให้ใช้อยู่อีกมาก โดยทางเลือกอื่นๆ นอกเหนือจาก Apple Pay ซึ่งได้รับความนิยมมากที่สุดในสหรัฐอเมริกา ได้แก่
Google Pay: Google Pay ใช้ได้กับอุปกรณ์ Android และ iOS ส่วนใหญ่ที่มีฟังก์ชัน NFC ซึ่งอาจเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญสำหรับธุรกิจที่ให้บริการฐานลูกค้าหลายๆ แบบ ในส่วนของธุรกิจที่ใช้ Google อยู่แล้ว Google Pay ก็จะผสานการทำงานเข้ากับ Google Play Store, Google Ads และบริการอื่นๆ ซึ่งช่วยให้ขั้นตอนการชำระเงินสะดวกขึ้น
Samsung Pay: Samsung Pay มาพร้อมระบบรักษาความปลอดภัยที่รัดกุมโดยใช้เทคโนโลยี Magnetic Secure Transmission (MST) ที่เป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกับ NFC วิธีนี้สามารถใช้ได้กับเทอร์มินัลการชำระเงินส่วนใหญ่ (แม้จะเป็นโมเดลรุ่นเก่าก็ตาม) และการรักษาความปลอดภัยที่ดีขึ้นก็อาจเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจต่างๆ ที่จัดการธุรกรรมที่ละเอียดอ่อน
กระเป๋าเงินดิจิทัลเพิ่มเติม: ธนาคารและผู้ให้บริการหลายๆ รายมีกระเป๋าเงินดิจิทัล ซึ่งมักจะผสานการทำงานกับแพลตฟอร์มธนาคารและบริการทางการเงินอย่างใกล้ชิด วิธีนี้ช่วยให้ลูกค้าที่ใช้บริการเหล่านั้นอยู่แล้วได้รับประสบการณ์ที่สะดวกและคุ้นเคย
บัตรชำระเงินแบบไร้สัมผัส: บัตรแบบไร้สัมผัสสามารถนำไปใช้ได้อย่างกว้างขวางและใช้งานได้กับเทอร์มินัลการชำระเงินส่วนใหญ่ที่รองรับการชำระเงินแบบไร้สัมผัส วิธีนี้ช่วยให้ลูกค้าทำธุรกรรมได้สะดวกขึ้น (ไม่ว่าลูกค้าจะชอบใช้สมาร์ทโฟนหรือไม่) ธุรกิจต่างๆ ไม่จำเป็นต้องใช้ฮาร์ดแวร์เพิ่มเติมในการรับบัตรแบบไร้สัมผัส ซึ่งทำให้วิธีนี้เป็นโซลูชันที่เรียบง่ายและคุ้มค่า
การชำระเงินด้วยรหัส QR: การชำระเงินด้วยรหัส QR ทำให้ไม่จำเป็นต้องสัมผัสกับเทอร์มินัลการชำระเงิน ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งเมื่อให้ความสำคัญในเรื่องสุขอนามัย ธุรกิจจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการตั้งค่าเพียงเล็กน้อย ซึ่งทำให้เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับธุรกิจขนาดเล็กหรือผู้ที่กำลังมองหาโซลูชันที่คุ้มค่า
Stripe ช่วยอะไรได้บ้าง
Stripe Payments ช่วยให้ธุรกิจสามารถตั้งค่าและรับชำระเงินได้มากกว่า 100 วิธี รวมถึง Apple Pay โดยช่วยมอบโซลูชันการชำระเงินแบบครบวงจรและครอบคลุมทั่วโลกที่ช่วยให้ธุรกิจต่างๆ ตั้งแต่ธุรกิจสตาร์ทอัพที่กำลังเติบโตไปจนถึงองค์กรระดับโลกสามารถรับชำระเงินได้ทั้งทางออนไลน์ ที่จุดขาย และจุดต่างๆ ทั่วโลก
Stripe Payments ช่วยคุณทำสิ่งต่อไปนี้ได้
- เพิ่มประสิทธิภาพให้ประสบการณ์การชำระเงินของคุณ: สร้างประสบการณ์ที่ราบรื่นให้กับลูกค้าและประหยัดเวลาด้านวิศวกรรมหลายพันชั่วโมงด้วย UI การชำระเงินที่สร้างไว้ล่วงหน้าและ Link ซึ่งเป็นกระเป๋าเงินดิจิทัลของ Stripe
- ขยายไปสู่ตลาดใหม่ๆ ได้เร็วขึ้น: เข้าถึงลูกค้าทั่วโลกและลดความซับซ้อนและค่าใช้จ่ายในการจัดการหลายสกุลเงินด้วยตัวเลือกการชำระเงินข้ามพรมแดนที่มีให้บริการใน 195 ประเทศและกว่า 135 สกุลเงิน
- รวมการชำระเงินที่จุดขายและทางออนไลน์ไว้ด้วยกัน: สร้างประสบการณ์การค้าแบบแพลตฟอร์มรวมในช่องทางออนไลน์และที่จุดขายเพื่อปรับแต่งการโต้ตอบ ตอบแทนความภักดี และเพิ่มรายได้
- ปรับปรุงประสิทธิภาพการชำระเงิน: เพิ่มรายรับด้วยเครื่องมือการชำระเงินที่กำหนดเองได้และปรับแต่งได้ง่ายๆ ซึ่งรวมถึงระบบป้องกันการฉ้อโกงแบบไม่ต้องเขียนโค้ดและความสามารถขั้นสูงเพื่อเพิ่มอัตราการอนุมัติ
- เดินหน้าได้เร็วขึ้นด้วยแพลตฟอร์มที่ยืดหยุ่นและเชื่อถือได้เพื่อการเติบโต: สร้างบนแพลตฟอร์มที่ออกแบบมาเพื่อขยับขยายไปพร้อมกับคุณ โดยมีระยะเวลาให้บริการที่แทบจะไม่หยุดทำงานเลย และมีความน่าเชื่อถือระดับแนวหน้าของวงการ
ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีที่ Stripe Payments สามารถขับเคลื่อนการชำระเงินออนไลน์และที่จุดขายได้ หรือเริ่มใช้งานเลยวันนี้
เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นคําแนะนําทางกฎหมายหรือภาษี Stripe ไม่รับประกันหรือรับประกันความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ความไม่เพียงพอ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในบทความ คุณควรขอคําแนะนําจากทนายความที่มีอํานาจหรือนักบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอํานาจศาลเพื่อรับคําแนะนําที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ