การฉ้อโกงการชำระเงินอาจเป็นภัยคุกคามต่อการเงินของธุรกิจและความเป็นส่วนตัวของลูกค้าได้ และการต่อสู้กับการฉ้อโกงนั้นต้องใช้วิธีการเชิงป้องกันที่ซับซ้อนและยืดหยุ่น การฉ้อโกงการชำระเงินมีหลายรูปแบบ ตั้งแต่การขโมยหมายเลขบัตรเครดิตจากเครื่องอ่านบัตรที่ไม่ได้รับการปกป้อง ไปจนถึงการส่งอีเมลปลอมที่เป็นอันตราย ธุรกิจต่างๆ ประมาณการว่า 3% ของรายรับจากอีคอมเมิร์ซทั้งหมดได้สูญเสียให้กับการฉ้อโกงในแต่ละปี
การฉ้อโกงการชำระเงินเป็นภัยคุกคามที่สำคัญ แต่ธุรกิจต่างๆ สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยกลยุทธ์การป้องกันที่มีประสิทธิภาพหลายแบบ ต่อไปนี้คือสิ่งที่คุณควรทราบเกี่ยวกับการฉ้อโกงการชำระเงินประเภทต่างๆ ที่พบบ่อย กระบวนการฉ้อโกง และสิ่งที่คุณทำได้เพื่อปกป้องตัวเอง ธุรกิจ และลูกค้าของคุณ
เนื้อหาหลักในบทความ
- การฉ้อโกงการชำระเงินคืออะไร
- ประเภทการฉ้อโกงการชำระเงิน
- ประโยชน์ของการป้องกันการฉ้อโกง
- Stripe Radar ช่วยอะไรได้บ้าง
การฉ้อโกงการชำระเงินคืออะไร
การฉ้อโกงการชำระเงินเป็นการฉ้อโกงทางการเงินประเภทหนึ่งที่ใช้ข้อมูลการชำระเงินเท็จหรือที่ขโมยมาเพื่อรับเงินหรือสินค้า การฉ้อโกงการชำระเงินอาจเกิดขึ้นได้จากหลายวิธี แต่มักจะเกิดขึ้นเมื่อมิจฉาชีพขโมยข้อมูลบัตรเครดิตหรือบัญชีธนาคาร ปลอมแปลงเช็ค หรือใช้ข้อมูลระบุตัวตนที่ขโมยมาเพื่อทำธุรกรรมโดยไม่ได้รับอนุญาต
ประเภทการฉ้อโกงการชำระเงิน
มิจฉาชีพฉ้อโกงการชำระเงินด้วยหลายวิธี นี่คือตัวอย่างกลยุทธ์การฉ้อโกงที่พบบ่อยที่สุด
1. ฟิชชิ่ง
สิ่งนี้คืออะไร
ฟิชชิ่งคือการโจมตีทางวิศวกรรมสังคมประเภทหนึ่งที่ใช้กลยุทธ์หลอกลวงผู้คนด้วยจิตวิทยา โดยมิจฉาชีพจะใช้อีเมล, ข้อความ SMS หรือเว็บไซต์เพื่อหลอกให้คนทั่วไปเปิดเผยข้อมูลที่ละเอียดอ่อน เช่น ข้อมูลสำหรับเข้าสู่ระบบและข้อมูลบัตรเครดิต
การโจมตีแบบฟิชชิ่งมักจะดำเนินการผ่านอีเมลที่ดูเหมือนว่ามาจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เช่น ธนาคารหรือร้านค้าออนไลน์ที่มีชื่อเสียง อีเมลอาจขอให้ผู้รับคลิกลิงก์เพื่ออัปเดตข้อมูลบัญชี ยืนยันธุรกรรมล่าสุด หรือรับรางวัล เมื่อผู้รับคลิกลิงก์ ระบบจะนำทางผู้รับไปยังเว็บไซต์ปลอมที่แจ้งให้ป้อนข้อมูลประจำตัวสำหรับเข้าสู่ระบบ ข้อมูลบัตรเครดิต หรือข้อมูลที่ละเอียดอ่อนอื่นๆ
การโจมตีแบบฟิชชิ่งยังดำเนินการผ่านข้อความ SMS ได้ด้วย หรือที่เรียกว่า "สมิชชิ่ง" หรือผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ที่เรียกอีกอย่างว่า "ฟาร์มมิ่ง" ในกรณีเหล่านี้ ผู้โจมตีจะส่งข้อความหรือลิงก์ที่นำไปยังเว็บไซต์ฉ้อโกงที่ดูเหมือนจริงเพื่อขโมยข้อมูลส่วนตัวหรือติดตั้งมัลแวร์ในอุปกรณ์
วิธีป้องกัน
โปรดระมัดระวังเมื่อคลิกลิงก์หรือเปิดไฟล์แนบจากแหล่งที่ไม่รู้จักหรือน่าสงสัยเพื่อป้องกันการโจมตีแบบฟิชชิ่ง ตื่นตัวและระแวดระวังกลยุทธ์ที่มิจฉาชีพนิยมใช้ เช่น การใช้ภาษาแสดงความเร่งด่วนหรือข่มขู่ คำที่สะกดผิด หรือลิงก์ที่น่าสงสัย การใช้ซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสก็ช่วยป้องกันการโจมตีแบบฟิชชิ่งได้เช่นกัน
เช่นเดียวกับการฉ้อโกงการชำระเงินประเภทอื่นๆ การหลอกลวงแบบฟิชชิ่งมีแนวโน้มที่จะพัฒนาไปเรื่อยๆ จนก้าวหน้าและดูน่าเชื่อถือมากขึ้น บุคคลทั่วไปและธุรกิจจึงควรศึกษาหาความรู้และคอยให้ข้อมูลพนักงานเกี่ยวกับการฟิชชิ่ง ตลอดจนวิธีสังเกตและหลีกเลี่ยงการโจมตีประเภทนี้
2. การสกิมมิ่ง
สิ่งนี้คืออะไร
การสกิมมิ่งหรือการแอบบันทึกข้อมูลเกิดขึ้นเมื่อมิจฉาชีพใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่าเครื่องสกิมเมอร์เพื่อขโมยข้อมูลบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิต มิจฉาชีพจะติดตั้งเครื่องสกิมเมอร์เข้ากับเครื่องอ่านบัตรที่ตู้เอทีเอ็มหรือเทอร์มินัลระบบบันทึกการขาย เช่น ที่ปั๊มน้ำมัน ช่องชำระเงินด้วยตัวเอง และเทอร์มินัลการชำระเงินอื่นๆ เครื่องสกิมเมอร์จะบันทึกข้อมูลจากแถบแม่เหล็กของบัตร ซึ่งสามารถใช้สร้างบัตรปลอมหรือดำเนินการซื้อที่เป็นการฉ้อโกงได้
นอกจากเครื่องสกิมเมอร์แล้ว มิจฉาชีพยังอาจใช้กล้องขนาดเล็กหรือโอเวอร์เลย์ติดตั้งเข้ากับตู้เอทีเอ็มหรือแป้นพิมพ์ของเทอร์มินัลชำระเงินเพื่อบันทึกรหัส PIN ของลูกค้า จากนั้นจึงนำข้อมูลนี้ไปใช้ร่วมกับข้อมูลของบัตรที่ขโมยมาเพื่อถอนเงินหรือดำเนินการซื้อที่ไม่ได้รับอนุญาต
วิธีป้องกัน
การสกิมมิ่งอาจตรวจจับได้ยากเนื่องจากอุปกรณ์สกิมมิ่งมักจะมีขนาดเล็กและไม่สะดุดตา แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ เพราะยังมีร่องรอยที่บ่งบอกได้ว่ามีการติดตั้งอุปกรณ์สกิมมิ่ง เช่น เครื่องอ่านบัตรหลวมหรือเสียหาย มีการติดตั้งอุปกรณ์ที่ผิดปกติหรือเพิ่มเติมเข้ามากับเทอร์มินัลการชำระเงิน หรืออุปกรณ์ดูแตกต่างจากเทอร์มินัลการชำระเงินอื่นๆ ในบริเวณเดียวกัน
เพื่อป้องกันการสกิมมิ่ง โปรดระมัดระวังเมื่อใช้เทอร์มินัลการชำระเงินและตู้เอทีเอ็ม รวมทั้งตรวจสอบร่องรอยการดัดแปลงอุปกรณ์ ใช้มือบังแป้นพิมพ์เสมอขณะป้อน PIN วิธีนี้ช่วยป้องกันการแอบบันทึกข้อมูลโดยใช้กล้องได้
ตรวจสอบรายการเดินบัญชีธนาคารและบัตรเครดิตเพื่อมองหาธุรกรรมที่น่าสงสัย และรายงานการสกิมมิ่งที่สงสัยไปที่ธนาคารหรือบริษัทผู้ออกบัตรชำระเงินโดยเร็วที่สุด
การชำระเงินด้วยกระเป๋าเงินดิจิทัลหรือบัตรที่รองรับชิป EMV ยังสามารถป้องกันการสกิมมิ่งได้ด้วย เนื่องจากเทคโนโลยีนี้ปลอดภัยกว่าบัตรแถบแม่เหล็ก การตรวจสอบให้แน่ใจว่าธุรกิจของคุณพร้อมรับวิธีการชำระเงินที่ปลอดภัยเหล่านี้เป็นการป้องกันการสกิมมิ่งที่ทรงประสิทธิภาพ
3. การขโมยตัวตน
สิ่งนี้คืออะไร
การขโมยตัวตนเป็นการฉ้อโกงการชำระเงินประเภทหนึ่งที่มิจฉาชีพจะขโมยข้อมูลส่วนตัวของผู้คน เช่น ชื่อ หมายเลขประกันสังคม หรือหมายเลขบัตรเครดิต และใช้ข้อมูลนี้ทำการซื้อโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือเปิดบัญชีในชื่อเหยื่อ การขโมยตัวตนอาจมีผลกระทบทางการเงินและทางกฎหมายที่ร้ายแรงสำหรับเหยื่อ
การขโมยตัวตนเป็นคำศัพท์กว้างๆ ที่อธิบายถึงกลยุทธ์การฉ้อโกงจำนวนมาก ตัวอย่างเช่น การโจมตีแบบฟิชชิ่งก็เป็นการขโมยตัวตนประเภทหนึ่ง การละเมิดข้อมูลซึ่งแฮ็กเกอร์จะได้รับสิทธิ์เข้าถึงฐานข้อมูลของบริษัทและขโมยข้อมูลส่วนตัวจำนวนมากก็เป็นการขโมยตัวตนเช่นกัน การขโมยตัวตนด้วยวิธีการอื่นๆ ยังรวมถึงการขโมยจดหมาย การคุ้ยถังขยะ หรือการขโมยกระเป๋าถือหรือกระเป๋าเงิน เมื่อมิจฉาชีพมีข้อมูลส่วนตัวของบุคคลหนึ่งแล้ว พวกเขาจะใช้ข้อมูลดังกล่าวในการเปิดบัญชีบัตรเครดิตใหม่ สมัครขอเงินกู้ หรือแม้กระทั่งยื่นแบบแสดงรายการภาษีอันเป็นเท็จ
วิธีป้องกัน
ธุรกิจสามารถดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆ เพื่อป้องกันการขโมยตัวตนได้ ขั้นแรกให้จัดเก็บข้อมูลของลูกค้าไว้อย่างปลอดภัยโดยใช้การเข้ารหัสและมาตรการรักษาความปลอดภัยอื่นๆ เพื่อป้องกันการเข้าถึงที่ไม่ได้รับอนุญาต ธุรกิจควรจำกัดการเข้าถึงข้อมูลลูกค้าให้เป็นสิทธิ์เฉพาะพนักงานที่ต้องการข้อมูลเหล่านั้นสำหรับการทำงานเท่านั้น และต้องใช้รหัสผ่านที่รัดกุมและการตรวจสอบสิทธิ์แบบหลายปัจจัยสำหรับทุกบัญชีและทุกระบบที่มีข้อมูลลูกค้าอยู่
การฝึกอบรมพนักงานเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันการขโมยตัวตน และควรมีแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในด้านความปลอดภัย เช่น วิธีสังเกตอีเมลฟิชชิ่งและสร้างรหัสผ่านที่คาดเดาได้ยาก
การติดตามตรวจสอบบัญชีลูกค้าเพื่อมองหากิจกรรมที่น่าสงสัย เช่น การเข้าสู่ระบบหรือการเปลี่ยนแปลงข้อมูลบัญชีที่ไม่ได้รับอนุญาต จะช่วยให้ธุรกิจตรวจจับการขโมยตัวตนได้ตั้งแต่เนิ่นๆ และลดความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ การเลือกสแต็กเทคโนโลยีการชำระเงินที่เหมาะสมสามารถช่วยป้องกันไม่ให้ธุรกิจสิ้นเปลืองเวลาและทรัพยากรไปกับการตรวจจับและป้องกันการฉ้อโกงได้ เช่น Stripe Identity ที่จะช่วยให้ธุรกิจตั้งโปรแกรมยืนยันตัวตนผู้ใช้ได้ทั่วโลก
สุดท้ายนี้ ธุรกิจควรมีแผนรับมือกับการละเมิดข้อมูล ซึ่งรวมถึงการแจ้งให้ลูกค้าที่ได้รับผลกระทบทราบและเสนอบริการป้องกันการขโมยตัวตนด้วย
4. การฉ้อโกงด้วยการดึงเงินคืน
สิ่งนี้คืออะไร
การฉ้อโกงด้วยการดึงเงินคืนจะเกิดขึ้นเมื่อลูกค้าโต้แย้งธุรกรรมที่ถูกต้อง โดยอ้างว่าลูกค้าไม่ได้ทำการซื้อด้วยตัวเองหรือลูกค้าไม่ได้รับผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ชำระเงินซื้อ ในบางกรณี ลูกค้าอาจได้รับเงินคืนโดยที่ยังคงเก็บผลิตภัณฑ์หรือบริการนั้นไว้ ทำให้ธุรกิจขาดทุน การฉ้อโกงด้วยการดึงเงินคืนอาจส่งผลเสียทางการเงินอย่างมากต่อธุรกิจ โดยธุรกิจเหล่านี้อาจสูญเสียรายรับจากการขาย และอาจถูกดึงเงินคืนและบทลงโทษด้วย
การฉ้อโกงด้วยการดึงเงินคืนอาจเกิดขึ้นได้หลายวิธี วิธีที่พบได้บ่อยที่สุดคือลูกค้าซื้อสินค้าหรือบริการอย่างถูกต้อง จากนั้นจึงโต้แย้งการเรียกเก็บเงินกับบริษัทบัตรเครดิตของตน โดยอ้างว่าสินค้าหรือบริการไม่ตรงตามคำอธิบายหรือไม่ได้รับสินค้าหรือบริการนั้นเลย อีกวิธีคือลูกค้าตั้งใจใช้บัตรเครดิตที่ขโมยมาซื้อสินค้าหรือบริการ จากนั้นโต้แย้งการเรียกเก็บเงินว่าเป็นรายการที่ไม่ได้รับอนุญาต
วิธีป้องกัน
ในการป้องกันการฉ้อโกงด้วยการดึงเงินคืน ธุรกิจควรยืนยันตัวตนของลูกค้าและตรวจสอบให้แน่ใจว่าลูกค้าเป็นเจ้าของที่ถูกต้องของบัตรเครดิตที่ใช้ในการซื้อ ซึ่งอาจรวมถึงการกำหนดให้เซ็นชื่อหรือระบุรหัส CVV สำหรับการทำธุรกรรมที่ไม่ได้แสดงบัตร หรือการใช้เครื่องมือตรวจจับการฉ้อโกง เช่น การยืนยันที่อยู่หรือที่อยู่ IP ตามตำแหน่งภูมิศาสตร์ ธุรกิจควรมีนโยบายการคืนเงินและการส่งคืนสินค้าที่ชัดเจนด้วย รวมถึงกระบวนการจัดการการโต้แย้งการชำระเงิน ธุรกิจควรเก็บบันทึกข้อมูลธุรกรรมทุกรายการอย่างชัดเจน รวมถึงใบเสร็จ ข้อมูลการจัดส่ง และการสื่อสารจากลูกค้า สำหรับกรณีที่ธุรกิจต้องแสดงหลักฐานในการโต้แย้งการดึงเงินคืน Stripe Radar เป็นเทคโนโลยีอันซับซ้อนสำหรับตรวจจับและป้องกันการฉ้อโกง โดยเป็นเทคโนโลยีที่ฝังอยู่ในผลิตภัณฑ์ด้านการชำระเงินต่างๆ ของ Stripe ซึ่งจะช่วยลดความยุ่งยากในการป้องกันการฉ้อโกงด้วยการดึงเงินคืน
5. การละเมิดอีเมลระดับธุรกิจ
สิ่งนี้คืออะไร
การละเมิดอีเมลระดับธุรกิจ (BEC) เป็นการฉ้อโกงการชำระเงินประเภทหนึ่งที่มิจฉาชีพจะส่งอีเมลหลอกให้พนักงานโอนเงินไปยังบัญชีฉ้อโกง ในการหลอกลวงด้วย BEC มิจฉาชีพจะสามารถเข้าถึงบัญชีอีเมลธุรกิจได้โดยมักจะใช้กลยุทธ์การฟิชชิ่งหรือวิศวกรรมสังคม และใช้ข้อมูลดังกล่าวเพื่อส่งอีเมลไปให้พนักงานหรือผู้ให้บริการเพื่อขอให้โอนเงินระหว่างธนาคารหรือชำระเงินด้วยวิธีอื่นๆ
การหลอกลวงด้วย BEC มีหลายรูปแบบ มิจฉาชีพมักจะปลอมตัวเป็นผู้บริหารระดับสูงหรือผู้ให้บริการ และส่งคำขอให้ชำระเงินหรือโอนเงินโดยเร่งด่วน อีเมลอาจเหมือนของจริงเพราะแสดงแบรนด์ของบริษัทและที่อยู่อีเมลดูคุ้นเคย แต่ถ้าพนักงานปฏิบัติตามคำแนะนำในอีเมล พวกเขาจะโอนเงินไปยังบัญชีธนาคารที่ควบคุมโดยมิจฉาชีพ
การหลอกลวงด้วย BEC อาจตรวจจับได้ยาก เนื่องจากมิจฉาชีพมักใช้กลยุทธ์ทางวิศวกรรมสังคมที่ใช้ประโยชน์จากความไว้วางใจที่มนุษย์มีต่ออำนาจหน้าที่ อย่างไรก็ตาม ยังมีสัญญาณบางอย่างที่บ่งชี้ถึงการหลอกลวงแบบ BEC เช่น
- คำขอให้ดำเนินการชำระเงินแบบเร่งด่วน
- คำสั่งชำระเงินที่ผิดปกติ
- อีเมลมีข้อผิดพลาดทางไวยากรณ์หรือสะกดคำผิด
วิธีป้องกัน
การป้องกัน BEC ต้องอาศัยกลยุทธ์และแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดหลายอย่างที่ธุรกิจควรนำมาใช้ป้องกันการฉ้อโกงประเภทอื่นๆ อยู่แล้ว ให้ความรู้พนักงานเกี่ยวกับวิธีสังเกตและรายงานอีเมลที่น่าสงสัย รวมทั้งใช้โปรโตคอลการรักษาความปลอดภัยของอีเมลที่เข้มงวด เช่น การตรวจสอบสิทธิ์แบบ 2 ปัจจัยและการเข้ารหัส
ธุรกิจต่างๆ ควรมีขั้นตอนการอนุมัติการชำระเงินที่ชัดเจน ซึ่งรวมถึงการยืนยันคำสั่งชำระเงินผ่านช่องทางที่ 2 เช่น การโทรศัพท์หรือการสนทนาแบบตัวต่อตัว ขอแนะนำให้จัดทำคู่มือที่ชัดเจนสำหรับการขอชำระเงินภายในองค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคำขอเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายเงิน
เช่นเดียวกับการฉ้อโกงทั้งหลาย สุดท้ายนี้เราจำเป็นต้องตรวจสอบบัญชีธนาคารเป็นประจำเพื่อมองหากิจกรรมที่น่าสงสัย และเตรียมแผนรับมือกับการหลอกลวงแบบ BEC ด้วย ซึ่งรวมถึงการติดต่อหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและการแจ้งลูกค้าหรือพาร์ทเนอร์ที่อาจได้รับผลกระทบ
6. การฉ้อโกงที่ไม่ใช้บัตร
สิ่งนี้คืออะไร
การฉ้อโกงที่ไม่ใช้บัตร (CNP) คือการฉ้อโกงการชำระเงินประเภทหนึ่งที่เกิดขึ้นเมื่อมิจฉาชีพใช้ข้อมูลบัตรเครดิตที่ขโมยมาในการซื้อสินค้าหรือบริการโดยไม่ได้แสดงตัวบัตร ซึ่งมักจะเกิดขึ้นทางออนไลน์หรือทางโทรศัพท์ การฉ้อโกงแบบ CNP เริ่มพบเห็นได้บ่อยขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากอีคอมเมิร์ซเป็นที่นิยมมากขึ้น และการโกงประเภทนี้ส่งผลทางการเงินต่อธุรกิจอย่างมาก เพราะอาจมีการดึงเงินคืนหรือการซื้อที่เป็นการฉ้อโกง
การฉ้อโกงแบบ CNP มักเกิดขึ้นเมื่อมิจฉาชีพได้รับข้อมูลบัตรเครดิตที่ขโมยมาผ่านการละเมิดข้อมูลหรือวิธีการอื่นๆ และใช้ข้อมูลดังกล่าวทำการซื้อทางออนไลน์โดยไม่ได้รับอนุญาต อีกวิธีหนึ่งคือมิจฉาชีพใช้กลยุทธ์วิศวกรรมสังคม เช่น การฟิชชิ่งเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลบัตรจากเหยื่อโดยตรง
วิธีป้องกัน
ธุรกิจต่างๆ อาจใช้ขั้นตอนต่อไปนี้เพื่อป้องกันการฉ้อโกงแบบ CNP
- การใช้เครื่องมือตรวจจับการฉ้อโกง เช่น Stripe Radar เพื่อตรวจจับกิจกรรมที่น่าสงสัยและบล็อกธุรกรรมที่เป็นการฉ้อโกง
- ใช้โปรโตคอลการตรวจสอบสิทธิ์ที่รัดกุม ซึ่งรวมถึงการตรวจสอบสิทธิ์แบบ 2 ปัจจัยและการแปลงเป็นโทเค็น เพื่อปกป้องข้อมูลบัตร
- จัดเก็บและบันทึกธุรกรรมทั้งหมดอย่างชัดเจนและเข้าถึงได้ ซึ่งรวมถึงข้อมูลการจัดส่งและการสื่อสารจากลูกค้า ในกรณีที่เกิดการโต้แย้งการดึงเงินคืน
- จัดทำนโยบายการคืนเงินและการคืนสินค้าที่ละเอียดและแจ้งต่อลูกค้าอย่างชัดเจน รวมถึงกระบวนการจัดการการดึงเงินคืนและธุรกรรมที่เป็นการฉ้อโกง
ประโยชน์ของการป้องกันการฉ้อโกง
มาตรการป้องกันการฉ้อโกงช่วยให้ธุรกิจดำเนินงานได้อย่างสบายใจ ปกป้องสินทรัพย์ทางการเงินของธุรกิจและข้อมูลของลูกค้า ยกระดับชื่อเสียงของธุรกิจในสายตาของลูกค้า และเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับ ต่อไปนี้เป็นภาพรวมของประโยชน์หลักๆ ที่ธุรกิจจะได้รับจากการใช้มาตรการป้องกันการฉ้อโกง
รายรับจากการป้องกัน
การฉ้อโกงการชำระเงินอาจก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายสูงในแต่ละครั้ง แต่เมื่อบริษัทเติบโตขึ้น โอกาสที่จะเกิดการฉ้อโกงในวงกว้างอาจเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงมากขึ้นไปอีก การใช้มาตรการป้องกันการฉ้อโกงจะช่วยให้ธุรกิจลดความเสี่ยงในการสูญเสียทางการเงินและวางแผนสำหรับอนาคตได้อย่างน่าเชื่อถือมากขึ้นปกป้องข้อมูลลูกค้า
ธุรกิจจะปกป้องได้มากกว่าแค่ตัวเองหากลงทุนในมาตรการที่เข้มงวดสำหรับการตรวจจับและการป้องกันการฉ้อโกง การฉ้อโกงการชำระเงินมักเกี่ยวข้องกับการขโมยข้อมูลลูกค้า เช่น หมายเลขบัตรเครดิต มาตรการป้องกันการฉ้อโกงสามารถปกป้องข้อมูลลูกค้าและสร้างความไว้วางใจและความภักดีของลูกค้าได้ลดการดึงเงินคืน
การดึงเงินคืนอาจส่งผลให้เกิดค่าธรรมเนียมและบทลงโทษเพิ่มเติมนอกเหนือจากการสูญเสียเวลาและพลังงานในการแก้ไขปัญหา มาตรการป้องกันการฉ้อโกงสามารถป้องกันการดึงเงินคืนได้โดยการบล็อกธุรกรรมที่เป็นการฉ้อโกงและการชี้ให้เห็นช่องโหว่เสริมสร้างชื่อเสียงของคุณ
เหตุการณ์การฉ้อโกงการชำระเงินที่เกิดขึ้นแยกกันแต่ละครั้งก็สร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงของธุรกิจได้ และบางครั้งก็ไม่สามารถกู้คืนมาได้ มาตรการป้องกันการฉ้อโกงจะแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความปลอดภัย ซึ่งจะช่วยรักษาลูกค้าไว้ได้ในระยะยาวปฏิบัติตามข้อกำหนดอยู่เสมอ
หลายอุตสาหกรรมต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดทางกฎหมายเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูล การใช้มาตรการป้องกันการฉ้อโกงสามารถช่วยในการปฏิบัติตามกฎระเบียบเหล่านี้ได้ อีกทั้งยังหลีกเลี่ยงค่าปรับอีกด้วย
Stripe Radar ช่วยอะไรได้บ้าง
Stripe Radar ใช้โมเดล AI ในการตรวจจับและป้องกันการฉ้อโกง โดยฝึกด้วยข้อมูลจากเครือข่ายทั่วโลกของ Stripe โมเดลเหล่านี้จะได้รับการอัปเดตอย่างต่อเนื่องตามแนวโน้มการฉ้อโกงล่าสุด เพื่อปกป้องธุรกิจของคุณเมื่อการฉ้อโกงพัฒนา
Stripe ยังมี Radar for Fraud Teams ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้เพิ่มกฎที่กำหนดเองเพื่อจัดการกับสถานการณ์การฉ้อโกงเฉพาะสำหรับธุรกิจของตนและเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการฉ้อโกงที่ล้ำสมัย
Radar สามารถช่วยธุรกิจของคุณได้ดังนี้
ป้องกันการสูญเสียจากการฉ้อโกง: Stripe ประมวลผลการชำระเงินมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี ปริมาณที่มากเช่นนี้ช่วยให้ Radar ตรวจจับและป้องกันการฉ้อโกงได้อย่างแม่นยำ ซึ่งช่วยประหยัดเงินให้คุณ
เพิ่มรายรับ: โมเดล AI ของ Radar ได้รับการฝึกฝนจากข้อมูลการโต้แย้งการชำระเงินที่เกิดขึ้นจริง ข้อมูลลูกค้า ข้อมูลการเรียกดู และอื่นๆ ซึ่งทำให้ Radar สามารถค้นหาธุรกรรมที่มีความเสี่ยงและลดการตรวจพบที่ผิดพลาดได้ ซึ่งส่งผลให้คุณมีรายรับเพิ่มขึ้น
ประหยัดเวลา: Radar ถูกสร้างขึ้นใน Stripe และไม่ต้องใช้โค้ดในการตั้งค่า คุณยังสามารถติดตามตรวจสอบประสิทธิภาพในการจัดการการฉ้อโกง เขียนกฎ และอื่นๆ อีกมากมายได้ในแพลตฟอร์มเดียว ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ
ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Stripe Radar หรือเริ่มใช้งานเลยวันนี้
เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นคําแนะนําทางกฎหมายหรือภาษี Stripe ไม่รับประกันหรือรับประกันความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ความไม่เพียงพอ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในบทความ คุณควรขอคําแนะนําจากทนายความที่มีอํานาจหรือนักบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอํานาจศาลเพื่อรับคําแนะนําที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ