Afterpay หรือที่รู้จักกันในชื่อ Clearpay ในสหราชอาณาจักร คือบริษัทเทคโนโลยีทางการเงินของออสเตรเลียที่ถือเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในธุรกิจซื้อตอนนี้ จ่ายทีหลัง (BNPL) ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว Afterpay/Clearpay ให้บริการฐานลูกค้าที่กำลังเติบโตในหลายภูมิภาค และเป็นพาร์ทเนอร์กับเครือข่ายแบรนด์และธุรกิจท้องถิ่นจำนวนมากที่มีความโดดเด่นในอุตสาหกรรมต่างๆ และเนื่องจากมีส่วนแบ่งตลาดใหญ่มากในภูมิภาคที่มีความสําคัญอย่างเช่นออสเตรเลียและสหราชอาณาจักร ทําให้บริษัทกลายเป็นผู้ให้บริการ BNPL ในระดับแถวหน้า
บริการเรือธงของ Afterpay ช่วยให้ลูกค้าแบ่งชําระเงินค่าสินค้า/บริการออกเป็น 4 งวดเท่าๆ กันโดยไม่มีดอกเบี้ย ซึ่งปกติแล้วจะต้องผ่อนชําระทุกๆ 2 สัปดาห์ การชำระเงินรูปแบบนี้ช่วยให้ลูกค้าจัดการการใช้จ่ายได้อย่างยืดหยุ่นโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม Afterpay/Clearpay เน้นให้บริการแผนผ่อนชําระระยะสั้นเท่านั้น ซึ่งแตกต่างจากคู่แข่งบางราย
Afterpay มีฐานลูกค้าอยู่ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นตลาดต่างๆ ทั่วทั้งอเมริกาเหนือ ยุโรป และโอเชียเนีย รวมทั้งเติบโตอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ก่อตั้งธุรกิจในปี 2014 มีการคาดการณ์กันว่าธุรกิจ BNPL จะเติบโตอย่างมากในอนาคตอันใกล้ ส่วน Afterpay/Clearpay ก็มีความพร้อมที่จะครองความเป็นเจ้าตลาดต่อไปได้ การที่บริษัททุ่มเทพัฒนาโซลูชันที่เป็นมิตรกับผู้ใช้และผสานการทํางานทางเทคนิคได้อย่างง่ายดายถือเป็นแรงผลักดันให้เกิดการพัฒนาในอุตสาหกรรมการชําระเงิน
คู่มือนี้จะอธิบายสิ่งที่ธุรกิจควรรู้เกี่ยวกับ Afterpay/Clearpay ไม่ว่าจะเป็นวิธีการทํางาน ผู้ใช้และตลาดหลัก รวมถึงวิธีปรับใช้เป็นวิธีการชําระเงิน
บทความนี้ให้ข้อมูลอะไรบ้าง
- Afterpay/Clearpay ทํางานอย่างไร
- มีการใช้งาน Afterpay/Clearpay ในพื้นที่ใดบ้าง
- ใครคือผู้ใช้ Afterpay/Clearpay
- ประโยชน์ของการรับชําระผ่าน Afterpay/Clearpay
- มาตรการรักษาความปลอดภัยของ Afterpay/Clearpay
- การทํางานกับ Afterpay/Clearpay
- ตัวเลือกอื่นๆ นอกเหนือจาก Afterpay/Clearpay
Afterpay/Clearpay ทํางานอย่างไร
Afterpay ขึ้นชื่อเรื่องบริการซื้อตอนนี้ จ่ายทีหลัง ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมาก Afterpay/Clearpay จะเบิกจ่ายเงินให้กับธุรกิจเต็มจํานวนในทันที ช่วยให้ธุรกิจมีกระแสเงินสดไม่ขาดมือในระหว่างที่บริษัทเรียกเก็บเงินส่วนที่เหลือจากลูกค้า Afterpay ใช้งานง่ายและผสานการทํางานกับเฟรมเวิร์กการชําระเงินที่ธุรกิจมีอยู่ได้อย่างง่ายดายทั้งระบบแบบออนไลน์และที่จุดขาย หากต้องการใช้ Afterpay ลูกค้าจะต้องมีอายุอย่างน้อย 18 ปีและมีบัตรเดบิตหรือบัตรเครดิต Afterpay กําหนดวงเงินใช้จ่ายของลูกค้าแต่ละรายตามความน่าเชื่อถือทางเครดิตเพื่อกระตุ้นพฤติกรรมการใช้จ่ายอย่างมีความรับผิดชอบ
วิธีการชําระเงินด้วย Afterpay/Clearpay มีรูปแบบดังนี้
เลือกวิธีการชําระเงิน: ระหว่างการชําระเงินออนไลน์หรือในร้านค้า ลูกค้าจะเลือก Afterpay/Clearpay เป็นวิธีการชําระเงินที่ต้องการ หลังจากให้ข้อมูลพื้นฐานแก่ Afterpay แล้ว ลูกค้าจะได้รับคำตัดสินเกี่ยวกับวงเงินใช้จ่ายโดยทันที วงเงินใช้จ่ายของลูกค้าอาจจะไม่เท่าเดิมเมื่อเวลาผ่านไป ขึ้นอยู่กับว่าลูกค้าใช้บัญชีของตัวเองอย่างไร ดังนั้น ระบบจะอัปเดตวงเงินใช้จ่ายของลูกค้าทุกครั้งที่ใช้บริการ
ชําระค่าสินค้า/บริการ: ลูกค้าสามารถชําระเงินด้วย Afterpay โดยชำระเพียง 25% ของยอดทั้งหมด ส่วนที่เหลืออีก 75% จะแบ่งออกเป็น 3 งวดเท่าๆ กันโดยต้องชำระทุกๆ 2 สัปดาห์ ทั้งนี้อาจมีค่าธรรมเนียมการชําระเงินล่าช้าด้วย ส่วนธุรกิจจะได้รับชำระเงินค่าสินค้า/บริการเต็มจํานวนล่วงหน้าจาก Afterpay/Clearpay
ส่งคืนสินค้าหรือบริการ: ธุรกิจแต่ละรายจะกําหนดนโยบายการคืนสินค้าของตัวเองสําหรับการซื้อสินค้า/บริการผ่าน Afterpay/Clearpay
ตรวจสอบผลกระทบด้านเครดิต: ลูกค้าควรทราบว่า Afterpay/Clearpay จะรายงานประวัติการชําระเงินไปยังเครดิตบูโร ซึ่งอาจส่งผลต่อคะแนนเครดิตของลูกค้า
มีการใช้งาน Afterpay/Clearpay ในพื้นที่ใดบ้าง
Afterpay/Clearpay ประสบความสำเร็จอย่างงดงามในภาคธุรกิจ BNPL บริษัทขยายตลาดไปยังภูมิภาคใหม่ๆ โดยใช้วิธีเจาะลึกพฤติกรรมของลูกค้าในพื้นที่ จับมือเป็นพาร์ทเนอร์เชิงกลยุทธ์กับธุรกิจต่างๆ และปรับการดําเนินงานให้สอดคล้องกับมาตรฐานกฎข้อบังคับที่แตกต่างกันไป โปรดดูการใช้งาน Afterpay ในอเมริกาเหนือ ยุโรป เอเชีย และออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ดังต่อไปนี้
อเมริกาเหนือ
Afterpay มีส่วนแบ่งตลาดไม่น้อยในอเมริกาเหนือ โดยภาคธุรกิจ BNPL มีมูลค่ากว่า 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2022 นอกจากนี้ Afterpay ยังวางกลยุทธ์จับมือเป็นพาร์ทเนอร์กับแพลตฟอร์มและวิธีการชําระเงินยอดนิยมในอเมริกาเหนืออย่างเช่น Shopify และ WooCommerce รวมถึงกระเป๋าเงินดิจิทัล เช่น Apple Pay และ Google Pay Afterpay พยายามสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าในภูมิภาคนี้ และดำเนินงานตามระเบียบข้อบังคับที่หน่วยงานคุ้มครองทางการเงินสําหรับผู้บริโภคกําหนด
ยุโรป
ในบรรดาแอป BNPL Clearpay มีส่วนแบ่งตลาดมากที่สุดเป็นอันดับสองในยุโรป เป็นรองเพียงแค่Klarna Clearpay ออกแบบข้อเสนอให้เหมาะกับตลาดยุโรปแห่งละแห่งโดยผสานการทํางานกับวิธีการชําระเงินยอดนิยมในท้องถิ่น เช่น iDEAL และ Sofort รวมทั้งใช้แนวทางที่เป็นไปตามกฎระเบียบว่าด้วยการคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของข้อมูลส่วนบุคคล (GDPR) ของสหภาพยุโรป
เอเชีย
Afterpay ให้บริการในตลาดเอเชียและน่าจะมีบทบาทมากขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า คาดการณ์กันว่ามูลค่าของตลาด BNPL ในเอเชียแปซิฟิก จะเพิ่มขึ้นจาก 1.98 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2023 เป็น 3.74 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2028 Afterpay จับมือเป็นพาร์ทเนอร์กับกระเป๋าเงินดิจิทัลรายใหญ่ เช่น WeChat Pay และ Alipay และเน้นให้บริการบนอุปกรณ์เคลื่อนที่เป็นอันดับแรกเพื่อรองรับวิธีการชำระเงินที่ลูกค้าในภูมิภาคนิยมใช้ ไม่เพียงเท่านั้น บริษัทยังใช้ปัญญาประดิษฐ์และการวิเคราะห์คาดการณ์พฤติกรรมของลูกค้ามายกระดับประสบการณ์ของผู้ใช้ด้วย
ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์
Afterpay มีบทบาทอย่างโดดเด่นในนิวซีแลนด์ รวมถึงในประเทศบ้านเกิดอย่างออสเตรเลีย ซึ่งลูกค้า 40% ในรายงานต่างก็ใช้บริการ BNPL ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา นับจากเดือนเมษายน 2023 ในภูมิภาคเหล่านี้ Afterpay ใช้ประโยชน์จากการรับรู้แบรนด์และความสัมพันธ์กับลูกค้า รวมทั้งจับมือเป็นพาร์ทเนอร์กับผู้ค้าปลีกรายใหญ่และเสนออัตราดอกเบี้ยที่น่าสนใจ นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท Afterpay ดําเนินงานโดยปฏิบัติตามข้อกําหนดของหน่วยงานด้านการเงินท้องถิ่น เช่น สํานักงานคณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์และการลงทุนของออสเตรเลีย (ASIC) ในออสเตรเลียและองค์การตลาดการเงิน (FMA) ในนิวซีแลนด์
ใครคือผู้ใช้ Afterpay/Clearpay
Afterpay/Clearpay พัฒนาตลาดเฉพาะกลุ่มขนาดใหญ่ขึ้นในระบบนิเวศการชําระเงิน โดยได้รับความนิยมในหมู่ลูกค้าอายุน้อย ผู้มีรายได้สูง และผู้อยู่อาศัยในเมือง ไม่เพียงเท่านั้นยังได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากธุรกิจในหลายอุตสาหกรรม ผู้ค้าปลีกรายใหญ่ในอุตสาหกรรมเสื้อผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า และเฟอร์นิเจอร์ ต่างก็เสนอ Afterpay เป็นหนึ่งในวิธีการชําระเงิน นอกจากนี้ สายการบินและแพลตฟอร์มจองตั๋วเพื่อการเดินทาง ผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพและร้านขายยา หรือแม้แต่บริการสตรีมมิงและแหล่งบันเทิงต่างๆ ก็ผสานการทำงานกับระบบของ Afterpay เช่นกัน รายงานจาก Clearpay และ Accenture ในปี 2021 ระบุว่าลูกค้า Clearpay 47% ระบุว่าตนจะมองหาร้านค้าอื่นหรือไม่ส่งคําสั่งซื้อหากธุรกิจนั้นไม่เสนอให้ชำระเงินผ่าน Clearpay นี่จึงเป็นแรงจูงใจให้ธุรกิจเลือกนำเสนอวิธีการชําระเงินนี้
Afterpay เป็นบริการ BNPL ที่ได้รับความนิยมในหมู่ลูกค้าเนื่องจากใช้สะดวกและน่าเชื่อถือ โดยสามารถเลือกใช้ Afterpay/Clearpay ได้ทั้งกับการซื้อสินค้า/บริการที่จุดขายและทางออนไลน์ กลุ่มลูกค้าต่อไปนี้มีแนวโน้มที่จะใช้บริการมากที่สุด
ลูกค้าอายุน้อย: ตามรายงานของ Clearpay และ Accenture คนเจน Z และมิลเลนเนียลคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 80% ของฐานลูกค้าของ Clearpay ลูกค้าวัยหนุ่มสาวเหล่านี้่มักเปิดใจทดลองใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือทางการเงินใหม่ๆ และเปลี่ยนมาใช้การชําระเงินแบบดิจิทัลมากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้บริษัทต่างๆ เช่น Afterpay/Clearpay ประสบความสำเร็จไม่น้อย
ผู้มีรายได้สูง: แพลตฟอร์มยังได้รับความนิยมในหมู่ผู้มีรายได้สูง รายงานของ Clearpay และ Accenture แสดงให้เห็นว่า Clearpay มีลูกค้ากลุ่มรายได้สูงมากกว่ากลุ่มลูกค้าทั่วไปในสหราชอาณาจักร สาเหตุอาจเป็นเพราะลูกค้ามีกําลังซื้อเพิ่มขึ้น และผู้มีรายได้สูงมีแนวโน้มว่าจะเลือกช็อปปิ้งออนไลน์
ประโยชน์ของการรับชําระผ่าน Afterpay/Clearpay
ธุรกิจที่รับการชําระเงินผ่าน Afterpay/Clearpay อาจได้รับประโยชน์ดังต่อไปนี้
เมตริกด้านยอดขายและประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น: ธุรกิจที่รับชำระเงินแบบ BNPL เช่น Afterpay/Clearpay มักจะมียอดขายเพิ่มขึ้น โดย69% ของผู้ค้าปลีกในสหราชอาณาจักรรายงานว่าเมตริกด้านยอดขายและประสิทธิภาพของธุรกิจอย่างน้อย 1 รายการสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการเสนอ BNPL เป็นวิธีการชําระเงิน
เข้าถึงฐานลูกค้าของ Afterpay/Clearpay: การยอมรับ Clearpay เป็นวิธีการชำระเงินช่วยให้ธุรกิจเจาะกลุ่มลูกค้าเจน Z และกลุ่มมิลเลเนียล ซึ่งมีสัดส่วนกว่า 80% ของฐานลูกค้า Clearpay ไม่เพียงเท่านั้น การเสนอโซลูชันจาก Clearpay ยังช่วยให้ธุรกิจสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้มีรายได้สูงสุด ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าที่ใช้ Clearpay บ่อยกว่าประชากรทั่วไปในสหราชอาณาจักร นอกจากนี้ยังคาดการณ์กันว่าการเติบโตของ Afterpay ในแอฟริกาและเอเชียจะช่วยให้ธุรกิจที่เสนอวิธีการชําระเงินนี้ขยายการเข้าถึงตลาดเหล่านั้นได้มากขึ้นด้วย
สร้างกระแสเงินสดได้ทันที: Afterpay/Clearpay จ่ายเงินให้กับธุรกิจเต็มจำนวน ซึ่งต่างจากระบบเครดิตหรือการโอนเงินผ่านธนาคารแบบเดิมๆ การชําระเงินในทันทีแบบนี้ช่วยเพิ่มความคล่องตัวของกระแสเงินสดได้อย่างมาก และอาจจะสําคัญอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก
อัตราการละทิ้งรถเข็นลดลง: การเสนอวิธีการชำระเงินแบบ BNPL ช่วยลดอัตราการละทิ้งรถเข็น เนื่องจากเป็นการขจัดอุปสรรคในการชำระเงินออกไป เมื่อพิจารณาจากอัตราการละทิ้งรถเข็นออนไลน์โดยเฉลี่ย ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 70% แล้ว ตัวเลขที่ลดลงนี้ส่งผลกระทบต่อรายรับได้อย่างมาก
ลูกค้าภักดีต่อแบรนด์: ความสะดวกในการชําระเงินแบบ BNPL ช่วยเพิ่มอัตราการรักษาลูกค้าของธุรกิจ ซึ่งส่งผลดีต่อรายได้ โดยผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าลูกค้าที่กลับมาซื้อซ้ำใช้จ่ายมากกว่าลูกค้ารายใหม่โดยเฉลี่ยถึง 67%
ข้อได้เปรียบในการแข่งขัน: ในตลาดที่การชำระเงินแบบ BNPL ยังเติบโตได้อีก ธุรกิจที่รับชําระเงินผ่าน Afterpay/Clearpay จะสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในหมู่ลูกค้าที่อ่อนไหวต่อราคา ทั้งนี้เป็นเพราะผู้คนมักจะมองว่า ธุรกิจที่เสนอโซลูชันการชําระเงินที่ทันสมัยนั้นยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางและมีนวัตกรรมมากกว่า ซึ่งอาจเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความโดดเด่นในตลาดต่างๆ ที่แบรนด์ประสบปัญหาในการสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง
ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับตลาด: การเป็นพาร์ทเนอร์กับ Afterpay/Clearpay ช่วยให้ธุรกิจสามารถวิเคราะห์ข้อมูลในรายละเอียด ซึ่งเผยให้เห็นแนวโน้มและความต้องการของลูกค้า อันจะเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจเกี่ยวกับสินค้าคงคลัง กลยุทธ์การตลาด หรือแม้แต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์
ลดความรับผิด: Afterpay/Clearpay ช่วยธุรกิจลดความรับผิดทางการเงินโดยการให้ Afterpay/Clearpay รับความเสี่ยงด้านเครดิตแทน ความเสี่ยงที่ลดลงนี้อาจมีความสําคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกับธุรกิจขนาดเล็ก เนื่องจากการจัดการความเสี่ยงด้านเครดิตภายในบริษัทอาจมีค่าใช้จ่ายสูงและซับซ้อนอย่างมาก
มาตรการรักษาความปลอดภัยของ Afterpay/Clearpay
Afterpay/Clearpay ใช้มาตรการรักษาความปลอดภัยหลายอย่างเพื่อป้องกันความเสี่ยงทางการเงินและความเสี่ยงเกี่ยวกับข้อมูล
การเข้ารหัสข้อมูล: Afterpay/Clearpay ใช้การเข้ารหัสขั้นสูง เช่น AES-256 เพื่อรักษาความปลอดภัยให้กับข้อมูลทั้งระหว่างการส่งและระหว่างจัดเก็บ การเข้ารหัสนี้จะแปลงข้อมูลที่ละเอียดอ่อน เช่น หมายเลขบัตรเครดิตและข้อมูลส่วนบุคคลเป็นรหัสที่ปลอดภัยเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดข้อมูลรั่วไหล
การปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับ: Afterpay/Clearpay ปฏิบัติตามมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยข้อมูลสําหรับอุตสาหกรรมบัตรชําระเงิน (PCI DSS) ซึ่งกําหนดให้ต้องตรวจสอบการรักษาความปลอดภัยเป็นประจํา และดูแลให้แพลตฟอร์มมีสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสําหรับการจัดการข้อมูลของเจ้าของบัตร นอกจากนี้ยังปฏิบัติตามกฎระเบียบว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลทั่วโลก เช่น GDPR ในยุโรป ซึ่งกําหนดให้ใช้มาตรการควบคุมที่รัดกุมในการจัดการข้อมูลและความเป็นส่วนตัวของลูกค้า
การตรวจสอบสิทธิ์แบบ 2 ปัจจัย (2FA): Afterpay/Clearpay ใช้ 2FA กับบัญชีของลูกค้าเพื่อเพิ่มความปลอดภัยอีกระดับ ผู้ใช้ไม่เพียงต้องกรอกรหัสผ่านและชื่อผู้ใช้เท่านั้น แต่ยังต้องใช้ปัจจัยที่ 2 เช่น โทเค็นจริงหรือวิธีการยืนยันตัวตนทางแอปมาตรวจสอบสิทธิ์ธุรกรรมด้วย มาตรการยืนยันตัวตนจะประกอบไปด้วยการยืนยันที่อยู่และโทรศัพท์ รวมถึงวิธีดิจิทัลอย่างการตรวจสอบสิทธิ์แบบ 3D Secure
การแปลงเป็นโทเค็น: Afterpay/Clearpay ใช้การแปลงเป็นโทเค็นในกระบวนการชําระเงิน วิธีการรักษาความปลอดภัยแบบนี้จะเปลี่ยนข้อมูลการชําระเงินที่ละเอียดอ่อนให้เป็นรหัสระบุหรือโทเค็นที่ไม่ซ้ำกัน แทนที่จะจัดเก็บหรือถ่ายโอนรายละเอียดบัตรของจริง
การตรวจสอบสิทธิ์ลูกค้าแบบรัดกุม (SCA): ในประเทศต่างๆ เช่น สหภาพยุโรป ซึ่งคําสั่งว่าด้วยบริการชําระเงิฉบับปรับปรุง (PSD2) มีผลบังคับใช้ Afterpay/Clearpay จะนํา SCA มาปรับใช้ ดังนั้นจึงต้องมีการตรวจสอบสิทธิ์การชําระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์โดยการยืนยันองค์ประกอบต่อไปนี้อย่างน้อย 2 รายการ ได้แก่ สิ่งที่ลูกค้าทราบ (เช่น รหัสผ่าน) สิ่งที่ลูกค้ามี (เช่น อุปกรณ์เคลื่อนที่) หรือสิ่งที่ลูกค้าเป็น (เช่น ข้อมูลไบโอเมตริก)
การตรวจสอบและอัปเดตด้านความปลอดภัยเป็นประจํา: Afterpay/Clearpay ตรวจสอบการรักษาความปลอดภัยเป็นประจําเพื่อระบุหาและแก้ไขช่องโหว่ ซึ่งช่วยให้มั่นใจได้ว่ามาตรการป้องกันที่มีอยู่นั้นทันต่อภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่พัฒนาและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การประเมินและการทดสอบการเจาะข้อมูลเป็นประจําเป็นขั้นตอนหนึ่งในแนวทางการระบุและแก้ไขจุดอ่อนด้านการรักษาความปลอดภัยของ Afterpay
API ที่ปลอดภัยสําหรับธุรกิจ: Afterpay/Clearpay มีส่วนต่อประสานโปรแกรมประยุกต์ (API) สําหรับการผสานการทํางานกับแพลตฟอร์มของธุรกิจ API เหล่านี้ออกแบบมาเพื่อปกป้องข้อมูลที่ระบบของธุรกิจกับ Afterpay ถ่ายโอนแลกเปลี่ยนกัน
การคุ้มครองข้อมูลลูกค้า: Afterpay/Clearpay มีนโยบายสําหรับการป้องกันข้อมูลลูกค้า ซึ่งรวมถึงการจํากัดการเข้าถึงข้อมูลของบุคลากรที่ได้รับอนุญาตและใช้โซลูชันการจัดเก็บข้อมูลที่ปลอดภัย
การจัดการความเสี่ยง: Afterpay/Clearpay ใช้การตรวจสอบธุรกรรมแบบเรียลไทม์ที่สามารถตรวจจับและตอบสนองต่อกิจกรรมที่ผิดปกติได้ ยิ่งไปกว่านั้น ทางแพลตฟอร์มยังใช้ระบบให้คะแนนการฉ้อโกงขั้นสูงและเทคโนโลยีแมชชีนเลิร์นนิงที่มีวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องเมื่อได้รับข้อมูลใหม่ๆ ทำให้เทคโนโลยีมีประสิทธิภาพขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ ฟีเจอร์การจำกัดความถี่ยังคอยตรวจสอบรูปแบบธุรกรรม จึงช่วยเพิ่มการรักษาความปลอดภัยอีกชั้นหนึ่งในการป้องกันธุรกรรมที่เป็นการฉ้อโกง
เครื่องมือป้องกันการสูญเสียข้อมูล (DLP): Afterpay/Clearpay ยังมีเครื่องมือสําหรับป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลทั้งภายในและภายนอกด้วย
การทํางานกับ Afterpay/Clearpay
ธุรกิจต้องปฏิบัติตามข้อกําหนดทางเทคนิค กฎหมาย และข้อบังคับบางอย่างจึงจะใช้ Afterpay/Clearpay เป็นวิธีการชำระเงินได้ ข้อกําหนดเบื้องต้น ได้แก่ ต้องเป็นธุรกิจจดทะเบียนและมีใบอนุญาตอย่างถูกต้องในทุกภูมิภาคที่ดําเนินงาน รวมทั้งปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับด้านภาษีทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง เช่น ขั้นตอนปฏิบัติว่าด้วยการฟอกเงิน (AML) ตลอดจนกระบวนการรู้จักลูกค้าของคุณ (KYC) และกฎหมายความเป็นส่วนตัวของข้อมูล เช่น GDPR หรือกฎหมายความเป็นส่วนตัวของผู้บริโภคแห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย (CCPA) นอกจากนี้ ธุรกิจจะต้องมีคุณสมบัติตรงตามข้อกําหนดทางเทคนิคต่อไปนี้จึงจะร่วมงานกับ Afterpay ได้
ความเข้ากันได้กับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ: ธุรกิจที่ต้องการรับชําระเงินผ่าน Afterpay ต้องมีร้านค้าออนไลน์ที่รองรับ Afterpay/Clearpay มีปลั๊กอินและ API ที่จะผสานการทํางานกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซทั่วไป เช่น Shopify, WooCommerce และ Magento ซึ่งจะเชื่อมต่อเกตเวย์การชําระเงินของ Afterpay กับระบบการชําระเงินออนไลน์
การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่เสถียร: สัญญาณอินเทอร์เน็ตที่เสถียรจําเป็นอย่างมากต่อการประมวลผลธุรกรรมด้วย Afterpay/Clearpay อย่างราบรื่น
การปฏิบัติตามข้อกําหนด PCI DSS: ธุรกิจต้องปฏิบัติตาม PCI DSS เพื่อให้จัดการข้อมูลบัตรได้อย่างปลอดภัย
หากธุรกิจมีคุณสมบัติตามข้อกําหนดทางเทคนิคเหล่านี้ ธุรกิจจะเริ่มตั้งค่าเป็นผู้ค้าของ Afterpay/Clearpay ได้โดยทําตามขั้นตอนต่อไปนี้
ใบสมัครออนไลน์: ธุรกิจจะต้องส่งข้อมูลเบื้องต้นของธุรกิจและรายละเอียดทางการเงินไปยัง Afterpay/Clearpay ผ่านแบบฟอร์มใบสมัครออนไลน์ที่ปลอดภัย รวมทั้งยื่นหลักฐานยืนยันตัวตนของธุรกิจและการเป็นเจ้าของธุรกิจเพื่อยืนยันตัวตนของธุรกิจ ทีมของ Afterpay จะตรวจสอบใบสมัครและส่งคำตัดสินภายในระยะเวลาที่กําหนด
การตั้งค่าบัญชี: หากใบสมัครได้รับการอนุมัติ ธุรกิจจะต้องลงทะเบียนกับ Afterpay/Clearpay เพื่อสร้างบัญชีผู้ค้า โดยอาจมีการประเมินความมั่นคงทางการเงินและความน่าเชื่อถือทางเครดิตของธุรกิจในระหว่างกระบวนการนี้ หลังจากลงทะเบียนเสร็จแล้ว ธุรกิจจะต้องเปิดใช้งานบัญชีดังกล่าวเพื่อตั้งค่าการชําระเงิน
การเชื่อมต่อการทํางาน: จากนั้น ธุรกิจจะต้องเชื่อมต่อการทํางานของ Afterpay/Clearpay เข้ากับระบบการชําระเงินของตน โดยสามารถเลือกการเชื่อมต่อการทํางานด้วย API แบบต่างๆ หรือใช้ปลั๊กอินสําเร็จรูปสําหรับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยอดนิยม ขึ้นอยู่กับว่าวิธีใดเหมาะกับความสามารถทางเทคนิคและแพลตฟอร์มของธุรกิจมากที่สุด การเชื่อมต่อการทํางานกับ Afterpay จะช่วยให้ธุรกิจเพิ่มวิธีการชําระเงินนี้ลงในขั้นตอนชําระเงินของตนได้ทั้งในร้านค้าและทางออนไลน์
การทดสอบก่อนการใช้งาน: ธุรกิจควรทําการทดสอบอย่างละเอียดก่อนเริ่มรับการชําระเงินจริง นอกจากนี้ยังควรยืนยันว่า Afterpay/Clearpay รองรับสกุลเงินและประเทศที่ธุรกิจทำธุรกรรมก่อนจะเชื่อมต่อการทํางานกับวิธีการชําระเงินนี้
ธุรกิจที่ใช้ Stripe เป็นผู้ประมวลผลการชําระเงิน สามารถตั้งค่า Afterpay/Clearpay ผ่าน Stripe ได้ โดยทำตามขั้นตอนต่อไปนี้
ยืนยันว่ามีบัญชี Stripe ที่ใช้งานอยู่: ธุรกิจควรยืนยันว่าแพลตฟอร์มของตนรองรับการเชื่อมต่อการทํางานทั้งของ Stripe และ Afterpay/Clearpay และจะต้องเชื่อมต่อการทํางาน API ของ Stripe เข้ากับแพลตฟอร์ม หากยังไม่ได้ดําเนินการ
เปิดใช้งาน Afterpay/Clearpay เป็นวิธีการชําระเงิน: ธุรกิจต้องเปิดใช้งาน Afterpay ภายในบัญชี Stripe ซึ่งอาจจะต้องทำการยืนยันเพิ่มเติม
ทดสอบฟังก์ชันการทํางาน: ธุรกิจจะทดสอบฟังก์ชันของวิธีการชําระเงินได้ในสภาพแวดล้อมการทดสอบของ Stripe
ปฏิบัติตามข้อกําหนดของ PCI รวมทั้งกฎหมายและระเบียบข้อบังคับของท้องถิ่น: ธุรกิจสามารถแสดงข้อตกลงสำหรับผู้ใช้และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Stripe ไว้อย่างชัดเจนบนเว็บไซต์ของตัวเอง ซึ่งครอบคลุมการใช้ Stripe และ Afterpay/Clearpay
ตรวจสอบธุรกรรมเป็นประจํา: หลังจากเริ่มใช้งาน ธุรกิจควรตรวจสอบปัญหาหรือรูปแบบที่ผิดปกติเป็นประจํา
ตัวเลือกอื่นๆ นอกเหนือจาก Afterpay/Clearpay
ตลาดหลักของ Afterpay แต่ละแห่งมีทางเลือกในการชําระเงินที่หลากหลาย ในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ Afterpay เป็นผู้นําตลาด BNPL แต่ก็ต้องแข่งขันกับคู่แข่งหลายราย เช่น Zip, Humm และ Laybuy ส่วนในอเมริกาเหนือ Klarna และ Affirm เป็นคู่แข่งหลักในตลาด BNPL Afterpay/Clearpay มีส่วนแบ่งตลาดค่อนข้างน้อยในตลาด BNPL ของยุโรป ซึ่งมี Klarna เป็นเจ้าตลาด แต่เป็นผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดซื้อตอนนี้ จ่ายทีหลังของสหราชอาณาจักร โดยที่คู่แข่งคือ Klarna และ Laybuy
คู่แข่งหลักของ Afterpay/Clearpay ได้แก่
Klarna: Klarna เป็นธุรกิจยักษ์ใหญ่ด้าน BNPL ในสวีเดนที่มีชื่อเสียงทั้งในยุโรปและอเมริกาเหนือ ทั้งยังมีตัวเลือกการชําระเงินคล้ายกับ Afterpay/Clearpay เช่น แผนการชําระเงิน “Pay in 4” และ “Pay in 30 days”
Zip: Zip เป็นผู้ให้บริการ BNPL ของออสเตรเลียที่กําลังเติบโตอย่างรวดเร็วโดยมีฐานที่มั่นในออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และสหรัฐอเมริกา Zip มีตัวเลือกการชําระเงินที่หลากหลาย รวมถึงแผนผ่อนชําระแบบปลอดดอกเบี้ยในออสเตรเลีย (เลือกผ่อนชำระเป็นรายสัปดาห์ รายสองสัปดาห์ หรือรายเดือน) หรือการชำระเงินแบบ “Pay in 4” ในตลาดอื่นๆ
Sezzle: Sezzle คือบริษัท BNPL ในสหรัฐอเมริกาที่มีแผนการชำระเงินแบบ “Pay in 2,” “Pay in 4” และ “Pay Monthly” บริษัทเน้นให้บริการในตลาดสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก แต่เมื่อไม่นานมานี้ได้ขยายธุรกิจไปยังแคนาดาด้วยเช่นกัน
Affirm: Affirm คือผู้ให้บริการ BNPL ในสหรัฐอเมริกาที่มีบริการจัดหาเงินทุนระยะยาว ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะเหมาะกับการซื้อที่มีมูลค่าสูง โดยบริษัทเป็นพาร์ทเนอร์ที่ดีกับผู้ค้าปลีกรายใหญ่ เช่น Peloton และ Wayfair
Laybuy: Laybuy เป็นบริษัท BNPL ในนิวซีแลนด์ที่ดำเนินธุรกิจอยู่ในออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และสหราชอาณาจักร และมีตัวเลือกการชําระเงินแบบ “Pay in 6”
บัตรเครดิต: ถึงแม้ว่าบัตรเครดิต จะมีข้อกําหนดและอัตราดอกเบี้ยแตกต่างจากบริการ BNPL แต่ยังคงเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจเนื่องจากเป็นการชำระเงินที่มีความยืดหยุ่น
บัตรเดบิตและการโอนเงินผ่านธนาคาร: ธนาคารบางแห่งมีฟีเจอร์ "ซื้อตอนนี้ จ่ายทีหลัง" ที่เชื่อมโยงกับบัตรเดบิตหรือบัญชีธนาคาร ซึ่งใช้ฟังก์ชันที่คล้ายคลึงกันกับบริการ BNPL
การจัดหาเงินทุนที่จุดขาย: ผู้ค้าปลีกบางรายเสนอบริการจัดหาเงินทุนของตนเองในขั้นตอนการชําระเงิน เพื่อเป็นทางเลือกทดแทนบริการ BNPL
Alternatives to Afterpay/Clearpay
Each of Afterpay’s primary markets has several competing payment alternatives. In Australia and New Zealand, Afterpay is the BNPL market leader. But it faces stiff competition from Zip, Humm, and Laybuy. In North America, Klarna and Affirm are the main competitors in the BNPL market. Afterpay/Clearpay has a relatively small market share in the European BNPL market—where Klarna dominates—but it’s a major player in the UK, where its competitors are Klarna and Laybuy.
The main competitors of Afterpay/Clearpay are outlined below:
|
Alternative |
Type |
Primary market |
Key features |
|---|---|---|---|
|
Klarna |
BNPL provider |
EU, North America |
Pay in 4, Pay in 30 days; market leader in Europe |
|
Zip |
BNPL provider |
Australia, New Zealand, US |
Interest-free installments (weekly/fortnightly/monthly in AU); Pay in 4 elsewhere |
|
Sezzle |
BNPL provider |
US, Canada |
Pay in 2, Pay in 4, Pay Monthly |
|
Affirm |
BNPL provider |
US |
Longer-term financing for larger purchases; partners with major retailers (e.g., Peloton, Wayfair) |
|
Laybuy |
BNPL provider |
New Zealand, Australia, UK |
Pay in 6 installment plan |
|
Credit cards |
Traditional payment method |
Global |
Flexible payments; different interest rates and terms than BNPL |
|
Debit cards and bank transfers |
Traditional / bank-based payments |
Global |
Some banks offer BNPL-style features linked to accounts or cards |
|
Point-of-sale financing |
Retailer financing |
Varies by retailer/region |
Installment plans offered directly by merchants at checkout |
Stripe Payments ช่วยเหลือคุณได้อย่างไร
Stripe Payments มอบโซลูชันการชำระเงินระดับโลกแบบครบวงจรที่ช่วยให้ธุรกิจใดๆ ตั้งแต่สตาร์ทอัพที่กำลังเติบโตไปจนถึงองค์กรระดับโลกรับชำระเงินออนไลน์ ที่จุดขาย และทั่วโลกได้
Stripe Payments สามารถช่วยคุณทำสิ่งต่อไปนี้
- เพิ่มประสิทธิภาพให้ประสบการณ์การชำระเงินของคุณ: สร้างประสบการณ์ที่ราบรื่นให้กับลูกค้าและประหยัดเวลาในการทำงานวิศวกรรมได้หลายพันชั่วโมงด้วย UI การชำระเงินที่สร้างไว้ให้แล้ว, สิทธิ์เข้าถึงวิธีการชำระเงินมากกว่า 125 วิธี และ Link ซึ่งเป็นกระเป๋าเงินที่สร้างโดย Stripe
- ขยายไปสู่ตลาดใหม่ๆ ได้เร็วขึ้น: เข้าถึงลูกค้าทั่วโลกและลดความซับซ้อนและค่าใช้จ่ายในการจัดการหลายสกุลเงินด้วยตัวเลือกการชำระเงินข้ามพรมแดนที่มีให้บริการใน 195 ประเทศและกว่า 135 สกุลเงิน
- รวมการชำระเงินที่จุดขายและทางออนไลน์ไว้ด้วยกัน: สร้างประสบการณ์การค้าแบบแพลตฟอร์มรวมในช่องทางออนไลน์และที่จุดขายเพื่อปรับแต่งการโต้ตอบ ตอบแทนความภักดี และเพิ่มรายได้
- ปรับปรุงประสิทธิภาพการชำระเงิน: เพิ่มรายรับด้วยเครื่องมือการชำระเงินที่กำหนดเองได้และปรับแต่งได้ง่ายๆ ซึ่งรวมถึงระบบป้องกันการฉ้อโกงแบบไม่ต้องเขียนโค้ดและความสามารถขั้นสูงเพื่อเพิ่มอัตราการอนุมัติ
- เดินหน้าได้เร็วขึ้นด้วยแพลตฟอร์มที่ยืดหยุ่นและเชื่อถือได้เพื่อการเติบโต: สร้างบนแพลตฟอร์มที่ออกแบบมาเพื่อขยับขยายไปพร้อมกับคุณ โดยมีระยะเวลาให้บริการที่แทบจะไม่หยุดทำงานเลย และมีความน่าเชื่อถือระดับแนวหน้าของวงการ
ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีที่ Stripe Payments สามารถช่วยให้คุณรับการชำระเงินออนไลน์และที่จุดขายได้ หรือเริ่มใช้งานเลยวันนี้
เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นคําแนะนําทางกฎหมายหรือภาษี Stripe ไม่รับประกันหรือรับประกันความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ความไม่เพียงพอ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในบทความ คุณควรขอคําแนะนําจากทนายความที่มีอํานาจหรือนักบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอํานาจศาลเพื่อรับคําแนะนําที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ