ธุรกรรมแบบแสดงบัตรจริง (CP) และแบบไม่ต้องแสดงบัตร (CNP) มีบทบาทที่แตกต่างกันในวิธีการรับชำระเงินของธุรกิจ ธุรกรรมแบบ CP มักเกิดขึ้นในสถานที่ตั้งจริงที่ลูกค้าแตะ เสียบ หรือรูดบัตร ส่วนธุรกรรมแบบ CNP จะรองรับการชำระเงินทางออนไลน์ ผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ และการชำระเงินจากระยะไกล ปัจจุบันธุรกิจมักจะพึ่งพาธุรกรรมแบบใดแบบหนึ่งหรือทั้งสองแบบเพื่อตอบสนองความคาดหวังของลูกค้า แต่ในการที่จะพิจารณาถึงข้อได้เปรียบ ความท้าทายที่อาจเกิดขึ้น และความเหมาะสมสำหรับโมเดลธุรกิจที่แตกต่างกันนั้น ธุรกิจต้องเข้าใจประเภทของธุรกรรมเหล่านี้ในเชิงลึกเสียก่อน
ด้านล่างนี้เราจะเปรียบเทียบธุรกรรมแบบ CP และแบบ CNP โดยเน้นให้เห็นถึงความแตกต่างที่สำคัญและปัจจัยต่างๆ ที่ธุรกิจควรพิจารณาเมื่อตัดสินใจเลือกแนวทางที่รองรับการดำเนินธุรกิจของตนได้ดีที่สุด
เนื้อหาหลักในบทความ
- ธุรกรรมแบบแสดงบัตรจริงคืออะไร
- ประโยชน์และความท้าทายของธุรกรรมแบบแสดงบัตรจริง
- ธุรกรรมแบบไม่ต้องแสดงบัตรคืออะไร
- ประโยชน์และความท้าทายของธุรกรรมแบบไม่ต้องแสดงบัตร
- ธุรกรรมแบบแสดงบัตรจริงเทียบกับธุรกรรมแบบไม่ต้องแสดงบัตร: วิธีเลือกตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับธุรกิจของคุณ
- วิธีการรับธุรกรรมแบบ CP และ CNP
- Stripe Payments ช่วยอะไรได้บ้าง
ธุรกรรมแบบแสดงบัตรจริงคืออะไร
ธุรกรรมแบบแสดงบัตรจริง (CP) หมายถึงวิธีการชำระเงินที่เจ้าของบัตรยื่นบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิตจริงให้แก่ผู้ค้า ณ ระบบบันทึกการขาย ส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นในร้านค้าที่มีหน้าร้านจริง ซึ่งลูกค้าจะรูดบัตร เสียบบัตร หรือแตะบัตรที่เครื่องอ่านบัตร
คุณสมบัติที่โดดเด่นของธุรกรรมแบบ CP คือทั้งเจ้าของบัตรและบัตรชำระเงินมีการแสดงตัวจริง ทำให้ธุรกิจสามารถตรวจสอบธุรกรรมได้แบบเรียลไทม์ ธุรกรรมแบบ CP ใช้เครื่องอ่านบัตรหรือเทอร์มินัลระบบบันทึกการขาย (POS) เพื่ออ่านข้อมูลบัตร และมักจะกำหนดให้เจ้าของบัตรลงลายมือชื่อหรือกดเลขยืนยันตัวตน (PIN) เพื่อทำธุรกรรมให้เสร็จสิ้น
ประโยชน์และความท้าทายของธุรกรรมแบบแสดงบัตรจริง
ธุรกรรมแบบ CP เป็นหัวใจหลักของการค้าที่เกิดขึ้นในทุกวัน และธุรกรรมประเภทที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ใช้เมื่อซื้อสินค้าจากหน้าร้าน เช่นเดียวกับธุรกรรมประเภทอื่น ธุรกรรมแบบ CP มีข้อดีและความท้าทายที่ธุรกิจต้องทำความเข้าใจ
ประโยชน์ของธุรกรรมแบบแสดงบัตรจริง:
การรักษาความปลอดภัยขั้นสูง: หนึ่งในประโยชน์หลักของธุรกรรมแบบ CP คือการเพิ่มความปลอดภัย การแสดงตัวของทั้งเจ้าของบัตรและบัตรจริง ณ ระบบบันทึกการขาย ทำให้พนักงานขายสามารถยืนยันตัวตนของเจ้าของบัตรได้ จึงช่วยลดโอกาสที่จะเกิดธุรกรรมที่ฉ้อโกง
ต้นทุนการทำธุรกรรมต่ำลง: เนื่องจากธุรกรรมแบบ CP ถือว่ามีความเสี่ยงน้อยกว่าธุรกรรมแบบไม่ต้องแสดงบัตร ค่าธรรมเนียมในการดำเนินการสำหรับธุรกรรมแบบ CP จึงมักจะต่ำกว่า ซึ่งอาจหมายถึงธุรกิจจะประหยัดต้นทุนได้มากเมื่อเวลาผ่านไป
การประมวลผลการชำระเงินแบบทันที: ธุรกรรมแบบ CP จะประมวลผลแบบเรียลไทม์ และธุรกิจจะได้รับการยืนยันการชำระเงินที่สำเร็จในทันที ซึ่งหมายความว่าธุรกรรมจะเสร็จสมบูรณ์อย่างรวดเร็ว ช่วยยกระดับประสบการณ์การซื้อสินค้าของลูกค้า
ความท้าทายของธุรกรรมแบบแสดงบัตรจริง:
ความจำเป็นในการใช้ฮาร์ดแวร์จริง: ธุรกรรมแบบ CP ต้องใช้ระบบ POS เพื่อประมวลผลบัตรชำระเงิน ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคสำหรับธุรกิจขนาดเล็กหรือธุรกิจที่อยู่ห่างไกลที่อาจหาหรือดูแลรักษาระบบอุปกรณ์เหล่านี้ได้ยาก
ความเป็นไปได้ที่ฮาร์ดแวร์จะผิดปกติ: ฮาร์ดแวร์ใดก็ตามรวมถึงเทอร์มินัล POS อาจทำงานผิดปกติหรือเสียหายได้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ ดังนั้นธุรกิจจะต้องเตรียมพร้อมแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างรวดเร็วเพื่อป้องกันการสูญเสียยอดขาย
ความเสี่ยงต่อการฉ้อโกงในธุรกรรมแบบแสดงบัตรจริง: แม้ว่าธุรกรรม CP จะถือว่ามีความปลอดภัยมากกว่า แต่ก็ไม่ได้ปลอดภัยจากการฉ้อโกง 100% และยังคงมีความเสี่ยงเนื่องจากบัตรปลอม บัตรที่ถูกขโมยมา หรือการคัดลอกข้อมูลบัตร (Card Skimming) ซึ่งผู้ฉ้อโกงจะดักจับข้อมูลบัตรจากแถบแม่เหล็ก
จำกัดเฉพาะการขายที่จุดขาย: ตามคำจำกัดความแล้ว ธุรกรรมแบบ CP เกิดขึ้นได้ต่อเมื่อลูกค้ามาแสดงตนเท่านั้น ซึ่งเป็นการจำกัดการเข้าถึงตลาดของธุรกิจเมื่อเทียบกับธุรกรรมออนไลน์
ธุรกรรมแบบไม่ต้องแสดงบัตรคืออะไร
ธุรกรรมแบบไม่ต้องแสดงบัตร (CNP) หมายถึงธุรกรรมที่เกิดขึ้นทางออนไลน์ ทางโทรศัพท์ หรือผ่านคำสั่งซื้อทางไปรษณีย์ ซึ่งเจ้าของบัตรไม่ได้แสดงบัตรจริงให้กับผู้ค้าในเวลาที่ชำระเงิน ในสถานการณ์เหล่านี้ ผู้ค้าต้องพึ่งพาลูกค้าเพื่อให้รายละเอียดของบัตรที่จำเป็น (เช่น หมายเลขบัตร วันหมดอายุ และรหัส CVV) เพื่อดำเนินการการชำระเงิน
เนื่องจากธุรกรรมเหล่านี้อาจมีความเสี่ยงที่สูงกว่าในการเกิดการฉ้อโกง อันเนื่องมาจากการขาดการยืนยันบัตรจริง ธุรกรรมเหล่านี้จึงมักต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัยเพิ่มเติม เช่น ระบบตรวจสอบที่อยู่ (AVS) หรือการใช้รหัสรักษาความปลอดภัย
ด้วยยอดขายอีคอมเมิร์ซทั่วโลกที่คาดว่าจะแตะระดับมากกว่า 8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2028 จึงเห็นได้ชัดว่าธุรกรรม CNP เป็นส่วนสำคัญในธุรกรรมแบบผสมผสานสำหรับธุรกิจจำนวนมาก
ประโยชน์และความท้าทายของธุรกรรมแบบไม่ต้องแสดงบัตร
ธุรกรรมแบบ CNP มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากความนิยมในการดำเนินธุรกิจทั้งในแบบดิจิทัลและระยะไกล โดยอำนวยความสะดวกให้การค้าทั่วโลก เพิ่มความยืดหยุ่นให้ลูกค้าซื้อสินค้าและบริการได้ทุกที่ทุกเวลาโดยไม่จำเป็นต้องไปที่หน้าร้าน แต่ธุรกรรมเหล่านี้ก็มีความเสี่ยงอยู่ โดยเฉพาะโอกาสเกิดการฉ้อโกงที่เพิ่มขึ้น ธุรกิจควรเข้าใจข้อดีข้อเสียของธุรกรรมแบบ CNP เพื่อให้จัดการธุรกรรมเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ข้อดี
การขยายการเข้าถึงตลาด: ธุรกรรมแบบ CNP ทลายอุปสรรคทางภูมิศาสตร์โดยช่วยให้ธุรกิจสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าทั่วโลก ซึ่งช่วยขยายฐานลูกค้าและโอกาสด้านรายรับของธุรกิจได้อย่างมาก
การเพิ่มความสะดวกให้ลูกค้า: ธุรกรรมแบบ CNP ทำให้ลูกค้าซื้อของได้ทุกที่ทุกเวลา ซึ่งช่วยยกระดับประสบการณ์การช็อปปิ้งโดยรวมให้ดีขึ้น
การลดต้นทุนการดำเนินงาน: การมีหน้าร้านมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานมากมาย เช่น ค่าเช่า ค่าสาธารณูปโภคและค่าแรงพนักงาน ธุรกรรมแบบ CNP ซึ่งมักใช้ทรัพยากรในการจัดการน้อยกว่าจึงช่วยลดต้นทุนเหล่านี้ได้
การเพิ่มโอกาสในการขาย: ธุรกรรมแบบ CNP ช่วยให้ธุรกิจมีโอกาสในการขายเพิ่มขึ้น เช่น การซื้อทางออนไลน์แบบไม่ได้วางแผนล่วงหน้า การขายต่อยอด และการขายพ่วง ซึ่งมักทำในสภาพแวดล้อมแบบหน้าร้านได้ยากกว่า
ความท้าทาย
ความเสี่ยงด้านการฉ้อโกงที่สูงขึ้น: เนื่องจากไม่มีการแสดงตัวเจ้าของบัตรขณะทำธุรกรรม ธุรกิจจึงยืนยันตัวตนของลูกค้าได้ยากกว่า ทำให้มีความเสี่ยงต่อธุรกรรมที่เป็นการฉ้อโกงสูงขึ้น
ค่าธรรมเนียมการประมวลผลที่สูงขึ้น: เนื่องจากความเสี่ยงที่สูงกว่าของธุรกรรมแบบ CNP ผู้ประมวลผลการชำระเงินจังมักจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมที่สูงกว่าสำหรับธุรกรรมประเภทนี้
ปัญหาด้านความเชื่อมั่นของลูกค้า: เนื่องจากธุรกรรมเกิดขึ้นจากระยะไกล ลูกค้าอาจมีความกังวลด้านความปลอดภัยในการให้รายละเอียดของบัตร ซึ่งอาจส่งผลต่ออัตราคอนเวอร์ชันได้
ความเสี่ยงจากการโต้แย้งการชำระเงินและการดึงเงินคืน: ธุรกรรมแบบ CNP มีแนวโน้มที่จะเกิดการโต้แย้งการชำระเงินและการดึงเงินคืนมากกว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะลูกค้าสั่งซื้อได้โดยไม่ต้องอยู่ที่หน้าร้านจริงเพื่อยืนยันสินค้าที่ซื้อ
เนื่องจากธุรกรรมแบบ CNP ได้รับความนิยมและจำเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะการซื้อขายเปลี่ยนมาใช้ช่องทางออนไลน์มากขึ้น ธุรกิจต่างๆ จึงต้องพิจารณาทั้งโอกาสและความท้าทายที่มีอยู่ด้วย กุญแจสำคัญในการจัดการธุรกรรมแบบ CNP ให้ประสบความสำเร็จคือการลดความเสี่ยงไปพร้อมๆ กับการเพิ่มประโยชน์ให้ได้สูงสุด เช่น การใช้กลไกการป้องกันการฉ้อโกงที่รัดกุม และการเลือกผู้ประมวลผลการชำระเงินที่น่าเชื่อถือซึ่งให้บริการประมวลผลธุรกรรมแบบ CNP ที่ปลอดภัย
ธุรกรรมแบบแสดงบัตรจริงเทียบกับธุรกรรมแบบไม่ต้องแสดงบัตร: วิธีเลือกตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับธุรกิจของคุณ
เมื่อต้องเลือกระหว่างธุรกรรมแบบแสดงบัตรจริง (CP) และแบบไม่ต้องแสดงบัตร (CNP) ธุรกิจต้องพิจารณาผลกระทบต่อประสบการณ์ของลูกค้าและรูปแบบการขาย
ธุรกรรมแบบแสดงบัตรจริงมีความสำคัญสำหรับร้านค้าที่มีหน้าร้าน ซึ่งลูกค้าจะรูดบัตร เสียบบัตร หรือแตะบัตรที่ระบบบันทึกการขาย ในทางตรงกันข้าม ธุรกรรมแบบไม่ต้องแสดงบัตรเป็นพื้นฐานสำคัญของอีคอมเมิร์ซ ซึ่งลูกค้ากรอกรายละเอียดการชำระเงินทางออนไลน์โดยไม่ต้องแสดงบัตรจริง
การเข้าใจความแตกต่างเหล่านี้จะช่วยให้ธุรกิจตัดสินใจได้ว่าธุรกรรมประเภทใดสอดคล้องกับกลยุทธ์และความคาดหวังของลูกค้ามากที่สุด ต่อไปนี้คือขั้นตอนเบื้องต้นที่ควรดำเนินการ
พิจารณาสภาพแวดล้อมการขายของคุณ
ตรวจสอบว่าจริงๆ แล้วลูกค้าของคุณทำธุรกรรมจนเสร็จสิ้นที่จุดไหน
หน้าร้านจริง: หากการขายเกิดขึ้นที่เคาน์เตอร์ คุณก็ควรใช้ธุรกรรมแบบ CP ลูกค้าจะทำรายการผ่านเทอร์มินัลด้วยการรูด เสียบ หรือแตะบัตร
ร้านค้าดิจิทัล: หากคุณขายผ่านเว็บไซต์หรือแอปบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ เท่ากับว่าคุณกำลังประมวลผลธุรกรรมแบบ CNP โดยลูกค้าจะกรอกรายละเอียดด้วยตนเองผ่านเกตเวย์ที่ปลอดภัย
รูปแบบไฮบริด: ธุรกิจสมัยใหม่หลายแห่งไม่ได้อยู่ในโลกใดโลกหนึ่งเพียงอย่างเดียว หากคุณรับคำสั่งซื้อทางโทรศัพท์หรือให้ลูกค้ามารับสินค้าในร้านหลังจากที่สั่งซื้อทางออนไลน์ แสดงว่าคุณใช้รูปแบบไฮบริด
เปรียบเทียบต้นทุน การเข้าถึง และความเสี่ยงจากการฉ้อโกง
ธุรกรรมแต่ละประเภทมีทั้งประโยชน์และข้อเสียที่อาจเกิดขึ้น
|
คุณสมบัติ |
แบบแสดงบัตรจริง |
ชำระโดยไม่ได้แสดงบัตร |
|---|---|---|
|
ค่าธรรมเนียมธุรกรรม |
โดยทั่วไปต่ำกว่าเนื่องจากความเสี่ยงต่ำกว่า |
สูงกว่าเพื่อให้ครอบคลุมต้นทุนในการป้องกันการฉ้อโกง |
|
ขอบเขตทางภูมิศาสตร์ |
จำกัดเฉพาะร้านค้าที่มีหน้าร้าน |
ทั่วโลก: สามารถขายให้ใครก็ได้ที่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต |
|
โอกาสที่จะเกิดการฉ้อโกง |
น้อยมาก: บัตรจริงและชิป EMV มีความปลอดภัยสูง |
สูงกว่า: โดยทั่วไปจำเป็นต้องมีการเข้ารหัสที่รัดกุมและ 3-D Secure |
จับคู่ประเภทธุรกรรมกับโมเดลธุรกิจของคุณ
เลือกวิธีการที่สอดคล้องกับปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนรายรับของคุณ:
ร้านค้าปลีกและร้านอาหารในท้องถิ่น: ให้ความสำคัญกับกลยุทธ์ที่เน้นการแสดงบัตรจริงเป็นอันดับแรก ลงทุนในระบบ POS ที่ทันสมัยเพื่อให้มีค่าธรรมเนียมต่ำและช่วยระบายคิวลูกค้าได้เร็ว
อีคอมเมิร์ซและ SaaS แบบการชำระเงินตามรอบบิล: มุ่งเน้นไปที่โครงสร้างพื้นฐานที่เน้น CNP เป็นอันดับแรก เนื่องจากการเข้าถึงของคุณคือทั่วโลก สิ่งที่คุณต้องให้ความสำคัญจึงเป็นการชำระเงินทางดิจิทัลที่ราบรื่นและการป้องกันการฉ้อโกงที่แข็งแกร่ง
วางแผนการค้าแบบหลายช่องทางหากคุณขายในสถานที่มากกว่าหนึ่งแห่ง
หากคุณเปิดดำเนินการทั้งร้านที่มีหน้าร้านจริงและร้านค้าออนไลน์ ให้หลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดในการมุ่งเน้นไปที่ฝั่งใดฝั่งหนึ่ง ระบบที่กระจัดกระจายจะนำไปสู่ข้อมูลที่ยุ่งเหยิงและลูกค้าที่หงุดหงิด
มุ่งเน้นกลยุทธ์การชำระเงินที่รวมเป็นหนึ่งเดียว ด้วยการรวมยอดขายทั้งแบบหน้าร้านและออนไลน์ไว้ในแดชบอร์ดเดียว ช่วยให้คุณมอบสิทธิประโยชน์ข้ามช่องทางได้อย่างราบรื่น เช่น การคืนสินค้าที่ซื้อจากออนไลน์ได้ที่หน้าร้าน พร้อมทั้งได้รับข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้จ่ายของลูกค้าที่ละเอียดและครอบคลุมยิ่งขึ้น
เลือกผู้ให้บริการชำระเงินที่รองรับกลยุทธ์ของคุณ
ผู้ให้บริการชำระเงินของคุณควรเป็นพาร์ทเนอร์ ไม่ใช่แค่เครื่องมืออำนวยความสะดวก ควรมองหาผู้ประมวลผลที่มีข้อดีดังต่อไปนี้
ความสามารถในการขยาย: ผู้ประมวลผลสามารถรองรับการเติบโตของคุณจากที่ตั้งหนึ่งแห่งเป็น 10 แห่ง หรือจากในประเทศเป็นระหว่างประเทศได้หรือไม่
คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ: ผู้ประมวลผลให้คำแนะนำเชิงรุกในการลดการดึงเงินกลับและรับมือกับการปฏิบัติตามข้อกำหนด (เช่น PCI DSS) หรือไม่
การสนับสนุนทางเทคนิค: มองหาบริการช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อไม่ให้ระบบขัดข้องเพียงครั้งเดียวมาหยุดชะงักช่วงเวลาขายดีของคุณ
รายการตรวจสอบเพื่อการตัดสินใจ
การเลือกระหว่าง CP, CNP หรือโมเดลไฮบริดเป็นการตัดสินใจทั้งทางเทคนิคและการเงิน ในการค้นหาตัวเลือกที่เหมาะสม ควรชั่งน้ำหนักปัจจัยทั้ง 5 ประการนี้กับเป้าหมายทางธุรกิจปัจจุบันของคุณ
พิจารณาสถานที่ขายหลักของคุณ: หากรายรับ 90% ของคุณเกิดขึ้นผ่านหน้าเคาน์เตอร์ ก็ควรให้ความสำคัญกับ CP เพื่อให้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานต่ำ หากคุณขายออนไลน์เป็นหลัก ก็ควรเน้น CNP ที่ปรับให้เหมาะกับอุปกรณ์เคลื่อนที่
ประเมินความอ่อนไหวของคุณต่อค่าธรรมเนียม: หากธุรกิจของคุณมีอัตรากำไรค่อนข้างบาง อัตราค่าธรรมเนียมกลางที่ถูกกว่าของธุรกรรมแบบ CP อาจเป็นปัจจัยสำคัญต่อกำไรสุทธิของคุณ
พิจารณาความสามารถในการยอมรับความเสี่ยง: ธุรกรรมแบบ CNP มีความเสี่ยงในการดึงเงินคืนสูงกว่า หากคุณขายสินค้ามูลค่าสูงทางออนไลน์ ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าผู้ให้บริการของคุณมีการป้องกันการฉ้อโกงขั้นสูงและรองรับโปรโตคอล 3-D Secure
คำนวณมูลค่าการทำธุรกรรมเฉลี่ย (ATV): สำหรับการซื้อสินค้าจำนวนเงินน้อยๆ แบบ "ปุบปับ" ความเร็วและการแตะจ่ายแบบ CP คือหัวใจหลัก แต่สำหรับสินค้าหรูหราหรือการสมัครใช้งานที่มีมูลค่าสูง ความสะดวกสบายในการเรียกเก็บเงินแบบ CNP ผ่านบัตรที่บันทึกไว้มักจะคุ้มค่ากับค่าธรรมเนียมที่สูงกว่า
วางแผนสำหรับการเติบโตทางภูมิศาสตร์: หากคุณวางแผนที่จะขยายธุรกิจไปไกลกว่าพื้นที่ที่คุณอยู่ คุณจำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐาน CNP ที่สามารถรองรับได้หลายสกุลเงิน รวมถึงการปฏิบัติตามข้อกำหนดระดับสากล (PCI DSS)
ท้ายที่สุดแล้ว การเพิ่มประสิทธิภาพให้กับขั้นตอนการชำระเงินของคุณอยู่ที่การเข้าใจถึงข้อแตกต่างที่สำคัญระหว่างธุรกรรมแบบ CP กับแบบ CNP และผลกระทบที่มีต่อธุรกิจของคุณ ข้อควรพิจารณาเหล่านี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำธุรกรรม ไปพร้อมๆ กับการปรับปรุงประสบการณ์ของลูกค้าโดยรวม
สถานที่ขายหลัก
ค่าธรรมเนียมธุรกรรม
ระดับการยอมรับความเสี่ยงจากการฉ้อโกง
มูลค่าธุรกรรมโดยเฉลี่ย
แผนการเติบโต
การปฏิบัติตามข้อกำหนดระดับสากล
วิธีการรับธุรกรรมแบบ CP และ CNP
เทคโนโลยีที่จำเป็นในการรับชำระเงินด้วยบัตรขึ้นอยู่กับวิธีที่คุณโต้ตอบกับลูกค้า ผู้ให้บริการสมัยใหม่หลายรายอนุญาตให้คุณจัดการทั้งสองอย่างได้ผ่านแพลตฟอร์มที่รวมทุกอย่างไว้ในแพลตฟอร์มเดียว
การรับการชำระเงินแบบแสดงบัตรจริง (CP): หากต้องการรับบัตรจริง คุณจะต้องมีฮาร์ดแวร์ POS ที่สามารถอ่านชิปแบบไร้สัมผัสหรือชิป EMV ได้ ซึ่งอาจรวมถึงเทอร์มินัล POS, เครื่องอ่านบัตรแบบเคลื่อนที่ หรือเทคโนโลยี Tap to Pay บนสมาร์ทโฟน
การรับการชำระเงินแบบไม่ต้องแสดงบัตรจริง (CNP): ธุรกิจดิจิทัลควรพึ่งพาซอฟต์แวร์และระบบการชำระเงิน เช่น เกตเวย์การชำระเงินสำหรับอีคอมเมิร์ซและลิงก์การชำระเงิน ซึ่งเป็น URL เฉพาะที่ส่งไปยังลูกค้าสำหรับการชำระเงินครั้งเดียวเท่านั้น
Stripe Payments ช่วยเหลือคุณได้อย่างไร
Stripe Payments มอบโซลูชันการชำระเงินระดับโลกแบบครบวงจรที่ช่วยให้ธุรกิจใดๆ ตั้งแต่สตาร์ทอัพที่กำลังเติบโตไปจนถึงองค์กรระดับโลกรับชำระเงินออนไลน์ ที่จุดขาย และทั่วโลกได้
Stripe Payments สามารถช่วยคุณทำสิ่งต่อไปนี้
- เพิ่มประสิทธิภาพให้ประสบการณ์การชำระเงินของคุณ: สร้างประสบการณ์ที่ราบรื่นให้กับลูกค้าและประหยัดเวลาในการทำงานวิศวกรรมได้หลายพันชั่วโมงด้วย UI การชำระเงินที่สร้างไว้ให้แล้ว, สิทธิ์เข้าถึงวิธีการชำระเงินมากกว่า 125 วิธี และ Link ซึ่งเป็นกระเป๋าเงินที่สร้างโดย Stripe
- ขยายไปสู่ตลาดใหม่ๆ ได้เร็วขึ้น: เข้าถึงลูกค้าทั่วโลกและลดความซับซ้อนและค่าใช้จ่ายในการจัดการหลายสกุลเงินด้วยตัวเลือกการชำระเงินข้ามพรมแดนที่มีให้บริการใน 195 ประเทศและกว่า 135 สกุลเงิน
- รวมการชำระเงินที่จุดขายและทางออนไลน์ไว้ด้วยกัน: สร้างประสบการณ์การค้าแบบแพลตฟอร์มรวมในช่องทางออนไลน์และที่จุดขายเพื่อปรับแต่งการโต้ตอบ ตอบแทนความภักดี และเพิ่มรายได้
- ปรับปรุงประสิทธิภาพการชำระเงิน: เพิ่มรายรับด้วยเครื่องมือการชำระเงินที่กำหนดเองได้และปรับแต่งได้ง่ายๆ ซึ่งรวมถึงระบบป้องกันการฉ้อโกงแบบไม่ต้องเขียนโค้ดและความสามารถขั้นสูงเพื่อเพิ่มอัตราการอนุมัติ
- เดินหน้าได้เร็วขึ้นด้วยแพลตฟอร์มที่ยืดหยุ่นและเชื่อถือได้เพื่อการเติบโต: สร้างบนแพลตฟอร์มที่ออกแบบมาเพื่อขยับขยายไปพร้อมกับคุณ โดยมีระยะเวลาให้บริการที่แทบจะไม่หยุดทำงานเลย และมีความน่าเชื่อถือระดับแนวหน้าของวงการ
ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีที่ Stripe Payments สามารถช่วยให้คุณรับการชำระเงินออนไลน์และที่จุดขายได้ หรือเริ่มใช้งานเลยวันนี้
เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นคําแนะนําทางกฎหมายหรือภาษี Stripe ไม่รับประกันหรือรับประกันความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ความไม่เพียงพอ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในบทความ คุณควรขอคําแนะนําจากทนายความที่มีอํานาจหรือนักบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอํานาจศาลเพื่อรับคําแนะนําที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ