การให้บริการสนับสนุนด้านการชําระเงิน (PayFac) ในรูปแบบบริการ: นำการชำระเงินมาไว้ภายในองค์กรเพื่อขับเคลื่อนการเติบโต

Connect
Connect

แพลตฟอร์มและมาร์เก็ตเพลสที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก อาทิ Shopify และ DoorDash ต่างก็ใช้ Stripe Connect ในการผสานรวมการชำระเงินเข้ากับผลิตภัณฑ์

ดูข้อมูลเพิ่มเติม 
  1. บทแนะนำ
  2. ผู้ช่วยอำนวยความสะดวกด้านการชำระเงิน (PayFac) คืออะไร
  3. PayFac ในรูปแบบบริการคืออะไร
    1. การให้บริการสนับสนุนด้านการชำระเงิน (PayFac) เทียบกับ ISO
    2. PayFac เทียบกับระบบรวบรวมการชำระเงิน
  4. การให้บริการสนับสนุนด้านการชำระเงิน (PayFac) มีวิธีการทำงานอย่างไร
  5. จะเป็น PayFac ได้อย่างไร
  6. PayFac ในรูปแบบบริการและการเป็น PayFac เอง
  7. ประโยชน์ของการใช้การให้บริการสนับสนุนด้านการชำระเงิน (PayFac) เป็นผู้ให้บริการ
    1. สร้างช่องทางสร้างรายรับใหม่จากการชำระเงิน
    2. ความปลอดภัยในการชำระเงินสูง พร้อมการดำเนินการที่รวดเร็วยิ่งขึ้น
    3. ความเชี่ยวชาญ ภาระการดำเนินงาน และการบำรุงรักษาน้อยลง
  8. สิ่งที่ควรพิจารณาในผู้ให้บริการ PayFac
  9. Stripe Connect ช่วยอะไรได้บ้าง

การมีสิทธิ์ควบคุมและปรับแต่งระบบชําระเงินและบริการทางการเงินที่ผสานรวมในระบบภายในผลิตภัณฑ์สามารถช่วยสร้างความแตกต่างให้กับธุรกิจของคุณและเป็นกลยุทธ์สำคัญสําหรับการเติบโต ซึ่งช่วยให้คุณเพิ่มรายรับ เปลี่ยนการชําระเงินให้เป็นศูนย์ทำกําไร รวมถึงขยายขอบเขตคุณค่าและฟังก์ชันการทำงานที่คุณมอบให้กับลูกค้า

องค์กรจำนวนมากขึ้นกำลังนำเทคโนโลยีระบบชำระเงินที่ผสานรวมในตัวมาใช้ มูลค่าธุรกรรมทั่วโลกจากระบบชำระเงินที่ผสานรวมในตัวคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 134% ภายในปี 2028 จากการสำรวจในปี 2024 พบว่า 81% ของธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง ระบุว่าพร้อมที่จะนำการชำระเงินแบบผสานการทำงานมาใช้กับระบบของตน

เราจะอธิบายว่าการให้บริการสนับสนุนด้านการชำระเงิน (PayFac) และ PayFac ในรูปแบบบริการคืออะไร มีหลักการทำงานอย่างไร และประโยชน์ที่ธุรกิจจะได้รับ

เนื้อหาหลักในบทความ

  • การให้บริการสนับสนุนด้านการชำระเงิน (Payfac) คืออะไร
  • PayFac ในรูปแบบบริการคืออะไร
  • การให้บริการสนับสนุนด้านการชำระเงิน (PayFac) มีวิธีการทำงานอย่างไร
  • จะเป็น PayFac ได้อย่างไร
  • PayFac ในรูปแบบบริการและการเป็น PayFac เอง
  • ประโยชน์ของการใช้การให้บริการสนับสนุนด้านการชำระเงิน (PayFac) เป็นผู้ให้บริการ
  • สิ่งที่ควรพิจารณาในผู้ให้บริการ PayFac
  • Stripe Connect ช่วยอะไรได้บ้าง

ผู้ช่วยอำนวยความสะดวกด้านการชำระเงิน (PayFac) คืออะไร

ผู้ช่วยอำนวยความสะดวกด้านการชำระเงิน (PayFac) คือผู้ให้บริการประเภทหนึ่งที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถรับการชำระเงินรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ได้ เช่น บัตรเครดิตและบัตรเดบิต, สำนักงานหักบัญชีอัตโนมัติ (ACH) และเช็คอิเล็กทรอนิกส์ การชำระเงินเหล่านี้จะดำเนินธุรกรรมผ่านบัญชีผู้ค้าหลัก (master merchant account) ของ PayFac ซึ่งหมายความว่าธุรกิจสามารถหลีกเลี่ยงขั้นตอนการตั้งค่าบัญชีผู้ค้าแต่ละรายที่ซับซ้อนได้

การอำนวยความสะดวกด้านการชําระเงินหมายถึงขั้นตอนที่ช่วยให้การทําธุรกรรมหรือการชําระเงินง่ายขึ้น รวดเร็วขึ้น และสะดวกยิ่งขึ้นสําหรับทุกฝ่าย ประกอบด้วยกิจกรรมหลายๆ อย่าง รวมถึง การตั้งค่าและจัดการวิธีการชำระเงิน การดำเนินการชําระเงิน การกระทบยอดธุรกรรม และการป้องกันการฉ้อโกง เป้าหมายของการอำนวยความสะดวกด้านการชําระเงินก็คือ ทําให้ขั้นตอนการชําระเงินสําหรับบุคคลทั่วไปและธุรกิจเป็นเรื่องง่าย รวมทั้งทําให้มั่นใจว่าการชําระเงินมีความปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และเข้าถึงได้

PayFac ในรูปแบบบริการคืออะไร

PayFac ในรูปแบบบริการเป็นโมเดลการอำนวยความสะดวกด้านการชําระเงิน โดยบริษัทของบุคคลที่สามภายนอกจะจัดหาเครื่องมือและโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นให้กับธุรกิจต่างๆ เพื่อรับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่น บัตรเครดิตและบัตรเดบิต, ACH และเช็คอิเล็กทรอนิกส์

PayFac ในรูปแบบบริการจะช่วยให้ธุรกิจต่างๆ ใช้บริการจากภายนอกเพื่อดำเนินการชําระเงินของตนแทนที่จะต้องสร้างและดูแลโครงสร้างพื้นฐานของตัวเอง ซึ่งใช้เพียงส่วนหนึ่งของทรัพยากรที่จําเป็นสําหรับการสร้างและจัดการ PayFac แบบดั้งเดิม

การให้บริการสนับสนุนด้านการชำระเงิน (PayFac) เทียบกับ ISO

ธุรกิจบางแห่งจะใช้หน่วยงานขายอิสระ (ISO) แทน PayFac โดย ISO คือบริษัทของบุคคลที่สามที่ให้บริการดำเนินการผ่านบัตรแก่ธุรกิจ ISO จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางแทนเครือข่ายบัตรและธนาคารในการตั้งค่าบัญชีผู้ค้า ซึ่งมักจะให้บริการหลายประเภท เช่น ให้เช่าเทอร์มินัลของระบบบันทึกการขาย (POS), การบริการลูกค้า และการดำเนินการธุรกรรม

ISO จะสร้างบัญชีผู้ค้าแบบรายบุคคลให้กับธุรกิจ ซึ่งอาจต้องผ่านขั้นตอนการตั้งค่าที่ยาวนานและซับซ้อน ซึ่งต่างจาก PayFac และโดยทั่วไป ISO จะเหมาะกับบริษัทขนาดใหญ่กว่าที่มีปริมาณธุรกรรมสูง

PayFac เทียบกับระบบรวบรวมการชำระเงิน

ทั้ง Payfac และระบบรวบรวมการชำระเงินช่วยให้การชำระเงินง่ายขึ้น (แท้จริงแล้ว PayFac เป็นระบบรวบรวมการชำระเงินประเภทหนึ่ง) แต่แตกต่างกันในด้านโครงสร้างบัญชี ระบบรวบรวมการชำระเงินจะรวมร้านค้าทั้งหมดภายใต้ ID ผู้ค้าเดียว (MID) โดยไม่มีตัวระบุแยกกัน ในขณะที่ PayFac จะเริ่มต้นใช้งานผู้ค้าเป็นผู้ค้าย่อยพร้อมรหัสผู้ค้าย่อยเฉพาะ ซึ่งช่วยให้ธุรกิจมีความชัดเจนและควบคุมในแต่ละระดับร้านค้าได้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ยังคงทำงานภายใต้ MID หลักของ PayFac เช่นเดิม

การให้บริการสนับสนุนด้านการชำระเงิน (PayFac) มีวิธีการทำงานอย่างไร

PayFac แบบดั้งเดิมช่วยให้ธุรกิจรับการชําระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ได้หลากหลายรูปแบบ ด้วยการให้บริการเกตเวย์การชําระเงินและบัญชีผู้ค้าที่จำเป็นเพื่อรับและดำเนินการชําระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์

มีการเสนอฟีเจอร์และบริการเพิ่มเติมมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น การประเมินและควบคุมความเสี่ยง การปฏิบัติตามข้อกําหนด การตรวจจับและการป้องกันการฉ้อโกง การจัดการการดึงเงินคืน รวมถึงการรายงานและการวิเคราะห์

ต่อไปนี้คือบทสรุปของฟังก์ชันการทำงานพื้นฐานและการสนับสนุนที่ PayFac ส่วนใหญ่มีให้:

  • เกตเวย์การชำระเงิน: Payfac มอบเกตเวย์การชําระเงิน ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ที่ทําหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างเว็บไซต์ของธุรกิจกับผู้ประมวลผลการชําระเงิน เกตเวย์การชําระเงินจะช่วยอํานวยความสะดวกในการส่งข้อมูลการชําระเงินของลูกค้าอย่างปลอดภัย เช่น หมายเลขบัตรเครดิต จากเว็บไซต์ของธุรกิจไปยังผู้ประมวลผลการชําระเงินเพื่อการตรวจสอบและดําเนินการ

  • บัญชีผู้ค้า: นอกจากนี้ PayFac ยังมอบบัญชีผู้ค้า ซึ่งเป็นบัญชีธนาคารประเภทหนึ่งที่ช่วยให้ธุรกิจรับและดำเนินการชําระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ บัญชีผู้ค้าจะเชื่อมโยงกับเกตเวย์การชําระเงินและใช้ในการฝากเงินจากธุรกรรมที่สําเร็จไปยังบัญชีธนาคารของธุรกิจ

  • การประเมินและควบคุมความเสี่ยง: PayFac จะดำเนินการประเมินและควบคุมความเสี่ยง ซึ่งเป็นขั้นตอนการประเมินความสามารถของธุรกิจในการดำเนินการชําระเงิน ซึ่งปกติแล้วจะดําเนินการตรวจสอบเครดิต การเงิน และกรรมสิทธิ์ของธุรกิจ ขั้นตอนนี้ช่วยให้มั่นใจว่าธุรกิจจะมีเสถียรภาพทางการเงินและสามารถจัดการเงินทุนที่ได้รับ

  • การปฏิบัติตามข้อกำหนด: นอกจากนี้ PayFac ยังจัดการการปฏิบัติตามข้อกําหนดด้านกฎระเบียบต่างๆ เช่น มาตรฐานความปลอดภัยข้อมูลของอุตสาหกรรมบัตรชำระเงิน (PCI-DSS), กฎหมายป้องกันการฟอกเงิน (AML) และการรู้จักลูกค้า (KYC) มาตรฐานความปลอดภัยเหล่านี้ช่วยให้การจัดการข้อมูลลูกค้าที่ละเอียดอ่อนเป็นไปอย่างปลอดภัย ต่อต้านการฟอกเงิน และยืนยันตัวตนของลูกค้า

  • การจัดการความเสี่ยง: นอกจากนี้ PayFac ยังช่วยจัดการความเสี่ยง ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ประกอบด้วยการระบุ ประเมิน และจัดลําดับความสําคัญของความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับธุรกิจและลูกค้าของธุรกิจ ซึ่งอาจรวมถึงการตรวจจับและป้องกันการฉ้อโกง รวมถึงการป้องกันการดึงเงินคืน ตลอดจนความเสี่ยงอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้น

  • การรายงาน: Payfac นําเสนอฟีเจอร์การรายงานที่ช่วยให้ธุรกิจติดตามธุรกรรม ดูยอดคงเหลือในบัญชี และตรวจสอบการชําระเงินได้

จะเป็น PayFac ได้อย่างไร

การเป็น PayFac จำเป็นต้องผ่านหลายขั้นตอน แต่พื้นฐานของการดำเนินการนั้นประกอบด้วยการเปิดบัญชีผู้ค้า การขอรับ MID และการได้รับการรับรอง PCI-DSS แพลตฟอร์มต้องเป็นไปตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัยและการปฏิบัติตามข้อกำหนด ลงทะเบียนกับเครือข่ายบัตร รวมถึงสร้างและบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐานด้านการดำเนินงานที่จำเป็นเพื่อสนับสนุนทุกฟังก์ชันที่ให้บริการแก่ผู้ค้าย่อย

หากต้องการข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสิ่งที่จำเป็นสำหรับแพลตฟอร์มในการเป็น PayFac โปรดดูคู่มือเกี่ยวกับ PayFac ของเรา ซึ่งครอบคลุมถึงการใช้งานจริง การลงทุนด้านเวลาและต้นทุน ตลอดจนข้อควรพิจารณาด้านการปฏิบัติตามข้อกำหนดและการบำรุงรักษา

อีกทั้งยังมีโอกาสเปิดรับความเสี่ยงอีกเป็นจำนวนมากเมื่อแพลตฟอร์มเลือกที่จะให้บริการสนับสนุนด้านการชําระเงินแบบดั้งเดิมภายในองค์กร เนื่องจากแพลตฟอร์มจะมีหน้าที่รับผิดชอบด้านการเขียนและปรับใช้นโยบายการปฏิบัติตามข้อกําหนดด้วย

ธุรกิจบางแห่งเลือกที่จะนําการชําระเงินภายในองค์กรมาใช้เองด้วยการเป็น PayFac แทนที่จะต้องใช้บริการรับชําระเงินจากบริษัทอื่น สําหรับแพลตฟอร์มและมาร์เก็ตเพลสที่ผู้ใช้เป็นผู้ค้าย่อย การเป็น PayFac จะช่วยลดความซับซ้อนที่เกิดจากการที่ผู้ค้าย่อยต้องตั้งค่าการชําระเงินออนไลน์ของตนเองได้มาก การดําเนินการบนแพลตฟอร์มที่ทําหน้าที่เป็น PayFac หมายความว่าไม่จําเป็นต้องทํางานกับธนาคารผู้รับบัตร เกตเวย์การชําระเงิน และผู้ให้บริการอื่นๆ

PayFac ในรูปแบบบริการและการเป็น PayFac เอง

PayFac และ PayFac ในรูปแบบบริการนั้นเกี่ยวข้องกันแต่เป็นคนละแนวคิดกัน ทั้งสองต่างก็มอบทางเลือกให้ธุรกิจในการนําการชําระเงินมาดำเนินการเองภายในองค์กร แต่ก็มีหลายๆ จุดที่แตกต่างกัน สําหรับธุรกิจ ความแตกต่างระหว่างการใช้ PayFac ในรูปแบบบริการเทียบกับการเป็น PayFac เองนั้นอยู่ที่เวลา ต้นทุน และความเสี่ยง กล่าวคือ PayFac ในรูปแบบบริการต้องใช้ทั้งสามสิ่งนี้น้อยกว่ามาก

PayFac คือบริษัทที่ให้บริการดำเนินการชําระเงินแก่ธุรกิจอื่นๆ โดยทําหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างธุรกิจกับธนาคารผู้รับบัตร และดําเนินการชําระเงินในนามของธุรกิจ ธุรกิจสามารถกลายเป็น PayFac ได้ แต่จะต้องใช้ความพยายามอย่างมากและเกี่ยวข้องกับความซับซ้อนด้านกฎระเบียบ

PayFac ในรูปแบบบริการคือโมเดลธุรกิจที่บริษัทให้บริการ PayFac แก่ธุรกิจอื่นๆ โดยคิดค่าธรรมเนียมการให้บริการ ซึ่งหมายความว่า ธุรกิจจะมอบหมายให้ผู้ให้บริการบุคคลที่สามดำเนินการชําระเงินของตน โดยผู้ให้บริการจะรับผิดชอบในการดำเนินการชําระเงินในนามของธุรกิจ ผู้ให้บริการ PayFac จะเรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมสําหรับบริการนั้น ซึ่งมักรวมเปอร์เซ็นต์ของธุรกรรมแต่ละรายการที่ดำเนินการหรือค่าธรรมเนียมคงที่ต่อธุรกรรม

ในโมเดล PayFac ธุรกิจเป็นเจ้าของระบบการดำเนินการชำระเงินและมีการควบคุมโดยตรง แต่ธุรกิจต้องรับผิดชอบต่อภาระงานการดำเนินงานที่ซับซ้อน ในโมเดล PayFac ในรูปแบบบริการ ผู้ให้บริการบุคคลที่สามจะเป็นเจ้าของและจัดการระบบการดำเนินการชำระเงินแทนธุรกิจ ซึ่งหมายความว่าธุรกิจต้องใช้ความพยายามในการดำเนินงานเพียงเล็กน้อย ฟีเจอร์ของ PayFac ในรูปแบบบริการ เช่น รูปแบบที่ Stripe นำเสนอ จะมอบโซลูชันไวท์เลเบลที่ช่วยลดข้อเสียของการจ้างหน่วยงานภายนอกในการอำนวยความสะดวกด้านการชำระเงินสำหรับแพลตฟอร์ม

การกลายเป็นการให้บริการสนับสนุนด้านการชำระเงิน (PayFac)

Payfac ในรูปแบบบริการ

สิ่งนี้คืออะไร

คุณจะกลายเป็นผู้ช่วยอำนวยความสะดวกด้านการชำระเงินให้กับผู้ใช้งานของตนเอง

คุณมอบหมายการอำนวยความสะดวกในการชำระเงินให้กับผู้ให้บริการบุคคลที่สาม

เวลาตั้งค่า

ยาวนานและซับซ้อน

นำไปใช้งานได้รวดเร็ว

ค่าใช้จ่ายล่วงหน้า

สูง (วิศวกรรม การปฏิบัติตามข้อกำหนด กฎหมาย)

ต่ำ (ค่าธรรมเนียมตามการใช้งาน)

ความพยายามอย่างต่อเนื่อง

ภาระด้านการดำเนินงานและการปฏิบัติตามข้อกำหนดที่สำคัญ

ผู้ให้บริการจัดการด้านการดำเนินงานและการปฏิบัติตามข้อกำหนด

กรรมสิทธิ์ในระบบ

คุณเป็นเจ้าของและควบคุมโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงิน

ผู้ให้บริการเป็นเจ้าของและจัดการโครงสร้างพื้นฐาน

ระดับการควบคุม

การควบคุมการชำระเงินและประสบการณ์ของผู้ใช้อย่างเต็มที่

ควบคุมได้จำกัด แต่สามารถกำหนดค่าได้

ความเสี่ยงที่เกิดขึ้น

สูง (การฉ้อโกง การปฏิบัติตามข้อกำหนด ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ)

ต่ำกว่า (ความเสี่ยงที่ผู้ให้บริการร่วมรับผิดชอบหรือจัดการ)

โอกาสในการสร้างรายรับ

กำไรระยะยาวสูงขึ้น

กำไรลดลงเนื่องจากค่าธรรมเนียมบริการ

เหมาะสำหรับ

แพลตฟอร์มขนาดใหญ่ที่ขยายธุรกิจได้และมีความเชี่ยวชาญด้านการชำระเงิน

แพลตฟอร์มที่ต้องการความรวดเร็วและความเสี่ยงต่ำกว่า

ประโยชน์ของการใช้การให้บริการสนับสนุนด้านการชำระเงิน (PayFac) เป็นผู้ให้บริการ

การใช้การให้บริการสนับสนุนด้านการชำระเงินเป็นผู้ให้บริการมีประโยชน์หลายประการดังนี้

  • การชำระเงินที่สามารถสร้างรายได้
  • ความสามารถในการรับชำระเงินภายในไม่กี่นาที
  • โซลูชันที่ปรับแต่งได้
  • ความซับซ้อนน้อยลง
  • การลงทุนด้านเวลาและทรัพยากรที่ลดลง
  • ความเสี่ยงน้อยลง
  • การบํารุงรักษาน้อยที่สุด
  • สิทธิ์เข้าถึงเทคโนโลยีผู้เชี่ยวชาญและการสนับสนุนเกี่ยวกับการชำระเงิน

PayFac ในรูปแบบบริการมอบโซลูชันการดำเนินการชําระเงินที่สะดวกและคุ้มค่าสําหรับธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับองค์กรขนาดเล็กและขนาดกลาง จึงช่วยให้องค์กรมีเวลาไปมุ่งเน้นที่การดําเนินธุรกิจหลักของตัวเองแทนที่จะต้องจัดการการชําระเงินภายในองค์กร ประโยชน์ของวิธีการนี้ที่ระบุไว้ด้านล่างมีผลกระทบมากขึ้นไปอีกสำหรับแพลตฟอร์มที่ความเชี่ยวชาญหลักอยู่นอกขอบข่ายของบริการทางการเงิน

สร้างช่องทางสร้างรายรับใหม่จากการชำระเงิน

การผสานบริการทางการเงินสามารถเพิ่มรายรับต่อลูกค้าได้มากกว่าโมเดลแบบดั้งเดิมถึง 2-5 เท่า นอกจากนี้ การใช้ PayFac ยังช่วยเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า ขยายการเข้าถึงตลาด และปรับปรุงข้อมูลเชิงลึก ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถช่วยสร้างรายได้จากการชําระเงินและกระตุ้นการเติบโตให้กับแพลตฟอร์ม ในแง่ของการสร้างรายรับจากการชําระเงิน การนำการชำระเงินเข้ามาดำเนินการเองภายในองค์กรโดยใช้ผู้ให้บริการ PayFac จะช่วยให้แพลตฟอร์มสามารถสร้างกระแสรายรับใหม่จากค่าธรรมเนียมธุรกรรมได้

รายรับที่เพิ่มขึ้นมาจากการขยายการเงินแบบผสานรวมขณะที่แพลตฟอร์มนำเสนอบริการที่หลากหลายขึ้นให้แก่ผู้ค้าย่อย ยกตัวอย่างเช่น โซลูชัน PayFac ของ Stripe ช่วยให้แพลตฟอร์มเพิ่มรายรับจากบริการทางการเงินอื่นๆ เช่น เงินกู้ โปรแกรมบัตรการออกบัตร การชําระเงินที่ระบบบันทึกการขาย และการเบิกจ่ายที่รวดเร็วขึ้น โซลูชัน PayFac แบบดั้งเดิมนั้นจํากัดอยู่เพียงการชําระเงินด้วยบัตรทางออนไลน์เท่านั้น

ความปลอดภัยในการชำระเงินสูง พร้อมการดำเนินการที่รวดเร็วยิ่งขึ้น

การใช้ PayFac เป็นผู้ให้บริการจะช่วยให้ธุรกิจได้รับประโยชน์จากมาตรการความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น ซึ่งป้องกันการฉ้อโกงและการรั่วไหลของข้อมูล โดยทั่วไปแล้ว ผู้ให้บริการจะนำมาตรการความปลอดภัยขั้นสูงมาใช้ เช่น การเข้ารหัส การแปลงเป็นโทเค็น และการตรวจสอบสิทธิ์แบบหลายปัจจัย เพื่อให้มั่นใจว่าในความปลอดภัยของข้อมูลลูกค้า

PayFac ในรูปแบบบริการยังช่วยปรับปรุงประสิทธิผลของการดำเนินการชําระเงินสําหรับธุรกิจอีกด้วย โดยการทําให้งานหลายๆ อย่างที่ต้องทำด้วยตนเองที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการชําระเงินดำเนินไปแบบอัตโนมัติ ซึ่งส่งผลให้มีเวลาในการดำเนินการธุรกรรมที่เร็วขึ้น เกิดข้อผิดพลาดน้อยลง และได้รับการรายงานละเอียดและนำไปปฏิบัติได้จริง

ความเชี่ยวชาญ ภาระการดำเนินงาน และการบำรุงรักษาน้อยลง

แพลตฟอร์มที่ก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจำนวนมากเลือกที่จะไม่นำการชําระเงินมาทำด้วยตัวเองเพราะไม่ใช่สิ่งที่ตนเชี่ยวชาญ PayFac ในรูปแบบบริการจะช่วยให้แพลตฟอร์มได้รับประโยชน์ทั้งหมดของการเป็น PayFac เอง เช่น ขั้นตอนที่ปรับแต่งได้และการเข้าถึงเทคโนโลยีการชําระเงินจากภายนอกที่ดีที่สุดในระดับ ตลอดจนระบบป้องกันการฉ้อโกง อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนในระดับดีเยี่ยมจากผู้เชี่ยวชาญด้านบริการทางการเงินที่คอยทดสอบ ปรับปรุง และพัฒนาโซลูชัน PayFac อย่างต่อเนื่อง โดยที่แพลตฟอร์มไม่ต้องมีความเชี่ยวชาญเพิ่มเติม

สิ่งที่ควรพิจารณาในผู้ให้บริการ PayFac

การค้นหาผู้ให้บริการ PayFac ที่เหมาะกับความต้องการของธุรกิจ และผู้ค้าย่อยที่คุณให้การสนับสนุนมากที่สุดนั้นต้องมีการประเมินฟังก์ชันการทำงานและการสนับสนุนมากมายหลายด้าน ดังนี้

  • การปฏิบัติตามข้อกำหนดและความปลอดภัย: ตรวจสอบให้แน่ใจว่า PayFac เป็นไปตามข้อกําหนดทางกฎหมาย เช่น PCI-DSS และสามารถมอบสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสําหรับการดำเนินการชําระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ดังนั้นจึงควรพิจารณา PayFac ที่มีประวัติด้านการรักษาความปลอดภัยและการปฏิบัติตามข้อกําหนดที่แข็งแกร่ง รวมทั้งมีมาตรการต่างๆ เช่น การแปลงเป็นโทเค็น การเข้ารหัส รวมถึงการตรวจจับและการป้องกันการฉ้อโกง

  • ความสามารถในการดำเนินการชำระเงิน: พิจารณา Payfac ที่มีตัวเลือกในการดำเนินการชําระเงินหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิตและบัตรเดบิต, ACH และเช็คอิเล็กทรอนิกส์ พิจารณาประเภทการชําระเงินที่ธุรกิจของคุณยอมรับในปัจจุบัน รวมถึงประเภทการชําระเงินที่คุณวางแผนจะยอมรับในอนาคต

  • การผสานการทำงานแบบปรับแต่งได้: PayFac บางรายมีการผสานการทํางานแบบปรับแต่งได้ที่ช่วยให้ธุรกิจผสานบริการของ PayFac เข้ากับระบบที่มีอยู่ได้อย่างง่ายดาย วิธีนี้อาจช่วยประหยัดเวลาและลดความซับซ้อนของขั้นตอนการผสานการทํางาน

  • ค่าธรรมเนียมและค่าบริการ: เปรียบเทียบค่าธรรมเนียมและค่าบริการต่างๆ ของ PayFac เพื่อให้แน่ใจว่าคุณจะได้รับความคุ้มค่าทางการเงินที่ดีที่สุด โมเดลค่าบริการของ PayFac จะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับ PayFac และลักษณะของฐานลูกค้า PayFac อาจใช้ค่าบริการแบบอัตราคงที่ต่อรายการธุรกรรม ค่าธรรมเนียมการสมัครใช้บริการแบบอัตราคงที่ซึ่งรวมการดำเนินการชำระเงินจนถึงปริมาณที่กำหนด โดยจะเรียกเก็บเงินเพิ่มเติมหากเกินปริมาณนั้น หรือใช้ค่าบริการ interchange-plus (ซึ่งผู้ค้าเป็นผู้จ่ายค่าธรรมเนียมธุรกรรมผ่านบัตรระหว่างธนาคารของสถาบันผู้ออกบัตรบวกกับการเพิ่มราคาแบบคงที่เพิ่มเติม) ให้พิจารณา PayFac ที่เสนอค่าบริการที่โปร่งใส และทำความเข้าใจค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับบริการอย่างชัดเจน

  • การสนับสนุนลูกค้า: ฟังก์ชันทางการเงินที่ PayFac จัดการนั้นเป็นสิ่งสําคัญสําหรับการดําเนินงานของธุรกิจ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสําคัญมากที่จะต้องหา PayFac ที่ให้การสนับสนุนลูกค้าในระดับเยี่ยมยอด ซึ่งอาจรวมถึงการสนับสนุนทางโทรศัพท์และอีเมลตลอด 24 ชม. รวมทั้งแหล่งข้อมูลออนไลน์ เช่น คําถามที่พบบ่อยและคู่มือ

  • ความสามารถในการขยาย: ตรวจสอบให้มั่นใจว่า PayFac สามารถปรับขยายเพื่อตอบโจทย์ความต้องการทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งอาจรวมถึงการรองรับการเพิ่มจํานวนธุรกรรม วิธีการชําระเงินใหม่ๆ และการผสานการทํางานกับระบบใหม่ๆ

  • การรายงานและการวิเคราะห์: PayFac บางรายมีฟีเจอร์การรายงานและการวิเคราะห์ที่ช่วยให้ธุรกิจติดตามธุรกรรม ดูยอดคงเหลือในบัญชี และติดตามการชําระเงินได้ เมื่อมีระบบชำระเงินที่ผสานรวมในตัวและบริการทางการเงินอื่นๆ ก็จะมอบข้อมูลจํานวนมากเกี่ยวกับลูกค้าของคุณ ดังนั้นคุณจึงควรหา PayFac ที่มีกลไกในตัวสําหรับการสังเคราะห์และการใช้ข้อมูล

Stripe Connect ช่วยอะไรได้บ้าง

Stripe Connect จะจัดการในการรับส่งเงินระหว่างหลายฝ่ายสำหรับแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์และมาร์เก็ตเพลส โดยมีกระบวนการเริ่มต้นใช้งานที่รวดเร็ว มีองค์ประกอบแบบผสานรวม มีการเบิกจ่ายทั่วโลก และอื่นๆ อีกมากมาย

Connect สามารถช่วยคุณทำสิ่งต่อไปนี้

  • เปิดตัวได้ภายในไม่กี่สัปดาห์: ใช้ฟังก์ชันที่จัดการอัตโนมัติโดย Stripe หรือแบบผสานรวมเพื่อให้เริ่มให้บริการได้เร็วขึ้นโดยไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายล่วงหน้าหรือเสียเวลาไปกับการพัฒนาระบบที่มักต้องใช้สำหรับการให้บริการสนับสนุนด้านการชำระเงิน

  • จัดการการชำระเงินจำนวนมาก: ใช้เครื่องมือและบริการจาก Stripe แล้วไม่ต้องสิ้นเปลืองทรัพยากรเพิ่มเติมไปกับการรายงานส่วนต่างกำไร แบบฟอร์มภาษี ความเสี่ยง วิธีการชำระเงินทั่วโลก หรือการปฏิบัติตามข้อกำหนดเกี่ยวกับกระบวนการเริ่มต้นใช้งาน

  • ขยายธุรกิจไปทั่วโลก: ช่วยให้ผู้ใช้ของคุณเข้าถึงลูกค้าทั่วโลกได้มากขึ้นด้วยวิธีการชำระเงินในท้องถิ่นและความสามารถในการคำนวณภาษีการขาย ภาษีมูลค่าเพิ่ม และ GST ได้อย่างง่ายดาย

  • สร้างช่องทางรายรับใหม่ๆ: เพิ่มประสิทธิภาพให้รายรับจากการชำระเงินด้วยการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากธุรกรรมแต่ละรายการ สร้างรายได้จากความสามารถของ Stripe ด้วยการเปิดใช้การชำระเงินที่จุดขาย การเบิกจ่ายทันที การเรียกเก็บภาษีการขาย การจัดหาเงินทุน บัตรชำระค่าใช้จ่าย และอื่นๆ อีกมากมายบนแพลตฟอร์มของคุณ

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Stripe Connect หรือเริ่มใช้งานเลยวันนี้

เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นคําแนะนําทางกฎหมายหรือภาษี Stripe ไม่รับประกันหรือรับประกันความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ความไม่เพียงพอ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในบทความ คุณควรขอคําแนะนําจากทนายความที่มีอํานาจหรือนักบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอํานาจศาลเพื่อรับคําแนะนําที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ

บทความอื่นๆ

  • เกิดข้อผิดพลาดบางอย่าง โปรดลองอีกครั้งหรือติดต่อฝ่ายสนับสนุน

หากพร้อมเริ่มใช้งานแล้ว

สร้างบัญชีและเริ่มรับการชำระเงินโดยไม่ต้องทำสัญญาหรือระบุรายละเอียดเกี่ยวกับธนาคาร หรือติดต่อเราเพื่อสร้างแพ็กเกจที่ออกแบบเองสำหรับธุรกิจของคุณ
Connect

Connect

ใช้งานจริงภายในไม่กี่สัปดาห์แทนที่จะต้องเสียเวลาหลายไตรมาส สร้างธุรกิจการชำระเงินที่สร้างผลกำไร และขยายธุรกิจได้อย่างง่ายดาย

Stripe Docs เกี่ยวกับ Connect

ดูวิธีกำหนดเส้นทางการชำระเงินระหว่างหลายฝ่าย