ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในยุคดิจิทัลนี้ ฟินเทค (Fintech) คืออนาคตของระบบการเงินและการลงทุนที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก ด้วยบทบาทที่ผสมผสานเทคโนโลยีกับนวัตกรรมทางการเงินออกมาเป็นผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ โดยเฉพาะในส่วนของระบบชำระเงินซึ่งเป็นหัวใจของธุรกิจทุกขนาด รวมถึงสำหรับฟินเทคเองด้วย
การเลือกใช้โซลูชันทางการเงินที่ตอบโจทย์และครบวงจรจึงเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ฟินเทคสตาร์ทอัพ (Fintech startup) สามารถแข่งขันได้ในระดับสากลอย่างมั่นคงและก้าวไปสู่ความสำเร็จในระยะยาว
ในบทความนี้เราจะทำความรู้จักภาพรวมของฟินเทคไทย โครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับฟินเทค มาตรการความปลอดภัยและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับฟินเทค ตัวอย่างฟินเทคในประเทศไทยที่น่าสนใจ ระบบชำระเงินสำหรับฟินเทคสตาร์ทอัพ และขอแนะนำโซลูชันที่สามารถช่วยรองรับการเติบโตของฟินเทคไทยสู่ความสำเร็จ เหมาะกับสตาร์ทอัพที่ต้องการระบบที่ขยายได้เมื่อธุรกิจเติบโต พร้อมระบบชำระเงินที่ยืดหยุ่น ปลอดภัย และเชื่อมต่อกับระบบธุรกิจได้สะดวก
เนื้อหาหลักในบทความ
- ฟินเทค (Fintech) คืออะไร
- ทำความรู้จักภาพรวมของฟินเทคไทย
- โครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับฟินเทค
- การปรับใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI)
- ระบบชำระเงินที่เหมาะกับฟินเทคสตาร์ทอัพ
- มาตรการความปลอดภัยและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับฟินเทค
- ตัวอย่างฟินเทคในประเทศไทย
- Stripe Connect ช่วยเหลือคุณได้อย่างไร
ฟินเทค (Fintech) คืออะไร
ฟินเทค (Financial technology หรือ Fintech) คือเทคโนโลยีที่ช่วยพัฒนานวัตกรรมทางการเงินเพื่อให้ระบบและธุรกรรมทางการเงินเป็นไปอย่างสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงินผ่านแอปพลิเคชันธนาคาร การกู้ยืมออนไลน์ การลงทุนแบบอัตโนมัติ หรือการวิเคราะห์เครดิตด้วย AI
ฟินเทคไม่เพียงแต่เข้ามาอำนวยความสะดวกให้ผู้บริโภคมีไลฟ์สไตล์ที่คล่องตัวและทันใจยิ่งขึ้น แต่ยังช่วยเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้กับธุรกิจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดใหญ่ หรือธุรกิจสตาร์ทอัพที่กำลังมองหาโอกาสปรับตัวและเติบโตในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล
ทำความรู้จักภาพรวมของฟินเทคไทย
ฟินเทคในประเทศไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดดจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาใช้บริการธุรกรรมดิจิทัลมากขึ้น โดยเฉพาะหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้ช่องทางการชำระเงินแบบไร้เงินสดขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการใช้สมาร์ทโฟนอย่างแพร่หลาย การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง การขยายตัวของธุรกิจอีคอมเมิร์ซและเทรนด์ธุรกรรมสู่สังคมไร้เงินสด (Cashless society)
นอกจากนี้ยังมีแรงสนับสนุนจากธนาคารแห่งประเทศไทยและนโยบายต่างๆ จากภาครัฐผ่านโครงการ National e-Payment ในการเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการเงิน การกำกับดูแลเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้งานและนักลงทุน รวมถึงการพัฒนาระบบพร้อมเพย์ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของธุรกรรมดิจิทัล
และมีการต่อยอดมาถึง Thai QR payment ที่ผู้ซื้อสามารถสแกน QR code เพื่อชำระค่าสินค้าและบริการอย่างสะดวกและรวดเร็ว และการพัฒนา Cross-border QR payment เพื่อรองรับและเชื่อมต่อธุรกรรมระหว่างประเทศ ซึ่งใช้ได้จริงแล้วในประเทศอินโดนีเซีย ญี่ปุ่น มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม
ปัจจัยเหล่านี้ล้วนผลักดันให้ฟินเทคในประเทศไทยมีศักยภาพในการเติบโตและแข่งขันได้ในระดับสากล ในปัจจุบันมีบริการทางการเงินต่างๆ จากฟินเทคสตาร์ทอัพมากมายที่เป็นแรงขับเคลื่อนในอุตสาหกรรมการเงินดิจิทัล เช่น กระเป๋าเงินดิจิทัล (Digital wallet), บริการซื้อก่อน จ่ายทีหลัง, การปล่อยกู้แบบ P2P lending, โซลูชันโอนเงินระหว่างประเทศ, แอปพลิเคชันเทรดหุ้น หรือระบบ Payment gateway เป็นต้น
โครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับฟินเทค
อุตสาหกรรมฟินเทคในประเทศไทยไม่ได้อาศัยเพียงแนวคิดธุรกิจที่ดีเท่านั้น แต่ยังต้องอิงกับโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีที่แข็งแกร่งเพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจทางการเงินที่ยั่งยืน
ระบบ Open banking
Open banking คือแนวคิดในอุตสาหกรรมการเงินที่เปิดให้ฟินเทคและผู้พัฒนาภายนอกเข้าถึงข้อมูลและบริการจากธนาคารได้อย่างเป็นระบบ ภายใต้การยินยอมของลูกค้า โดยต้องเป็นไปตามกฎเกณฑ์ด้านความปลอดภัยและกฎหมายที่เกี่ยวข้องผ่าน API (Application programming interface) เพิ่มความโปร่งใส การแข่งขัน และนวัตกรรม เพื่อเอื้อต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินใหม่ๆ ที่ดีขึ้นกว่าเดิม
เทคโนโลยีบล็อกเชน
บล็อกเชนทำหน้าที่เป็นระบบบันทึกธุรกรรมแบบกระจายศูนย์ (DLT หรือ Decentralized ledger technology) ที่มีคุณสมบัติสำคัญคือ ความโปร่งใส ความปลอดภัย และการตรวจสอบย้อนกลับได้ ถูกนำไปใช้ในหลายภาคส่วน เช่น การทดลองใช้บล็อกเชนในโครงการ Project Inthanon สำหรับการโอนเงินระหว่างธนาคาร หรือใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการซื้อขายหลักทรัพย์ นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาสกุลเงินดิจิทัล Central Bank Digital Currency หรือ CBDC เพื่อเป็นระบบชำระเงินแห่งอนาคตที่จะช่วยลดต้นทุนธุรกรรมและเพิ่มการเข้าถึงของบริการทางการเงิน
เทคโนโลยียืนยันตัวตนดิจิทัล
ฟินเทคควรต้องมีระบบยืนยันตัวตนและตรวจสอบข้อมูลของลูกค้า หรือ Know Your Customer (KYC) และกระบวนการทำความรู้จักลูกค้าอย่างรอบคอบ หรือ Customer due diligence (CDD) เพื่อตรวจสอบและยืนยันตัวตนผู้ใช้งานก่อนให้บริการ ด้วยการใช้บัตรประชาชนหรือเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ประเทศไทยเริ่มใช้ระบบยืนยันตัวตนดิจิทัลที่ฟินเทคสามารถเชื่อมต่อได้เพื่อป้องกันการแอบอ้างตัวตนหรือการโจรกรรมข้อมูล และยังเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้งานในการเปิดบัญชีหรือทำธุรกรรมออนไลน์
การปรับใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI)
ปัญญาประดิษฐ์ (AI หรือ Artificial intelligence) ถือเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยยกระดับประสิทธิภาพการทำงานของระบบฟินเทคในหลายมิติ เช่น
- ตรวจจับธุรกรรมผิดปกติ (Fraud detection): ใช้ AI ตรวจจับธุรกรรมผิดปกติได้แบบเรียลไทม์ ป้องกันการฉ้อโกงที่อาจเกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่ผิดกฎหมายหรือการฟอกเงิน บล็อกการชำระเงินที่มีความเสี่ยงสูงได้โดยอัตโนมัติ
- วิเคราะห์ความเสี่ยงด้านเครดิต (AI credit scoring): สำหรับลูกค้าที่ไม่มีประวัติในระบบธนาคาร สามารถนำประวัติการใช้มือถือและการซื้อสินค้าและบริการออนไลน์มาคำนวณความน่าเชื่อถือทางการเงิน เพื่อคาดการณ์ความเสี่ยงและปรับปรุงกระบวนการปล่อยสินเชื่อ
- Chatbot/Virtual assistant: ใช้ในงานบริการลูกค้า การขาย การให้ข้อมูล หรือการช่วยเหลือทั่วไป ช่วยให้บริการลูกค้าแบบอัตโนมัติ 24 ชั่วโมง ลดต้นทุนการดำเนินงานของสถาบันการเงิน และสร้างประสบการณ์ที่สะดวกและปลอดภัยขึ้นสำหรับผู้ใช้
- วิเคราะห์ข้อความ (Sentiment analysis): ใช้ NLP (Natural language processing) หรือการประมวลผลภาษาธรรมชาติโดยอาศัย AI ในการวิเคราะห์ความคิดเห็นลูกค้าจากโซเชียลมีเดีย รีวิว หรือข้อความร้องเรียน เพื่อประเมินความพึงพอใจและปรับกลยุทธ์ทางการตลาดและการให้บริการ
ระบบชำระเงินที่เหมาะกับฟินเทคสตาร์ทอัพ
ระบบชำระเงินถือเป็นหัวใจหลักในการดำเนินธุรกิจสำหรับฟินเทคสตาร์ทอัพ โดยในประเทศไทยมีช่องทางการชำระเงินให้เลือกใช้ตามความเหมาะสมของโมเดลของธุรกิจ ดังนี้
บัตรเครดิตและบัตรเดบิต (Credit cards/ Debit cards)
การทำธุรกรรมออนไลน์หรือผ่านเครื่องรูดบัตรโดยใช้ข้อมูลต่างๆ บนบัตร โดยบัตรเครดิตจะเป็นวงเงินสินเชื่อจากสถาบันการเงินให้ผู้ถือบัตรใช้จ่ายก่อนและชำระคืนภายหลัง ส่วนบัตรเดบิตจะหักเงินจากบัญชีทันทีที่ทำรายการ ใช้ชำระเงินได้ทั้งออนไลน์และหน้าร้าน
สำหรับกรณีออนไลน์ ผู้ใช้จะต้องกรอกหมายเลขบัตร วันหมดอายุ และรหัส CVV บนเว็บไซต์หรือแอปเพื่อยืนยันการชำระเงิน ส่วนกรณีออฟไลน์ ผู้ใช้จะต้องรูดบัตรหรือแตะบัตรที่เครื่องรูดบัตร EDC ของร้านค้าและยืนยันด้วยการเซ็นชื่อหรือใส่รหัส PIN
เกตเวย์การชำระเงิน (Payment gateway)
ระบบตัวกลางที่ช่วยตรวจสอบและรับ-ส่งข้อมูลการชำระเงินระหว่างร้านค้าและผู้ให้บริการบัตรหรือธนาคารอย่างปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นการชำระด้วยบัตรเครดิต/เดบิต กระเป๋าเงินดิจิทัล หรือโมบายแบงก์กิ้ง เมื่อผู้ซื้อทำการสั่งซื้อ ระบบจะเข้ารหัสข้อมูลและตรวจสอบความถูกต้องก่อนส่งต่อให้สถาบันการเงินเพื่ออนุมัติ ทำให้ธุรกิจสามารถรับชำระเงินได้อย่างปลอดภัยและรวดเร็วโดยไม่ต้องจัดการข้อมูลบัตรเครดิตของลูกค้าเอง มีระบบรักษาความปลอดภัยสูงและมีฟีเจอร์ป้องกันการฉ้อโกงต่างๆ
คริปโตเคอร์เรนซี (Cryptocurrency)
สกุลเงินดิจิทัลที่ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) ในการบันทึกและตรวจสอบธุรกรรม ในประเทศไทย มีคริปโตสัญชาติไทยที่น่าสนใจ เช่น Bitkub coin ของ Bitkub และ JFIN coin ของกลุ่มเจมาร์ท คริปโตเคอร์เรนซีในประเทศไทยถูกใช้ในการลงทุนและการเก็งกำไรเป็นหลัก มากกว่าการใช้ชำระค่าสินค้าและบริการ แม้ว่าจะมีผู้ใช้งานบางส่วนที่ใช้คริปโตในการชำระสินค้าออนไลน์แต่จำนวนยังค่อนข้างน้อย เนื่องจากข้อจำกัดทางกฎหมายและการยอมรับจากผู้ประกอบการ
โมบายแบงก์กิ้ง/ อินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง (Mobile banking/ Internet banking)
ธุรกรรมทางการเงินผ่านแอปพลิเคชันธนาคารบนโทรศัพท์มือถือหรือผ่านเว็บไซต์ของธนาคารหรือสถาบันการเงิน ผู้ใช้งานสามารถโอนเงิน ชำระค่าสินค้า หรือค่าบริการได้เลยทันทีและสามารถเช็คสถานะการโอนได้แบบเรียลไทม์ เป็นวิธีชำระเงินที่ผู้บริโภคคุ้นเคยและมีการใช้งานอย่างแพร่หลาย มีความน่าเชื่อถือสูงเพราะเป็นบริการชำระเงินดิจิทัลโดยตรงของธนาคารที่เลือกใช้ นอกจากนี้ยังมีมาตรฐานความปลอดภัยและมีระบบการยืนยันตัวตน เช่น การยืนยันตัวตนผ่านรหัส PIN หรือการสแกนไบโอเมตริก
พร้อมเพย์ (PromptPay)
บริการโอนเงินและรับเงินแบบเรียลไทม์ในประเทศไทย ผู้ใช้สามารถผูกบัญชีธนาคารกับหมายเลขโทรศัพท์หรือเลขบัตรประชาชนได้เพื่อความสะดวกในการรับและโอนเงินโดยไม่มีค่าธรรมเนียมหากอยู่ในวงเงินที่กำหนด การทำธุรกรรมผ่านพร้อมเพย์จะลดขั้นตอนและค่าธรรมเนียมลงเมื่อเทียบกับการโอนเงินรูปแบบอื่นๆสามารถใช้ได้กับทั้งร้านค้าออนไลน์และออฟไลน์ และใช้ได้กับทั้งบุคคลทั่วไปและนิติบุคคล พร้อมเพย์อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งมีข้อกำหนดด้านความปลอดภัยและการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างเข้มงวด
กระเป๋าเงินดิจิทัล (Digital wallet)
บัญชีเงินออนไลน์ที่ผู้ใช้งานสามารถเติมเงินเข้ากระเป๋าได้หลากหลายช่องทาง เช่น โอนผ่านธนาคาร เติมผ่านตู้เอทีเอ็ม ผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิสต่างๆ หรือผูกบัตรเครดิตหรือเดบิต เพื่อใช้จ่ายสินค้าหรือบริการได้อย่างสะดวก ปลอดภัย และรวดเร็ว เป็นช่องทางชำระเงินยอดนิยมในประเทศไทย ยกตัวอย่างเช่น TrueMoney, LINE Pay หรือ Shopee Pay มักมีโปรโมชันส่วนลดหรือสิทธิพิเศษ การสะสมแต้ม หรือเงินคืน (Cashback) เพื่อกระตุ้นให้ผู้ใช้งานเลือกจ่ายผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัล
รหัส QR (QR code)
การชำระเงินผ่านการสแกน QR code ด้วยแอปธนาคารหรือแอปกระเป๋าเงินดิจิทัลบนโทรศัพท์มือถือ ผู้ชำระเพียงเข้าสู่แอป เลือกเมนู “สแกน QR code” แล้วสามารถทำรายการชำระเงินและยืนยันการจ่ายเงินได้ทันทีโดยไม่ต้องพกเงินสดหรือบัตร ลดความเสี่ยงในการใช้ข้อมูลบัตรเครดิต ไม่ต้องพิมพ์เลขบัญชี ลดความผิดพลาดหรือไม่สะดวกในการกรอกข้อมูล สะดวกและรวดเร็ว สามารถใช้ร่วมกับแอปธนาคารและกระเป๋าเงินดิจิทัลต่างๆ เหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวันและการซื้อ-ขายออนไลน์
ลิงก์ชำระเงิน (Payment link)
ลิงก์รับชำระเงินที่สร้างขึ้นและส่งให้ลูกค้าผ่านช่องทางการสื่อสารที่ทำการซื้อขาย เช่น โซเชียลมีเดีย อีเมล หรือ SMS เมื่อลูกค้ากดที่ลิงก์ ก็จะเข้าสู่หน้าชำระเงินออนไลน์ได้อย่างปลอดภัย รองรับรูปแบบการชำระเงินได้หลากหลายในลิงก์เดียว เช่น บัตรเครดิต พร้อมเพย์ หรือกระเป๋าเงินดิจิทัล
รับชำระเงินออนไลน์ได้โดยไม่ต้องมีเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน ไม่จำเป็นต้องสร้างระบบตะกร้าสินค้าหรือเชื่อมต่อกับ API ให้ยุ่งยาก ช่วยลดขั้นตอนทำให้การรับชำระเงินสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น อีกทั้งยังลดความผิดพลาดในการโอนเงินเนื่องจากระบบจะกรอกข้อมูลยอดเงินให้โดยอัตโนมัติ
ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง (BNPL)
ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง คือบริการที่ให้ผู้ซื้อสามารถชำระเงินโดยการแบ่งเป็นงวดๆ ได้ตั้งแต่ 3 ถึง 12 เดือน โดยปกติจะไม่มีดอกเบี้ยหรือมีดอกเบี้ยต่ำหากชำระตรงตามกำหนดและเพิ่มความสะดวกในการจับจ่ายในชีวิตประจำวัน วิธีนี้ช่วยกระตุ้นยอดขายและเพิ่มมูลค่าในแต่ละคำสั่งซื้อ อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มโอกาสในการขายสินค้าราคาสูงให้กับลูกค้าที่อาจไม่มีเงินก้อนแต่มีความพร้อมในการผ่อนชำระ เช่น Atome, Lazada PayLater, Pay Later ของ Grab, Pay Next ของ True Money Wallet และ SPayLater ของ Shopee
มาตรการรักษาความปลอดภัยและกฎหมายสำหรับฟินเทคไทย
มาตรการความปลอดภัยและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับฟินเทคในประเทศไทย ซึ่งถูกกำหนดโดยธนาคารแห่งประเทศไทยและหน่วยงานกำกับดูแลต่างๆ มีดังนี้
พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 (1999) กำหนดให้ธุรกิจฟินเทคในประเทศไทยต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างเข้มงวด โดยครอบคลุมการตรวจสอบลูกค้า (KYC) การรายงานธุรกรรม การเก็บข้อมูล เพื่อความโปร่งใสและช่วยป้องกันการนำแพลตฟอร์มธุรกรรมไปใช้เพื่อฟอกเงิน สนับสนุนกิจกรรมผิดกฎหมายหรือสนับสนุนการก่อการร้าย ผู้ให้บริการฟินเทคมีหน้าที่ตรวจจับธุรกรรมที่ผิดปกติและรายงานต่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
พระราชบัญญัติการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 (2007) คือ กฎหมายหลักที่ใช้ควบคุมและเอาผิดกับการกระทำที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ เช่น การเจาะระบบ (hacking) การเผยแพร่มัลแวร์ หรือการเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต กำหนดให้ผู้ให้บริการฟินเทคต้องใช้มาตรการความปลอดภัยเพื่อป้องกันการโจรกรรมข้อมูล เช่น การเข้ารหัสข้อมูล (Encryption) ระบบตรวจสอบสิทธิ์แบบหลายปัจจัย (Multi-factor authentication) และการทดสอบเจาะระบบ (Penetration test) อย่างสม่ำเสมอ
พระราชบัญญัติระบบการชำระเงิน
พระราชบัญญัติระบบการชำระเงิน พ.ศ. 2560 (2017) กำหนดกรอบการกำกับดูแลระบบการชำระเงินและบริการการชำระเงินในประเทศไทย กฎหมายนี้กำหนดให้ผู้ให้บริการระบบชำระเงินและบริการโอนเงินอิเล็กทรอนิกส์ต้องขึ้นทะเบียนหรือขอใบอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยพร้อมทั้งรายงานธุรกรรมที่ผิดปกติหรือที่มีความเสี่ยงสูง เพื่อรักษาความโปร่งใสและรักษาความปลอดภัยในการทำธุรกรรมทางการเงินดิจิทัล
กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPA พ.ศ. 2562 (2019) กำหนดให้ผู้ให้บริการฟินเทคต้องจัดเก็บ ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าอย่างปลอดภัย รวมถึงมีระบบขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลก่อนเสมอและให้สิทธิผู้ใช้งานเข้าถึง แก้ไข หรือเพิกถอนข้อมูลของตนได้ เพื่อช่วยสร้างความเชื่อมั่นและลดความเสี่ยงในการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล โดยมีสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเป็นหน่วยงานดูแลหลัก
มาตรฐานความปลอดภัยสากล ISO/IEC 27001
ฟินเทคที่ให้บริการระบบชำระเงินต้องปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัย ISO/IEC 27001 ซึ่งกำหนดแนวทางการสร้างระบบบริหารจัดการความมั่นคงสารสนเทศ (ISMS) ครอบคลุมตั้งแต่การระบุ วิเคราะห์ ประเมินความเสี่ยงด้านข้อมูล การจัดทำนโยบาย ไปจนถึงมาตรการป้องกันข้อมูลรั่วไหล ลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity) เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลทางการเงินของลูกค้าและระบบบริการนั้นได้รับการคุ้มครองอย่างเข้มงวดและควรมีการแจ้งเตือนทันทีเมื่อเกิดเหตุข้อมูลรั่วไหล
มาตรฐานสากล PCI DSS
ฟินเทคจำเป็นต้องปฏิบัติตามมาตรฐาน PCI DSS เพื่อป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลบัตรเครดิต บัตรเดบิต และธุรกรรมที่เกี่ยวข้อง โดยมีข้อกำหนดด้านความปลอดภัย เช่น การเข้ารหัสข้อมูล (Encryption) การตรวจสอบสิทธิ์ผู้ใช้งาน การจำกัดการเข้าถึงข้อมูล และการทดสอบระบบอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันการโจมตีและการโจรกรรมข้อมูลจากภายนอก ทั้งนี้เพื่อยืนยันว่าการจัดเก็บและส่งผ่านข้อมูลบัตรและธุรกรรมการเงินนั้นเป็นไปอย่างปลอดภัยตามมาตรฐานสากล
กรอบกำกับดูแล Regulatory sandbox
ธนาคารแห่งประเทศไทยเปิดโอกาสให้ฟินเทคและสถาบันการเงินเข้าร่วม Regulatory sandbox เพื่อทดสอบการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและพัฒนาต่อยอดนวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ ทำให้สามารถทดลองผลิตภัณฑ์ บริการ หรือโมเดลธุรกิจ ภายใต้สภาพแวดล้อมที่มีการกำกับดูแลด้านความปลอดภัยและถูกกำกับภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด สามารถลดความเสี่ยง เห็นผลลัพธ์เชิงปฏิบัติ ร่นระยะเวลาการเข้าสู่ตลาด และปรับปรุงกระบวนการทางธุรกิจให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นก่อนเปิดให้บริการจริง
มาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการด้านการเงิน
ธนาคารแห่งประเทศไทยและสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (OCP) กำหนดให้บริษัทฟินเทคต้องดำเนินมาตรการเพื่อคุ้มครองลูกค้าผู้ใช้บริการทางการเงิน โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและโปร่งใส รวมถึงป้องกันอันตรายต่อประชาชนที่ใช้บริการทางการเงิน ตัวอย่างเช่น การเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส การกำกับดูแลโฆษณา การจัดให้มีช่องทางรับเรื่องร้องเรียน การเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างเท่าเทียม และการให้ความรู้ทางการเงิน เป็นต้น
ตัวอย่างฟินเทคในประเทศไทย
ตัวอย่างบริษัทฟินเทคที่น่าจับตามองและกำลังเป็นที่พูดถึงในอุตสาหกรรมการเงินในประเทศไทย มีดังนี้
- Bitkub
แพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลอันดับต้นๆ ของไทย จุดเด่นคือการสร้าง Cryptocurrency ecosystem มีบริการดูแลสินทรัพย์และการลงทุนด้านดิจิทัล เช่น Bitcoin, Ethereum และเหรียญอื่นๆ เป็นจำนวนมาก เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการทดลองรับชำระด้วยสินทรัพย์ดิจิทัล หรือมองหาโซลูชันรับชำระเงินด้วยคริปโตเคอร์เรนซี หรือคริปโตโทเค็น - DeeMoney
ฟินเทคสัญชาติไทยที่เชี่ยวชาญด้านโอนเงินข้ามประเทศ ออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวกให้คนไทยและชาวต่างชาติที่อาศัยในประเทศไทยสามารถทำธุรกรรมการเงินข้ามพรมแดนได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย มีจุดเด่นคือเรทดี โอนเงินได้รวดเร็ว พร้อมค่าใช้จ่ายที่ชัดเจน เหมาะกับผู้นำเข้า-ส่งออกสินค้า หรือธุรกิจที่ต้องจ่ายเงินให้บัญชีต่างประเทศอย่างสม่ำเสมอ - Finnomena
พัฒนาแพลตฟอร์มบริหารความมั่งคั่งด้านดิจิทัล หรือ WealthTech ให้คำแนะนำการลงทุนตามโปรไฟล์ความเสี่ยง มีเครื่องมือและเนื้อหาความรู้สำหรับนักลงทุนไทย ได้รับการจัดอันดับเป็นหนึ่งในฟินเทคไทยที่น่าจับตาในฐานะผู้นำด้าน WealthTech เหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการหาพาร์ทเนอร์ด้านคอนเทนต์เพื่อยกระดับความรู้ทางการเงินสำหรับลูกค้า - Jitta
แพลตฟอร์มวิเคราะห์โดยใช้ข้อมูลอัลกอริทึมช่วยให้คะแนนคุณภาพกิจการและประเมินมูลค่าหุ้น ให้นักลงทุนมองเห็นหุ้นดีราคาน่าสนใจในหลายตลาดทั่วโลก เป็นตัวอย่างธุรกิจไทยที่ได้รับการติดตามและสามารถสร้างฐานผู้ใช้ข้ามประเทศทั้งนักลงทุนมืออาชีพและนักลงทุนรายย่อย เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการข้อมูลวิเคราะห์เชิงพื้นฐานแบบเข้าใจง่าย รวมถึงข้อมูลเชิงลึกด้านการลงทุน - MONIX
ให้บริการสินเชื่อรายย่อยสำหรับผู้มีรายได้น้อย เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง SCBX กับ Abakus จากประเทศจีน ที่พัฒนาแอป FINNIX เพื่อบรรเทาการพึ่งพาเงินกู้นอกระบบซึ่งเป็นหนึ่งในปัญหาใหญ่ของไทย จุดเด่นคือการออกแบบประสบการณ์ผู้ใช้งาน (UX) ที่ปลอดภัยและเข้าใจง่าย ไม่จำเป็นต้องใช้เอกสารด้านการเงินหรือมีผู้ค้ำประกัน สามารถยืนยันตัวตนและปล่อยเงินกู้ได้ทันใจ - Rabbit Care
เป็นแพลตฟอร์ม Marketplace ภายใต้ Rabbit Group ที่ให้บริการเปรียบเทียบและให้คำปรึกษาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ทางการเงินและประกันผ่านช่องทางดิจิทัล มีผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำตลอด 24 ชั่วโมง ครอบคลุมทั้งประกันชีวิต ประกันวินาศภัย บัตรเครดิต สินเชื่อ เทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัล ทำให้ลูกค้าตัดสินใจได้ง่าย ขึ้นสรุปผลได้อย่างรวดเร็วภายใน 30 วินาที - Stripe
ผู้นำฟินเทคระดับโลกที่มีความตั้งใจเข้ามาในประเทศไทยเพื่อช่วยแก้ปัญหาความซับซ้อนของระบบชำระเงิน ด้วยโซลูชันด้านการเงินที่ครบวงจร รองรับการชำระเงินได้มากกว่า 135 สกุลเงิน มีระบบป้องกันการฉ้อโกงแบบเรียลไทม์ด้วย AI บล็อกการชำระเงินที่มีความเสี่ยงสูงได้โดยอัตโนมัติ เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการระบบชำระเงินที่สามารถขยายได้อย่างคล่องตัวเมื่อกิจการเติบโต หรือต้องการขยายกิจการสู่ต่างประเทศ
Stripe Connect ช่วยเหลือคุณได้อย่างไร
ระบบการชำระเงินเป็นส่วนสำคัญของธุรกิจสตาร์ทอัพฟินเทค โดย Stripe Connect คือโซลูชันที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการจัดการการชำระเงินอย่างครบวงจร โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจที่มีหลายฝ่ายเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น ตลาดออนไลน์ หรือแอปพลิเคชันทางการเงิน Connect สามารถช่วยให้บริษัทฟินเทคของไทยเติบโตอย่างมั่นคงและคงความสามารถในการแข่งขันในตลาดการเงินดิจิทัลระดับโลกได้
Stripe Connect จะจัดการในการรับส่งเงินระหว่างหลายฝ่ายสำหรับแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์และมาร์เก็ตเพลส โดยมีกระบวนการเริ่มต้นใช้งานที่รวดเร็ว มีองค์ประกอบแบบผสานรวม มีการเบิกจ่ายทั่วโลก และอื่นๆ อีกมากมาย
Connect สามารถช่วยคุณทำสิ่งต่อไปนี้
- เปิดตัวได้ภายในไม่กี่สัปดาห์: ใช้ฟังก์ชันที่จัดการอัตโนมัติโดย Stripe หรือแบบผสานรวมเพื่อให้เริ่มให้บริการได้เร็วขึ้นโดยไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายล่วงหน้าหรือเสียเวลาไปกับการพัฒนาระบบที่มักต้องใช้สำหรับการให้บริการสนับสนุนด้านการชำระเงิน
- จัดการการชำระเงินจำนวนมาก: ใช้เครื่องมือและบริการจาก Stripe แล้วไม่ต้องสิ้นเปลืองทรัพยากรเพิ่มเติมไปกับการรายงานส่วนต่างกำไร แบบฟอร์มภาษี ความเสี่ยง วิธีการชำระเงินทั่วโลก หรือการปฏิบัติตามข้อกำหนดเกี่ยวกับกระบวนการเริ่มต้นใช้งาน
- ขยายธุรกิจไปทั่วโลก: ช่วยให้ผู้ใช้ของคุณเข้าถึงลูกค้าทั่วโลกได้มากขึ้นด้วยวิธีการชำระเงินในท้องถิ่นและความสามารถในการคำนวณภาษีการขาย ภาษีมูลค่าเพิ่ม และ GST ได้อย่างง่ายดาย
- สร้างช่องทางรายรับใหม่ๆ: เพิ่มประสิทธิภาพให้รายรับจากการชำระเงินด้วยการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากธุรกรรมแต่ละรายการ สร้างรายได้จากความสามารถของ Stripe ด้วยการเปิดใช้การชำระเงินที่จุดขาย การเบิกจ่ายทันที การเรียกเก็บภาษีการขาย การจัดหาเงินทุน บัตรชำระค่าใช้จ่าย และอื่นๆ อีกมากมายบนแพลตฟอร์มของคุณ
ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Stripe Connect หรือเริ่มใช้งานวันนี้
เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นคําแนะนําทางกฎหมายหรือภาษี Stripe ไม่รับประกันหรือรับประกันความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ความไม่เพียงพอ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในบทความ คุณควรขอคําแนะนําจากทนายความที่มีอํานาจหรือนักบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอํานาจศาลเพื่อรับคําแนะนําที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ