ระบบชำระเงินสำหรับฟินเทคสตาร์ทอัพ (Fintech startup)

Connect
Connect

แพลตฟอร์มและมาร์เก็ตเพลสที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก อาทิ Shopify และ DoorDash ต่างก็ใช้ Stripe Connect ในการผสานรวมการชำระเงินเข้ากับผลิตภัณฑ์

ดูข้อมูลเพิ่มเติม 
  1. บทแนะนำ
  2. ฟินเทค (Fintech) คืออะไร
  3. ทำความรู้จักภาพรวมของฟินเทคไทย
  4. โครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับฟินเทค
    1. ระบบ Open banking
    2. เทคโนโลยีบล็อกเชน
    3. เทคโนโลยียืนยันตัวตนดิจิทัล
  5. การปรับใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI)
  6. ระบบชำระเงินที่เหมาะกับฟินเทคสตาร์ทอัพ
    1. บัตรเครดิตและบัตรเดบิต (Credit cards/ Debit cards)
    2. เกตเวย์การชำระเงิน (Payment gateway)
    3. คริปโตเคอร์เรนซี (Cryptocurrency)
    4. โมบายแบงก์กิ้ง/ อินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง (Mobile banking/ Internet banking)
    5. พร้อมเพย์ (PromptPay)
    6. กระเป๋าเงินดิจิทัล (Digital wallet)
    7. รหัส QR (QR code)
    8. ลิงก์ชำระเงิน (Payment link)
    9. ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง (BNPL)
  7. Security measures and laws for Thai fintech
    1. Anti-Money Laundering Act
    2. Act on Computer-Related Offenses
    3. Payment Systems Act
    4. Personal Data Protection Act
    5. International Organization for Standardization/International Electrotechnical Commission (ISO/IEC) 27001
    6. Payment Card Industry Data Security Standard (PCI DSS)
    7. Regulatory Sandbox
    8. Measures to protect financial service customers
  8. ตัวอย่างฟินเทคในประเทศไทย
  9. Stripe Connect ช่วยเหลือคุณได้อย่างไร

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในยุคดิจิทัลนี้ ฟินเทค (Fintech) คืออนาคตของระบบการเงินและการลงทุนที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก ด้วยบทบาทที่ผสมผสานเทคโนโลยีกับนวัตกรรมทางการเงินออกมาเป็นผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ โดยเฉพาะในส่วนของระบบชำระเงินซึ่งเป็นหัวใจของธุรกิจทุกขนาด รวมถึงสำหรับฟินเทคเองด้วย

การเลือกใช้โซลูชันทางการเงินที่ตอบโจทย์และครบวงจรจึงเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ฟินเทคสตาร์ทอัพ (Fintech startup) สามารถแข่งขันได้ในระดับสากลอย่างมั่นคงและก้าวไปสู่ความสำเร็จในระยะยาว

ในบทความนี้เราจะทำความรู้จักภาพรวมของฟินเทคไทย โครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับฟินเทค มาตรการความปลอดภัยและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับฟินเทค ตัวอย่างฟินเทคในประเทศไทยที่น่าสนใจ ระบบชำระเงินสำหรับฟินเทคสตาร์ทอัพ และขอแนะนำโซลูชันที่สามารถช่วยรองรับการเติบโตของฟินเทคไทยสู่ความสำเร็จ เหมาะกับสตาร์ทอัพที่ต้องการระบบที่ขยายได้เมื่อธุรกิจเติบโต พร้อมระบบชำระเงินที่ยืดหยุ่น ปลอดภัย และเชื่อมต่อกับระบบธุรกิจได้สะดวก

เนื้อหาหลักในบทความ

  • ฟินเทค (Fintech) คืออะไร
  • ทำความรู้จักภาพรวมของฟินเทคไทย
  • โครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับฟินเทค
  • การปรับใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI)
  • ระบบชำระเงินที่เหมาะกับฟินเทคสตาร์ทอัพ
  • มาตรการความปลอดภัยและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับฟินเทค
  • ตัวอย่างฟินเทคในประเทศไทย
  • Stripe Connect ช่วยเหลือคุณได้อย่างไร

ฟินเทค (Fintech) คืออะไร

ฟินเทค (Financial technology หรือ Fintech) คือเทคโนโลยีที่ช่วยพัฒนานวัตกรรมทางการเงินเพื่อให้ระบบและธุรกรรมทางการเงินเป็นไปอย่างสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงินผ่านแอปพลิเคชันธนาคาร การกู้ยืมออนไลน์ การลงทุนแบบอัตโนมัติ หรือการวิเคราะห์เครดิตด้วย AI

ฟินเทคไม่เพียงแต่เข้ามาอำนวยความสะดวกให้ผู้บริโภคมีไลฟ์สไตล์ที่คล่องตัวและทันใจยิ่งขึ้น แต่ยังช่วยเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้กับธุรกิจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดใหญ่ หรือธุรกิจสตาร์ทอัพที่กำลังมองหาโอกาสปรับตัวและเติบโตในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

ทำความรู้จักภาพรวมของฟินเทคไทย

ฟินเทคในประเทศไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดดจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาใช้บริการธุรกรรมดิจิทัลมากขึ้น โดยเฉพาะหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้ช่องทางการชำระเงินแบบไร้เงินสดขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการใช้สมาร์ทโฟนอย่างแพร่หลาย การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง การขยายตัวของธุรกิจอีคอมเมิร์ซและเทรนด์ธุรกรรมสู่สังคมไร้เงินสด (Cashless society)

นอกจากนี้ยังมีแรงสนับสนุนจากธนาคารแห่งประเทศไทยและนโยบายต่างๆ จากภาครัฐผ่านโครงการ National e-Payment ในการเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการเงิน การกำกับดูแลเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้งานและนักลงทุน รวมถึงการพัฒนาระบบพร้อมเพย์ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของธุรกรรมดิจิทัล

และมีการต่อยอดมาถึง Thai QR payment ที่ผู้ซื้อสามารถสแกน QR code เพื่อชำระค่าสินค้าและบริการอย่างสะดวกและรวดเร็ว และการพัฒนา Cross-border QR payment เพื่อรองรับและเชื่อมต่อธุรกรรมระหว่างประเทศ ซึ่งใช้ได้จริงแล้วในประเทศอินโดนีเซีย ญี่ปุ่น มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม

ปัจจัยเหล่านี้ล้วนผลักดันให้ฟินเทคในประเทศไทยมีศักยภาพในการเติบโตและแข่งขันได้ในระดับสากล ในปัจจุบันมีบริการทางการเงินต่างๆ จากฟินเทคสตาร์ทอัพมากมายที่เป็นแรงขับเคลื่อนในอุตสาหกรรมการเงินดิจิทัล เช่น กระเป๋าเงินดิจิทัล (Digital wallet), บริการซื้อก่อน จ่ายทีหลัง, การปล่อยกู้แบบ P2P lending, โซลูชันโอนเงินระหว่างประเทศ, แอปพลิเคชันเทรดหุ้น หรือระบบ Payment gateway เป็นต้น

โครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับฟินเทค

อุตสาหกรรมฟินเทคในประเทศไทยไม่ได้อาศัยเพียงแนวคิดธุรกิจที่ดีเท่านั้น แต่ยังต้องอิงกับโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีที่แข็งแกร่งเพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจทางการเงินที่ยั่งยืน

ระบบ Open banking

Open banking คือแนวคิดในอุตสาหกรรมการเงินที่เปิดให้ฟินเทคและผู้พัฒนาภายนอกเข้าถึงข้อมูลและบริการจากธนาคารได้อย่างเป็นระบบ ภายใต้การยินยอมของลูกค้า โดยต้องเป็นไปตามกฎเกณฑ์ด้านความปลอดภัยและกฎหมายที่เกี่ยวข้องผ่าน API (Application programming interface) เพิ่มความโปร่งใส การแข่งขัน และนวัตกรรม เพื่อเอื้อต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินใหม่ๆ ที่ดีขึ้นกว่าเดิม

เทคโนโลยีบล็อกเชน

บล็อกเชนทำหน้าที่เป็นระบบบันทึกธุรกรรมแบบกระจายศูนย์ (DLT หรือ Decentralized ledger technology) ที่มีคุณสมบัติสำคัญคือ ความโปร่งใส ความปลอดภัย และการตรวจสอบย้อนกลับได้ ถูกนำไปใช้ในหลายภาคส่วน เช่น การทดลองใช้บล็อกเชนในโครงการ Project Inthanon สำหรับการโอนเงินระหว่างธนาคาร หรือใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการซื้อขายหลักทรัพย์ นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาสกุลเงินดิจิทัล Central Bank Digital Currency หรือ CBDC เพื่อเป็นระบบชำระเงินแห่งอนาคตที่จะช่วยลดต้นทุนธุรกรรมและเพิ่มการเข้าถึงของบริการทางการเงิน

เทคโนโลยียืนยันตัวตนดิจิทัล

ฟินเทคควรต้องมีระบบยืนยันตัวตนและตรวจสอบข้อมูลของลูกค้า หรือ Know Your Customer (KYC) และกระบวนการทำความรู้จักลูกค้าอย่างรอบคอบ หรือ Customer due diligence (CDD) เพื่อตรวจสอบและยืนยันตัวตนผู้ใช้งานก่อนให้บริการ ด้วยการใช้บัตรประชาชนหรือเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ประเทศไทยเริ่มใช้ระบบยืนยันตัวตนดิจิทัลที่ฟินเทคสามารถเชื่อมต่อได้เพื่อป้องกันการแอบอ้างตัวตนหรือการโจรกรรมข้อมูล และยังเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้งานในการเปิดบัญชีหรือทำธุรกรรมออนไลน์

การปรับใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI)

ปัญญาประดิษฐ์ (AI หรือ Artificial intelligence) ถือเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยยกระดับประสิทธิภาพการทำงานของระบบฟินเทคในหลายมิติ เช่น

  • ตรวจจับธุรกรรมผิดปกติ (Fraud detection): ใช้ AI ตรวจจับธุรกรรมผิดปกติได้แบบเรียลไทม์ ป้องกันการฉ้อโกงที่อาจเกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่ผิดกฎหมายหรือการฟอกเงิน บล็อกการชำระเงินที่มีความเสี่ยงสูงได้โดยอัตโนมัติ
  • วิเคราะห์ความเสี่ยงด้านเครดิต (AI credit scoring): สำหรับลูกค้าที่ไม่มีประวัติในระบบธนาคาร สามารถนำประวัติการใช้มือถือและการซื้อสินค้าและบริการออนไลน์มาคำนวณความน่าเชื่อถือทางการเงิน เพื่อคาดการณ์ความเสี่ยงและปรับปรุงกระบวนการปล่อยสินเชื่อ
  • Chatbot/Virtual assistant: ใช้ในงานบริการลูกค้า การขาย การให้ข้อมูล หรือการช่วยเหลือทั่วไป ช่วยให้บริการลูกค้าแบบอัตโนมัติ 24 ชั่วโมง ลดต้นทุนการดำเนินงานของสถาบันการเงิน และสร้างประสบการณ์ที่สะดวกและปลอดภัยขึ้นสำหรับผู้ใช้
  • วิเคราะห์ข้อความ (Sentiment analysis): ใช้ NLP (Natural language processing) หรือการประมวลผลภาษาธรรมชาติโดยอาศัย AI ในการวิเคราะห์ความคิดเห็นลูกค้าจากโซเชียลมีเดีย รีวิว หรือข้อความร้องเรียน เพื่อประเมินความพึงพอใจและปรับกลยุทธ์ทางการตลาดและการให้บริการ

ระบบชำระเงินที่เหมาะกับฟินเทคสตาร์ทอัพ

ระบบชำระเงินถือเป็นหัวใจหลักในการดำเนินธุรกิจสำหรับฟินเทคสตาร์ทอัพ โดยในประเทศไทยมีช่องทางการชำระเงินให้เลือกใช้ตามความเหมาะสมของโมเดลของธุรกิจ ดังนี้

บัตรเครดิตและบัตรเดบิต (Credit cards/ Debit cards)

การทำธุรกรรมออนไลน์หรือผ่านเครื่องรูดบัตรโดยใช้ข้อมูลต่างๆ บนบัตร โดยบัตรเครดิตจะเป็นวงเงินสินเชื่อจากสถาบันการเงินให้ผู้ถือบัตรใช้จ่ายก่อนและชำระคืนภายหลัง ส่วนบัตรเดบิตจะหักเงินจากบัญชีทันทีที่ทำรายการ ใช้ชำระเงินได้ทั้งออนไลน์และหน้าร้าน

สำหรับกรณีออนไลน์ ผู้ใช้จะต้องกรอกหมายเลขบัตร วันหมดอายุ และรหัส CVV บนเว็บไซต์หรือแอปเพื่อยืนยันการชำระเงิน ส่วนกรณีออฟไลน์ ผู้ใช้จะต้องรูดบัตรหรือแตะบัตรที่เครื่องรูดบัตร EDC ของร้านค้าและยืนยันด้วยการเซ็นชื่อหรือใส่รหัส PIN

เกตเวย์การชำระเงิน (Payment gateway)

ระบบตัวกลางที่ช่วยตรวจสอบและรับ-ส่งข้อมูลการชำระเงินระหว่างร้านค้าและผู้ให้บริการบัตรหรือธนาคารอย่างปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นการชำระด้วยบัตรเครดิต/เดบิต กระเป๋าเงินดิจิทัล หรือโมบายแบงก์กิ้ง เมื่อผู้ซื้อทำการสั่งซื้อ ระบบจะเข้ารหัสข้อมูลและตรวจสอบความถูกต้องก่อนส่งต่อให้สถาบันการเงินเพื่ออนุมัติ ทำให้ธุรกิจสามารถรับชำระเงินได้อย่างปลอดภัยและรวดเร็วโดยไม่ต้องจัดการข้อมูลบัตรเครดิตของลูกค้าเอง มีระบบรักษาความปลอดภัยสูงและมีฟีเจอร์ป้องกันการฉ้อโกงต่างๆ

คริปโตเคอร์เรนซี (Cryptocurrency)

สกุลเงินดิจิทัลที่ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) ในการบันทึกและตรวจสอบธุรกรรม ในประเทศไทย มีคริปโตสัญชาติไทยที่น่าสนใจ เช่น Bitkub coin ของ Bitkub และ JFIN coin ของกลุ่มเจมาร์ท คริปโตเคอร์เรนซีในประเทศไทยถูกใช้ในการลงทุนและการเก็งกำไรเป็นหลัก มากกว่าการใช้ชำระค่าสินค้าและบริการ แม้ว่าจะมีผู้ใช้งานบางส่วนที่ใช้คริปโตในการชำระสินค้าออนไลน์แต่จำนวนยังค่อนข้างน้อย เนื่องจากข้อจำกัดทางกฎหมายและการยอมรับจากผู้ประกอบการ

โมบายแบงก์กิ้ง/ อินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง (Mobile banking/ Internet banking)

ธุรกรรมทางการเงินผ่านแอปพลิเคชันธนาคารบนโทรศัพท์มือถือหรือผ่านเว็บไซต์ของธนาคารหรือสถาบันการเงิน ผู้ใช้งานสามารถโอนเงิน ชำระค่าสินค้า หรือค่าบริการได้เลยทันทีและสามารถเช็คสถานะการโอนได้แบบเรียลไทม์ เป็นวิธีชำระเงินที่ผู้บริโภคคุ้นเคยและมีการใช้งานอย่างแพร่หลาย มีความน่าเชื่อถือสูงเพราะเป็นบริการชำระเงินดิจิทัลโดยตรงของธนาคารที่เลือกใช้ นอกจากนี้ยังมีมาตรฐานความปลอดภัยและมีระบบการยืนยันตัวตน เช่น การยืนยันตัวตนผ่านรหัส PIN หรือการสแกนไบโอเมตริก

พร้อมเพย์ (PromptPay)

บริการโอนเงินและรับเงินแบบเรียลไทม์ในประเทศไทย ผู้ใช้สามารถผูกบัญชีธนาคารกับหมายเลขโทรศัพท์หรือเลขบัตรประชาชนได้เพื่อความสะดวกในการรับและโอนเงินโดยไม่มีค่าธรรมเนียมหากอยู่ในวงเงินที่กำหนด การทำธุรกรรมผ่านพร้อมเพย์จะลดขั้นตอนและค่าธรรมเนียมลงเมื่อเทียบกับการโอนเงินรูปแบบอื่นๆสามารถใช้ได้กับทั้งร้านค้าออนไลน์และออฟไลน์ และใช้ได้กับทั้งบุคคลทั่วไปและนิติบุคคล พร้อมเพย์อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งมีข้อกำหนดด้านความปลอดภัยและการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างเข้มงวด

กระเป๋าเงินดิจิทัล (Digital wallet)

บัญชีเงินออนไลน์ที่ผู้ใช้งานสามารถเติมเงินเข้ากระเป๋าได้หลากหลายช่องทาง เช่น โอนผ่านธนาคาร เติมผ่านตู้เอทีเอ็ม ผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิสต่างๆ หรือผูกบัตรเครดิตหรือเดบิต เพื่อใช้จ่ายสินค้าหรือบริการได้อย่างสะดวก ปลอดภัย และรวดเร็ว เป็นช่องทางชำระเงินยอดนิยมในประเทศไทย ยกตัวอย่างเช่น TrueMoney, LINE Pay หรือ Shopee Pay มักมีโปรโมชันส่วนลดหรือสิทธิพิเศษ การสะสมแต้ม หรือเงินคืน (Cashback) เพื่อกระตุ้นให้ผู้ใช้งานเลือกจ่ายผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัล

รหัส QR (QR code)

การชำระเงินผ่านการสแกน QR code ด้วยแอปธนาคารหรือแอปกระเป๋าเงินดิจิทัลบนโทรศัพท์มือถือ ผู้ชำระเพียงเข้าสู่แอป เลือกเมนู “สแกน QR code” แล้วสามารถทำรายการชำระเงินและยืนยันการจ่ายเงินได้ทันทีโดยไม่ต้องพกเงินสดหรือบัตร ลดความเสี่ยงในการใช้ข้อมูลบัตรเครดิต ไม่ต้องพิมพ์เลขบัญชี ลดความผิดพลาดหรือไม่สะดวกในการกรอกข้อมูล สะดวกและรวดเร็ว สามารถใช้ร่วมกับแอปธนาคารและกระเป๋าเงินดิจิทัลต่างๆ เหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวันและการซื้อ-ขายออนไลน์

ลิงก์รับชำระเงินที่สร้างขึ้นและส่งให้ลูกค้าผ่านช่องทางการสื่อสารที่ทำการซื้อขาย เช่น โซเชียลมีเดีย อีเมล หรือ SMS เมื่อลูกค้ากดที่ลิงก์ ก็จะเข้าสู่หน้าชำระเงินออนไลน์ได้อย่างปลอดภัย รองรับรูปแบบการชำระเงินได้หลากหลายในลิงก์เดียว เช่น บัตรเครดิต พร้อมเพย์ หรือกระเป๋าเงินดิจิทัล

รับชำระเงินออนไลน์ได้โดยไม่ต้องมีเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน ไม่จำเป็นต้องสร้างระบบตะกร้าสินค้าหรือเชื่อมต่อกับ API ให้ยุ่งยาก ช่วยลดขั้นตอนทำให้การรับชำระเงินสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น อีกทั้งยังลดความผิดพลาดในการโอนเงินเนื่องจากระบบจะกรอกข้อมูลยอดเงินให้โดยอัตโนมัติ

ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง (BNPL)

ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง คือบริการที่ให้ผู้ซื้อสามารถชำระเงินโดยการแบ่งเป็นงวดๆ ได้ตั้งแต่ 3 ถึง 12 เดือน โดยปกติจะไม่มีดอกเบี้ยหรือมีดอกเบี้ยต่ำหากชำระตรงตามกำหนดและเพิ่มความสะดวกในการจับจ่ายในชีวิตประจำวัน วิธีนี้ช่วยกระตุ้นยอดขายและเพิ่มมูลค่าในแต่ละคำสั่งซื้อ อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มโอกาสในการขายสินค้าราคาสูงให้กับลูกค้าที่อาจไม่มีเงินก้อนแต่มีความพร้อมในการผ่อนชำระ เช่น Atome, Lazada PayLater, Pay Later ของ Grab, Pay Next ของ True Money Wallet และ SPayLater ของ Shopee

Security measures and laws for Thai fintech

Safety measures and laws related to fintech in Thailand are established by the Bank of Thailand and various regulatory agencies.

Anti-Money Laundering Act

Thailand’s Anti-Money Laundering Act BE 2542 (1999) stipulates that fintech businesses must adhere to strict regulations. These include CDD and KYC, transaction reporting, and data retention. This can help ensure transparency and prevent the misuse of transaction platforms for money laundering, illegal activities, or financial terrorism. Fintech providers are responsible for detecting suspicious transactions and reporting them to the Anti-Money Laundering Office (AMLO).

The Act on Computer-Related Offenses BE 2550 (2007) is used to control and prosecute acts related to computer crimes, such as system hacking, malware distribution, or unauthorized access to data. It requires fintech service providers to implement security measures to prevent data theft, such as data encryption, multifactor authentication, and regular penetration testing.

Payment Systems Act

The Payment Systems Act BE 2560 (2017) is a regulatory framework for payment systems and payment services in Thailand. This law requires payment system providers and electronic fund transfer service providers to register or obtain a license from the Bank of Thailand. They must also report suspicious or high-risk transactions to maintain transparency and ensure the security of digital financial transactions.

Personal Data Protection Act

The Personal Data Protection Act BE 2562 (2019)—also known as “PDPA”—requires fintech service providers to securely collect, use, and disclose customers’ personal data. Providers must always have a system to obtain consent from the data owners and provide customers with the rights to access, correct, or withdraw their data. This is aimed at building trust and reducing the risk of personal data breaches. The Personal Data Protection Committee (PDPC) serves as the main regulatory authority.

International Organization for Standardization/International Electrotechnical Commission (ISO/IEC) 27001

Fintech companies that provide payment systems must adhere to the ISO/IEC 27001 security standards. These standards set guidelines for establishing an information security management system (ISMS) that performs activities such as identifying, analyzing, and assessing data risks, creating policies, implementing measures to prevent data leakage, and reducing cybersecurity risks. This ensures that customers’ financial information and service systems are strictly protected and that immediate alerts are issued in the event of a data breach.

Payment Card Industry Data Security Standard (PCI DSS)

Fintech companies are required to comply with PCI DSS to prevent leaks of credit card, debit card, and related transaction data. The security requirements include data encryption, user authentication, restriction of access to information, and continuous system testing to prevent attacks and data theft from external sources. This is to ensure that the storage and transmission of card and financial transaction data are carried out securely and according to international standards.

Regulatory Sandbox

The Bank of Thailand provides opportunities for fintech companies and financial institutions to participate in the Regulatory Sandbox to test technology applications and further develop new financial innovations. This allows them to try out products, services, or business models in a supervised environment with safety regulations and close adherence to relevant laws. It can help reduce risks, achieve practical results, shorten time to market, and improve business processes for greater efficiency before launching real services.

Measures to protect financial service customers

The Bank of Thailand and the Office of Consumer Protection (OCP) requires that fintech companies implement measures to protect financial service customers. The goal is to ensure fairness and transparency and prevent harm to the public using financial services. Examples include transparent information disclosure, regulation of advertising, provision of complaint channels, equal access to financial services, and financial education, among others.

ตัวอย่างฟินเทคในประเทศไทย

ตัวอย่างบริษัทฟินเทคที่น่าจับตามองและกำลังเป็นที่พูดถึงในอุตสาหกรรมการเงินในประเทศไทย มีดังนี้

  • Bitkub
    แพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลอันดับต้นๆ ของไทย จุดเด่นคือการสร้าง Cryptocurrency ecosystem มีบริการดูแลสินทรัพย์และการลงทุนด้านดิจิทัล เช่น Bitcoin, Ethereum และเหรียญอื่นๆ เป็นจำนวนมาก เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการทดลองรับชำระด้วยสินทรัพย์ดิจิทัล หรือมองหาโซลูชันรับชำระเงินด้วยคริปโตเคอร์เรนซี หรือคริปโตโทเค็น
  • DeeMoney
    ฟินเทคสัญชาติไทยที่เชี่ยวชาญด้านโอนเงินข้ามประเทศ ออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวกให้คนไทยและชาวต่างชาติที่อาศัยในประเทศไทยสามารถทำธุรกรรมการเงินข้ามพรมแดนได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย มีจุดเด่นคือเรทดี โอนเงินได้รวดเร็ว พร้อมค่าใช้จ่ายที่ชัดเจน เหมาะกับผู้นำเข้า-ส่งออกสินค้า หรือธุรกิจที่ต้องจ่ายเงินให้บัญชีต่างประเทศอย่างสม่ำเสมอ
  • Finnomena
    พัฒนาแพลตฟอร์มบริหารความมั่งคั่งด้านดิจิทัล หรือ WealthTech ให้คำแนะนำการลงทุนตามโปรไฟล์ความเสี่ยง มีเครื่องมือและเนื้อหาความรู้สำหรับนักลงทุนไทย ได้รับการจัดอันดับเป็นหนึ่งในฟินเทคไทยที่น่าจับตาในฐานะผู้นำด้าน WealthTech เหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการหาพาร์ทเนอร์ด้านคอนเทนต์เพื่อยกระดับความรู้ทางการเงินสำหรับลูกค้า
  • Jitta
    แพลตฟอร์มวิเคราะห์โดยใช้ข้อมูลอัลกอริทึมช่วยให้คะแนนคุณภาพกิจการและประเมินมูลค่าหุ้น ให้นักลงทุนมองเห็นหุ้นดีราคาน่าสนใจในหลายตลาดทั่วโลก เป็นตัวอย่างธุรกิจไทยที่ได้รับการติดตามและสามารถสร้างฐานผู้ใช้ข้ามประเทศทั้งนักลงทุนมืออาชีพและนักลงทุนรายย่อย เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการข้อมูลวิเคราะห์เชิงพื้นฐานแบบเข้าใจง่าย รวมถึงข้อมูลเชิงลึกด้านการลงทุน
  • MONIX
    ให้บริการสินเชื่อรายย่อยสำหรับผู้มีรายได้น้อย เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง SCBX กับ Abakus จากประเทศจีน ที่พัฒนาแอป FINNIX เพื่อบรรเทาการพึ่งพาเงินกู้นอกระบบซึ่งเป็นหนึ่งในปัญหาใหญ่ของไทย จุดเด่นคือการออกแบบประสบการณ์ผู้ใช้งาน (UX) ที่ปลอดภัยและเข้าใจง่าย ไม่จำเป็นต้องใช้เอกสารด้านการเงินหรือมีผู้ค้ำประกัน สามารถยืนยันตัวตนและปล่อยเงินกู้ได้ทันใจ
  • Rabbit Care
    เป็นแพลตฟอร์ม Marketplace ภายใต้ Rabbit Group ที่ให้บริการเปรียบเทียบและให้คำปรึกษาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ทางการเงินและประกันผ่านช่องทางดิจิทัล มีผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำตลอด 24 ชั่วโมง ครอบคลุมทั้งประกันชีวิต ประกันวินาศภัย บัตรเครดิต สินเชื่อ เทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัล ทำให้ลูกค้าตัดสินใจได้ง่าย ขึ้นสรุปผลได้อย่างรวดเร็วภายใน 30 วินาที
  • Stripe
    ผู้นำฟินเทคระดับโลกที่มีความตั้งใจเข้ามาในประเทศไทยเพื่อช่วยแก้ปัญหาความซับซ้อนของระบบชำระเงิน ด้วยโซลูชันด้านการเงินที่ครบวงจร รองรับการชำระเงินได้มากกว่า 135 สกุลเงิน มีระบบป้องกันการฉ้อโกงแบบเรียลไทม์ด้วย AI บล็อกการชำระเงินที่มีความเสี่ยงสูงได้โดยอัตโนมัติ เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการระบบชำระเงินที่สามารถขยายได้อย่างคล่องตัวเมื่อกิจการเติบโต หรือต้องการขยายกิจการสู่ต่างประเทศ

Stripe Connect ช่วยเหลือคุณได้อย่างไร

ระบบการชำระเงินเป็นส่วนสำคัญของธุรกิจสตาร์ทอัพฟินเทค โดย Stripe Connect คือโซลูชันที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการจัดการการชำระเงินอย่างครบวงจร โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจที่มีหลายฝ่ายเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น ตลาดออนไลน์ หรือแอปพลิเคชันทางการเงิน Connect สามารถช่วยให้บริษัทฟินเทคของไทยเติบโตอย่างมั่นคงและคงความสามารถในการแข่งขันในตลาดการเงินดิจิทัลระดับโลกได้

Stripe Connect จะจัดการในการรับส่งเงินระหว่างหลายฝ่ายสำหรับแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์และมาร์เก็ตเพลส โดยมีกระบวนการเริ่มต้นใช้งานที่รวดเร็ว มีองค์ประกอบแบบผสานรวม มีการเบิกจ่ายทั่วโลก และอื่นๆ อีกมากมาย

Connect สามารถช่วยคุณทำสิ่งต่อไปนี้

  • เปิดตัวได้ภายในไม่กี่สัปดาห์: ใช้ฟังก์ชันที่จัดการอัตโนมัติโดย Stripe หรือแบบผสานรวมเพื่อให้เริ่มให้บริการได้เร็วขึ้นโดยไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายล่วงหน้าหรือเสียเวลาไปกับการพัฒนาระบบที่มักต้องใช้สำหรับการให้บริการสนับสนุนด้านการชำระเงิน
  • จัดการการชำระเงินจำนวนมาก: ใช้เครื่องมือและบริการจาก Stripe แล้วไม่ต้องสิ้นเปลืองทรัพยากรเพิ่มเติมไปกับการรายงานส่วนต่างกำไร แบบฟอร์มภาษี ความเสี่ยง วิธีการชำระเงินทั่วโลก หรือการปฏิบัติตามข้อกำหนดเกี่ยวกับกระบวนการเริ่มต้นใช้งาน
  • ขยายธุรกิจไปทั่วโลก: ช่วยให้ผู้ใช้ของคุณเข้าถึงลูกค้าทั่วโลกได้มากขึ้นด้วยวิธีการชำระเงินในท้องถิ่นและความสามารถในการคำนวณภาษีการขาย ภาษีมูลค่าเพิ่ม และ GST ได้อย่างง่ายดาย
  • สร้างช่องทางรายรับใหม่ๆ: เพิ่มประสิทธิภาพให้รายรับจากการชำระเงินด้วยการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากธุรกรรมแต่ละรายการ สร้างรายได้จากความสามารถของ Stripe ด้วยการเปิดใช้การชำระเงินที่จุดขาย การเบิกจ่ายทันที การเรียกเก็บภาษีการขาย การจัดหาเงินทุน บัตรชำระค่าใช้จ่าย และอื่นๆ อีกมากมายบนแพลตฟอร์มของคุณ

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Stripe Connect หรือเริ่มใช้งานวันนี้

เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นคําแนะนําทางกฎหมายหรือภาษี Stripe ไม่รับประกันหรือรับประกันความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ความไม่เพียงพอ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในบทความ คุณควรขอคําแนะนําจากทนายความที่มีอํานาจหรือนักบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอํานาจศาลเพื่อรับคําแนะนําที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ

บทความอื่นๆ

  • เกิดข้อผิดพลาดบางอย่าง โปรดลองอีกครั้งหรือติดต่อฝ่ายสนับสนุน

หากพร้อมเริ่มใช้งานแล้ว

สร้างบัญชีและเริ่มรับการชำระเงินโดยไม่ต้องทำสัญญาหรือระบุรายละเอียดเกี่ยวกับธนาคาร หรือติดต่อเราเพื่อสร้างแพ็กเกจที่ออกแบบเองสำหรับธุรกิจของคุณ
Connect

Connect

ใช้งานจริงภายในไม่กี่สัปดาห์แทนที่จะต้องเสียเวลาหลายไตรมาส สร้างธุรกิจการชำระเงินที่สร้างผลกำไร และขยายธุรกิจได้อย่างง่ายดาย

Stripe Docs เกี่ยวกับ Connect

ดูวิธีกำหนดเส้นทางการชำระเงินระหว่างหลายฝ่าย