VERI*FACTU คืออะไรและส่งผลต่อบริษัทในสเปนอย่างไร

Invoicing
Invoicing

Stripe Invoicing คือแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์ออกใบแจ้งหนี้สำหรับทั่วโลกที่สร้างมาเพื่อช่วยให้คุณประหยัดเวลาและรับเงินได้เร็วขึ้น สร้างใบแจ้งหนี้แล้วส่งให้ลูกค้าของคุณได้ในไม่กี่นาทีโดยไม่ต้องใช้โค้ด

ดูข้อมูลเพิ่มเติม 
  1. บทแนะนำ
  2. VERI*FACTU คืออะไร
  3. เวลาที่ VERI*FACTU มีผลบังคับใช้
  4. จุดมุ่งหมายของ VERI*FACTU
    1. การต่อต้านการฉ้อโกงภาษี
    2. การปรับขั้นตอนการเรียกเก็บเงินให้เป็นแบบดิจิทัลและได้มาตรฐาน
    3. การส่งเสริมความโปร่งใสและการกำกับดูแลจากประชาชน
  5. มีใครบ้างที่ต้องใช้ VERI*FACTU
    1. มีใครบ้างที่ไม่ต้องใช้ VERI*FACTU
  6. VERI*FACTU ส่งผลต่อธุรกิจในสเปนอย่างไร
    1. ตรวจสอบให้แน่ใจว่าซอฟต์แวร์เป็นไปตามข้อกำหนด
    2. ใส่องค์ประกอบเพิ่มเติมในใบแจ้งหนี้
    3. ตรวจสอบให้แน่ใจว่าซอฟต์แวร์มีข้อมูลที่จำเป็นในบันทึกการเรียกเก็บเงิน
  7. บทลงโทษและความเสี่ยงในกรณีที่ไม่ปฏิบัติตาม VERI*FACTU
    1. ค่าปรับ
    2. ความเสี่ยงด้านภาษีและกฎหมาย
  8. วิธีเตรียมพร้อมสำหรับ VERI*FACTU ด้วย Stripe
  9. คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับระบบ VERI*FACTU

VERI*FACTU เป็นเรื่องที่มีการพูดถึงมากที่สุดในหมู่ผู้ประกอบอาชีพอิสระและบริษัทต่างๆ ในสเปนในช่วงสิ้นปี 2025 หลังจากที่เลื่อนการบังคับใช้กฎหมายเป็นครั้งที่ 2 การขยายกำหนดเวลานี้ช่วยให้ธุรกิจจำนวนมากสบายใจขึ้น เพราะธุรกิจเหล่านี้ยังไม่แน่ใจว่าจะปรับตัวให้เข้ากับข้อกำหนดอย่างไร แต่เมื่อมีการกำหนดวันที่มีผลบังคับใช้ใหม่มาแล้ว (หลังจากเลื่อนครั้งแรก) เป็นวันที่ 1 มกราคม 2026 ผู้เชี่ยวชาญและองค์กรจำนวนมากก็ใช้เวลาช่วงนี้ในการปรับขั้นตอนการออกใบแจ้งหนี้ให้เป็นแบบดิจิทัล โดยรายงานจาก "การศึกษาการเรียกเก็บเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ครั้งที่ 12" ของ SERES ระหว่างปี 2023 ถึง 2024 ระบุว่า การออกและรับใบแจ้งหนี้อิเล็กทรอนิกส์ (หรือที่เรียกว่า e-invoice) ในองค์กรขนาดกลางและขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นอย่างมาก

แม้จะมีการเลื่อนกำหนดเวลาออกไป แต่ VERI*FACTU จะมีผลบังคับใช้อยู่ดีไม่ช้าก็เร็ว และจะบังคับให้บริษัทส่วนใหญ่ในสเปนต้องอัปเดตขั้นตอนการออกใบแจ้งหนี้และการบันทึก อย่างที่เกิดขึ้นไปแล้วกับกฎหมายอื่นๆ ที่ได้รับอนุมัติแล้วเกี่ยวกับการเรียกเก็บเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ภาคบังคับในสเปน ได้แก่ กฎหมายต่อต้านการฉ้อโกง, กฎหมาย Create and Grow, การให้ข้อมูลทันที (Immediate Supply of Information หรือ SII) และ TicketBAI ซึ่งใช้เฉพาะในแคว้นบาสก์เท่านั้น ทั้งนี้ เพื่อเสริมเฟรมเวิร์กการกำกับดูแลนี้ VERI*FACTU จะกำหนดให้ธุรกิจในสเปนต้องปรับเปลี่ยนเครื่องมือการออกใบแจ้งหนี้อิเล็กทรอนิกส์ให้เป็นไปตามมาตรฐานทางเทคนิคที่กำหนดโดยหน่วยงานภาษีของสเปน (AEAT)

ในบทความนี้ เราจะมาดูกันว่า VERI*FACTU ทำงานอย่างไร ใช้กับใครบ้าง และจะส่งผลต่อธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาหลักในบทความ

  • VERI*FACTU คืออะไร
  • เวลาที่ VERI*FACTU มีผลบังคับใช้
  • จุดมุ่งหมายของ VERI*FACTU
  • มีใครบ้างที่ต้องใช้ VERI*FACTU
  • VERI*FACTU ส่งผลต่อธุรกิจในสเปนอย่างไร
  • บทลงโทษและความเสี่ยงในกรณีที่ไม่ปฏิบัติตาม VERI*FACTU
  • วิธีเตรียมพร้อมสำหรับ VERI*FACTU ด้วย Stripe

VERI*FACTU คืออะไร

VERI*FACTU เป็นคำที่ครอบคลุมแนวคิด 2 ประการที่มาจาก AEAT ดังนี้

  • ประเภทของระบบการเรียกเก็บเงินด้วยคอมพิวเตอร์ (SIF) ที่บริษัทและผู้ประกอบอาชีพอิสระต้องใช้เพื่อส่งบันทึกใบแจ้งหนี้ไปยัง AEAT แบบเรียลไทม์
  • ระเบียบข้อบังคับที่วางข้อกำหนดต่างๆ ที่เครื่องมือแอปพลิเคชันจะต้องปฏิบัติตาม

เฟรมเวิร์กนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อยับยั้งไม่ให้องค์กรปกปิดรายรับบางส่วนผ่านซอฟต์แวร์ที่ใช้งานได้ 2 ทาง และเลิกทำบัญชีนอกระบบสำหรับกิจกรรมเชิงพาณิชย์ในสเปน

เวลาที่ VERI*FACTU มีผลบังคับใช้

หลังจากประกาศขยายกำหนดเวลาในการปรับใช้ครั้งล่าสุดไปเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2025 วันที่ใหม่ในการบังคับให้ใช้ระบบนี้จะเป็นดังนี้

วันที่เหล่านี้มีการกำหนดอยู่ใน Royal Decree-Law (พระราชกฤษฎีกา-กฎหมาย) 15/2025 ซึ่งมีการขยายกำหนดเวลาใหม่ในการเริ่มบังคับใช้กฎหมายนี้ แม้ว่า Royal Decree (พระราชกฤษฎีกา) 1007/2023 (ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนธันวาคมปี 2023) จะกำหนดวันที่มีผลบังคับใช้เบื้องต้นของ VERI*FACTU ไว้เป็นเดือนกรกฎาคมปี 2025 แต่ไม่ถึง 1 ปีต่อมา (ในเดือนตุลาคมปี 2024) Ministerial Order (คำสั่งกระทรวง) HAC/1177/2024 ก็ได้เลื่อนการบังคับใช้ออกไปเป็นครั้งแรก

จุดมุ่งหมายของ VERI*FACTU

การเปิดตัว VERI*FACTU เป็นไปเพื่อรับมือกับข้อกำหนดของกฎหมายต่อต้านการฉ้อโกง เพื่อรับประกันว่าบันทึกการออกใบแจ้งหนี้มีความสมบูรณ์ถูกต้องและตรวจสอบย้อนกลับได้ ในการปรับกฎต่างๆ ของแพลตฟอร์มดิจิทัลให้ได้มาตรฐาน AEAT ได้ระบุวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนบางส่วนไว้ดังนี้

การต่อต้านการฉ้อโกงภาษี

VERI*FACTU มีเป้าหมายหลักเพื่อกำจัดซอฟต์แวร์ที่ช่วยให้ปรับเปลี่ยนข้อมูลหรือทำบัญชีนอกระบบได้ เมื่อกำหนดให้ใช้ SIF ที่ป้องกันไม่ให้รายการขาดหายไปหรือการปรับเปลี่ยนใบแจ้งหนี้ที่ออกไปแล้ว ก็จะช่วยให้มั่นใจได้ว่า แบบแสดงรายการภาษีจะแสดงสถานะทางการเงินที่แท้จริงของธุรกิจ หน่วยงานที่ทำหน้าที่ทางการเงินต่างๆ อย่างครบถ้วนก็จะได้รับความคุ้มครองจากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมจากธุรกิจที่อยู่นอกระบบ

การปรับขั้นตอนการเรียกเก็บเงินให้เป็นแบบดิจิทัลและได้มาตรฐาน

การปรับใช้มาตรการนี้แสดงถึงความคืบหน้าในการเปลี่ยนไปสู่ระบบดิจิทัลของผู้ประกอบอาชีพอิสระและบริษัทต่างๆ ในสเปน การใช้รูปแบบการบันทึกที่ได้มาตรฐานจะช่วยลดความยุ่งยากในการสื่อสารระหว่างหน่วยงานราชการและการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างธุรกิจกับลูกค้า

การส่งเสริมความโปร่งใสและการกำกับดูแลจากประชาชน

ระบบนี้จะใส่รหัส QR ไว้ในใบแจ้งหนี้ทุกฉบับ ช่วยให้ผู้รับตรวจสอบได้ว่า AEAT ได้บันทึกเอกสารอย่างถูกต้องหรือไม่ได้ทันที นอกจากช่วยให้ประสานงานกับ AEAT ได้ง่ายขึ้นแล้ว องค์กรต่างๆ ยังมีเครื่องมือตรวจสอบแบบสาธารณะเพื่อช่วยเสริมสร้างวัฒนธรรมในการปฏิบัติตามกฎหมายภาษี และแสดงให้เห็นถึงความน่าเชื่อถือของแพลตฟอร์มดิจิทัลอีกด้วย

มีใครบ้างที่ต้องใช้ VERI*FACTU

ผู้เสียภาษีดังต่อไปนี้ต้องใช้ระบบ VERI*FACTU

  • ผู้ประกอบอาชีพอิสระ
  • นักธุรกิจ
  • นิติบุคคลที่ไม่ได้มีสภาพเป็นนิติบุคคล เช่น กองทุนสินทรัพย์ธนาคาร
  • บริษัทที่อยู่ภายใต้กฎหมายแพ่งโดยมีสภาพเป็นนิติบุคคล แต่ไม่มีวัตถุประสงค์ทางการค้า เช่น บริษัทที่ดำเนินกิจกรรมทางการเกษตร

เฟรมเวิร์กนี้จะมีผลบังคับใช้หากผู้เสียภาษีข้างต้นมีคุณลักษณะเหล่านี้

  • ใช้แพลตฟอร์มการเรียกเก็บเงินทางอิเล็กทรอนิกส์
  • มีภูมิลำเนาอยู่ในสเปน และถูกเก็บภาษีในเขตแดนทั่วไป (Common Territory) ด้วย เช่น ชุมชนแบบปกครองตนเองหรือเขตแดนของสเปน ยกเว้นแคว้นบาสก์และนาวาร์
  • ต้องเสียภาษีอย่างน้อย 1 อย่างต่อไปนี้
    • ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (IRPF) จากการประกอบอาชีพของตน
    • ภาษีเงินได้ของผู้ไม่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศ (IRNR)
    • ภาษีเงินได้นิติบุคคล (IS)

มีใครบ้างที่ไม่ต้องใช้ VERI*FACTU

บริษัท ผู้ประกอบอาชีพอิสระ หรือนิติบุคคลที่มีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขอย่างน้อย 1 ข้อต่อไปนี้จะได้รับการยกเว้นจากระบบ VERI*FACTU

  • พำนักอาศัยอยู่ในนาวาร์หรือแคว้นบาสก์ เนื่องจากชุมชนแบบปกครองตนเองเหล่านี้มีแพลตฟอร์มการออกใบแจ้งหนี้ดิจิทัลของตนเอง (NaTicket ในนาวาร์และ TicketBAI ในแคว้นบาสก์)
  • จัดทำรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ผ่าน SII
  • ได้รับการอนุมัติจาก AEAT ในกรณีที่ไม่สามารถใช้งานได้ในทางเทคนิค
  • ไม่รวมธุรกรรมที่ Royal Decree (พระราชกฤษฎีกา) 1619/2012 ยกเว้นการออกใบแจ้งหนี้ ให้ใช้ VERI*FACTU เฉพาะเมื่อขายสินค้าหรือให้บริการที่ต้องมีใบแจ้งหนี้เท่านั้น

VERI*FACTU ส่งผลต่อธุรกิจในสเปนอย่างไร

"การศึกษาการเรียกเก็บเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ครั้งที่ 12" ของ SERES ระบุว่า ในปี 2024 บริษัทใหม่ๆ 45,600 แห่งได้นำขั้นตอนการเรียกเก็บเงินแบบดิจิทัลมาใช้ เช่น การออกใบแจ้งหนี้ในรูปแบบที่มีโครงสร้างซึ่งประมวลผลได้โดยอัตโนมัติ แต่ถึงอย่างนั้น หลายๆ ธุรกิจก็ยังไม่ได้นำ VERI*FACTU มาใช้ เพราะอาจดูเป็นเรื่องที่ค่อนข้างซับซ้อนหากไม่มีพาร์ทเนอร์ที่เหมาะสม

ด้านล่างนี้ เราจะมาดูหลายๆ ประเด็นที่ควรพิจารณาเมื่อนำระบบนี้มาใช้กัน

ตรวจสอบให้แน่ใจว่าซอฟต์แวร์เป็นไปตามข้อกำหนด

บริษัทและผู้ประกอบอาชีพอิสระในสเปนที่ต้องใช้ VERI*FACTU จำเป็นต้องยืนยันว่า โปรแกรมที่ตนใช้อยู่มีหนังสือรับรองการปฏิบัติตามข้อกำหนดที่ออกโดยนักพัฒนาซึ่งชี้แจงว่าสามารถเข้ากันได้กับเฟรมเวิร์กนี้ เมื่อมีเอกสารนี้ (ซึ่งต้องเข้าถึงได้จาก SIF) ถือว่าผู้ผลิตรับรองแล้วว่า ซอฟต์แวร์มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้

  • การส่งข้อมูลโดยอัตโนมัติและปลอดภัย: ระบบนี้จะส่งข้อมูลภาษี (โดยเฉพาะรายการใบแจ้งหนี้) ผ่านระบบ VERI*FACTU ซึ่งการส่งข้อมูลนี้จะต้องเป็นไปอย่างปลอดภัยและอัตโนมัติ
  • การจัดทำบันทึกการเรียกเก็บเงิน: ทุกครั้งที่ธุรกิจขายผลิตภัณฑ์หรือทำสัญญาให้บริการ โปรแกรมการเรียกเก็บเงิน VERI*FACTU จะสร้างรายการขึ้นมา ซึ่งก็คือไฟล์ดิจิทัลที่มีรายละเอียดธุรกรรมอยู่ ซอฟต์แวร์ต้องจัดทำบันทึกนี้พร้อมกันกับการออกใบแจ้งหนี้หรือก่อนหน้านั้นไม่นาน อย่าดำเนินการหลังออกใบแจ้งหนี้แล้วเด็ดขาด
  • การแยกข้อมูลที่เป็นความลับและข้อมูลภาษี: ข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่มีนัยทางภาษีจะต้องแยกจากข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์ทางการเงิน เช่น จำนวนเงินที่ต้องเสียภาษีจากการขาย วิธีนี้จะช่วยให้ AEAT วิเคราะห์ตัวเลขที่เกี่ยวข้องได้โดยตรงอย่างรวดเร็วและง่ายดาย
  • การเชื่อมโยงบันทึก: ระบบต้องเชื่อมโยงบันทึกการเรียกเก็บเงินทั้งหมดตามลำดับเวลา ซึ่งแสดงให้เห็นลำดับก่อนหลังในการออกบันทึก
  • การบันทึกเหตุการณ์: ระบบจะต้องบันทึกการดำเนินการและเหตุการณ์ทั้งหมดโดยอัตโนมัติ เช่น การเข้าสู่ระบบและการอัปเดตซอฟต์แวร์
  • การเปลี่ยนแปลงไม่ได้: โปรแกรมจำเป็นต้องรักษาความสมบูรณ์ถูกต้องของบันทึกการเรียกเก็บเงินและป้องกันการปรับเปลี่ยนรายละเอียดต่างๆ ที่แพลตฟอร์มบันทึกไว้แล้ว เพื่อให้มั่นใจว่ารายละเอียดเหล่านั้นจะได้รับการปกป้องอยู่เสมอหลังจากบันทึก

ใส่องค์ประกอบเพิ่มเติมในใบแจ้งหนี้

ธุรกิจต่างๆ จำเป็นต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าใบแจ้งหนี้มีองค์ประกอบต่อไปนี้

  • รหัส QR: ใบแจ้งหนี้ฉบับพิมพ์จะต้องแสดงรหัส QR ในส่วนใบแจ้งหนี้แบบดิจิทัลสามารถแสดงรายละเอียดเดียวกันนี้ขึ้นมาให้เห็นแทนได้
  • ตัวระบุ VERI*FACTU: ใบแจ้งหนี้แต่ละรายการต้องมีคำว่า "VERI*FACTU" หรือถ้อยคำว่า "Invoice verifiable at the AEAT website" (ตรวจสอบใบแจ้งหนี้ได้ที่เว็บไซต์ AEAT)

ตรวจสอบให้แน่ใจว่าซอฟต์แวร์มีข้อมูลที่จำเป็นในบันทึกการเรียกเก็บเงิน

ระบบ VERI*FACTU กำหนดรูปแบบและโครงสร้างมาตรฐานของบันทึกการเรียกเก็บเงินไว้ ซึ่งก็คือไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ที่ SIF สร้างขึ้นตอนออกใบแจ้งหนี้นั่นเอง ด้านล่างนี้คือสรุปเกี่ยวกับข้อมูลที่ต้องปรากฏในไฟล์เหล่านี้

  • รายละเอียดผู้ออกใบแจ้งหนี้: หมายเลขประจำตัวผู้เสียภาษี (NIF) ของผู้ออกใบแจ้งหนี้ รวมถึงชื่อและนามสกุลในกรณีของผู้ประกอบอาชีพอิสระ หรือชื่อเต็มของบริษัทในกรณีของนิติบุคคล เช่น บริษัทจำกัดความรับผิด (SL) หรือบริษัทมหาชนจำกัด (SA)
  • รายละเอียดลูกค้า: ในกรณีที่ Royal Decree (พระราชกฤษฎีกา) 1619/2012 กำหนดให้มีการระบุตัวผู้รับ (เช่น เวลาที่ต้องใช้ใบแจ้งหนี้ฉบับเต็ม) ซอฟต์แวร์ต้องระบุ NIF ของผู้รับ รวมถึงชื่อและนามสกุลในกรณีของผู้ประกอบอาชีพอิสระหรือบุคคลธรรมดา หรือชื่อเต็มของบริษัทในกรณีของนิติบุคคล โปรดทราบว่า VERI*FACTU ไม่ได้เปลี่ยนกฎต่างๆ เกี่ยวกับรายละเอียดของลูกค้าในใบแจ้งหนี้อย่างง่าย จึงไม่จำเป็นต้องใส่รายละเอียดดังกล่าวลงไป
  • ผู้ออกใบแจ้งหนี้: ระบุว่าเป็นใบแจ้งหนี้ที่ออกให้โดยผู้รับหรือบุคคลที่สาม
  • หมายเลขและชุด: ข้อมูลนี้จะระบุถึงเอกสาร โดยใช้หมายเลขและชุด (หากมี) เพื่อแยกเอกสารตามลำดับหมายเลขและลำดับเวลา
  • วันที่: บันทึกวันที่ออกใบแจ้งหนี้ ซึ่งก็คือเวลาที่ธุรกิจจัดเตรียมและส่งใบแจ้งหนี้ หากวันที่นี้ไม่ตรงกับวันที่ทำธุรกรรมหรือวันที่ชำระเงินล่วงหน้า ก็ให้ใส่ไว้ทั้ง 2 วัน
  • ประเภทใบแจ้งหนี้: ระบุว่าเป็นใบแจ้งหนี้แบบเต็มหรืออย่างง่าย ซึ่งมักจะเรียกว่าตั๋วหรือใบเสร็จ
  • ใบแจ้งหนี้แก้ไข: ระบุให้ชัดเจนว่าเป็นใบแจ้งหนี้แก้ไขและระบุใบแจ้งหนี้ต้นฉบับที่มีการแก้ไข
  • ใบแจ้งหนี้ที่ใช้แทนใบแจ้งหนี้อย่างง่าย: ระบุว่าเป็นใบแจ้งหนี้ที่ออกให้แทนใบแจ้งหนี้อย่างง่ายก่อนหน้านี้ และระบุใบเสร็จต้นฉบับ (ถ้ามี)
  • คำอธิบาย: อธิบายผลิตภัณฑ์หรือบริการแต่ละรายการ
  • จำนวนเงิน: ยอดรวมของใบแจ้งหนี้
  • ระบบ: ระบุระบบภาษีมูลค่าเพิ่มที่ใช้กับรายการที่ระบุไว้ในใบแจ้งหนี้ เช่น ระบบทั่วไปหรือระบบภาษีมูลค่าเพิ่มส่วนเพิ่ม
  • บุคคลที่ต้องเสียภาษี: ระบุว่าลูกค้าเป็นบุคคลที่ต้องเสียภาษีเพื่อวัตถุประสงค์ด้านภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อใช้กลไกการเรียกเก็บภาษีแบบย้อนกลับ
  • รายละเอียดภาษีมูลค่าเพิ่ม: แสดงฐานภาษี อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่ใช้ และยอดรวมภาษีมูลค่าเพิ่มที่เรียกเก็บในใบแจ้งหนี้ หากมีการใช้ภาษีมูลค่าเพิ่มส่วนเพิ่ม จะระบุอัตราและยอดภาษีมูลค่าเพิ่มส่วนเพิ่ม
  • ธุรกรรมที่ได้รับการยกเว้นภาษี: ในกรณีที่ใบแจ้งหนี้บันทึกธุรกรรมที่ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ก็จะระบุจำนวนเงินและเหตุผลที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม
  • การเชื่อมโยงบันทึก: หากไม่ใช่รายการออกใบแจ้งหนี้แรกจาก SIF ระบบก็จะบันทึกหมายเลขและชุด (ถ้ามี) ของใบแจ้งหนี้ พร้อมวันที่ออกใบแจ้งหนี้และสำเนาลายนิ้วมือบางส่วนจากบันทึกก่อนหน้า
  • การระบุตัวนักพัฒนา: บันทึกรหัสและข้อมูลประจำตัวอื่นๆ ของนักพัฒนา SIF
  • เวลาที่บันทึกที่แน่ชัด: บันทึกเวลาที่แพลตฟอร์มจัดทำไฟล์ดิจิทัลนี้ขึ้นมาให้แน่ชัด โดยใช้การประทับเวลาเพื่อระบุวันที่ ชั่วโมง นาที และวินาที
  • สถานการณ์: อธิบายสถานการณ์ในขณะที่จัดทำไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าว เช่น เครือข่ายขาดการเชื่อมต่อ ซึ่งทำให้ไม่สามารถส่งใบแจ้งหนี้ได้แบบเรียลไทม์

เมื่อใส่รายละเอียดเหล่านี้ครบแล้ว AEAT ก็จะตรวจสอบได้ว่า การออกใบแจ้งหนี้ขององค์กรครบถ้วน เข้าถึงได้ ตรวจสอบย้อนกลับได้ อ่านได้ และเปลี่ยนแปลงไม่ได้โดยสิ้นเชิงหรือไม่

บทลงโทษและความเสี่ยงในกรณีที่ไม่ปฏิบัติตาม VERI*FACTU

การไม่ปฏิบัติตามกฎ VERI*FACTU อาจนำมาซึ่งบทลงโทษโดยอัตโนมัติจาก AEAT ไม่ว่าจะมีเจตนาฉ้อโกงหรือไม่ก็ตาม กฎหมายนี้มีความเข้มงวดในเรื่องการครอบครองระบบการเรียกเก็บเงินที่ไม่มีหนังสือรับรองการปฏิบัติตามข้อกำหนดภาคบังคับ ด้านล่างนี้คือจำนวนค่าปรับและความเสี่ยงทางการเงินที่ผู้ประกอบอาชีพอิสระและบริษัทต่างๆ ต้องเผชิญหากไม่ปรับขั้นตอนการออกใบแจ้งหนี้ดิจิทัลให้ทันเวลา

ค่าปรับ

มาตรา 201 ทวิ ของกฎหมายต่อต้านการฉ้อโกงกำหนดบทลงโทษต่างๆ สำหรับผู้ที่ใช้หรือทำการตลาดให้กับซอฟต์แวร์ที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานด้านความสมบูรณ์ถูกต้องและการตรวจสอบย้อนกลับ โดยค่าปรับจะต่างกันไปสำหรับผู้ใช้และนักพัฒนาของโปรแกรมการเรียกเก็บเงิน

  • สำหรับบริษัทและผู้ประกอบอาชีพอิสระ: การใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายหรือไม่มีการรับรองที่จำเป็นอาจส่งผลให้ต้องเสียค่าปรับ 50,000 ยูโรในแต่ละปีงบประมาณที่ยังคงมีการใช้โปรแกรมดังกล่าวอยู่
  • สำหรับนักพัฒนาและนักการตลาด: การพัฒนาหรือนำเสนอซอฟต์แวร์การออกใบแจ้งหนี้ที่ช่วยให้สามารถทำบัญชีนอกระบบได้อาจนำมาซึ่งบทลงโทษสูงถึง 150,000 ยูโรในแต่ละปีที่ขายโปรแกรมดังกล่าว หากแพลตฟอร์มเป็นไปตามมาตรฐานทางกฎหมาย แต่ไม่ได้รับการรับรองภาคบังคับ ค่าปรับก็จะอยู่ที่ 1,000 ยูโรต่อ 1 โปรแกรมที่ทำการตลาด

ความเสี่ยงด้านภาษีและกฎหมาย

นอกจากบทลงโทษทางการเงินเหล่านี้แล้ว การใช้แพลตฟอร์มที่ไม่ได้รับอนุญาตจากระเบียบข้อบังคับ VERI*FACTU อาจส่งผลเสียอื่นๆ ต่อบริษัทได้ ดังนี้

  • การสูญเสียสิทธิประโยชน์ทางภาษี: การตรวจพบสิ่งผิดปกติในซอฟต์แวร์ อาจส่งผลให้ต้องออกจากระบบภาษีบางอย่าง หรือไม่ได้รับเงินอุดหนุนและความช่วยเหลือจากรัฐบาลได้
  • AEAT เห็นว่ามีโปรไฟล์ความเสี่ยงเพิ่มสูงขึ้น: การใช้แพลตฟอร์มที่เข้ากันไม่ได้จะทำให้มีการแจ้งเตือนอัตโนมัติภายในเครื่องมือของหน่วยงานนี้ และเพิ่มโอกาสที่จะต้องเข้ารับการตรวจสอบอย่างละเอียด
  • การเสื่อมเสียชื่อเสียง: หากใบแจ้งหนี้ที่ออกโดยบริษัทไม่มีรหัส QR ที่ตรวจสอบยืนยันได้ ลูกค้าและพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจอาจรู้สึกว่าไม่โปร่งใสหรือมีความผิดปกติในการบริหารจัดการ

วิธีเตรียมพร้อมสำหรับ VERI*FACTU ด้วย Stripe

"การศึกษาการเรียกเก็บเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ครั้งที่ 12" ระบุว่า ในปี 2024 ธุรกิจส่วนใหญ่ (โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดเล็กและบริษัทขนาดใหญ่) ไม่ได้นำการออกใบแจ้งหนี้แบบดิจิทัลมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ บางรายก็ยังคงลังเลอยู่ แม้ว่าขั้นตอนการเรียกเก็บเงินจำเป็นต้องปรับให้เข้ากับกฎ VERI*FACTU ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าแล้วก็ตาม ส่วนบางรายก็เตรียมการกันแล้ว และ Stripe ก็ทำหน้าที่เป็นพาร์ทเนอร์ของธุรกิจเหล่านี้ได้อย่างยอดเยี่ยม

เมื่อคิดที่จะใช้ระบบนี้ บริษัทต่างๆ มักจะเลือกใช้ซอฟต์แวร์เฉพาะทางเพื่อออกใบแจ้งหนี้ กลยุทธ์นี้มักส่งผลให้มีเครื่องมือต่างๆ ที่กระจัดกระจายในการจัดการขั้นตอนที่เหลือ เช่น การป้อนรายละเอียด การส่งใบแจ้งหนี้ให้กับลูกค้า และการเรียกเก็บเงิน

ในทางตรงกันข้าม เมื่อคุณทำงานกับแพลตฟอร์มการชำระเงินที่ทันสมัย เช่น Stripe Payments แต่ละขั้นตอนเหล่านี้จะรวมกันเป็นโซลูชันที่ครบครัน ซึ่งทำให้ขั้นตอนการออกใบแจ้งหนี้ การเรียกเก็บเงิน และการกระทบยอดการชำระเงินทั้งหมดเป็นไปโดยอัตโนมัติ ส่งผลให้มีการเรียกเก็บเงินที่เร็วขึ้นตามมา โดยลูกค้าชำระใบแจ้งหนี้บน Stripe จำนวน 87% ภายใน 24 ชั่วโมงแรก

Stripe App Marketplace เป็นคลังแอปพลิเคชันที่ผสานการทำงานเข้ากับแพลตฟอร์มการชำระเงินของคุณได้ง่ายๆ และปรับให้เข้ากับความต้องการที่แสนเฉพาะตัวจากธุรกิจของคุณได้ เพื่อช่วยให้ดำเนินงานได้สะดวกขึ้นไปอีก

แอปพลิเคชันหนึ่งที่มีอยู่ใน Stripe App Marketplace ก็คือ Invopop ซึ่งเป็นโซลูชันที่พัฒนาขึ้นในสเปน แอปพลิเคชันนี้มาพร้อมฟีเจอร์ต่างๆ ที่ช่วยให้องค์กรปฏิบัติตามกฎในสเปนได้ ฟังก์ชันหนึ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการผสานการทำงานเข้ากับระบบ VERI*FACTU ได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับกฎหมายระดับภูมิภาคด้วย เช่น TicketBAI ในแคว้นบาสก์ อันที่จริงแล้ว แอปพลิเคชันนี้ได้รับการระบุให้เป็นซอฟต์แวร์ที่ผ่านการรับรองสำหรับ TicketBAI โดยหน่วยงานด้านภาษีประจำจังหวัดของอะลาบา บิสกายา และกีปุซโกอา

ในทางกลับกัน Billit เป็นแพลตฟอร์มการเรียกเก็บเงินทางอิเล็กทรอนิกส์แบบที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งเน้นที่การปฏิบัติตามข้อกำหนดในการออกใบแจ้งหนี้ต่างๆ ทั่วสหภาพยุโรป Billit มาพร้อมฟีเจอร์อัตโนมัติต่างๆ ที่ช่วยให้คุณเชื่อมโยงบัญชีธนาคารของบริษัทและลดความซับซ้อนในการกระทบยอดใบแจ้งหนี้ได้

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับระบบ VERI*FACTU

เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นคําแนะนําทางกฎหมายหรือภาษี Stripe ไม่รับประกันหรือรับประกันความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ความไม่เพียงพอ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในบทความ คุณควรขอคําแนะนําจากทนายความที่มีอํานาจหรือนักบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอํานาจศาลเพื่อรับคําแนะนําที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ

บทความอื่นๆ

  • เกิดข้อผิดพลาดบางอย่าง โปรดลองอีกครั้งหรือติดต่อฝ่ายสนับสนุน

หากพร้อมเริ่มใช้งานแล้ว

สร้างบัญชีและเริ่มรับการชำระเงินโดยไม่ต้องทำสัญญาหรือระบุรายละเอียดเกี่ยวกับธนาคาร หรือติดต่อเราเพื่อสร้างแพ็กเกจที่ออกแบบเองสำหรับธุรกิจของคุณ
Invoicing

Invoicing

สร้างและส่งใบแจ้งหนี้ให้กับลูกค้าได้ในไม่กี่นาที โดยไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ด

Stripe Docs เกี่ยวกับ Invoicing

สร้างและจัดการใบแจ้งหนี้สำหรับการชำระเงินครั้งเดียวด้วย Stripe Invoicing