วิธีสร้างงบประมาณธุรกิจสำหรับธุรกิจสตาร์ทอัพ: คู่มือ

Atlas
Atlas

จัดตั้งบริษัทได้ด้วยการคลิกไม่กี่ครั้งและพร้อมที่จะเรียกเก็บเงินจากลูกค้า จัดจ้างทีมงาน และระดมทุน

ดูข้อมูลเพิ่มเติม 
  1. บทแนะนำ
  2. 5 ขั้นตอนในการจัดทำงบประมาณธุรกิจสำหรับสตาร์ทอัพของคุณ
    1. 1. ประเมินสถานการณ์ทางการเงินของสตาร์ทอัพ
    2. 2. กำหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของธุรกิจ
    3. 3. ศึกษาค่าใช้จ่ายและช่องทางธุรกิจ
    4. 4. จัดสรรงบประมาณให้กับกิจกรรมทางธุรกิจต่างๆ
    5. 5. วางแผนรับมือกับเหตุฉุกเฉินและค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิด
  3. ธุรกิจของคุณควรมีงบประมาณมากแค่ไหน
  4. แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในการจัดทำและจัดการงบประมาณธุรกิจของสตาร์ทอัพ
  5. เหตุใดงบประมาณธุรกิจจึงมีความสำคัญต่อสตาร์ทอัพ
  6. Stripe Atlas ช่วยอะไรได้บ้าง
    1. การสมัครใช้งาน Atlas
    2. การรับชำระเงินและการธนาคารก่อนที่จะได้รับ EIN ของคุณ
    3. การซื้อหุ้นของผู้ก่อตั้งแบบไร้เงินสด
    4. การยื่นเอกสารการเลือกสถานะภาษี 83(b) อัตโนมัติ
    5. เอกสารทางกฎหมายของบริษัทระดับโลก
    6. Stripe Payments ฟรีหนึ่งปี พร้อมสิทธิประโยชน์จากพาร์ทเนอร์มูลค่า 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ และเครดิต Stripe มูลค่า 2,500 ดอลลาร์สหรัฐ

สตาร์ทอัพมักมีคำจำกัดความตามความสัมพันธ์ระหว่างธุรกิจกับเงิน โดยพิจารณาว่ามีเงินทุนมากน้อยแค่ไหน เงินมาจากไหน ใครเป็นเจ้าของหุ้นในธุรกิจ และมีอำนาจควบคุมธุรกิจมากน้อยแค่ไหน มีเงินในธนาคารเท่าไหร่ และธุรกิจจะอยู่รอดได้นานแค่ไหน สตาร์ทอัพควรว่าจ้างบุคลากรแบบไหน และธุรกิจจะจ่ายไหวไหม การขยายบริการของธุรกิจต้องแลกมากับอะไรบ้าง

ธุรกิจส่วนใหญ่ (ไม่ว่าจะเป็นสตาร์ทอัพหรือไม่) ต่างต้องคำนึงถึงงบประมาณด้วยกันทั้งนั้น แต่สตาร์ทอัพมักจะมีเงินใช้จ่ายไม่มากนัก การจัดทำงบประมาณจึงเป็นเรื่องสำคัญเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอด จากนี้ เราจะพาไปดูวิธีจัดทำงบประมาณธุรกิจสำหรับสตาร์ทอัพของคุณ

เนื้อหาหลักในบทความ

  • 5 ขั้นตอนในการจัดทำงบประมาณธุรกิจสำหรับสตาร์ทอัพของคุณ
  • ธุรกิจของคุณควรมีงบประมาณมากแค่ไหน
  • แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในการจัดทำและจัดการงบประมาณธุรกิจของสตาร์ทอัพ
  • เหตุใดงบประมาณธุรกิจจึงมีความสำคัญต่อสตาร์ทอัพ
  • Stripe Atlas ช่วยอะไรได้บ้าง

5 ขั้นตอนในการจัดทำงบประมาณธุรกิจสำหรับสตาร์ทอัพของคุณ

ต่อไปนี้เป็นคำแนะนำแบบทีละขั้นตอนในการจัดทำงบประมาณธุรกิจให้เหมาะกับสตาร์ทอัพของคุณ

1. ประเมินสถานการณ์ทางการเงินของสตาร์ทอัพ

ให้เริ่มจากการรวบรวมเอกสารทางการเงินที่สำคัญ เช่น งบดุล งบกำไรขาดทุน และงบกระแสเงินสด เอกสารเหล่านี้จะช่วยให้คุณเห็นภาพรวมสถานะทางการเงินของสตาร์ทอัพของคุณ

  • ตรวจสอบสินทรัพย์และหนี้สิน: ให้ตรวจสอบงบดุลอย่างละเอียด สินทรัพย์ต่างๆ เช่น เงินสด ลูกหนี้การค้า และสินค้าคงคลังมีสถานะเป็นอย่างไรบ้าง ให้ตรวจสอบหนี้สินต่างๆ ด้วย เช่น เงินกู้ เจ้าหนี้การค้า และหนี้อื่นๆ รวมถึงคำนวณอัตราส่วนสภาพคล่อง ตัวเลขเหล่านี้จะช่วยให้คุณพร้อมรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด

  • รู้แหล่งรายได้ของคุณ: ให้วิเคราะห์ประวัติรายได้ของคุณ มีรูปแบบ จุดพีค หรือจุดที่คงที่พอสังเกตเห็นได้บ้างหรือเปล่า อย่าลืมกระจายช่องทางสร้างรายได้ให้มาจากหลายๆ แหล่ง แล้วใช้ข้อมูลนี้เพื่อช่วยคุณระบุจุดคุ้มทุน ซึ่งก็คือจำนวนรายได้ที่คุณต้องมีเพื่อรองรับค่าใช้จ่ายต่างๆ

    รายได้ของสตาร์ทอัพอาจมาจากหลายๆ แหล่ง โดยขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรมของคุณดังนี้

    • รายได้จากการขายสินค้าที่จับต้องได้หรือสินค้าดิจิทัล
    • รายได้จากการให้บริการเฉพาะทางหรือให้คำปรึกษา
    • รายได้แบบประจำจากการสมัครสมาชิกหรือสิทธิ์เข้าใช้ซอฟต์แวร์
    • รายได้จากการแสดงโฆษณาบนแพลตฟอร์มหรือคอนเทนต์ของคุณ
    • รายได้จากการออกใบอนุญาตให้ใช้ทรัพย์สินทางปัญญาหรือเทคโนโลยีของคุณ
    • รายได้จากการที่ผู้ใช้จ่ายเงินเพื่อใช้ฟีเจอร์ระดับพรีเมียม
    • การบริจาคจากผู้สนับสนุนหรือผู้ให้เงินสนับสนุนในช่วงแรก
    • รายได้จากดีลหรือการร่วมงานกับแบรนด์
  • ติดตามค่าใช้จ่ายของคุณ: ให้แยกระหว่างค่าใช้จ่ายคงที่ (ซึ่งจะเหมือนเดิมเสมอไม่ว่าการดำเนินธุรกิจจะเป็นอย่างไร เช่น ค่าเช่าหรือเงินเดือน) กับค่าใช้จ่ายแปรผัน (ซึ่งจะเปลี่ยนไปตามปริมาณธุรกิจ เช่น ค่าขนส่งหรือค่าวัตถุดิบ) วิธีนี้จะช่วยให้คุณสามารถปรับงบประมาณให้สอดคล้องกับรอบการดำเนินธุรกิจได้

ค่าใช้จ่ายทางธุรกิจ

ตัวอย่าง

ค่าใช้จ่ายคงที่

  • ค่าเช่าหรือการจำนอง
  • บัญชีเงินเดือนและสวัสดิการ
  • ประกันภัยธุรกิจ
  • การโฮสต์เว็บไซต์
  • บริการอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์
  • บริการเฉพาะทางและค่าธรรมเนียมทางกฎหมาย
  • ค่าธรรมเนียมธนาคาร
  • ประกันภัย

ค่าใช้จ่ายแปรผัน

  • วัตถุดิบ
  • ค่าใช้จ่ายในการโฆษณา
  • ค่าสาธารณูปโภค
  • อุปกรณ์หรือวัสดุสิ้นเปลือง
  • ค่าขนส่ง
  • ภาษีเงินได้นิติบุคคล
  • การขนส่ง
  • การเดินทางและกิจกรรม
  • บริการฟรีแลนซ์
  • ประเมินกระแสเงินสด: งบกระแสเงินสดจะช่วยให้เห็นว่าเงินสดหมุนเวียนเข้าและออกจากธุรกิจอย่างไรบ้าง ให้ประเมินสถานการณ์เงินทุนหมุนเวียนว่า สินค้าคงคลังของคุณเปลี่ยนเป็นยอดขายได้เร็วแค่ไหน และเก็บเงินจากลูกค้าได้เร็วแค่ไหน

  • ดูหนี้สินและการลงทุน: ให้ตรวจสอบหนี้สิน ระยะเวลาและอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่เท่าไหร่ และสิ่งเหล่านี้สอดคล้องกับกลยุทธ์ทางการเงินโดยรวมของคุณอย่างไร หากมีนักลงทุน ก็ให้ประเมินว่าการลงทุนของบุคคลเหล่านี้ส่งผลต่อการเงินของคุณอย่างไร

  • ตรวจสอบภาพรวมด้านภาษีและระเบียบข้อบังคับ: อย่ามองข้ามผลกระทบของภาษีและระเบียบข้อบังคับ เพราะอาจส่งผลต่อภาพรวมทางการเงินได้อย่างมาก

2. กำหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของธุรกิจ

เริ่มต้นด้วยการทบทวนวิสัยทัศน์ของสตาร์ทอัพว่า คุณอยากจะบรรลุเป้าหมายอะไรในระยะยาว เป้าหมายของคุณควรแสดงถึงความเดินหน้าในการบรรลุวิสัยทัศน์นี้

  • ใช้การตั้งเป้าหมายแบบ SMART: ยึดหลัก SMART ในการตั้งเป้าหมาย ได้แก่ เจาะจง (Specific) วัดผลได้ (Measurable) บรรลุผลได้ (Achievable) ตอบโจทย์ (Relevant) และมีกรอบเวลาชัดเจน (Time-bound) วิธีนี้จะช่วยให้เป้าหมายของคุณชัดเจน ติดตามผลได้ และทำได้จริง ตัวอย่างเช่น แทนที่จะตั้งเป้าหมายกว้างๆ ว่าเพิ่มรายได้ ก็ให้ตั้งเป้าหมายที่เจาะจงขึ้น เช่น เพิ่มยอดขาย 20% ในไตรมาสหน้า

  • ทำความเข้าใจวัตถุประสงค์ระยะสั้นและระยะยาว: ความสมดุลเป็นเรื่องสำคัญ ให้กำหนดเป้าหมายเร่งด่วนในระยะสั้น (เช่น การเปิดตัวฟีเจอร์ผลิตภัณฑ์ใหม่ภายใน 6 เดือนข้างหน้า) ควบคู่ไปกับเป้าหมายระยะยาว (เช่น การเป็นผู้นำตลาดภายใน 5 ปี) วิธีนี้จะช่วยให้ทีมมีแรงจูงใจและโฟกัสที่ความสำเร็จทั้งระยะใกล้และไกลได้

  • ให้ทีมเข้ามามีส่วนร่วม: ให้ทีมของคุณมีส่วนร่วมในขั้นตอนการกำหนดเป้าหมาย เพื่อให้ได้รับฟังความคิดเห็นจากทุกคน เมื่อเป็นเช่นนี้ ทีมก็จะมีแนวทางไปในทิศทางเดียวกันและมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน

  • วิเคราะห์ตลาดและคู่แข่ง: ศึกษาตลาดและคู่แข่งเพื่อกำหนดเป้าหมายที่ทำได้จริงและตอบโจทย์ เช่น หากเป็นอุตสาหกรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เป้าหมายของคุณก็อาจเป็นการก้าวล้ำนำหน้าเทรนด์หรือนวัตกรรมทางเทคโนโลยีบางอย่าง

  • กำหนดเป้าหมายทางการเงิน: กำหนดเป้าหมายทางการเงินให้ชัดเจน เช่น เป้าหมายด้านการหาเงินทุน เป้าหมายด้านรายได้ ส่วนต่างกำไร หรือเป้าหมายในการลดค่าใช้จ่าย เพราะเป้าหมายเหล่านี้จะช่วยรักษาสถานะทางการเงินของคุณอยู่ในเกณฑ์ที่ดี

  • กำหนดเป้าหมายที่เน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง: กำหนดเป้าหมายในการหาลูกค้าใหม่ การรักษาลูกค้า คะแนนความพึงพอใจ หรือคะแนนผู้สนับสนุนสุทธิ (NPS) เมื่อลูกค้าพึงพอใจ ธุรกิจก็มักจะประสบความสำเร็จ

3. ศึกษาค่าใช้จ่ายและช่องทางธุรกิจ

ระบุค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่อาจเกิดขึ้น (ไม่ว่าจะน้อยแค่ไหน) โดยรวมถึงค่าใช้จ่ายทางตรง เช่น วัตถุดิบและการผลิต และค่าใช้จ่ายทางอ้อม เช่น ค่าเช่า ค่าสาธารณูปโภค และค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ

  • มาตรฐานอุตสาหกรรมการวิจัย: ธุรกิจของคุณเป็นอย่างไรบ้างเมื่อเทียบกับธุรกิจอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกัน การเปรียบเทียบสถานะทางการเงินของคุณกับมาตรฐานอุตสาหกรรมจะช่วยให้ข้อมูลเชิงลึกที่มีประโยชน์ได้ ให้ตรวจสอบดูว่าธุรกิจในอุตสาหกรรมนั้นๆ มักใช้จ่ายไปกับอะไรบ้างในด้านต่างๆ เพื่อช่วยให้พบว่า งบประมาณของคุณมีค่าใช้จ่ายในหมวดหมู่ใดหรือไม่ที่สูงหรือต่ำเกินไป

  • ทบทวนกลยุทธ์การตั้งราคา: ราคาขายส่งผลต่อรายได้ของคุณโดยตรง คุณจึงต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจนเกี่ยวกับกลยุทธ์การตั้งราคา เช่น การตั้งราคาตามการเติบโตหรือการตั้งราคาแบบแบ่งระดับ ให้ศึกษาราคาของคู่แข่งและตั้งราคาให้แข่งขันได้ แต่ยังต้องรองรับค่าใช้จ่ายและมีส่วนต่างกำไรตามที่ต้องการด้วย

  • ตรวจสอบช่องทางจัดจำหน่ายและช่องทางการขาย: ระบุค่าใช้จ่ายของช่องทางจัดจำหน่ายและช่องทางการขายแต่ละอย่างที่คุณมีแผนจะใช้ เช่น แพลตฟอร์มออนไลน์ ร้านค้าปลีก และผู้จัดจำหน่ายภายนอก แต่ละช่องทางก็จะมีค่าใช้จ่ายและแหล่งรายได้ที่เกี่ยวข้องที่แตกต่างกันไป

  • คำนึงถึงค่าใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์: เทคโนโลยีและซอฟต์แวร์เป็นส่วนสำคัญของธุรกิจใหม่ๆ ส่วนใหญ่ ให้คำนึงถึงค่าใช้จ่ายสำหรับซอฟต์แวร์สำคัญๆ มาตรการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ และการสนับสนุนหรือการพัฒนาทางเทคนิคที่คุณอาจจำเป็นต้องใช้ด้วย

  • บัญชีสำหรับค่าใช้จ่ายของพนักงาน: นอกจากเงินเดือนแล้ว ให้รวมถึงค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับพนักงาน เช่น สวัสดิการ การฝึกอบรม ภาษี และประกันเอาไว้ด้วย ค่าใช้จ่ายเหล่านี้อาจเพิ่มค่าใช้จ่ายสำหรับบุคลากรขึ้นอย่างมาก อย่ามองข้ามค่าใช้จ่ายแฝงด้วย เช่น การสมัครใช้บริการซอฟต์แวร์ ค่าธรรมเนียมวิชาชีพ หรือค่าเดินทาง

  • คำนึงถึงค่าใช้จ่ายทางกฎหมายและการปฏิบัติตามข้อกำหนด: การปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับต่างๆ อาจมีค่าใช้จ่าย เช่น ค่าธรรมเนียมทางกฎหมาย การออกใบอนุญาต และการปฏิบัติตามมาตรฐานอุตสาหกรรม

4. จัดสรรงบประมาณให้กับกิจกรรมทางธุรกิจต่างๆ

จัดสรรงบประมาณตามเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของคุณ ส่วนที่มีความสำคัญสูงซึ่งส่งผลโดยตรงต่อวัตถุประสงค์หลักของคุณควรได้รับเงินสนับสนุนเพิ่มเติม

  • หาสมดุลระหว่างแผนกต่างๆ: ให้กระจายเงินไปยังแผนกต่างๆ เช่น ฝ่ายการวิจัยและพัฒนา ฝ่ายการตลาด ฝ่ายขาย ฝ่ายปฏิบัติการ และฝ่ายบริหาร โดยแต่ละแผนกควรมีทรัพยากรเพียงพอที่จะดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และใช้เงินอย่างคุ้มค่า

  • วิเคราะห์ต้นทุนและผลประโยชน์ของค่าใช้จ่ายแต่ละรายการ: สำหรับค่าใช้จ่ายหลักแต่ละรายการ ให้ทำการวิเคราะห์ต้นทุน-ผลประโยชน์ ซึ่งจะมีการประเมินผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ที่อาจเกิดขึ้นจากค่าใช้จ่ายนั้นๆ เช่น หากคุณกำลังคิดจะทำแคมเปญการตลาด ก็ให้ชั่งน้ำหนักระหว่างยอดขายที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นกับค่าใช้จ่ายของแคมเปญ

  • วางแผนการตลาดและการโฆษณา: ให้กำหนดจำนวนเงินที่ต้องใช้จ่ายไปกับการตลาดและการโฆษณาเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การโฆษณาบนโซเชียลมีเดีย การตลาดผ่านคอนเทนต์ แคมเปญทางอีเมล และการโฆษณาแบบดั้งเดิม

  • ชั่งน้ำหนักค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนา: หากสตาร์ทอัพของคุณอยู่ในอุตสาหกรรมที่ต้องมีการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ให้จัดสรรงบประมาณสำหรับกิจกรรมเหล่านี้เพื่อให้ธุรกิจของยังคงสามารถแข่งขันได้

  • พิจารณากิจกรรมที่สร้างรายได้เทียบกับกิจกรรมสนับสนุน: ให้จัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมให้กับกิจกรรมที่สร้างรายได้ เช่น การขายและการตลาด และให้ตรวจสอบด้วยว่า ฝ่ายสนับสนุน เช่น ทรัพยากรบุคคล (HR) เทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) และการบริการลูกค้าได้รับเงินสนับสนุนเพียงพอ

  • ลงทุนกับโอกาสในการเติบโต: ให้จัดสรรงบประมาณส่วนหนึ่งเพื่อการเติบโตและการคิดค้นสิ่งใหม่ๆ เช่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ การขยายตลาด หรือการอัปเกรดเทคโนโลยี

5. วางแผนรับมือกับเหตุฉุกเฉินและค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิด

จัดสรรงบประมาณส่วนหนึ่งไว้เป็นกองทุนฉุกเฉิน โดยทั่วไปแล้วควรจัดสรร 5%–10% จากงบประมาณทั้งหมด แต่อาจแตกต่างกันไปตามอุตสาหกรรมและระยะของสตาร์ทอัพนั้นๆ เพราะเงินส่วนนี้อาจนำไปใช้ชำระค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิดได้

  • ประเมินความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้: วิเคราะห์ความเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเงินของคุณ เช่น ความผันผวนของตลาด การหยุดชะงักของการดำเนินงาน ค่าใช้จ่ายของซัพพลายเออร์ที่เปลี่ยนไป หรือข้อบกพร่องทางเทคโนโลยี

  • รับความคุ้มครองจากประกันภัย: จัดให้มีกรมธรรม์ประกันภัยที่เหมาะสม เช่น การประกันภัยความรับผิดทั่วไป การประกันภัยทรัพย์สิน การประกันภัยความรับผิดทางวิชาชีพ และการประกันภัยรูปแบบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมของคุณ

  • จัดทำงบประมาณให้ยืดหยุ่น: ให้ออกแบบงบประมาณให้ยืดหยุ่น เพื่อให้คุณปรับเปลี่ยนบางบรรทัดรายการได้หากมีค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นโดยไม่กระทบต่อแผนทางการเงินของคุณ ในส่วนของสตาร์ทอัพที่ดำเนินธุรกิจในตลาดที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาหรือสตาร์ทอัพที่เติบโตเร็ว งบประมาณแบบยืดหยุ่นจะช่วยรองรับการเปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดคิดได้

  • วางแผนรับมือความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ: เฝ้าติดตามตัวชี้วัดและแนวโน้มทางเศรษฐกิจที่อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจของคุณ เมื่อเกิดความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ คุณอาจจำเป็นต้องเพิ่มเงินในกองทุนสำรองฉุกเฉิน

  • จัดทำแผนรับมือเหตุฉุกเฉิน: จัดทำแผนรับมือเหตุฉุกเฉินที่ประกอบด้วยกลยุทธ์ทางการเงินเพื่อรับมือกับวิกฤตการณ์ฉับพลัน โดยแผนนี้ควรระบุขั้นตอนในการลดค่าใช้จ่ายโดยเร็วในกรณีที่จำเป็น

  • พิจารณาเปิดวงเงินเครดิต: การมีวงเงินเครดิตอยู่กับสถาบันการเงินจะช่วยให้คุณปลอดภัยขึ้นอีกขั้น วงเงินเครดิตนี้จะทำให้คุณเข้าถึงเงินทุนได้เมื่อจำเป็นโดยไม่ต้องไปหยิบเอางบประมาณจากส่วนอื่นมาใช้

ธุรกิจของคุณควรมีงบประมาณมากแค่ไหน

การหาจำนวนงบประมาณโดยรวมที่เหมาะสมของสตาร์ทอัพนั้นมีอยู่มากมายหลายวิธี แต่ท้ายที่สุดแล้ว แนวทางที่คุณสบายใจที่สุดย่อมเป็นวิธีที่ดีที่สุด โดยวิธีบางส่วนที่พบบ่อยในการกำหนดงบประมาณของสตาร์ทอัพมีดังนี้

  • วิธีแบบคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของรายได้: วิธีหนึ่งที่นิยมใช้กันคือการกำหนดงบประมาณเป็นเปอร์เซ็นต์ของรายได้ที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งเปอร์เซ็นต์นี้จะแตกต่างกันไปตามอุตสาหกรรมและระยะการเติบโตของสตาร์ทอัพ ตัวอย่างเช่น สตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีที่อยู่ในระยะเติบโตอาจจัดสรรรายได้เป็นเปอร์เซ็นต์ที่สูงขึ้นให้กับฝ่ายการวิจัยและพัฒนา เมื่อเทียบกับแผนของธุรกิจค้าปลีกที่พัฒนาเต็มที่แล้ว

  • การจัดทำงบประมาณฐานศูนย์: ในการใช้วิธีนี้ คุณจะต้องจัดทำงบประมาณ (“ฐานศูนย์”) สำหรับแต่ละช่วงเวลาใหม่ โดยวิเคราะห์และแสดงเหตุผลประกอบค่าใช้จ่ายแต่ละรายการ การจัดทำงบประมาณฐานศูนย์มีประโยชน์ในการตรวจสอบว่าค่าใช้จ่ายทั้งหมดมีความจำเป็นและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในปัจจุบันของธุรกิจหรือไม่ ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับสตาร์ทอัพที่เรื่องสำคัญต่างๆ อาจเปลี่ยนไปได้อย่างรวดเร็ว

  • การจัดทำงบประมาณแบบย้อนหลัง: วิธีนี้จะใช้ข้อมูลทางการเงินที่ผ่านๆ มาเป็นฐานในการจัดทำงบประมาณใหม่ ในส่วนของสตาร์ทอัพที่มีประวัติการดำเนินงานมาหลายปี วิธีนี้อาจให้ข้อมูลพื้นฐานที่ตรงตามความเป็นจริงได้ แต่คุณควรปรับเปลี่ยนไปตามการเปลี่ยนแปลงที่คาดการณ์ไว้ของตลาดหรือโมเดลธุรกิจ

  • การจัดทำงบประมาณแบบมุ่งเน้นเป้าหมาย: งบประมาณแบบมุ่งเน้นเป้าหมายจะวางโครงสร้างตามเป้าหมายหรือเหตุการณ์สำคัญทางธุรกิจที่เจาะจง ซึ่งมีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับสตาร์ทอัพที่อยากจะบรรลุเป้าหมายบางอย่าง เช่น เป้าหมายด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การขยายตลาด หรือเป้าหมายในการได้ลูกค้าใหม่ๆ

  • การจัดทำงบประมาณแบบยืดหยุ่น: ในการใช้วิธีนี้ คุณจะต้องจัดทำงบประมาณที่ปรับเปลี่ยนไปตามการเปลี่ยนแปลงของรายได้หรือสภาวะทางธุรกิจได้อย่างยืดหยุ่น ในส่วนของสตาร์ทอัพที่ดำเนินธุรกิจในตลาดที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาหรือสตาร์ทอัพที่เติบโตเร็ว งบประมาณแบบยืดหยุ่นจะช่วยรองรับการเปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดคิดได้

  • การเปรียบเทียบงบประมาณกับมาตรฐานอุตสาหกรรม: การเปรียบเทียบงบประมาณของคุณกับมาตรฐานอุตสาหกรรมสามารถให้ข้อมูลเชิงลึกที่มีประโยชน์ได้ โดยต้องมีการศึกษาหาข้อมูลว่า ธุรกิจที่คล้ายๆ กันในอุตสาหกรรมเดียวกับคุณนั้นใช้จ่ายกันอย่างไร แล้วก็ปรับงบประมาณไปตามข้อมูลนั้น

  • การจัดทำงบประมาณแบบลีน: วิธีนี้ช่วยลดการใช้จ่ายให้เหลือเฉพาะรายจ่ายหลักๆ เท่านั้น ซึ่งมักพบเห็นได้บ่อยในช่วงเริ่มต้นเพื่อประหยัดเงินสด วิธีนี้มุ่งเน้นในการสร้างผลิตภัณฑ์เท่าที่ใช้ได้ขั้นต่ำและมีผลิตภัณฑ์ที่เข้ากับตลาดก่อนที่จะเพิ่มการใช้จ่ายให้มากขึ้น

  • การจัดทำงบประมาณตามโปรเจ็กต์: หากสตาร์ทอัพของคุณทำงานเป็นรายโปรเจ็กต์ การจัดทำงบประมาณของแต่ละโปรเจ็กต์แยกกันก็อาจเป็นวิธีที่ตอบโจทย์ ซึ่งช่วยให้สามารถจัดสรรทรัพยากรได้แม่นยำยิ่งขึ้นตามความต้องการและผลตอบแทนที่เฉพาะเจาะจงของแต่ละโปรเจ็กต์

  • การจัดทำงบประมาณโดยนักลงทุน: หากสตาร์ทอัพของคุณได้รับเงินทุนจากนักลงทุน ความคาดหวังและความต้องการของนักลงทุนก็อาจส่งผลต่องบประมาณได้ โดยงบประมาณที่นักลงทุนเป็นผู้กำหนดนั้นอาจอิงตามหมุดหมายหรือเป้าหมายในการเติบโตที่ได้ตกลงกันไว้

  • การจัดทำงบประมาณฉุกเฉิน: สตาร์ทอัพมีความเสี่ยงมากขึ้นที่จะมีค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิดหรือรายได้ผันผวน สตาร์ทอัพจึงควรมีงบประมาณฉุกเฉินเอาไว้รองรับค่าใช้จ่ายหรือปัญหาต่างๆ ที่ไม่คาดคิด

แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในการจัดทำและจัดการงบประมาณธุรกิจของสตาร์ทอัพ

เมื่อจัดทำและจัดการงบประมาณธุรกิจของสตาร์ทอัพ คุณควรคำนึงถึงแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดต่อไปนี้ที่จะช่วยยกระดับแนวทางของคุณให้ดีขึ้นได้

  • การติดตามตรวจสอบและทบทวนเป็นประจำ: ติดตามและตรวจสอบงบประมาณเทียบกับผลการดำเนินงานจริง (รายเดือนหรือรายไตรมาสก็ได้) เพราะจะช่วยให้คุณพบความผันผวนได้ตั้งแต่เนิ่นๆ และปรับตัวได้ทันท่วงที

  • ใช้เครื่องมือการจัดการทางการเงิน: ใช้เทคโนโลยีในการจัดการงบประมาณ มีผลิตภัณฑ์และเครื่องมือซอฟต์แวร์ทางการเงินต่างๆ มากมายให้คุณเลือกใช้เพื่อช่วยติดตามค่าใช้จ่าย คาดการณ์รายได้ และให้ข้อมูลเชิงลึกทางการเงินแบบเรียลไทม์

  • การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง: แจ้งให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องรายสำคัญๆ รับรู้เกี่ยวกับงบประมาณและผลการดำเนินงาน โดยรวมถึงทีมและนักลงทุน สมาชิกในคณะกรรมการ และพาร์ทเนอร์รายหลักๆ ของคุณ ความโปร่งใสจะเสริมสร้างความไว้วางใจและเปิดพื้นที่ในการรับข้อเสนอแนะที่มีประโยชน์ได้

  • แนวทางที่ยืดหยุ่นและพร้อมปรับเปลี่ยน: ให้เตรียมพร้อมที่จะปรับงบประมาณไปตามการดำเนินธุรกิจ สตาร์ทอัพต่างๆ มักเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในการดำเนินงาน และงบประมาณก็ควรยืดหยุ่นมากพอที่จะรองรับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้

  • มุ่งเน้นที่ตัวบ่งชี้ประสิทธิภาพหลัก (KPI): ดูว่า KPI ใดมีความสำคัญมากที่สุดต่อความสำเร็จธุรกิจ และเชื่อมโยงงบประมาณเข้ากับตัวชี้วัดเหล่านี้ ให้คอยติดตาม KPI เหล่านี้เป็นประจำเพื่อวัดประสิทธิภาพของการจัดสรรงบประมาณ

  • การวิเคราะห์ต้นทุน-ผลประโยชน์ของรายจ่ายที่สำคัญๆ: ก่อนลงทุนหรือใช้จ่ายจำนวนมาก คุณควรวิเคราะห์ต้นทุน-ผลประโยชน์อย่างละเอียด การวิเคราะห์นี้จะช่วยให้ตัดสินใจได้โดยมีข้อมูลประกอบและเป็นไปตามวัตถุประสงค์ทางธุรกิจและศักยภาพทางการเงิน

  • จัดลำดับความสำคัญของการใช้จ่ายตาม ROI: ทุกครั้งที่ใช้จ่ายครั้งสำคัญ ให้วิเคราะห์ต้นทุน-ผลประโยชน์ โดยจะมีการประเมิน ROI ที่อาจเกิดขึ้นจากค่าใช้จ่ายนั้นๆ เช่น หากคุณกำลังคิดจะทำแคมเปญการตลาด ให้เอายอดขายที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นมาเทียบกับค่าใช้จ่ายของแคมเปญ แล้วจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมให้กับด้านต่างๆ ที่มีโอกาสเกิด ROI สูงสุด ซึ่งอาจเป็นการลงทุนมากขึ้นในด้านการตลาด การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือช่องทางการขายที่มีผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมก็ได้

  • วางมาตรการควบคุมทางการเงินให้รัดกุม: จัดให้มีมาตรการควบคุมภายในเพื่อป้องกันการใช้จ่ายมากเกินไปและตรวจจับการฉ้อโกง เช่น ขั้นตอนการอนุมัติค่าใช้จ่าย การตรวจสอบเป็นประจำ และการมอบหมายหน้าที่ให้กับสมาชิกต่างๆ ในทีม

  • วางแผนเพื่อสถานะทางการเงินระยะยาว: ในระหว่างที่มุ่งเน้นความต้องการเร่งด่วน ให้คำนึงถึงผลกระทบทางการเงินในระยะยาวจากการตัดสินใจของคุณด้วย โดยมีการหาจุดกึ่งกลางระหว่างค่าใช้จ่ายระยะสั้นกับการลงทุนระยะยาวเพื่อการเติบโตและความยั่งยืน

  • การเรียนรู้จากงบประมาณในอดีต: ใช้ข้อมูลงบประมาณที่ผ่านมาเพื่อเพิ่มความแม่นยำและประสิทธิภาพของงบประมาณในอนาคต ให้วิเคราะห์เรื่องที่ได้ผลและไม่ได้ผลในช่วงเวลาก่อนหน้า

  • ผสานงบประมาณเข้ากับกลยุทธ์ทางธุรกิจโดยรวม: งบประมาณควรสนับสนุนกลยุทธ์และเป้าหมายทางธุรกิจโดยรวม ไม่ว่าคุณจะเน้นเรื่องการขยายตลาด การคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ หรือการหาลูกค้าใหม่

  • การมีส่วนร่วมและความรับผิดชอบของพนักงาน: ให้ทีมได้เข้ามามีส่วนร่วมในขั้นตอนการจัดทำงบประมาณ เพราะจะช่วยให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของและส่งเสริมความรับผิดชอบในการบริหารค่าใช้จ่ายและการบรรลุเป้าหมายของงบประมาณ

  • เตรียมพร้อมสำหรับรอบการระดมทุน: หากคุณมีแผนที่จะระดมทุน ให้ออกแบบงบประมาณเพื่อแสดงให้ผู้ที่น่าจะลงทุนเห็นว่าคุณจะใช้เงินทุนที่ได้มาเพื่อสร้างการเติบโตและผลตอบแทนได้อย่างไร

  • การวางแผนสถานการณ์จำลองเป็นประจำ: ให้ลองวางแผนสถานการณ์จำลองเป็นประจำ เพื่อเตรียมพร้อมรับผลลัพธ์ทางการเงินแบบต่างๆ วิธีนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจว่างบประมาณนั้นๆ จะมีผลการดำเนินงานเช่นไรภายใต้สภาวะตลาดและสถานการณ์ทางธุรกิจหลายๆ แบบ

เหตุใดงบประมาณธุรกิจจึงมีความสำคัญต่อสตาร์ทอัพ

การวิเคราะห์สตาร์ทอัพที่ล้มเหลวกว่า 100 รายพบว่า 29% ไปไม่รอดเพราะขาดเงิน ซึ่งตอกย้ำถึงความสำคัญของการจัดทำงบประมาณอย่างรอบคอบ งบประมาณเป็นส่วนสำคัญในการขยายธุรกิจสตาร์ทอัพเนื่องจากเหตุผลหลายประการ ได้แก่

  • การวางแผนและควบคุมทางการเงิน: งบประมาณช่วยให้สตาร์ทอัพมีแผนกลยุทธ์ทางการเงิน ช่วยให้สตาร์ทอัพสามารถจัดสรรทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ บริหารจัดการกระแสเงินสด และตัดสินใจเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ ได้โดยมีข้อมูลประกอบ งบประมาณที่วางแผนมาเป็นอย่างดีจะควบคุมการใช้จ่ายให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์ของธุรกิจและการคาดการณ์รายได้

  • การลดความเสี่ยง: สตาร์ทอัพมักทำธุรกิจในสภาพแวดล้อมที่มีความไม่แน่นอนสูง งบประมาณอาจบ่งบอกถึงความเสี่ยงทางการเงินที่อาจเกิดขึ้นและจัดสรรเงินสำรองฉุกเฉินได้ การวางแผนรองรับสถานการณ์ต่างๆ จะช่วยให้สตาร์ทอัพสามารถรับมือกับความท้าทายที่ไม่คาดคิดและหลีกเลี่ยงปัญหาทางการเงินได้ดีขึ้น

  • ความเชื่อมั่นและเงินทุนของนักลงทุน: สตาร์ทอัพที่มองหาการลงทุนจำเป็นต้องมีงบประมาณที่วางโครงสร้างมาเป็นอย่างดี เพราะจะแสดงให้นักลงทุนเห็นว่า ธุรกิจนั้นๆ เข้าใจความต้องการทางการเงิน วิถีการเติบโต และศักยภาพในการสร้างรายได้ของตนอย่างชัดเจน งบประมาณจะช่วยให้นักลงทุนมั่นใจได้ว่าโมเดลธุรกิจนั้นๆ สามารถประสบความสำเร็จได้

  • การวัดผลและการจัดการผลการดำเนินงาน: งบประมาณทำหน้าที่เป็นเกณฑ์มาตรฐานในการวัดผลการดำเนินงาน เมื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์ทางการเงินที่เกิดขึ้นจริงกับตัวเลขที่วางงบประมาณไว้ ก็จะช่วยให้สตาร์ทอัพประเมินผลการดำเนินงานและสถานะทางการเงินของตนได้ ซึ่งการวิเคราะห์นี้อาจช่วยให้ตัดสินใจด้านการจัดการได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์

  • การจัดการกระแสเงินสด: สตาร์ทอัพมักเผชิญกับความท้าทายในการบริหารจัดการกระแสเงินสด งบประมาณสามารถช่วยกำหนดความต้องการและจังหวะเวลาของกระแสเงินสด เพื่อให้มีเงินทุนเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและหลีกเลี่ยงปัญหาเงินสดไม่พอ การบริหารจัดการเงินอย่างมีประสิทธิภาพจะนำไปสู่การดำเนินงานและการเติบโตอย่างยั่งยืน

  • การตัดสินใจอย่างมีกลยุทธ์: วิธีการจัดสรรเงินในงบประมาณจะบ่งบอกถึงสิ่งที่ธุรกิจให้ความสำคัญและเป้าหมายในการเติบโต ขั้นตอนการจัดทำงบประมาณกำหนดให้สตาร์ทอัพต้องให้ความสำคัญกับแนวคิดริเริ่มและทรัพยากรบางอย่างโดยเฉพาะ ซึ่งเอื้อต่อการตัดสินใจอย่างมีกลยุทธ์

  • การเพิ่มประสิทธิภาพทรัพยากร: สตาร์ทอัพมักดำเนินงานด้วยทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด งบประมาณจะทำให้สตาร์ทอัพต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนถึงวิธีการใช้ทรัพยากรเหล่านั้น ทั้งพนักงาน เงินทุน และเวลา โดยจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และสามารถกระตุ้นให้เกิดโซลูชันใหม่ๆ เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดด้านทรัพยากร

  • การวางตำแหน่งในตลาดและข้อได้เปรียบในการแข่งขัน: เมื่อจัดการงบประมาณเป็นอย่างดี สตาร์ทอัพก็จะมีข้อได้เปรียบในการแข่งขัน โดยเมื่อจัดสรรเงินอย่างมีกลยุทธ์ให้กับเรื่องสำคัญๆ เช่น การวิจัยตลาด, การวิจัยและพัฒนา (R&D), การตลาด และการบริการลูกค้า สตาร์ทอัพก็จะยกระดับตำแหน่งในตลาดและสร้างข้อได้เปรียบในการแข่งขันอย่างยั่งยืนได้ การวิเคราะห์สตาร์ทอัพที่ล้มเหลว 100 รายพบว่า 42% ไปไม่รอดเนื่องจากไม่ได้เป็นที่ต้องการของตลาด ซึ่งเน้นย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของการวิเคราะห์ตลาดอย่างรอบคอบ

  • ความยั่งยืนและการเติบโตในระยะยาว: งบประมาณของสตาร์ทอัพจะช่วยวางรากฐานธุรกิจให้มีความยั่งยืนและเติบโตในระยะยาว งบประมาณจะเป็นแนวทางให้สตาร์ทอัพในขั้นตอนต่างๆ ซึ่งช่วยให้ขยายธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพและรักษาสถานะทางการเงินไปด้วยพร้อมๆ กัน

  • การสร้างวัฒนธรรมที่มีวินัยทางการเงิน: การจัดทำงบประมาณช่วยปลูกฝังวัฒนธรรมวินัยทางการเงินภายในสตาร์ทอัพ เพราะช่วยส่งเสริมความรับผิดชอบของทีมและการใช้จ่ายอย่างมีความรับผิดชอบ

Stripe Atlas ช่วยอะไรได้บ้าง

Stripe Atlas สร้างรากฐานด้านกฎหมายของบริษัทเพื่อให้คุณสามารถระดมทุน เปิดบัญชีธนาคาร และรับชำระเงินได้ภายใน 2 วันทำการจากทุกที่ทั่วโลก

เข้าร่วมกับบริษัทกว่า 80,000 แห่งที่จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทโดยใช้ Atlas ซึ่งรวมถึงสตาร์ทอัพที่ได้รับการสนับสนุนจากนักลงทุนชั้นนำ เช่น Y Combinator, a16z และ General Catalyst

การสมัครใช้งาน Atlas

การสมัครเพื่อจัดตั้งบริษัทกับ Atlas ใช้เวลาไม่ถึง 10 นาที โดยคุณจะต้องเลือกโครงสร้างบริษัทของคุณก่อน จากนั้นก็ยืนยันว่าชื่อบริษัทของคุณใช้งานได้หรือไม่ และเพิ่มผู้ร่วมก่อตั้งได้สูงสุด 4 คน นอกจากนี้ คุณยังตัดสินใจได้ด้วยว่าจะแบ่งหุ้นอย่างไร รวมถึงสำรองหุ้นบางส่วนไว้สำหรับนักลงทุนและพนักงานในอนาคต แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ และลงนามเอกสารทั้งหมดแบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจากนั้นผู้ร่วมก่อตั้งจะได้รับอีเมลเชิญให้ลงนามในเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ด้วยเช่นกัน

การรับชำระเงินและการธนาคารก่อนที่จะได้รับ EIN ของคุณ

หลังจากจัดตั้งบริษัทแล้ว Atlas จะยื่นของ EIN ให้คุณ โดยผู้ก่อตั้งที่มีหมายเลขประกันสังคม ที่อยู่ และหมายเลขโทรศัพท์มือถือของสหรัฐอเมริกาจะมีสิทธิ์ได้รับการดำเนินการแบบเร่งด่วนจาก IRS ส่วนผู้ก่อตั้งที่ไม่มีข้อมูลดังกล่าวก็จะได้รับการดำเนินการแบบมาตรฐาน ซึ่งอาจใช้เวลานานขึ้นเล็กน้อย นอกจากนี้ Atlas ยังรองรับการชำระเงินและการธนาคารก่อนมี EIN ด้วย คุณจึงเริ่มรับชำระเงินและทำธุรกรรมต่างๆ ได้ก่อนที่จะได้รับ EIN

การซื้อหุ้นของผู้ก่อตั้งแบบไร้เงินสด

ผู้ก่อตั้งสามารถซื้อหุ้นเริ่มต้นโดยใช้ทรัพย์สินทางปัญญา (เช่น ลิขสิทธิ์หรือสิทธิบัตร) แทนเงินสดได้ โดยหลักฐานการซื้อจะได้รับการจัดเก็บไว้ในแดชบอร์ด Atlas ทรัพย์สินทางปัญญาของคุณจะต้องมีมูลค่าไม่เกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐจึงจะใช้ฟีเจอร์นี้ได้ หากคุณมีทรัพย์สินทางปัญญาที่มีมูลค่าสูงกว่านั้น โปรดปรึกษาทนายความก่อนที่จะดำเนินการต่อ

การยื่นเอกสารการเลือกสถานะภาษี 83(b) อัตโนมัติ

ผู้ก่อตั้งสามารถยื่นเอกสารการเลือกสถานะภาษี 83(b) เพื่อลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ โดย Atlas จะยื่นเอกสารให้คุณ (ไม่ว่าจะเป็นผู้ก่อตั้งในสหรัฐอเมริกาหรือนอกสหรัฐอเมริกา) โดยใช้ USPS Certified Mail และติดตามข้อมูล คุณจะได้รับเอกสารการเลือกสถานะภาษี 83(b) ที่ลงนามและหลักฐานการยื่นเอกสารโดยตรงในแดชบอร์ด Stripe

เอกสารทางกฎหมายของบริษัทระดับโลก

Atlas ให้บริการเอกสารทางกฎหมายทั้งหมดที่คุณจำเป็นต้องใช้ในการเริ่มดำเนินธุรกิจบริษัทของคุณ โดยเอกสารสำหรับบริษัทคอร์ปอเรชันประเภท C ของ Atlas ได้รับการสร้างขึ้นโดยร่วมงานกับ Cooley ซึ่งเป็นหนึ่งในสำนักงานกฎหมายการร่วมลงทุนชั้นนำของโลก โดยเอกสารเหล่านี้ออกแบบมาเพื่อช่วยให้คุณระดมทุนได้ทันทีและช่วยให้มั่นใจว่าบริษัทของคุณจะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย โดยครอบคลุมถึงแง่มุมต่างๆ เช่น โครงสร้างกรรมสิทธิ์ การแจกจ่ายหุ้น และการ ปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านภาษี

Stripe Payments ฟรีหนึ่งปี พร้อมสิทธิประโยชน์จากพาร์ทเนอร์มูลค่า 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ และเครดิต Stripe มูลค่า 2,500 ดอลลาร์สหรัฐ

Atlas ร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ชั้นนำเพื่อมอบส่วนลดและเครดิตสุดพิเศษแก่ผู้ก่อตั้ง ซึ่งรวมถึงส่วนลดสำหรับเครื่องมือสำคัญด้านวิศวกรรม ภาษี การเงิน การปฏิบัติตามข้อกำหนด และการดำเนินงานจากผู้นำในอุตสาหกรรม เช่น AWS, Carta และ Perplexity นอกจากนี้ เรายังจัดหาตัวแทนจดทะเบียนในเดลาแวร์ที่จำเป็นให้คุณฟรีในปีแรก นอกจากนี้ ในฐานะผู้ใช้ Atlas คุณจะได้รับเครดิตผลิตภัณฑ์ Stripe มูลค่า 2,500 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำไปใช้ในปีแรกหลังจากจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีที่ Atlas ช่วยคุณจัดตั้งธุรกิจใหม่ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย และเริ่มใช้งานได้เลยวันนี้

เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นคําแนะนําทางกฎหมายหรือภาษี Stripe ไม่รับประกันหรือรับประกันความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ความไม่เพียงพอ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในบทความ คุณควรขอคําแนะนําจากทนายความที่มีอํานาจหรือนักบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอํานาจศาลเพื่อรับคําแนะนําที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ

บทความอื่นๆ

  • เกิดข้อผิดพลาดบางอย่าง โปรดลองอีกครั้งหรือติดต่อฝ่ายสนับสนุน

หากพร้อมเริ่มใช้งานแล้ว

สร้างบัญชีและเริ่มรับการชำระเงินโดยไม่ต้องทำสัญญาหรือระบุรายละเอียดเกี่ยวกับธนาคาร หรือติดต่อเราเพื่อสร้างแพ็กเกจที่ออกแบบเองสำหรับธุรกิจของคุณ
Atlas

Atlas

จัดตั้งบริษัทได้ด้วยการคลิกไม่กี่ครั้งและพร้อมที่จะเรียกเก็บเงินจากลูกค้า จัดจ้างทีมงาน และระดมทุน

Stripe Docs เกี่ยวกับ Atlas

ก่อตั้งบริษัทในสหรัฐอเมริกาได้จากทุกที่ทั่วโลกโดยใช้ Stripe Atlas