ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT (Value-added tax) ในการค้าระหว่างประเทศเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ผู้ประกอบการไทยควรให้ความสำคัญ โดยเฉพาะในยุคที่เศรษฐกิจมีความเชื่อมโยงและพึ่งพากันทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก การวางแผนและการจัดการภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างเป็นระบบไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงด้านภาษี แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ ทั้งในการกำหนดราคาขาย การลดต้นทุน การบริหารกระแสเงินสด และยังช่วยในการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้อย่างเหมาะสม
ในบทความนี้ เราจะทำความเข้าใจแนวทางในการจัดการภาษีมูลค่าเพิ่มในการค้าระหว่างประเทศซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ผู้ที่ต้องจดทะเบียน VAT, อัตรา VAT และประเภทภาษีที่เกี่ยวข้องในการค้าข้ามพรมแดน รวมถึงวิธีการคำนวณ VAT ในธุรกิจระหว่างประเทศ พร้อมแนะนำการเลือกใช้โซลูชันระบบอัตโนมัติในการจัดการภาษี ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจสามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดทางภาษีของประเทศไทยและตลาดต่างประเทศได้อย่างมีระบบและครบถ้วน
ประเด็นสำคัญ
- หากคำนวณ VAT ด้วยการหักภาษีซื้อออกจากภาษีขายแล้วผลลัพธ์เป็นบวก ธุรกิจต้องนำส่งส่วนต่างให้กับกรมสรรพากร แต่หากผลออกมาเป็นลบ ก็สามารถขอคืนหรือยกยอดภาษีไปใช้ในรอบถัดไปได้
- ผู้ที่ต้องจดทะเบียน VAT ในการค้าระหว่างประเทศ ได้แก่ ผู้นำเข้าสินค้า/บริการ, ผู้ส่งออกสินค้า/บริการ และผู้ให้บริการดิจิทัลจากต่างประเทศ ที่มีรายรับเกิน 1.8 ล้านบาท รวมถึงธุรกิจต่างชาติที่มีสินค้าหรือฐานประกอบการในประเทศไทยโดยไม่จำเป็นต้องมีรายรับขั้นต่ำ
- ในทุกการนำเข้าจะมีการเรียกเก็บ VAT พร้อมอากรขาเข้าและภาษีสรรพสามิต (ถ้ามี) โดยแม้ผู้นำเข้าจะยังมีรายรับไม่ถึง 1.8 ล้าน แต่หากมีการนำเข้าสินค้าเป็นประจำก็ควรจดทะเบียน VAT เพื่อนำไปใช้ในการหักลบจากภาษีขาย
- ผู้ส่งออกสินค้า/บริการไทยจะได้รับอัตรา VAT ที่ 0% รวมถึงมีสิทธิขอคืนภาษีซื้อ เพื่อเป็นการส่งเสริมและกระตุ้นการส่งออก
- ในการค้าระหว่างประเทศ นอกจาก VAT ท้องถิ่นแล้ว ธุรกิจต้องเสียภาษีอื่นๆ เช่น อากรขาเข้า, อากรขาออก, VAT/GST ในประเทศปลายทาง, ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และภาษีมาตรการพิเศษอื่นๆ
ทำความรู้จักภาษีมูลค่าเพิ่มในการค้าระหว่างประเทศ
ภาษีมูลค่าเพิ่มในการค้าระหว่างประเทศ (Cross-border VAT) คือ ภาษีทางอ้อมที่เรียกเก็บเมื่อธุรกิจมีการนำเข้าสินค้าหรือบริการจากต่างประเทศ หรือมีการส่งออกสินค้าหรือบริการข้ามพรมแดน ซึ่งในประเทศ ไทยใช้หลักเกณฑ์ในการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มที่แตกต่างกันระหว่างการนำเข้า (Import) และการส่งออก (Export)
การนำเข้า: สินค้าที่ผ่านด่านศุลกากรต้องชำระ VAT 7% ทันที ณ จุดนำเข้า โดยกรมศุลกากรจะจัดเก็บควบคู่กับอากรขาเข้า ภาษีดังกล่าวถือเป็นภาษีซื้อ (Input tax) ของผู้นำเข้า
การส่งออก: การขายสินค้า/บริการไปยังต่างประเทศจะได้รับอัตรา VAT ที่ 0% ผู้ส่งออกจึงไม่ต้องเรียกเก็บ VAT จากผู้ซื้อในต่างประเทศแต่ยังคงมีสิทธิ์ใช้ภาษีซื้อที่เกิดขึ้นเพื่อขอคืนเงินภาษีหรือหักเครดิตภาษีได้
ภาษีซื้อ (Input tax): VAT ที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนจ่ายไปตอนซื้อสินค้า บริการ หรือชำระ ณ จุดนำเข้า
ภาษีขาย (Output tax): VAT ที่ผู้ประกอบการเรียกเก็บจากลูกค้าเมื่อขายสินค้าหรือบริการที่เกิดขึ้นในประเทศไทย
ในแต่ละรอบภาษี (ปกติเป็นรายเดือน) หากมีการคำนวณ VAT ด้วยการหักภาษีซื้อออกจากภาษีขาย (ภาษีขาย − ภาษีซื้อ) แล้วผลลัพธ์เป็นบวก ธุรกิจต้องนำส่งส่วนต่างให้กับกรมสรรพากรภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป แต่หากผลออกมาเป็นลบ ก็สามารถขอคืนหรือยกยอดภาษีไปใช้ในรอบถัดไป กลไกนี้ถือว่าสำคัญมากต่อผู้ส่งออกที่มักมีภาษีซื้อสะสมแต่ไม่มีภาษีขายให้หัก (อัตราที่ 0%) จึงต้องมีการยื่นขอคืน VAT ภาษีซื้อกับกรมสรรพากร ในขณะที่ผู้นำเข้าใช้เครดิตภาษีซื้อจากด่านศุลกากรนำมาหักกับภาษีขายภายในประเทศได้เพื่อลดภาระทันทีที่มีการเริ่มจำหน่ายสินค้า
ในปัจจุบัน มี 175 ประเทศทั่วโลกที่ใช้ VAT หรือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยในบางประเทศเรียกภาษีนี้ว่าว่า GST หรือ Goods and Services Tax ซึ่งนอกจาก VAT/GST แล้ว ธุรกิจอาจต้องเสียภาษีท้องถิ่นอื่นๆ ของประเทศปลายทาง ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า/บริการ และข้อกฎหมายของประเทศนั้นๆ
ผู้ที่ต้องจดทะเบียน VAT ในการค้าระหว่างประเทศ
กลุ่มผู้ประกอบการที่จำเป็นต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในการค้าระหว่างประเทศ สามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มหลักๆ และมีเงื่อนไขและประเด็นสำคัญที่ควรรู้ ดังนี้
ผู้นำเข้าสินค้าหรือบริการ: ในทุกการนำเข้าจะมีการถูกเรียกเก็บ VAT พร้อมอากรขาเข้าและภาษีสรรพสามิต (ถ้ามี) โดยผู้ที่มีรายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีจำเป็นต้องจดทะเบียน VAT แต่ถึงแม้จะยังมีรายได้ไม่ถึง หากนำเข้าสินค้าเป็นประจำก็ควรต้องจดทะเบียน VAT เพื่อความสามารถในการนำ ภาษีซื้อนี้ไปหักออกจากภาษีขายเมื่อมีใบเสร็จที่ครบถ้วนจากกรมศุลกากร
ผู้ส่งออกสินค้าหรือบริการ: ผู้ที่มีรายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีต้องจดทะเบียน VAT โดยสามารถออกใบกำกับภาษี 0% (ตามมาตรา 80/1) และมีสิทธิขอคืนภาษีซื้อ แต่ต้องมีหลักฐานการส่งออกตามที่กรมศุลกากรกำหนด ซึ่งรวมถึงบริการจากไทยที่ส่งออกไปใช้ในต่างประเทศ
ผู้ให้บริการดิจิทัลจากต่างประเทศ: กิจการที่ให้บริการแก่ผู้บริโภคไทย (B2C) และมีรายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีต้องจดทะเบียน VAT ผ่าน e-Service โดยยื่นแบบผ่านระบบของกรมสรรพากร
ธุรกิจต่างชาติที่มีสินค้าหรือฐานประกอบการในไทย: หากธุรกิจต่างชาติเข้ามาทำกิจการในไทย เช่น มีคลังเก็บสต็อก มีสำนักงาน มีการส่งของภายในประเทศ หรือขายสินค้าหรือบริการในแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซไทย จำเป็นต้องมีการจด VAT ตั้งแต่ธุรกรรมแรกแม้ยอดขายยังไม่ถึง 1.8 ล้านบาท
อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มในธุรกรรมข้ามพรมแดน
อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับผู้ประกอบการค้าระหว่างประเทศตามมาตรฐานของไทย คือ 7% ลดลงจาก 10% ตามอัตราหลักในกฎหมาย และมีมติขยายใช้ที่ 7% จนถึง 30 กันยายน 2026 เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจ ผู้ประกอบการควรติดตามการต่ออายุมาตรการหรือการปรับขึ้นอัตราภาษีจากกรมสรรพากรอย่างใกล้ชิด
นอกจากนี้ยังมีอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม 0% ตามมาตรา 80/1 โดยผู้ประกอบการยังคงต้องจดทะเบียน VAT แต่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่มที่ 0% และสามารถขอคืนภาษีซื้อได้ โดยอัตรา VAT สำหรับธุรกิจที่ประกอบการค้าระหว่างประเทศ มีดังนี้
|
ประเภทธุรกิจ |
อัตรา VAT |
|---|---|
|
ผู้นำเข้าสินค้าหรือบริการ |
7% ของมูลค่า CIF และอากรขาเข้า ณ ด่านศุลกากร โดยบางสินค้าอาจได้รับการยกเว้นอากรหรือขอคืนภาษีได้ภายใต้ BOI หรือข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) |
|
ผู้ส่งออกสินค้าหรือบริการ |
มีอัตรา VAT ที่ 0% เพื่อเป็นการส่งเสริมและกระตุ้นการส่งออกและยังมีสิทธิขอคืนภาษีซื้อ โดยต้องมีหลักฐานการส่งออกตามที่กรมศุลกากรกำหนด เช่น ผู้ส่งออกสินค้าจากไทยไปต่างแดน การขายสินค้าในเขตปลอดอากร บริการขนส่งระหว่างประเทศ หรือบริการต่างๆ ที่จัดทำในไทยแต่มีการนำไปใช้ในต่างประเทศ เช่น งานออกแบบหรืองานวิจัย |
|
ผู้ให้บริการดิจิทัลจากต่างประเทศ |
7% ของรายรับจากผู้บริโภคไทย (B2C) |
|
ธุรกิจต่างชาติที่มีสินค้าหรือฐานปฏิบัติการในไทย |
7% สำหรับการขายสินค้าหรือให้บริการภายในประเทศ โดยการส่งออกจากคลังไทยจะใช้อัตรา 0 % ส่วนการนำเข้าสู่คลังจะเสียภาษี 7% เช่นเดียวกับผู้นำเข้า |
ธุรกิจไทยต้องเสียภาษีอะไรอีกบ้างในการค้าระหว่างประเทศ
นอกจากภาษีมูลค่าเพิ่ม ธุรกิจไทยอาจต้องเสียภาษีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าคุณนำเข้าหรือส่งออกสินค้าหรือบริการประเภทใด และส่งออกไปที่ปลายทางประเทศไหน ดังนี้
อากรขาเข้า
การนำสินค้าเข้ามาในไทยนอกจาก VAT 7% จะต้องเสียอากรขาเข้า (Import duty) ซึ่งคิดตามพิกัดศุลกากร (HS code) ของสินค้าและมีอัตราตั้งแต่ 0%–80% โดยมีสินค้าที่ได้รับการยกเว้นอากรขาเข้า เช่น วัตถุดิบที่นำเข้ามาเพื่อการส่งออก วัตถุดิบเพื่อการผลิตภายใต้ BOI และเครื่องมือการแพทย์เพื่อสาธารณประโยชน์ นอกจากนี้ยังมีสินค้านำเข้าจากกลุ่มประเทศ FTA (Free Trade Agreement) ที่อาจได้รับอัตรา 0% หรือในอัตราที่ลดลง โดยต้องมีการแสดงหลักฐานการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Proof of Origin) ที่ถูกต้อง
อากรขาออก
สินค้าส่วนใหญ่ของไทยไม่ต้องเสียอากรขาออก (Export duty) เพื่อเป็นการส่งเสริมและกระตุ้นการส่งออก แต่มีสินค้าบางประเภทที่อาจมีอากรขาออก เช่น ไม้และไม้แปรรูปบางชนิด หนังโคและหนังกระบือดิบ และของที่ส่งออกจากพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (JDA)
ภาษีสรรพสามิต
ภาษีสรรพสามิต (Excise Tax) คือภาษีทางอ้อมที่จัดเก็บจากสินค้าหรือบริการที่มีลักษณะฟุ่มเฟือย ส่งผลเสียต่อสุขภาพ หรือก่อให้เกิดภาระต่อสิ่งแวดล้อม เช่น น้ำหอม, รถยนต์, เครื่องใช้ไฟฟ้าบางชนิด, เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือยาสูบ โดยจัดเก็บตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 (2017) จากผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า
ภาษีมูลค่าเพิ่มในประเทศปลายทาง (VAT/GST)
ประเทศที่จัดเก็บภาษีปลายทางโดยส่วนใหญ่จะเรียกว่า VAT (Value-added tax) แต่จะมีบางประเทศเท่านั้นที่เรียกภาษีทางอ้อมนี้ว่า GST คือ ออสเตรเลีย แคนาดา อินเดีย สิงคโปร์ มาเลเซีย และ นิวซีแลนด์ ซึ่งประเทศหลักๆ ที่เก็บ VAT/GST ปลายทางกับกิจการต่างชาติมีตัวอย่างดังนี้
|
ภูมิภาค |
ประเทศที่จัดเก็บ VAT/GST ปลายทาง |
|---|---|
|
แอฟริกา |
เคนยา, มอริเชียส, ไนจีเรีย, แอฟริกาใต้ |
|
อเมริกา |
ชิลี, แคนาดา (GST/HST/QST/PST ประเภทของภาษีทางอ้อมขึ้นอยู่ตามมณฑล), โคลอมเบีย, เม็กซิโก |
|
เอเชีย-แปซิฟิก |
ออสเตรเลีย, จีน, อินโดนีเซีย, ญี่ปุ่น, มาเลเซีย, นิวซีแลนด์, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, เกาหลีใต้, ไต้หวัน, เวียดนาม |
|
ยุโรป |
ไอซ์แลนด์, สหภาพยุโรป (EU-27 ผ่าน OSS), นอร์เวย์, สวิตเซอร์แลนด์, สหราชอาณาจักร |
|
ตะวันออกกลาง |
บาห์เรน, โอมาน, กาตาร์, ซาอุดีอาระเบีย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ |
นอกจาก VAT หรือ GST ในบางประเทศยังมีค่าธรรมเนียมท้องถิ่นและภาษีเทศบาล (City surtax and municipal tax) คิดเพิ่มเข้ามา ควรทำการศึกษาภาษีและข้อกฎหมายประเทศปลายทางอย่างละเอียด หรือสามารถเลือกใช้โซลูชันภาษีที่มีความสามารถในการคำนวณภาษีโดยอัตโนมัติ และมีความเชี่ยวชาญด้านภาษีไม่ว่าจะเป็นภาษีในส่วนท้องถิ่นหรือภาษีในประเทศปลายทาง
ภาษีหัก ณ ที่จ่ายในประเทศ
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Withholding tax) ในธุรกรรมระหว่างประเทศเกิดขึ้นเมื่อธุรกิจไทยจ่ายเงินให้ผู้รับซึ่งไม่ได้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศ เช่น ค่าซอฟต์แวร์ ค่าลิขสิทธิ์ หรือค่าโฆษณาบนแพลตฟอร์มต่างประเทศ นิติบุคคลไทยจะหักภาษีจากค่าบริการหรือค่าตอบแทนที่จ่ายให้บริษัทต่างชาติในอัตราที่ 1-15% เพื่อส่งสรรพากรก่อนส่งเงินออกนอกประเทศตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร อย่างไรก็ดีหากผู้รับเงินอยู่ใน 1 ใน 61 ประเทศที่ทำสนธิสัญญาภาษีซ้อน (Double Taxation Agreement: DTA) กับไทย อัตราดังกล่าวอาจสามารถขอยกเว้นหรือลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายได้
ภาษีหัก ณ ที่จ่ายในประเทศต้นทาง
เมื่อธุรกิจไทยรับค่าบริการหรือค่าตอบแทนจากต่างประเทศ ฝ่ายประเทศต้นทางมักจะบังคับหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ก่อนโอนออกนอกประเทศเช่นกัน โดยอัตราขึ้นอยู่กับกฎหมายของแต่ละประเทศโดยอัตรามักจะอยู่ที่ 20-35 % อย่างไรก็ดี สนธิสัญญาภาษีซ้อน หรือ DTA สามารถลดภาระดังกล่าวได้หากธุรกิจไทยยื่นหนังสือรับรองถิ่นที่อยู่ (Certificate of residence) อย่างถูกต้องภายในเวลาที่กำหนด และสามารถนำหลักฐานการเสียภาษีที่ถูกหักในต่างประเทศมาลดหย่อนหรือขอเครดิตภาษีในประเทศได้
ภาษีมาตรการพิเศษต่างๆ
ภาษีที่เกี่ยวข้องในการค้าระหว่างประเทศยังมีภาษีมาตรการพิเศษอื่นๆ เช่น
ภาษีคาร์บอน: ภาษีของสหภาพยุโรปที่จัดเก็บจากสินค้านำเข้าที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนสูง เช่น เหล็ก, ซีเมนต์, ปุ๋ย และไฟฟ้า เพื่อป้องกันการรั่วไหลของคาร์บอนและทำให้การแข่งขันเป็นธรรมกับผู้ผลิตในยุโรปที่ต้องจ่ายภาษีคาร์บอนภายใต้ EU ETS โดยจะเริ่มบังคับใช้เต็มรูปแบบในปี 2026 โดยผู้นำเข้าต้องซื้อใบรับรอง CBAM ตามปริมาณการปล่อยก๊าซจริง หากประเทศผู้ส่งออกต่างก็มีภาษีคาร์บอนค่าใบรับรอง CBAM จะลดลงตามส่วนที่ได้จ่ายไปแล้ว ในประเทศไทยได้มีการอนุมัติการบังคับใช้ภาษีคาร์บอนในอัตราเริ่มต้นที่ 200 บาทต่อตันคาร์บอน (แต่ในปัจจุบันยังไม่มีการบังคับใช้ที่แน่นอน) มุ่งเน้นไปที่ผลิตภัณฑ์น้ำมันและเชื้อเพลิงผ่านโครงสร้างภาษีสรรพสามิตตามหลักการ "ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย"
ภาษีบริการดิจิทัลข้ามประเทศ: ภาษีที่จัดเก็บจากรายได้ที่เกิดจากการให้บริการดิจิทัลแก่ผู้ใช้อีกประเทศหนึ่ง หรือที่เรียกว่า DST (Digital Service Tax) แม้ว่าผู้ให้บริการจะไม่มีสถานประกอบการถาวรอยู่ในประเทศนั้นก็ตาม เป้าหมายหลักคืออุดช่องว่างที่บริษัทเทคโนโลยีสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในประเทศปลายทางได้มากแต่กลับเสียภาษีนิติบุคคลเพียงเล็กน้อยในประเทศต้นทาง
อากรตอบโต้การทุ่มตลาด: อากรพิเศษที่จัดเก็บเพิ่มเติมจากสินค้านำเข้าเมื่อพบหลักฐานว่าผู้ส่งออกมีพฤติกรรมการทุ่มตลาด (Anti-dumping duty) หรือการขายสินค้าในต่างประเทศในราคาต่ำกว่าราคาจำหน่ายในประเทศของตน ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมภายในของประเทศผู้นำเข้า
วิธีคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับธุรกิจระหว่างประเทศ
วิธีคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มในประเทศไทยสำหรับธุรกิจระหว่างประเทศนั้นมีความแตกต่างกันออกไปตามประเภทสินค้า/บริการ ลักษณะกิจการของผู้ประกอบการ และประเทศปลายทาง ตัวอย่างสมมุติต่อไปนี้เป็นแนวทางในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามลักษณะกิจการของผู้ประกอบการ
วิธีคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มขาเข้า (Import VAT)
|
ประเภทธุรกิจ |
ผู้นำเข้าสินค้า |
|
สินค้า |
อะไหล่อิเล็กทรอนิกส์จากญี่ปุ่น |
|
มูลค่ารวม CIF = ราคาสินค้า + ค่าประกัน + ค่าขนส่ง |
260,000 บาท |
|
อัตราอากรขาเข้า |
10% |
|
อากรขาเข้า = CIF x 10% |
26,000 บาท |
|
อัตรา VAT ขาเข้า |
7% |
|
ฐาน VAT ขาเข้า = CIF + อากรขาเข้า + ภาษีสรรพสามิต (ถ้ามี) |
286,000 บาท |
VAT ขาเข้า = (CIF + อากรขาเข้า) x อัตรา VAT
(฿260,000 + ฿26,000) x 0.07 = 20,020 บาท
วิธีคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มหรือ GST ในประเทศปลายทาง
|
ประเภทธุรกิจ |
ผู้ส่งออกบริการ |
|
บริการ |
ดีไซน์ UX ให้ลูกค้าในออสเตรเลีย |
|
ค่าสินค้า/บริการ |
200,000 บาท |
|
อัตราอากรขาออก |
0% |
|
อัตรา VAT ขาออก |
0% |
|
อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มหรือ GST |
10% |
VAT/GST ปลายทาง = (ค่าบริการ x อัตรา VAT/GST)
฿200,000 x 0.1 = 20,000 บาท
วิธีคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับบริการดิจิทัล
|
ประเภทธุรกิจ |
ผู้ให้บริการดิจิทัลจากต่างประเทศ |
|
บริการ |
สตรีมมิงวิดีโอจากสิงคโปร์ |
|
รายได้ (ลงทะเบียน DST เมื่อยอดรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท/ปี) |
2,000,000 บาท |
|
อัตราภาษีขาย (Output VAT) |
7% |
VAT on Digital Service = รายได้ x อัตรา VAT
฿2,000,000 x 0.07 = 140,000 บาท
วิธีคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับธุรกิจต่างชาติที่มีฐานในไทย
|
ประเภทธุรกิจ |
ธุรกิจต่างชาติที่มีฐานในไทย |
|
สินค้า |
เสื้อผ้าโดยผู้ผลิตจากประเทศเวียดนามที่มีคลังสินค้าและขายในประเทศไทย |
|
มูลค่าสินค้านำเข้า (เสื้อผ้าและส่วนประกอบนำเข้า) |
65,000 บาท |
|
อัตราภาษีซื้อ (Input VAT) |
7% |
|
รายได้ (ต้องมีการจด VAT ตั้งแต่ธุรกรรมแรกแม้ยอดขายยังไม่ถึง 1.8 ล้านบาท) |
250,000 บาท |
|
ภาษีซื้อ = (มูลค่าสินค้านำเข้า x อัตราภาษีซื้อ) |
(฿65,000 x 0.07) = 4,550 บาท |
|
อัตราภาษีขาย (Output VAT) |
7% |
|
ภาษีขาย = (รายได้ x อัตรา Output VAT) |
(฿250,000 x 0.07) = 17,500 บาท |
ยอดรวม VAT นำส่ง = ภาษีขาย - ภาษีซื้อ
฿17,500 - ฿4,550 = 12,950 บาท
การเลือกโซลูชันภาษีสำหรับธุรกิจระหว่างประเทศ
ธุรกิจไทยที่ประกอบกิจการระหว่างประเทศควรมีระบบจัดการภาษีที่ถูกต้องเพื่อลดความเสี่ยงในการเสียค่าปรับ ถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง หรือถูกจำกัดการส่งออกสินค้าในบางประเทศ โดยการเลือกโซลูชันภาษีที่ตอบโจทย์ตามข้อพิจารณา ดังนี้
ระบบคำนวณภาษีอัตโนมัติ
โซลูชันที่ดีควรมีระบบคำนวณภาษีโดยอัตโนมัติของทั้งไทยและต่างประเทศได้ ระบุอัตราภาษีของแต่ละประเทศโดยไม่ต้องตั้งค่าเองและสามารถคำนวณและเรียกเก็บ VAT/GST และภาษีที่เกี่ยวข้องอย่างถูกต้องและแม่นยำในทุกธุรกรรม โดยสามารถเลือกโซลูชันอย่าง Stripe Tax ที่รองรับการคำนวณภาษีสำหรับลูกค้าในกว่า 50 เขตอำนาจ รวมถึงตลาดหลักใน APAC เช่น ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และออสเตรเลีย เพิ่มความสะดวกด้วยการใช้ฟังก์ชันคำนวณภาษีอัตโนมัติได้เลยจากแดชบอร์ดโดยไม่จำเป็นต้องตั้งค่าหรือเขียนโค้ดเพิ่มเติม
รายงานข้อมูลภาษีอย่างถูกต้องและแม่นยำ
เลือกโซลูชันที่ช่วยให้การเตรียมเอกสารและการรายงานข้อมูลภาษีเป็นไปอย่างครบสะดวก รวดเร็ว และแม่นยำ การเลือกใช้ระบบอย่าง Stripe Tax ผสานกับ Stripe Checkout ช่วยให้การคำนวณและจัดเก็บภาษีของธุรกรรมข้ามพรมแดนเป็นไปโดยอัตโนมัติ สามารถ Export รายงานธุรกรรมภาษีและเชื่อมกับข้อมูลในแดชบอร์ดหรือระบบอื่นๆ อย่าง Stripe Payments ได้โดยตรง ช่วยลดระยะเวลาในการดำเนินการและลดข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นจากการป้อนข้อมูลธุรกรรมด้วยมือ
สามารถตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง
ความสามารถในการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง (Audit Trail) ไม่ว่าจะเป็นประวัติล็อกอินการใช้งาน หรือการแก้ไขและปรับปรุงข้อมูล การใช้ระบบที่สามารถจัดเก็บ, ตรวจสอบข้อมูล, และจัดทำรายงานภาษีและอากรได้อย่างละเอียดและสมบูรณ์แบบเรียลไทม์ เช่น การรายงานอากรขาเข้าแยกตามประเทศและสินค้า ซึ่งช่วยในการวางแผนต้นทุน, ควบคุมค่าใช้จ่าย และช่วยลดความเสี่ยงในการถูกตรวจสอบหรือชะลอการปล่อยสินค้า
รองรับได้หลากหลายสกุลเงิน
โซลูชันภาษีที่ดีควรรองรับการแปลงสกุลเงินจากต่างประเทศเป็นเงินบาทโดยอัตโนมัติ เลือกใช้ระบบที่สามารถรองรับได้หลากหลายสกุลเงิน เช่น โซลูชันอย่าง Stripe ที่รองรับได้มากกว่า 135 สกุลเงินทั่วโลก พร้อมระบบแปลงอัตราแลกเปลี่ยนและรับชำระอัตโนมัติ อัปเดตอัตราแลกเปลี่ยนโดยอัตโนมัติและลดความเสี่ยงจากการผันแปรของค่าเงิน อีกทั้งยังสามารถแสดงราคาสินค้าหรือบริการในสกุลเงินที่ลูกค้าคุ้นเคยเพื่อช่วยเพิ่มอัตราคอนเวอร์ชัน (Conversion rate)
มีความเชี่ยวชาญด้านภาษีท้องถิ่นและทั่วโลก
ควรเลือกโซลูชันภาษีสำหรับธุรกิจระหว่างประเทศที่มีความเชี่ยวชาญด้านภาษีท้องถิ่นเข้าใจโครงสร้างภาษีของไทยอย่างครอบคลุม ตั้งแต่อัตราอากรนำเข้าและพิกัดศุลกากร ตลอดจนมาตรการคุ้มครองอุตสาหกรรม หรือการยกเว้นอากรขาเข้า รวมถึงกฎหมายควบคุมสินค้าต้องห้าม ประเมินความเสี่ยงจากการชำระภาษีที่อาจเกินหรือขาด รวมไปถึงภาษีในต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นต้นทางหรือปลายทาง พร้อมทีมผู้เชี่ยวชาญที่คอยตรวจสอบและอัปเดตข้อมูลด้านภาษี ข้อกฎหมาย หรือมาตรการใหม่ล่าสุดแบบเรียลไทม์ มั่นใจได้ว่าอัตราและเกณฑ์ภาษีล่าสุดถูกนำมาใช้ ช่วยให้ธุรกิจปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านภาษีได้อย่างแม่นยำและทันเวลา
มีมาตรฐานด้านความปลอดภัยสูง
ผู้ให้บริการด้านภาษีควรมีมาตรฐานด้านความปลอดภัยสูง ระบบควรสามารถบันทึกการใช้งาน ควบคุมการเข้าถึงข้อมูลด้วยรหัสผ่านหรือการเข้ารหัส (Encryption) และตรวจสอบความถูกต้องสมบูรณ์ของข้อมูลภาษีย้อนหลังได้หากเกิดข้อพิพาท นอกจากนี้ระบบควรมีการกำหนดสิทธิ์ผู้ใช้อย่างละเอียด (Access control) และมีการตรวจสอบสิทธิ์แบบหลายปัจจัย (Multi-Factor Authentication: MFA) เพื่อป้องกันการเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต นอกจากนี้ผู้ให้บริการควรผ่านการรับรอง PCI DSS Level 1 ซึ่งเป็นมาตรฐานสูงสุดของอุตสาหกรรมการชำระเงิน
Stripe Tax ช่วยเหลือคุณได้อย่างไร
Stripe Tax ลดความยุ่งยากในการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านภาษี เพื่อให้คุณมีเวลาไปมุ่งเน้นที่การเติบโตของธุรกิจของคุณ เริ่มเรียกเก็บภาษีทั่วโลกได้โดยการเพิ่มโค้ดเพียงบรรทัดเดียวในการเชื่อมต่อการทำงานที่คุณมีอยู่ คลิกปุ่มในแดชบอร์ด หรือใช้ API ที่ทรงพลังของเรา
Stripe Tax ช่วยให้คุณตรวจสอบภาระผูกพันของคุณและแจ้งเตือนเมื่อคุณเกินเกณฑ์การจดทะเบียนภาษีการขายตามธุรกรรมใน Stripe นอกจากนี้ยังสามารถจดทะเบียนเพื่อเก็บภาษีในนามของคุณในสหรัฐอเมริกา และจัดการการยื่นภาษีผ่านพาร์ทเนอร์ที่เชื่อถือได้อีกด้วย ทั้งยังคำนวณและเรียกเก็บภาษีการขาย VAT และ GST โดยอัตโนมัติ
- สินค้าและบริการทางดิจิทัล ในทุกรัฐของสหรัฐอเมริกา และในกว่า 100 ประเทศ
- สินค้าทางกายภาพในทุกรัฐของสหรัฐอเมริกาและ 42 ประเทศ
Stripe Tax สามารถช่วยคุณทำสิ่งต่อไปนี้
ทำความเข้าใจว่าจะจดทะเบียนและเรียกเก็บภาษีที่ไหน: ดูตำแหน่งที่ตั้งที่คุณต้องเรียกเก็บภาษีโดยอิงตามธุรกรรมใน Stripe หลังจากจดทะเบียนแล้ว คุณสามารถเปิดใช้การเรียกเก็บภาษีในรัฐหรือประเทศใหม่ได้ภายในไม่กี่วินาที คุณสามารถเริ่มเรียกเก็บภาษีได้โดยเพิ่มโค้ดเพียงบรรทัดเดียวในการผสานการทำงาน Stripe ที่คุณมีอยู่ หรือเพิ่มการเรียกเก็บภาษีด้วยการคลิกเพียงปุ่มเดียวในแดชบอร์ด Stripe
จดทะเบียนชำระภาษี: หากคุณมีธุรกิจอยู่ในสหรัฐอเมริกา สามารถให้ Stripe จัดการการจดทะเบียนภาษีแทนคุณ ช่วยกรอกรายละเอียดการสมัครล่วงหน้าและรับประโยชน์จากขั้นตอนที่ง่ายขึ้น ถ้าคุณอยู่นอกประเทศสหรัฐอเมริกา Stripe พารท์เนอร์กับ Taxually ในการจดทะเบียนภาษีกับสำนักงานสรรพากรในพื้นที่ ให้คุณประหยัดเวลาและปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับท้องถิ่นได้ง่ายขึ้น
เรียกเก็บภาษีโดยอัตโนมัติ: Stripe Tax คํานวณและเรียกเก็บเงินภาษีที่ค้างชําระตามจำนวนที่ถูกต้องไม่ว่าคุณจะจําหน่ายผลิตภัณฑ์อะไรหรือขายที่ไหนก็ตาม รองรับผลิตภัณฑ์และบริการหลายร้อยรายการ และมีข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงกฎและอัตราภาษี
ลดความยุ่งยากในการยื่น: Stripe Tax ผสานการทำงานกับพาร์ทเนอร์ด้านการยื่นภาษีได้อย่างราบรื่น เพื่อให้การยื่นเอกสารทั่วโลกของคุณเป็นไปอย่างถูกต้องและทันเวลา ให้พาร์ทเนอร์ของเราจัดการการยื่นเอกสารแทน เพื่อให้คุณมีเวลาโฟกัสที่การเติบโตของธุรกิจ
ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Stripe Tax หรือเริ่มใช้งานเลยวันนี้
เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นคําแนะนําทางกฎหมายหรือภาษี Stripe ไม่รับประกันหรือรับประกันความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ความไม่เพียงพอ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในบทความ คุณควรขอคําแนะนําจากทนายความที่มีอํานาจหรือนักบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอํานาจศาลเพื่อรับคําแนะนําที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ