ในยุคเศรษฐกิจไร้พรมแดนที่การค้าระหว่างประเทศมีความเชื่อมโยงกันมากกว่าที่เคย ความเข้าใจเกี่ยวกับอากรขาเข้า (Import duties) ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจมีความคล่องตัวและส่งเสริมศักยภาพในการแข่งขันในระดับสากล ความรู้ด้านภาษีช่วยให้ธุรกิจวางกลยุทธ์ในการกำหนดราคาขายและยังส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนและกำไรขั้นต้นของผู้ประกอบการไทยที่ทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับการนำเข้า เพิ่มความคล่องตัวในการรับมือกับความท้าทายและความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจในปัจจุบัน
ในบทความนี้เราจะเรียนรู้ว่าอากรขาเข้าคืออะไร, อัตราและความสำคัญของอากรขาเข้า และเรียนรู้วิธีคำนวณอากรขาเข้าเพื่อให้ผู้ประกอบการไทยมีความรู้และความเข้าใจมากขึ้น พร้อมแนะนำโซลูชันภาษีที่ช่วยให้การจัดเตรียมเอกสารและการรายงานภาษีสำหรับการค้าระหว่างประเทศเป็นไปอย่างสะดวกและง่ายดาย
เนื้อหาหลักในบทความ
- อากรขาเข้า (Import duties) คืออะไร
- ความสำคัญของอากรขาเข้า
- อัตราอากรขาเข้า
- วิธีคำนวณอากรขาเข้า
- นโยบายล่าสุดเกี่ยวกับอากรขาเข้า
- การเลือกโซลูชันภาษีสำหรับการค้าระหว่างประเทศ
- Stripe Tax ช่วยเหลือคุณได้อย่างไร
อากรขาเข้า (Import duties) คืออะไร
อากรขาเข้า (Import duties) คือส่วนหนึ่งของภาษีนำเข้าที่กรมศุลกากรเรียกเก็บจากสินค้าทุกชนิดที่นำเข้าจากต่างประเทศเพื่อเป็นรายได้ให้รัฐบาลและปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ ซึ่งมีอัตราอากรที่แตกต่างกันไปตามประเภทสินค้าและข้อกำหนดของระบบ HS Code (Harmonized System Code) ซึ่งเป็นรหัสตัวเลขกลางของกรมศุลกากรในการจำแนกสินค้าเพื่อกำหนดอัตราภาษีนำเข้าอย่างถูกต้องและแม่นยำ
ความสำคัญของอากรขาเข้า
การจัดเก็บอากรขาเข้ามีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยและส่งผลโดยตรงต่อการค้าระหว่างประเทศ ดังนี้
แหล่งรายได้ของรัฐ
อากรขาเข้าเป็นหนึ่งในแหล่งรายได้สำคัญของรัฐบาลจากการค้าระหว่างประเทศเพื่อนำไปพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ เช่น สาธารณสุข การศึกษา และโครงสร้างพื้นฐาน
รักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
อากรขาเข้าทำหน้าที่เป็นหนึ่งในกำแพงภาษีเพื่อควบคุมและลดปริมาณการนำเข้าสินค้า ซึ่งจะช่วยป้องกันผลกระทบเชิงลบ เช่น ค่าครองชีพ การอ่อนค่าของเงินบาท และการลดการจ้างงานภายในประเทศ
คุ้มครองผู้ผลิตในประเทศ
การเก็บอากรขาเข้ามีบทบาทหลักในการคุ้มครองอุตสาหกรรมภายในประเทศด้วยการทำให้สินค้านำเข้ามีราคาสูงขึ้น ช่วยให้ผู้ผลิตในประเทศสามารถแข่งขันกับสินค้านำเข้าที่อาจมีราคาถูกกว่า
ส่งเสริมสินค้าในประเทศ
อากรขาเข้าส่งผลให้สินค้านำเข้ามีราคาสูงขึ้น ซึ่งจะช่วยลดการนำเข้าสินค้าบางประเภทที่อาจมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และเป็นการส่งเสริมให้ผู้บริโภคหันมาเลือกใช้สินค้าที่ผลิตภายในประเทศมากยิ่งขึ้น ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและลดการพึ่งพาสินค้าจากต่างประเทศ
ควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้า
การจัดเก็บอากรควบคู่กับการตรวจสอบสินค้านำเข้าช่วยส่งเสริมหรือจำกัดการบริโภคสินค้าบางชนิดได้ และเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการควบคุมไม่ให้สินค้าที่มีคุณภาพต่ำหรือสินค้าอันตรายผ่านเข้าสู่ประเทศ ซึ่งส่งผลต่อความปลอดภัยของผู้บริโภคโดยตรง
สนับสนุนนโยบายของรัฐ
สามารถใช้อากรขาเข้าเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจต่างๆ เช่น การส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ หรือเป็นการกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจท้องถิ่น
อำนาจในการต่อรองการค้าระหว่างประเทศ
ใช้เป็นเครื่องมือในการเจรจาและจัดการการค้าระหว่างประเทศเพื่อสร้างสมดุลระหว่างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศและผู้บริโภคภายใน โดยสามารถปรับใช้อัตราอากรขาเข้าในการตอบโต้การอุดหนุนสินค้าจากต่างประเทศ
อัตราอากรขาเข้า
อัตราอากรขาเข้าในประเทศไทยขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ประเภทสินค้า, ลักษณะของสินค้า, ปริมาณในการนำเข้า และเงื่อนไขความตกลงทางการค้าระหว่างประเทศ (Free Trade Agreement: FTA) รวมถึงวัตถุประสงค์ในการวิเคราะห์หรือการนำไปใช้ โดยอัตราอากรขาเข้าสามารถแบ่งออกเป็น 2 เกณฑ์กำหนดหลัก ดังนี้
เกณฑ์กำหนดที่ 1: แบ่งตามรูปแบบของอัตราอากร
- อัตราตามสภาพ (Specific rate): เป็นอัตราที่คิดจากจำนวนเงินต่อหน่วยของปริมาณสินค้า เช่น เก็บภาษี 10 บาทต่อกิโลกรัม หรือ 5 บาทต่อลิตร ใช้กับสินค้าที่วัดได้ชัดเจนในด้านปริมาณ เช่น น้ำตาลหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นต้น
- อัตราตามมูลค่า (Ad valorem rate): เป็นอัตราที่คิดจากเปอร์เซ็นต์ของมูลค่าสินค้า (CIF value) ซึ่ง CIF ย่อมาจาก Cost, Insurance และ Freight หรือ ราคาสินค้า, ค่าประกัน และค่าขนส่ง เช่น การเก็บภาษีนำเข้าที่ 30% ของมูลค่าสินค้า ซึ่งอัตราตามมูลค่าเป็นประเภทอากรขาเข้าที่ใช้มากที่สุด
- อัตราผสม (Compound rate): เป็นอัตราอากรขาเข้าที่ผสมระหว่างอัตราเฉพาะและอัตราร้อยละ เช่น การคิดอัตราเฉพาะที่ 50 บาทต่อกิโลกรัม หรือ การเก็บภาษีนำเข้าที่ 20% ของมูลค่าสินค้า แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า
เกณฑ์กำหนดที่ 2: พิจารณาตามประเภทสินค้าหรือข้อตกลงทางการค้า
นอกจากเกณฑ์การแบ่งตามรูปแบบของอัตราอากรแล้ว ยังมีการกำหนดอัตราตามประเภทสินค้าและพิกัดอัตราศุลกากร (HS code) อีกด้วย และอัตราอากรขาเข้ายังขึ้นอยู่กับว่าสินค้าชนิดนั้นคืออะไร มาจากประเทศใด และประเทศนั้นๆ มีข้อตกลงทางการค้าเสรีหรือไม่ โดยหลักๆ สามารถแบ่งอัตราออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้
- อัตราอากรทั่วไป: สินค้าทั่วไปที่นำเข้าจากประเทศที่ไม่มีข้อตกลงพิเศษทางการค้ากับไทย มีอัตราภาษีตามพิกัดอัตราศุลกากร ตั้งแต่ 0% ถึง 80% ขึ้นอยู่กับประเภทของสินค้า เช่น 5%, 10%, 20%, 30% หรือสูงกว่า โดย HS code เป็นรหัสสากลที่ใช้ในการจำแนกประเภทสินค้า เพื่อกำหนดอัตราอากรและระบุมาตรการทางการค้าที่ใช้กับสินค้านั้นๆ
- อัตราอากรพิเศษใต้ FTA: สินค้าที่นำเข้าจากประเทศหรือกลุ่มประเทศภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรี หรือ FTA อาจได้รับอัตราพิเศษที่ 0% หรือเป็นอัตราที่ลดลง เช่น กลุ่มประเทศอาเซียน, ออสเตรเลีย, แคนาดา, จีน, อินเดีย, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้ เป็นต้น ผู้ประกอบการควรตรวจสอบว่าสินค้าที่นำเข้าได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีภายใต้ข้อตกลงทางการค้าหรือไม่และควรดำเนินการตามเงื่อนไขที่กำหนด เช่น การแสดงหลักฐานการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Proof of origin) ที่ถูกต้อง
- สินค้าฟุ่มเฟือย: อัตราอากรขาเข้าของสินค้าฟุ่มเฟือยมักจะสูงกว่าสินค้าทั่วไปเพื่อควบคุมการบริโภคและเพิ่มรายได้จากภาษี โดยอัตราอากรขาเข้าของสินค้าฟุ่มเฟือยจะอยู่ที่ประมาณ 30% - 80% แล้วแต่ประเภทสินค้าและยังอาจมีการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีสรรพสามิตเพิ่มเติม ยกตัวอย่าง เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์, รถยนต์นำเข้า หรือกระเป๋าแบรนด์เนม เป็นต้น
- สินค้าที่ได้รับการยกเว้นอากร: สินค้าบางประเภทที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอากรโดยมีการยกเว้นอากรขาเข้า ด้วยถือว่ามีความจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศหรือมีวัตถุประสงค์พิเศษ เช่น
- วัตถุดิบที่นำเข้ามาเพื่อการส่งออก ไม่ว่าจะส่งออกในสภาพเดิมหรือผ่านกระบวนการผลิต
- วัตถุดิบเพื่อการผลิตภายใต้ Board of Investment of Thailand (BOI) เช่น เม็ดพลาสติกหรือเหล็กกล้า ในกรณีที่ผู้ประกอบการได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI โดยใช้สิทธิภายใต้มาตรา 36
- เครื่องมือและอุปกรณ์เพื่อการศึกษา เช่น กล้องจุลทรรศน์หรือเครื่องมือทดลองวิทยาศาสตร์เพื่อการใช้เฉพาะในสถานศึกษา อาจได้รับสิทธิตามมาตรา 12
- เครื่องมือแพทย์เพื่อการรักษาโรค เช่น เครื่องเอ็กซเรย์หรือเครื่องช่วยหายใจเพื่อสาธารณประโยชน์หรือสถานพยาบาลที่ไม่แสวงหากำไร
- วัตถุดิบที่นำเข้ามาเพื่อการส่งออก ไม่ว่าจะส่งออกในสภาพเดิมหรือผ่านกระบวนการผลิต
วิธีคำนวณอากรขาเข้า
สามารถคำนวณอากรขาเข้าได้จากตัวแปรและวิธีการดังนี้
อากรขาเข้า = มูลค่ารวม CIF x อัตราอากรขาเข้า
โดยมูลค่ารวม CIF = ราคาสินค้า + ค่าประกัน + ค่าขนส่ง
- มูลค่ารวม CIF: CIF ย่อมาจาก Cost, Insurance และ Freight หรือ ราคาสินค้า, ค่าประกัน และค่าขนส่ง
- อัตราอากรขาเข้า: อัตราอากรขาเข้านั้นขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า เช่น วัตถุดิบ, เครื่องจักร, อาหาร หรือสินค้าอุปโภคบริโภค และบางประเภทสินค้ามีสิทธิพิเศษลดหย่อนอัตราภาษีตามข้อตกลงการค้าเสรี โดยอัตรานี้ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีอื่นๆ
ทั้งนี้ผู้ประกอบการควรทำความเข้าใจพิกัดของสินค้าที่ตนนำเข้าและควรตรวจสอบอัตราอากรขาเข้าเป็นประจำโดยสามารถค้นหาได้จากเว็บไซต์กรมศุลกากรหรือผ่านแอปพลิเคชัน HS Check
วิธีคำนวณอากรขาเข้า
|
ประเภทสินค้า |
ไวน์แดง |
|
พิกัดศุลกากร (HS Code) |
2204.21.10 |
|
อัตราอากรขาเข้า |
54% |
|
ราคาสินค้า (Cost) |
฿20,000 |
|
ค่าขนส่งระหว่างประเทศ (Freight) |
฿2,000 |
|
ค่าประกันภัย (Insurance) |
฿500 |
วิธีคำนวณมูลค่ารวม CIF
CIF ไวน์แดง = ฿20,000 + ฿2,000 + ฿500 = 22,500 บาท
วิธีคำนวณอากรขาเข้า
อากรขาเข้าของไวน์แดง = ฿22,500 × 0.54 (หรือ 54%) = 12,150 บาท
ภาษีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับอากรขาเข้า
เมื่อมีการนำสินค้าเข้ามาจากต่างประเทศผู้รับสินค้าจะมีหน้าที่จ่ายภาษีนำเข้า โดยอากรขาเข้านั้นเป็นส่วนหนึ่งของยอดภาษีนำเข้าทั้งหมด
ยอดภาษีนำเข้า = อากรขาเข้า + ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
ในยอดภาษีนำเข้า นอกจากอากรขาเข้าบวกด้วยภาษีมูลค่าเพิ่ม ยังมีภาษีอื่นๆ ที่ผู้นำเข้าสินค้าควรคำนึงถึง ดังนี้
- ภาษีสรรพสามิต (Excise tax): ใช้กับสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์, ยาสูบ, น้ำหอม, รถยนต์, เครื่องใช้ไฟฟ้าบางชนิด เป็นต้น
- ภาษีท้องถิ่น (Local tax): มักมีอัตราอยู่ที่ 3% ของภาษีสรรพสามิตและใช้เฉพาะในกรณีที่มีการเก็บภาษีสรรพสามิต
The latest policy on import duties
Beginning January 1, 2026, import duties and VAT apply to all inbound shipments valued at ฿1 or more. Previously, goods worth less than ฿1,500 were exempt. Therefore, every online product ordered from abroad will be subject to these border charges and VAT from the very first item purchased.
The main goal of amending this law is to create fair trade conditions for Thai entrepreneurs who already pay import duties and VAT, while generating further tax revenue for the state, which could increase by several billion baht per year.
การเลือกโซลูชันภาษีสำหรับการค้าระหว่างประเทศ
การเลือกโซลูชันภาษีสำหรับการค้าระหว่างประเทศมีปัจจัยต่างๆ ที่ควรพิจารณา ดังนี้
รายงานข้อมูลภาษีอย่างถูกต้องและแม่นยำ
โซลูชันภาษีที่ดีสามารถช่วยให้การเตรียมเอกสารและการรายงานข้อมูลภาษีเป็นไปอย่างถูกต้องและแม่นยำ การผสานกับระบบอย่าง Stripe Tax และ Stripe Checkout ช่วยให้การคำนวณและจัดเก็บภาษีของธุรกรรมข้ามพรมแดนเป็นไปโดยอัตโนมัติ ทำให้รวบรวมและรายงานข้อมูลภาษีผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว สร้างความโปร่งใสและลดการเกิดกรณีโต้แย้ง
เชื่อมต่อกับระบบชำระเงินได้ง่ายดาย
ความสามารถในการเชื่อมต่อกับระบบการชำระเงินได้ง่ายดาย เช่น การทำงานของ Stripe Tax ร่วมกับ Stripe Payments ทำให้การเก็บข้อมูลชำระเงินรวมถึงข้อมูลด้านภาษีเป็นไปได้แบบเรียลไทม์ เพื่อให้รวบรวมข้อมูลภาษีได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ช่วยลดระยะเวลาในการดำเนินการและลดข้อผิดพลาดที่เกิดได้จากการป้อนข้อมูลธุรกรรมที่ซ้ำซ้อน
รองรับได้หลากหลายสกุลเงิน
โซลูชันภาษีที่ดีควรรองรับการแปลงสกุลเงินจากต่างประเทศเป็นเงินบาท เลือกใช้ระบบที่สามารถรองรับได้หลากหลายสกุลเงิน เช่น โซลูชันอย่าง Stripe ที่รองรับได้มากกว่า 135 สกุลเงินทั่วโลก พร้อมระบบแปลงอัตราแลกเปลี่ยนและรับชำระอัตโนมัติ อัปเดตอัตราแลกเปลี่ยนโดยอัตโนมัติและลดความเสี่ยงจากการผันแปรของค่าเงิน
สามารถตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง
ความสามารถในการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง (Audit trail) ไม่ว่าจะเป็นประวัติล็อกอินเข้าใช้งานหรือการแก้ไขและปรับปรุงข้อมูล การใช้ระบบที่สามารถจัดเก็บ, ตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง และจัดทำรายงานภาษีและอากรได้อย่างละเอียดและสมบูรณ์ในแบบเรียลไทม์ เช่น การรายงานอากรขาเข้าแยกตามประเทศและสินค้า ซึ่งช่วยในการวางแผนต้นทุน, ควบคุมค่าใช้จ่าย และช่วยลดความเสี่ยงในการถูกตรวจสอบหรือชะลอการปล่อยสินค้า
เลือกระบบที่ปลอดภัยและเชื่อถือได้
ระบบควรมีบันทึกการใช้งานและควบคุมการเข้าถึงข้อมูลด้วยคีย์รหัสผ่าน สามารถเข้าถึงไฟล์ด้วยการเข้ารหัส (Encryption) และตรวจสอบความถูกต้องสมบูรณ์ของข้อมูลไฟล์ได้ ช่วยให้ธุรกิจมั่นใจในการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังหากเกิดข้อพิพาท
มีความเชี่ยวชาญด้านภาษี
โซลูชันภาษีที่ดีควรมีความเชี่ยวชาญในระบบภาษีของไทย ทั้งในด้านโครงสร้างของพิกัดศุลกากร, อัตราอากรนำเข้า, มาตรการคุ้มครองอุตสาหกรรมภายในประเทศ รวมถึงสิทธิพิเศษตามข้อตกลงการค้าเสรีหรือกรณีพิเศษอื่นๆ ที่อาจได้รับการยกเว้นอากรขาเข้า นอกจากนี้ยังต้องมีความเข้าใจกฎหมายควบคุมการนำเข้าสินค้าต้องห้ามและสามารถให้คำแนะนำในกรณีที่สินค้าต้องใช้เอกสารเฉพาะ พร้อมทั้งประเมินความเสี่ยงจากการชำระภาษีที่อาจเกินหรือขาดได้อย่างแม่นยำ
Stripe Tax ช่วยอะไรได้บ้าง
Stripe Tax ลดความยุ่งยากในการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านภาษี เพื่อให้คุณมีเวลาไปมุ่งเน้นที่การเติบโตของธุรกิจของคุณ เริ่มเรียกเก็บภาษีทั่วโลกได้โดยการเพิ่มโค้ดเพียงบรรทัดเดียวในการเชื่อมต่อการทำงานที่คุณมีอยู่ คลิกปุ่มในแดชบอร์ด หรือใช้ API ที่ทรงพลังของเรา
Stripe Tax ช่วยให้คุณตรวจสอบภาระหน้าที่และการแจ้งเตือนเมื่อเกินเกณฑ์การจดทะเบียนภาษีการขายตามธุรกรรมใน Stripe นอกจากนี้ยังสามารถจดทะเบียนเพื่อเก็บภาษีในนามของคุณในสหรัฐอเมริกา และจัดการการยื่นภาษีผ่านพาร์ทเนอร์ที่เชื่อถือได้อีกด้วย Stripe Tax ยังคำนวณและเก็บภาษีการขาย ภาษีมูลค่าเพิ่ม และ GST โดยอัตโนมัติจากรายการต่อไปนี้
- ทั้งสินค้าและบริการทางกายภาพและดิจิทัล ในทุกรัฐของสหรัฐอเมริกา และในกว่า 100 ประเทศ
- สินค้าที่จับต้องได้ในทุกรัฐของสหรัฐอเมริกาและ 42 ประเทศ
Stripe Tax สามารถช่วยคุณทำสิ่งต่อไปนี้
ทำความเข้าใจว่าจะจดทะเบียนและเรียกเก็บภาษีที่ไหน: ดูตำแหน่งที่ตั้งที่คุณต้องเรียกเก็บภาษีโดยอิงตามธุรกรรมใน Stripe หลังจากจดทะเบียนแล้ว คุณสามารถเปิดใช้การเรียกเก็บภาษีในรัฐหรือประเทศใหม่ได้ภายในไม่กี่วินาที คุณสามารถเริ่มเรียกเก็บภาษีได้โดยเพิ่มโค้ดเพียงบรรทัดเดียวในการผสานการทำงาน Stripe ที่คุณมีอยู่ หรือเพิ่มการเรียกเก็บภาษีด้วยการคลิกเพียงปุ่มเดียวในแดชบอร์ด Stripe
จดทะเบียนเพื่อชำระภาษี: หากคุณจำเป็นต้องจดทะเบียนภาษีการขายในสหรัฐอเมริกา ให้ Stripe จัดการการจดทะเบียนภาษีแทนคุณ คุณจะได้รับประโยชน์จากขั้นตอนที่ง่ายขึ้นซึ่งจะช่วยกรอกรายละเอียดการยื่นล่วงหน้า ช่วยให้คุณประหยัดเวลาและปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับท้องถิ่นได้ง่ายขึ้น หากคุณต้องการความช่วยเหลือในการจดทะเบียนนอกสหรัฐอเมริกา Stripe ก็ร่วมมือกับ Taxually เพื่อช่วยคุณจดทะเบียนกับหน่วยงานด้านภาษีในท้องถิ่น
เรียกเก็บภาษีโดยอัตโนมัติ: Stripe Tax คำนวณและเรียกเก็บเงินภาษีที่ค้างชำระตามจำนวนที่ถูกต้องไม่ว่าคุณจะจำหน่ายผลิตภัณฑ์อะไรหรือขายที่ไหนก็ตาม รองรับผลิตภัณฑ์และบริการหลายร้อยรายการ และมีข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงกฎและอัตราภาษี
ลดความยุ่งยากในการยื่น: Stripe Tax ผสานการทำงานกับพาร์ทเนอร์ด้านการยื่นภาษีได้อย่างราบรื่น เพื่อให้การยื่นเอกสารทั่วโลกของคุณเป็นไปอย่างถูกต้องและทันเวลา ให้พาร์ทเนอร์ของเราจัดการการยื่นเอกสารแทน เพื่อให้คุณมีเวลาโฟกัสที่การเติบโตของธุรกิจ
ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Stripe Tax หรือเริ่มใช้งานเลยวันนี้
เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นคําแนะนําทางกฎหมายหรือภาษี Stripe ไม่รับประกันหรือรับประกันความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ความไม่เพียงพอ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในบทความ คุณควรขอคําแนะนําจากทนายความที่มีอํานาจหรือนักบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอํานาจศาลเพื่อรับคําแนะนําที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ