ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT มีบทบาทที่สำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของนานาประเทศรวมถึงประเทศไทยด้วย โดย VAT ถือเป็นหนึ่งในภาษีทางอ้อมที่มีความสำคัญต่อการสร้างรายได้ของรัฐบาลเพื่อจัดสรรไปใช้ในโครงการและภารกิจต่างๆ ในการพัฒนาประเทศ ภาษีมูลค่าเพิ่มจะเก็บจากมูลค่าของการซื้อขายสินค้าหรือบริการในประเทศและสินค้าที่มีการนำเข้าจากต่างประเทศ การทำความเข้าใจภาษีมูลค่าเพิ่มในประเทศไทยจึงมีประโยชน์ต่อทั้งภาคธุรกิจและประชาชนทั่วไป
บทความนี้จะนำเสนอเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มว่าคืออะไร, การจัดเก็บและอัตราภาษีมูลค่าในประเทศไทย, ขั้นตอนการยื่นภาษีมูลค่าเพิ่ม, วิธีการคำนวณ VAT และแนะนำ Stripe Tax โซลูชันที่ช่วยให้การนำส่งภาษีเป็นเรื่องง่ายขึ้น
เนื้อหาหลักในบทความ
- ภาษีมูลค่าเพิ่มคืออะไร
- ทำความรู้จักภาษีมูลค่าเพิ่มในประเทศไทย
- ขั้นตอนการยื่นภาษีมูลค่าเพิ่ม
- Stripe Tax ช่วยให้การนำส่ง VAT เป็นเรื่องง่ายขึ้น
ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) คืออะไร
ภาษีมูลค่าเพิ่ม คือ ภาษีทางอ้อมที่เรียกเก็บจากการผลิตและการจัดจำหน่ายสินค้าและบริการภายในประเทศ รวมทั้งจากการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ภาษีนี้จะรวมอยู่ในราคาสินค้าหรือบริการที่ลูกค้าจ่าย โดยเจ้าของธุรกิจที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจะทำหน้าที่เก็บ VAT จากลูกค้าและนำส่งให้กับกรมสรรพากรในวันที่กำหนด โดยทั่วไปแล้ว ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มถือเป็นระบบที่โปร่งใสและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ง่าย จากข้อมูลในเดือนพฤษภาคม 2025 ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มมีการใช้งานใน 175 ประเทศทั่วโลก ซึ่งบางประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเรียกภาษีนี้ว่าภาษีสินค้าและบริการ (GST หรือ Good and Service Tax) ถึงแม้ในทางเทคนิคแล้ว ทั้ง 2 รูปแบบนี้จะเป็นภาษีทางอ้อมที่แตกต่างกันก็ตาม
ทำความรู้จักภาษีมูลค่าเพิ่มในประเทศไทย
ประเทศไทยเริ่มประกาศใช้ภาษีมูลค่าเพิ่มในปี 1992 ในช่วงแรกอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มของไทยได้ถูกกำหนดไว้ที่ 10% แต่ในปีถัดมาได้มีการปรับลดลงเหลือ 7% และรัฐบาลไทยได้ออกกฎหมายเพื่อขยายเวลาการบังคับใช้อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่ 7% อย่างต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันเพื่อช่วยกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศเนื่องด้วยปัจจัยทางเศรษฐกิจ
ผู้ประกอบการที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีจะต้องทำการยื่นภาษีมูลค่าเพิ่ม โดย 1 ใน 9 ส่วนของรายได้จากภาษีมูลค่าเพิ่มจะถูกโอนให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและที่เหลืออีก 8 ส่วนจะถูกโอนให้รัฐบาลกลาง
อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มในประเทศไทย มี 2 อัตราหลัก ได้แก่
- อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม 10%: เป็นอัตราแรกและอัตราหลักในกฎหมายของไทย ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร ฉบับที่ 30 พ.ศ. 2534 (ค.ศ. 1991) แม้ว่ากฎหมายหลักจะระบุให้อัตราที่แท้จริงคือ 10% แต่ยังไม่เคยมีการปรับขึ้นถึงระดับดังกล่าวในเชิงปฏิบัติ
- อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%: เป็นอัตราที่บังคับใช้จริงตั้งแต่ปี 1992 เป็นอัตราที่รัฐบาลประกาศลดลงจาก 10% และขยายเวลาการใช้มาอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ล่าสุดรัฐบาลขยายเวลาการใช้อัตรา VAT 7% (รวมภาษีท้องถิ่น) ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2025 ถึง 30 ก.ย. 2026 ตามข่าวแถลงของกรมสรรพากร พร้อมพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 799 พ.ศ. 2568
นอกจากอัตรา VAT 7% และ 10% ยังมีสินค้าและบริการบางประเภทที่จัดอยู่ในธุรกรรมพิเศษ ซึ่งมีอัตราภาษี 0% หรือได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม
- อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม 0%: มาตรา 80/1 ให้ธุรกิจบางประเภทใช้อัตรา VAT ที่ 0% ซึ่งไม่ได้เป็นการยกเว้นภาษีและผู้ประกอบการยังคงต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม มีสิทธิออกใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่มที่ 0% และสามารถขอคืนภาษีซื้อได้ เช่น การขายและส่งออกสินค้าจากไทยไปยังต่างประเทศ, การขายสินค้าในเขตปลอดอากร, หรือบริการบางประเภท (เช่น การให้บริการขนส่งระหว่างประเทศ หรือบริการที่ปรึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ) ที่จัดทำในไทยแต่มีการใช้ในต่างประเทศ
- กรณียกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม: มาตรา 81 แห่งประมวลรัษฎากร ให้สินค้าหรือบริการเฉพาะบางประเภทได้รับการยกเว้นจากการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีในระบบ VAT และไม่สามารถขอคืนภาษีซื้อ ยกตัวอย่างเช่น บริการด้านการแพทย์และสาธารณสุข, สถาบันการศึกษาทั้งรัฐบาลและเอกชน, บริการขนส่งผู้โดยสารในประเทศ, บริการด้านศาสนาและสาธารณกุศล, บริการด้านกีฬา วัฒนธรรม และศิลปะ หรือเกษตรกรรมพื้นฐาน เป็นต้น
ขั้นตอนการยื่นภาษีมูลค่าเพิ่ม
การยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับธุรกิจไทยที่มีรายได้เกินกว่าเกณฑ์ที่รัฐบาลกำหนด (ปัจจุบัน 1.8 ล้านบาท) หรือมีการเข้าระบบภาษีมูลค่าเพิ่มโดยสมัครใจ ธุรกิจเหล่านี้ต้องยื่นเอกสารภายในกำหนดเวลาที่เหมาะสมและตามขั้นตอนที่ถูกต้อง ซึ่งขั้นตอนดังกล่าวประกอบด้วยดังนี้
การตรวจสอบเกณฑ์การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
ผู้ประกอบการที่มีรายรับเกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี (ตามรอบระยะเวลาบัญชี) ต้องทำการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 30 วัน นับแต่วันที่รายรับเกินกว่าตามที่กำหนด ในกรณีที่ผู้ประกอบการขอเข้าระบบ VAT โดยสมัครใจ (แม้รายรับยังไม่เกิน 1.8 ล้านบาท) ก็สามารถทำได้หากเล็งเห็นว่าธุรกิจจะได้ประโยชน์ เช่น ต้องการรับเครดิตภาษีซื้อ, สร้างภาพลักษณ์ที่ดี (เนื่องจากหลายบริษัทรับทำธุรกิจกับคู่ค้าที่ออกใบกำกับ VAT ได้เท่านั้น) หรือเตรียมขยายกิจการ เป็นต้น
การเตรียมเอกสารเพื่อจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
|
รายการเอกสารการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม |
สถานะผู้ขอจดทะเบียน |
||||
|
บุคคลธรรมดา |
คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล |
บริษัท/ห้างหุ้นส่วนฯ |
องค์การรัฐ/สหกรณ์ |
ผู้อาศัยอยู่ต่างประเทศ ดำเนินกิจการโดยมีตัวแทนยื่น |
|
|
1) แบบคำขอจดทะเบียน ภ.พ.01 จำนวน 3 ฉบับ (และ ภ.พ.01.1 จำนวน 3 ฉบับ กรณีใช้สิทธิ) |
✓ |
✓ |
✓ |
✓ |
✓ |
|
2) เอกสารแนบประกอบ ดังนี้ |
✓ |
✓ |
✓ |
✓ |
✓ |
|
2) สำเนาทะเบียนบ้านที่ตั้งสถานประกอบการ |
✓ |
✓ |
✓ |
✓ |
✓ |
|
3) สำเนาเอกสารที่พิสูจน์ว่าผู้จดทะเบียนเป็นเจ้าของหรือเช่าสถานที่ประกอบธุรกิจ เช่น สัญญาซื้อขาย ใบสมัครเลขที่บ้าน เอกสารโอนกรรมสิทธิ์ หรือสัญญาเช่า |
✓ |
✓ |
✓ |
✓ |
✓ |
|
4) สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาทะเบียนบ้านสถานประกอบการของผู้ให้เช่า หรือผู้ยินยอม หนังสือรับรองนิติบุคคล (กรณีนิติบุคคลเป็นผู้ให้เช่า) |
✓ |
✓ |
✓ |
✓ |
✓ |
|
2.2 แผนที่แสดงที่ตั้งของสถานประกอบการ พร้อมภาพถ่ายที่แสดงให้เห็นบ้านเลขที่ |
✓ |
✓ |
✓ |
✓ |
✓ |
|
2.3 หนังสือมอบอำนาจปิดอากรแสตมป์ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจ (กรณีให้ผู้อื่นยื่นขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแทน) |
✓ |
✓ |
✓ |
✓ |
✓ |
|
2.4 กรณีชาวต่างชาติ นอกจากเอกสารตาม 2.1-2.3 แล้วต้องแนบเอกสารต่อไปนี้ด้วย |
✓ |
✓ |
✓ |
✓ |
|
|
2) ภาพถ่ายใบอนุญาตประกอบธุรกิจ |
✓ |
✓ |
✓ |
✓ |
|
|
ผู้ประกอบการ |
ผู้มีอำนาจลงนาม |
กรรมการผู้มีอำนาจลงนาม |
ผู้มีอำนาจลงนาม |
ผู้รับผิดชอบกิจการในประเทศ |
|
|
2.5 สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของ |
✓ |
✓ |
✓ |
✓ |
✓ |
|
2.6 สำเนาใบทะเบียนพาณิชย์ |
✓ |
✓ |
|||
|
2.7 ภาพถ่ายหนังสือการจัดตั้งคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล* |
✓ |
||||
|
2.8 สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทพร้อมวัตถุประสงค์ |
✓ |
||||
|
2.9 ภาพถ่ายเอกสารการดำเนินกิจการร่วมค้า (ถ้ามี) |
✓ |
||||
|
2.10 หลักฐานที่แสดงฐานะนิติบุคคล |
✓ |
||||
|
2.11 ภาพถ่ายหนังสือตั้งตัวแทนเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งมีการรับรองโดยสถานทูต หรือสถานกงสุล หรือบุคคลอื่นที่ได้รับความเห็นชอบจากอธิบดีกรมสรรพากร |
✓ |
* คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล: ห้างหุ้นส่วนสามัญ กองทุนมูลนิธิที่มิใช่นิติบุคคล หน่วยงานหรือกิจการของเอกชนที่กระทำโดยบุคคลธรรมดาตั้งแต่สองคนขึ้นไปอันมิใช่นิติบุคคล
เอกสารสำหรับการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มมีดังนี้
- แบบคำขอจดทะเบียน ภ.พ.01 จำนวน 3 ชุด
- พร้อม ภ.พ.01.1 จำนวน 3 ชุด (เฉพาะกรณีได้รับการยกเว้น หรือขอเข้าระบบ VAT โดยสมัครใจ)
- พร้อม ภ.พ.01.1 จำนวน 3 ชุด (เฉพาะกรณีได้รับการยกเว้น หรือขอเข้าระบบ VAT โดยสมัครใจ)
- สำเนาทะเบียนบ้านหรือเอกสารเกี่ยวกับสถานประกอบการ เช่น สัญญาเช่าหรือสัญญาซื้อขาย พร้อมแผนที่และภาพถ่ายที่เห็นเลขที่บ้านหรือเลขที่สถานประกอบการอย่างชัดเจน
- กรณีมอบอำนาจให้ผู้อื่นทำการแทน ต้องมีหนังสือมอบอำนาจปิดอากรแสตมป์ 10 บาท พร้อมสำเนาบัตรประชาชนของผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจ โดยผู้รับมอบอำนาจต้องมีอายุ 20 ปีขึ้นไป
- กรณีชาวต่างชาติจำเป็นต้องแนบภาพถ่ายหนังสือเดินทางหรือเอกสารที่ใช้แทนหนังสือเดินทาง หรือภาพถ่ายใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว
|
รูปแบบธุรกิจ |
เอกสารประกอบการจดทะเบียน VAT |
|
บุคคลธรรมดา |
สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน, ทะเบียนบ้าน, และสำเนาใบทะเบียนพาณิชย์ (ถ้ามี) พร้อมภาพถ่ายบัตรดังกล่าว |
|
ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคล |
หนังสือจัดตั้งห้างหุ้นส่วน, สำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้านของหุ้นส่วนผู้มีอำนาจลงนามทุกคนพร้อมภาพถ่ายเอกสารดังกล่าว |
|
นิติบุคคล |
หนังสือรับรองบริษัทหรือหนังสือรับรองห้างหุ้นส่วนพร้อมวัตถุประสงค์, ใบทะเบียนพาณิชย์ (ถ้ามี), สำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้านของกรรมการหรือหุ้นส่วนผู้จัดการพร้อมภาพถ่ายเอกสารดังกล่าว |
การยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
- จดทะเบียนที่สำนักงานสรรพากร:
- สำหรับกรุงเทพมหานคร ให้ยื่นแบบ ภ.พ.01 เพื่อขอจดทะเบียนเข้าระบบ VAT ที่สำนักงานสรรพากรในพื้นที่เขต
- สำหรับต่างจังหวัด ให้ยื่นที่สำนักงานสรรพากรในพื้นที่อำเภอ
- สำหรับกรุงเทพมหานคร ให้ยื่นแบบ ภ.พ.01 เพื่อขอจดทะเบียนเข้าระบบ VAT ที่สำนักงานสรรพากรในพื้นที่เขต
- เมื่อยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเสร็จแล้ว จะได้รับเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร 13 หลัก
การจัดทำและออกเอกสารภาษี
เอกสารภาษีสำหรับประกอบการยื่นจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มมีดังนี้
ใบกำกับภาษี (Tax Invoice): ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจำเป็นต้องออกใบกำกับภาษีให้ถูกต้องตามรูปแบบที่กรมสรรพากรกำหนดเมื่อขายสินค้าหรือให้บริการ ซึ่งรายการสำคัญในใบกำกับภาษี ได้แก่
- หัวเรื่อง: ใบกำกับภาษี (TAX INVOICE)
- ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ประกอบการที่ออกใบกำกับภาษี
- ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ
- หมายเลขใบกำกับภาษี
- รายละเอียดของสินค้าหรือบริการ
- ยอดจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการ
- วัน เดือน ปี ที่ออกใบกำกับภาษี
- หัวเรื่อง: ใบกำกับภาษี (TAX INVOICE)
บันทึกรายการภาษีซื้อและภาษีขาย: ควรมีการบันทึกรายการต่างๆ ในรายงานภาษีซื้อและภาษีขายตามรอบเดือนเพื่อใช้ประกอบการยื่นภาษีในแต่ละเดือน
ใบเพิ่มหนี้/ใบลดหนี้: หากมีการแก้ไขรายการสินค้าหรือมีการคืนสินค้า มีความจำเป็นต้องออกใบเพิ่มหนี้หรือใบลดหนี้กำกับภาษีเพื่อปรับปรุงภาษีขายและภาษีซื้อให้ถูกต้อง
วิธีคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม
ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งคุณจะยื่นโดยใช้แบบฟอร์ม ภ.พ.30 คุณจะต้องคำนวณตามสูตรเฉพาะ ซึ่งประกอบด้วยตัวแปรข้อมูลภาษีหลัก 3 ตัว คือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีขาย และภาษีซื้อ
ภาษีมูลค่าเพิ่ม
ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องเสีย สามารถคำนวณจากการนำภาษีขายทั้งเดือนมาหักด้วยภาษีซื้อทั้งเดือน หากมีภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อให้ชำระภาษีส่วนต่างนั้น แต่หากมีภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย สามารถขอคืนภาษีส่วนต่างเป็นเงินสดหรือยกไปเป็นเครดิตภาษีในเดือนถัดไปได้
วิธีคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม
ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งคุณจะยื่นโดยใช้แบบฟอร์ม ภ.พ.30 คุณจะต้องคำนวณตามสูตรเฉพาะ ซึ่งประกอบด้วยตัวแปรข้อมูลภาษีหลัก 3 ตัว คือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีขาย และภาษีซื้อ
วิธีคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม
ภาษีมูลค่าเพิ่ม = ภาษีขาย − ภาษีซื้อ
มีวิธีคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องยื่นหรือขอรับคืน ดังนี้
- หากภาษีขาย > ภาษีซื้อ = มีภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องชำระ
- หากภาษีขาย < ภาษีซื้อ = สามารถขอส่วนต่างคืนหรือใช้เป็นเครดิตภาษีในเดือนถัดไป
ภาษีขาย
ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเรียกเก็บจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ เมื่อมีการขายสินค้าหรือให้บริการ
วิธีคำนวณภาษีขาย
ภาษีขายสามารถคำนวณได้ดังนี้
ภาษีขาย = ยอดขายที่ต้องเสียภาษี x อัตราภาษี
สมมุติว่ามียอดขายสินค้าหรือบริการที่ต้องเสียภาษี 100,000 บาท และอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่ 7% (หรือ 0.07) ดังนั้นภาษีการขายจะเท่ากับ 100,000 บาท x 0.07 = 7,000 บาท
ภาษีซื้อ
ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจ่ายให้กับผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการที่เป็นผู้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อซื้อสินค้าหรือชำระค่าบริการเพื่อใช้ในการประกอบกิจการของตน ภาษีซื้อที่จะนำมาหักได้นี้คลุมไปถึงภาษีซื้อของสินค้าประเภททุนด้วย
วิธีคำนวณภาษีซื้อ
ภาษีซื้อสามารถคำนวณได้ดังนี้
ภาษีซื้อ = ยอดซื้อที่สามารถขอเครดิตภาษีได้ x อัตราภาษี
สมมุติว่ามียอดซื้อสินค้า (กล่าวคือ ยอดรวมสินค้าหรือบริการทั้งหมดที่สามารถขอเครดิตภาษีได้) เท่ากับ 50,000 บาท ธุรกิจก็จะคูณจำนวนนั้นด้วยอัตราภาษีที่ 7% ดังนั้นภาษีซื้อจะเท่ากับ 3,500 บาท
การยื่นแบบภาษีมูลค่าเพิ่ม
เอกสารและข้อมูลที่มีความจำเป็นสำหรับการยื่นภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือการยื่นแบบ ภ.พ.30 มีดังนี้
- รายงานภาษีขาย (สรุปยอดขายและภาษีขายทั้งหมดในรอบเดือน)
- รายงานภาษีซื้อ (สรุปยอดซื้อและภาษีซื้อทั้งหมดในรอบเดือน)
- กรณีภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย สามารถดำเนินการขอคืนภาษีในแบบ ภ.พ.30 ได้เลย เพียงแนบหลักฐานให้ครบถ้วน เมื่อมีการตรวจสอบเรียบร้อยแล้วจึงจะได้รับเงินภาษี หรือ เครดิตภาษีคืนภายใน 3-6 เดือน
- หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ถ้ามี)
- ใบกำกับภาษีซื้อและภาษีขาย และใบลดหนี้/ใบเพิ่มหนี้ เพื่อยืนยันความถูกต้องของจำนวนภาษี
ควรยื่นประเภทแบบฟอร์มตามวันที่กำหนดเพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับในกรณียื่นหรือชำระล่าช้า ดังนี้
|
ประเภทฟอร์มการยื่น |
กำหนดการยื่น |
สถานที่ยื่น/วิธียื่น |
ช่องทางชำระภาษี |
|
แบบฟอร์มกระดาษ |
ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป |
สำนักงานสรรพากรในพื้นที่ |
ที่เคาน์เตอร์ชำระเงิน ณ สำนักงานสรรพากร |
|
แบบฟอร์มดิจิทัล |
ภายในวันที่ 23 ของเดือนถัดไป |
ยื่นผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร |
ชำระผ่าน e-Payment, ธนาคาร หรือช่องทางที่กำหนด |
หมายเหตุ: นอกจากนี้ควรมีการเก็บรักษาเอกสารภาษีและข้อมูลที่เกี่ยวข้องเผื่อการตรวจสอบในภายหลัง โดยเอกสารแบบกระดาษควรเก็บอย่างน้อย 5 ปี ส่วนเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ควรเก็บอย่างน้อย 10 ปี
Stripe Tax ช่วยให้การนำส่ง VAT เป็นเรื่องง่ายขึ้น
Stripe Tax ลดความยุ่งยากในการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านภาษี เพื่อให้คุณมีเวลาไปมุ่งเน้นที่การเติบโตของธุรกิจของคุณ Stripe Tax ช่วยให้คุณตรวจสอบภาระผูกพันของคุณและแจ้งเตือนเมื่อคุณเกินเกณฑ์การจดทะเบียนภาษีการขายตามธุรกรรมใน Stripe นอกจากนี้ยังคำนวณและเรียกเก็บภาษีการขาย VAT และ GST โดยอัตโนมัติทั้งสินค้าและบริการทางกายภาพและดิจิทัล ในทุกรัฐของสหรัฐอเมริกา และในกว่า 100 ประเทศ
เริ่มเรียกเก็บภาษีทั่วโลกได้โดยการเพิ่มโค้ดเพียงบรรทัดเดียวในการเชื่อมต่อการทำงานที่คุณมีอยู่ คลิกปุ่มในแดชบอร์ด หรือใช้ API ที่ทรงพลังของเรา
Stripe Tax สามารถช่วยคุณทำสิ่งต่อไปนี้
- ทำความเข้าใจว่าจะจดทะเบียนและเรียกเก็บภาษีที่ไหน: ดูตำแหน่งที่ตั้งที่คุณต้องเรียกเก็บภาษีโดยอิงตามธุรกรรมใน Stripe หลังจากจดทะเบียนแล้ว คุณสามารถเปิดใช้การเรียกเก็บภาษีในรัฐหรือประเทศใหม่ได้ภายในไม่กี่วินาที คุณสามารถเริ่มเรียกเก็บภาษีได้โดยเพิ่มโค้ดเพียงบรรทัดเดียวในการผสานการทำงาน Stripe ที่คุณมีอยู่ หรือเพิ่มการเรียกเก็บภาษีด้วยการคลิกเพียงปุ่มเดียวในแดชบอร์ด Stripe
- จดทะเบียนชำระภาษี: ให้ Stripe จัดการการจดทะเบียนภาษีทั่วโลกแทนคุณ และรับประโยชน์จากขั้นตอนที่ง่ายขึ้นซึ่งจะกรอกรายละเอียดการสมัครล่วงหน้า ช่วยให้คุณประหยัดเวลาและปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับท้องถิ่นได้ง่ายขึ้น
- เรียกเก็บภาษีโดยอัตโนมัติ: Stripe Tax คำนวณและเรียกเก็บเงินภาษีที่ค้างชำระตามจำนวนที่ถูกต้องไม่ว่าคุณจะจำหน่ายผลิตภัณฑ์อะไรหรือขายที่ไหนก็ตาม รองรับผลิตภัณฑ์และบริการหลายร้อยรายการ และมีข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงกฎและอัตราภาษี
- ลดความยุ่งยากในการยื่น: Stripe Tax ผสานการทำงานกับพาร์ทเนอร์ด้านการยื่นภาษีได้อย่างราบรื่น เพื่อให้การยื่นเอกสารทั่วโลกของคุณเป็นไปอย่างถูกต้องและทันเวลา ให้พาร์ทเนอร์ของเราจัดการการยื่นเอกสารแทน เพื่อให้คุณมีเวลาโฟกัสที่การเติบโตของธุรกิจ
ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Stripe Tax หรือเริ่มใช้งานเลยวันนี้
เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นคําแนะนําทางกฎหมายหรือภาษี Stripe ไม่รับประกันหรือรับประกันความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ความไม่เพียงพอ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในบทความ คุณควรขอคําแนะนําจากทนายความที่มีอํานาจหรือนักบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอํานาจศาลเพื่อรับคําแนะนําที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ