คู่มือภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับธุรกิจ

Tax
Tax

Stripe Tax จะทำให้การปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านภาษีทั่วโลกเป็นไปโดยอัตโนมัติตั้งแต่ต้นจนจบเพื่อให้คุณไปมุ่งเน้นกับการขยายธุรกิจ โดยจะระบุภาระหน้าที่ทางภาษีของคุณ จัดการการจดทะเบียน คำนวณและเรียกเก็บภาษีด้วยจำนวนที่ถูกต้องทั่วโลก และช่วยในการยื่นภาษี ทั้งหมดนี้ทำได้ในที่เดียว

ดูข้อมูลเพิ่มเติม 
  1. บทแนะนำ
  2. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) คืออะไร
  3. ทำความรู้จักภาษีมูลค่าเพิ่มในประเทศไทย
  4. ขั้นตอนการยื่นภาษีมูลค่าเพิ่ม
    1. การตรวจสอบเกณฑ์การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
    2. การเตรียมเอกสารเพื่อจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
    3. การยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
    4. การจัดทำและออกเอกสารภาษี
  5. วิธีคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม
    1. ภาษีขาย
    2. ภาษีซื้อ
  6. การยื่นแบบภาษีมูลค่าเพิ่ม
  7. Stripe Tax ช่วยให้การนำส่ง VAT เป็นเรื่องง่ายขึ้น

ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT มีบทบาทที่สำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของนานาประเทศรวมถึงประเทศไทยด้วย โดย VAT ถือเป็นหนึ่งในภาษีทางอ้อมที่มีความสำคัญต่อการสร้างรายได้ของรัฐบาลเพื่อจัดสรรไปใช้ในโครงการและภารกิจต่างๆ ในการพัฒนาประเทศ ภาษีมูลค่าเพิ่มจะเก็บจากมูลค่าของการซื้อขายสินค้าหรือบริการในประเทศและสินค้าที่มีการนำเข้าจากต่างประเทศ การทำความเข้าใจภาษีมูลค่าเพิ่มในประเทศไทยจึงมีประโยชน์ต่อทั้งภาคธุรกิจและประชาชนทั่วไป

บทความนี้จะนำเสนอเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มว่าคืออะไร, การจัดเก็บและอัตราภาษีมูลค่าในประเทศไทย, ขั้นตอนการยื่นภาษีมูลค่าเพิ่ม, วิธีการคำนวณ VAT และแนะนำ Stripe Tax โซลูชันที่ช่วยให้การนำส่งภาษีเป็นเรื่องง่ายขึ้น

เนื้อหาหลักในบทความ

  • ภาษีมูลค่าเพิ่มคืออะไร
  • ทำความรู้จักภาษีมูลค่าเพิ่มในประเทศไทย
  • ขั้นตอนการยื่นภาษีมูลค่าเพิ่ม
  • Stripe Tax ช่วยให้การนำส่ง VAT เป็นเรื่องง่ายขึ้น

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) คืออะไร

ภาษีมูลค่าเพิ่ม คือ ภาษีทางอ้อมที่เรียกเก็บจากการผลิตและการจัดจำหน่ายสินค้าและบริการภายในประเทศ รวมทั้งจากการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ภาษีนี้จะรวมอยู่ในราคาสินค้าหรือบริการที่ลูกค้าจ่าย โดยเจ้าของธุรกิจที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจะทำหน้าที่เก็บ VAT จากลูกค้าและนำส่งให้กับกรมสรรพากรในวันที่กำหนด โดยทั่วไปแล้ว ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มถือเป็นระบบที่โปร่งใสและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ง่าย จากข้อมูลในเดือนพฤษภาคม 2025 ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มมีการใช้งานใน 175 ประเทศทั่วโลก ซึ่งบางประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเรียกภาษีนี้ว่าภาษีสินค้าและบริการ (GST หรือ Good and Service Tax) ถึงแม้ในทางเทคนิคแล้ว ทั้ง 2 รูปแบบนี้จะเป็นภาษีทางอ้อมที่แตกต่างกันก็ตาม

ทำความรู้จักภาษีมูลค่าเพิ่มในประเทศไทย

ประเทศไทยเริ่มประกาศใช้ภาษีมูลค่าเพิ่มในปี 1992 ในช่วงแรกอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มของไทยได้ถูกกำหนดไว้ที่ 10% แต่ในปีถัดมาได้มีการปรับลดลงเหลือ 7% และรัฐบาลไทยได้ออกกฎหมายเพื่อขยายเวลาการบังคับใช้อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่ 7% อย่างต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันเพื่อช่วยกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศเนื่องด้วยปัจจัยทางเศรษฐกิจ

ผู้ประกอบการที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีจะต้องทำการยื่นภาษีมูลค่าเพิ่ม โดย 1 ใน 9 ส่วนของรายได้จากภาษีมูลค่าเพิ่มจะถูกโอนให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและที่เหลืออีก 8 ส่วนจะถูกโอนให้รัฐบาลกลาง

อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มในประเทศไทย มี 2 อัตราหลัก ได้แก่

  • อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม 10%: เป็นอัตราแรกและอัตราหลักในกฎหมายของไทย ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร ฉบับที่ 30 พ.ศ. 2534 (ค.ศ. 1991) แม้ว่ากฎหมายหลักจะระบุให้อัตราที่แท้จริงคือ 10% แต่ยังไม่เคยมีการปรับขึ้นถึงระดับดังกล่าวในเชิงปฏิบัติ
  • อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%: เป็นอัตราที่บังคับใช้จริงตั้งแต่ปี 1992 เป็นอัตราที่รัฐบาลประกาศลดลงจาก 10% และขยายเวลาการใช้มาอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ล่าสุดรัฐบาลขยายเวลาการใช้อัตรา VAT 7% (รวมภาษีท้องถิ่น) ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2025 ถึง 30 ก.ย. 2026 ตามข่าวแถลงของกรมสรรพากร พร้อมพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 799 พ.ศ. 2568

นอกจากอัตรา VAT 7% และ 10% ยังมีสินค้าและบริการบางประเภทที่จัดอยู่ในธุรกรรมพิเศษ ซึ่งมีอัตราภาษี 0% หรือได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม

  • อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม 0%: มาตรา 80/1 ให้ธุรกิจบางประเภทใช้อัตรา VAT ที่ 0% ซึ่งไม่ได้เป็นการยกเว้นภาษีและผู้ประกอบการยังคงต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม มีสิทธิออกใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่มที่ 0% และสามารถขอคืนภาษีซื้อได้ เช่น การขายและส่งออกสินค้าจากไทยไปยังต่างประเทศ, การขายสินค้าในเขตปลอดอากร, หรือบริการบางประเภท (เช่น การให้บริการขนส่งระหว่างประเทศ หรือบริการที่ปรึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ) ที่จัดทำในไทยแต่มีการใช้ในต่างประเทศ
  • กรณียกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม: มาตรา 81 แห่งประมวลรัษฎากร ให้สินค้าหรือบริการเฉพาะบางประเภทได้รับการยกเว้นจากการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีในระบบ VAT และไม่สามารถขอคืนภาษีซื้อ ยกตัวอย่างเช่น บริการด้านการแพทย์และสาธารณสุข, สถาบันการศึกษาทั้งรัฐบาลและเอกชน, บริการขนส่งผู้โดยสารในประเทศ, บริการด้านศาสนาและสาธารณกุศล, บริการด้านกีฬา วัฒนธรรม และศิลปะ หรือเกษตรกรรมพื้นฐาน เป็นต้น

ขั้นตอนการยื่นภาษีมูลค่าเพิ่ม

การยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับธุรกิจไทยที่มีรายได้เกินกว่าเกณฑ์ที่รัฐบาลกำหนด (ปัจจุบัน 1.8 ล้านบาท) หรือมีการเข้าระบบภาษีมูลค่าเพิ่มโดยสมัครใจ ธุรกิจเหล่านี้ต้องยื่นเอกสารภายในกำหนดเวลาที่เหมาะสมและตามขั้นตอนที่ถูกต้อง ซึ่งขั้นตอนดังกล่าวประกอบด้วยดังนี้

การตรวจสอบเกณฑ์การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

ผู้ประกอบการที่มีรายรับเกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี (ตามรอบระยะเวลาบัญชี) ต้องทำการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 30 วัน นับแต่วันที่รายรับเกินกว่าตามที่กำหนด ในกรณีที่ผู้ประกอบการขอเข้าระบบ VAT โดยสมัครใจ (แม้รายรับยังไม่เกิน 1.8 ล้านบาท) ก็สามารถทำได้หากเล็งเห็นว่าธุรกิจจะได้ประโยชน์ เช่น ต้องการรับเครดิตภาษีซื้อ, สร้างภาพลักษณ์ที่ดี (เนื่องจากหลายบริษัทรับทำธุรกิจกับคู่ค้าที่ออกใบกำกับ VAT ได้เท่านั้น) หรือเตรียมขยายกิจการ เป็นต้น

การเตรียมเอกสารเพื่อจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

รายการเอกสารการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

สถานะผู้ขอจดทะเบียน

บุคคลธรรมดา

คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล

บริษัท/ห้างหุ้นส่วนฯ

องค์การรัฐ/สหกรณ์

ผู้อาศัยอยู่ต่างประเทศ ดำเนินกิจการโดยมีตัวแทนยื่น

1) แบบคำขอจดทะเบียน ภ.พ.01 จำนวน 3 ฉบับ (และ ภ.พ.01.1 จำนวน 3 ฉบับ กรณีใช้สิทธิ)

2) เอกสารแนบประกอบ ดังนี้
2.1 หลักฐานที่ตั้งสถานประกอบการ ได้แก่
1) สัญญาเช่าสถานประกอบการปิดอากรแสตมป์ (กรณีเช่า) หรือ หนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่ประกอบการ (กรณีเจ้าของให้ใช้โดยไม่ได้ค่าตอบแทน)

2) สำเนาทะเบียนบ้านที่ตั้งสถานประกอบการ

3) สำเนาเอกสารที่พิสูจน์ว่าผู้จดทะเบียนเป็นเจ้าของหรือเช่าสถานที่ประกอบธุรกิจ เช่น สัญญาซื้อขาย ใบสมัครเลขที่บ้าน เอกสารโอนกรรมสิทธิ์ หรือสัญญาเช่า

4) สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาทะเบียนบ้านสถานประกอบการของผู้ให้เช่า หรือผู้ยินยอม หนังสือรับรองนิติบุคคล (กรณีนิติบุคคลเป็นผู้ให้เช่า)

2.2 แผนที่แสดงที่ตั้งของสถานประกอบการ พร้อมภาพถ่ายที่แสดงให้เห็นบ้านเลขที่

2.3 หนังสือมอบอำนาจปิดอากรแสตมป์ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจ (กรณีให้ผู้อื่นยื่นขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแทน)

2.4 กรณีชาวต่างชาติ นอกจากเอกสารตาม 2.1-2.3 แล้วต้องแนบเอกสารต่อไปนี้ด้วย
1) ภาพถ่ายหนังสือเดินทางพร้อมรับรองสำเนา หรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง หรือ ภาพถ่ายใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว

2) ภาพถ่ายใบอนุญาตประกอบธุรกิจ

ผู้ประกอบการ

ผู้มีอำนาจลงนาม

กรรมการผู้มีอำนาจลงนาม

ผู้มีอำนาจลงนาม

ผู้รับผิดชอบกิจการในประเทศ

2.5 สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของ

2.6 สำเนาใบทะเบียนพาณิชย์

2.7 ภาพถ่ายหนังสือการจัดตั้งคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล*

2.8 สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทพร้อมวัตถุประสงค์

2.9 ภาพถ่ายเอกสารการดำเนินกิจการร่วมค้า (ถ้ามี)

2.10 หลักฐานที่แสดงฐานะนิติบุคคล

2.11 ภาพถ่ายหนังสือตั้งตัวแทนเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งมีการรับรองโดยสถานทูต หรือสถานกงสุล หรือบุคคลอื่นที่ได้รับความเห็นชอบจากอธิบดีกรมสรรพากร

* คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล: ห้างหุ้นส่วนสามัญ กองทุนมูลนิธิที่มิใช่นิติบุคคล หน่วยงานหรือกิจการของเอกชนที่กระทำโดยบุคคลธรรมดาตั้งแต่สองคนขึ้นไปอันมิใช่นิติบุคคล

เอกสารสำหรับการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มมีดังนี้

  • แบบคำขอจดทะเบียน ภ.พ.01 จำนวน 3 ชุด
    • พร้อม ภ.พ.01.1 จำนวน 3 ชุด (เฉพาะกรณีได้รับการยกเว้น หรือขอเข้าระบบ VAT โดยสมัครใจ)
  • สำเนาทะเบียนบ้านหรือเอกสารเกี่ยวกับสถานประกอบการ เช่น สัญญาเช่าหรือสัญญาซื้อขาย พร้อมแผนที่และภาพถ่ายที่เห็นเลขที่บ้านหรือเลขที่สถานประกอบการอย่างชัดเจน
  • กรณีมอบอำนาจให้ผู้อื่นทำการแทน ต้องมีหนังสือมอบอำนาจปิดอากรแสตมป์ 10 บาท พร้อมสำเนาบัตรประชาชนของผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจ โดยผู้รับมอบอำนาจต้องมีอายุ 20 ปีขึ้นไป
  • กรณีชาวต่างชาติจำเป็นต้องแนบภาพถ่ายหนังสือเดินทางหรือเอกสารที่ใช้แทนหนังสือเดินทาง หรือภาพถ่ายใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว

รูปแบบธุรกิจ

เอกสารประกอบการจดทะเบียน VAT

บุคคลธรรมดา

สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน, ทะเบียนบ้าน, และสำเนาใบทะเบียนพาณิชย์ (ถ้ามี) พร้อมภาพถ่ายบัตรดังกล่าว

ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคล

หนังสือจัดตั้งห้างหุ้นส่วน, สำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้านของหุ้นส่วนผู้มีอำนาจลงนามทุกคนพร้อมภาพถ่ายเอกสารดังกล่าว

นิติบุคคล

หนังสือรับรองบริษัทหรือหนังสือรับรองห้างหุ้นส่วนพร้อมวัตถุประสงค์, ใบทะเบียนพาณิชย์ (ถ้ามี), สำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้านของกรรมการหรือหุ้นส่วนผู้จัดการพร้อมภาพถ่ายเอกสารดังกล่าว

การยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

  • จดทะเบียนที่สำนักงานสรรพากร:
    • สำหรับกรุงเทพมหานคร ให้ยื่นแบบ ภ.พ.01 เพื่อขอจดทะเบียนเข้าระบบ VAT ที่สำนักงานสรรพากรในพื้นที่เขต
    • สำหรับต่างจังหวัด ให้ยื่นที่สำนักงานสรรพากรในพื้นที่อำเภอ
  • เมื่อยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเสร็จแล้ว จะได้รับเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร 13 หลัก

การจัดทำและออกเอกสารภาษี

เอกสารภาษีสำหรับประกอบการยื่นจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มมีดังนี้

  • ใบกำกับภาษี (Tax Invoice): ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจำเป็นต้องออกใบกำกับภาษีให้ถูกต้องตามรูปแบบที่กรมสรรพากรกำหนดเมื่อขายสินค้าหรือให้บริการ ซึ่งรายการสำคัญในใบกำกับภาษี ได้แก่

    • หัวเรื่อง: ใบกำกับภาษี (TAX INVOICE)
    • ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ประกอบการที่ออกใบกำกับภาษี
    • ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ
    • หมายเลขใบกำกับภาษี
    • รายละเอียดของสินค้าหรือบริการ
    • ยอดจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการ
    • วัน เดือน ปี ที่ออกใบกำกับภาษี
  • บันทึกรายการภาษีซื้อและภาษีขาย: ควรมีการบันทึกรายการต่างๆ ในรายงานภาษีซื้อและภาษีขายตามรอบเดือนเพื่อใช้ประกอบการยื่นภาษีในแต่ละเดือน

  • ใบเพิ่มหนี้/ใบลดหนี้: หากมีการแก้ไขรายการสินค้าหรือมีการคืนสินค้า มีความจำเป็นต้องออกใบเพิ่มหนี้หรือใบลดหนี้กำกับภาษีเพื่อปรับปรุงภาษีขายและภาษีซื้อให้ถูกต้อง

วิธีคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม

ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งคุณจะยื่นโดยใช้แบบฟอร์ม ภ.พ.30 คุณจะต้องคำนวณตามสูตรเฉพาะ ซึ่งประกอบด้วยตัวแปรข้อมูลภาษีหลัก 3 ตัว คือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีขาย และภาษีซื้อ

ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องเสีย สามารถคำนวณจากการนำภาษีขายทั้งเดือนมาหักด้วยภาษีซื้อทั้งเดือน หากมีภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อให้ชำระภาษีส่วนต่างนั้น แต่หากมีภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย สามารถขอคืนภาษีส่วนต่างเป็นเงินสดหรือยกไปเป็นเครดิตภาษีในเดือนถัดไปได้

วิธีคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม

ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งคุณจะยื่นโดยใช้แบบฟอร์ม ภ.พ.30 คุณจะต้องคำนวณตามสูตรเฉพาะ ซึ่งประกอบด้วยตัวแปรข้อมูลภาษีหลัก 3 ตัว คือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีขาย และภาษีซื้อ

วิธีคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม

ภาษีมูลค่าเพิ่ม = ภาษีขาย − ภาษีซื้อ

มีวิธีคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องยื่นหรือขอรับคืน ดังนี้

  • หากภาษีขาย > ภาษีซื้อ = มีภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องชำระ
  • หากภาษีขาย < ภาษีซื้อ = สามารถขอส่วนต่างคืนหรือใช้เป็นเครดิตภาษีในเดือนถัดไป

ภาษีขาย

ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเรียกเก็บจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ เมื่อมีการขายสินค้าหรือให้บริการ

วิธีคำนวณภาษีขาย

ภาษีขายสามารถคำนวณได้ดังนี้

ภาษีขาย = ยอดขายที่ต้องเสียภาษี x อัตราภาษี

สมมุติว่ามียอดขายสินค้าหรือบริการที่ต้องเสียภาษี 100,000 บาท และอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่ 7% (หรือ 0.07) ดังนั้นภาษีการขายจะเท่ากับ 100,000 บาท x 0.07 = 7,000 บาท

ภาษีซื้อ

ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจ่ายให้กับผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการที่เป็นผู้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อซื้อสินค้าหรือชำระค่าบริการเพื่อใช้ในการประกอบกิจการของตน ภาษีซื้อที่จะนำมาหักได้นี้คลุมไปถึงภาษีซื้อของสินค้าประเภททุนด้วย

วิธีคำนวณภาษีซื้อ

ภาษีซื้อสามารถคำนวณได้ดังนี้

ภาษีซื้อ = ยอดซื้อที่สามารถขอเครดิตภาษีได้ x อัตราภาษี

สมมุติว่ามียอดซื้อสินค้า (กล่าวคือ ยอดรวมสินค้าหรือบริการทั้งหมดที่สามารถขอเครดิตภาษีได้) เท่ากับ 50,000 บาท ธุรกิจก็จะคูณจำนวนนั้นด้วยอัตราภาษีที่ 7% ดังนั้นภาษีซื้อจะเท่ากับ 3,500 บาท

การยื่นแบบภาษีมูลค่าเพิ่ม

เอกสารและข้อมูลที่มีความจำเป็นสำหรับการยื่นภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือการยื่นแบบ ภ.พ.30 มีดังนี้

  • รายงานภาษีขาย (สรุปยอดขายและภาษีขายทั้งหมดในรอบเดือน)
  • รายงานภาษีซื้อ (สรุปยอดซื้อและภาษีซื้อทั้งหมดในรอบเดือน)
  • กรณีภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย สามารถดำเนินการขอคืนภาษีในแบบ ภ.พ.30 ได้เลย เพียงแนบหลักฐานให้ครบถ้วน เมื่อมีการตรวจสอบเรียบร้อยแล้วจึงจะได้รับเงินภาษี หรือ เครดิตภาษีคืนภายใน 3-6 เดือน
  • หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ถ้ามี)
  • ใบกำกับภาษีซื้อและภาษีขาย และใบลดหนี้/ใบเพิ่มหนี้ เพื่อยืนยันความถูกต้องของจำนวนภาษี

ควรยื่นประเภทแบบฟอร์มตามวันที่กำหนดเพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับในกรณียื่นหรือชำระล่าช้า ดังนี้

ประเภทฟอร์มการยื่น

กำหนดการยื่น

สถานที่ยื่น/วิธียื่น

ช่องทางชำระภาษี

แบบฟอร์มกระดาษ

ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป

สำนักงานสรรพากรในพื้นที่

ที่เคาน์เตอร์ชำระเงิน ณ สำนักงานสรรพากร

แบบฟอร์มดิจิทัล

ภายในวันที่ 23 ของเดือนถัดไป

ยื่นผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร

ชำระผ่าน e-Payment, ธนาคาร หรือช่องทางที่กำหนด

หมายเหตุ: นอกจากนี้ควรมีการเก็บรักษาเอกสารภาษีและข้อมูลที่เกี่ยวข้องเผื่อการตรวจสอบในภายหลัง โดยเอกสารแบบกระดาษควรเก็บอย่างน้อย 5 ปี ส่วนเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ควรเก็บอย่างน้อย 10 ปี

Stripe Tax ช่วยให้การนำส่ง VAT เป็นเรื่องง่ายขึ้น

Stripe Tax ลดความยุ่งยากในการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านภาษี เพื่อให้คุณมีเวลาไปมุ่งเน้นที่การเติบโตของธุรกิจของคุณ Stripe Tax ช่วยให้คุณตรวจสอบภาระผูกพันของคุณและแจ้งเตือนเมื่อคุณเกินเกณฑ์การจดทะเบียนภาษีการขายตามธุรกรรมใน Stripe นอกจากนี้ยังคำนวณและเรียกเก็บภาษีการขาย VAT และ GST โดยอัตโนมัติทั้งสินค้าและบริการทางกายภาพและดิจิทัล ในทุกรัฐของสหรัฐอเมริกา และในกว่า 100 ประเทศ

เริ่มเรียกเก็บภาษีทั่วโลกได้โดยการเพิ่มโค้ดเพียงบรรทัดเดียวในการเชื่อมต่อการทำงานที่คุณมีอยู่ คลิกปุ่มในแดชบอร์ด หรือใช้ API ที่ทรงพลังของเรา

Stripe Tax สามารถช่วยคุณทำสิ่งต่อไปนี้

  • ทำความเข้าใจว่าจะจดทะเบียนและเรียกเก็บภาษีที่ไหน: ดูตำแหน่งที่ตั้งที่คุณต้องเรียกเก็บภาษีโดยอิงตามธุรกรรมใน Stripe หลังจากจดทะเบียนแล้ว คุณสามารถเปิดใช้การเรียกเก็บภาษีในรัฐหรือประเทศใหม่ได้ภายในไม่กี่วินาที คุณสามารถเริ่มเรียกเก็บภาษีได้โดยเพิ่มโค้ดเพียงบรรทัดเดียวในการผสานการทำงาน Stripe ที่คุณมีอยู่ หรือเพิ่มการเรียกเก็บภาษีด้วยการคลิกเพียงปุ่มเดียวในแดชบอร์ด Stripe
  • จดทะเบียนชำระภาษี: ให้ Stripe จัดการการจดทะเบียนภาษีทั่วโลกแทนคุณ และรับประโยชน์จากขั้นตอนที่ง่ายขึ้นซึ่งจะกรอกรายละเอียดการสมัครล่วงหน้า ช่วยให้คุณประหยัดเวลาและปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับท้องถิ่นได้ง่ายขึ้น
  • เรียกเก็บภาษีโดยอัตโนมัติ: Stripe Tax คำนวณและเรียกเก็บเงินภาษีที่ค้างชำระตามจำนวนที่ถูกต้องไม่ว่าคุณจะจำหน่ายผลิตภัณฑ์อะไรหรือขายที่ไหนก็ตาม รองรับผลิตภัณฑ์และบริการหลายร้อยรายการ และมีข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงกฎและอัตราภาษี
  • ลดความยุ่งยากในการยื่น: Stripe Tax ผสานการทำงานกับพาร์ทเนอร์ด้านการยื่นภาษีได้อย่างราบรื่น เพื่อให้การยื่นเอกสารทั่วโลกของคุณเป็นไปอย่างถูกต้องและทันเวลา ให้พาร์ทเนอร์ของเราจัดการการยื่นเอกสารแทน เพื่อให้คุณมีเวลาโฟกัสที่การเติบโตของธุรกิจ

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Stripe Tax หรือเริ่มใช้งานเลยวันนี้

เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นคําแนะนําทางกฎหมายหรือภาษี Stripe ไม่รับประกันหรือรับประกันความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ความไม่เพียงพอ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในบทความ คุณควรขอคําแนะนําจากทนายความที่มีอํานาจหรือนักบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอํานาจศาลเพื่อรับคําแนะนําที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ

บทความอื่นๆ

  • เกิดข้อผิดพลาดบางอย่าง โปรดลองอีกครั้งหรือติดต่อฝ่ายสนับสนุน

หากพร้อมเริ่มใช้งานแล้ว

สร้างบัญชีและเริ่มรับการชำระเงินโดยไม่ต้องทำสัญญาหรือระบุรายละเอียดเกี่ยวกับธนาคาร หรือติดต่อเราเพื่อสร้างแพ็กเกจที่ออกแบบเองสำหรับธุรกิจของคุณ
Tax

Tax

ช่วยให้คุณทราบพื้นที่ที่ต้องจดทะเบียน เรียกเก็บภาษีในจำนวนที่ถูกต้องได้โดยอัตโนมัติ ตลอดจนเข้าถึงรายงานที่ใช้สำหรับยื่นเงินคืนภาษี

Stripe Docs เกี่ยวกับ Tax

เรียกเก็บภาษีการขาย ภาษีมูลค่าเพิ่ม และ GST รวมทั้งสร้างรายงานธุรกรรมทั้งหมดของคุณแบบอัตโนมัติ พร้อมเชื่อมต่อระบบโดยเขียนโค้ดเพียงเล็กน้อยหรือไม่ต้องเขียนโค้ดเลย