ในยุคปัจจุบันที่ธุรกิจไทยต้องเผชิญกับต้นทุนที่ผันผวน พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป และการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น การบริหารกระแสเงินสด (Cash flow management) ได้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นหัวใจสำคัญในการอยู่รอดของธุรกิจทุกขนาด โดยในสภาวะเศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การนำระบบชำระเงินอัจฉริยะเข้ามาใช้จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญในการเพิ่มสภาพคล่อง ลดความเสี่ยงทางการเงิน และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารธุรกิจโดยรวม
ในบทความนี้เราจะทำความรู้จักว่ากระแสเงินสด (Cash flow) และระบบชำระเงินอัจฉริยะ (Smart payment system) คืออะไร ความสำคัญในการบริหารกระแสเงินสดอย่างมีประสิทธิภาพ ข้อดีในการบริหารกระแสเงินสดด้วยระบบชำระเงินอัจฉริยะ วิธีเริ่มต้นใช้งานระบบชำระเงินอัจฉริยะ และแนะนำโซลูชันที่ช่วยให้ธุรกิจไทยติดตาม รับชำระเงิน และจัดการกระแสเงินสดอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเสริมศักยภาพในการแข่งขันและรองรับการเติบโตได้อย่างมั่นคง
เนื้อหาหลักในบทความ
- กระแสเงินสด (Cash flow) คืออะไร
- ระบบชำระเงินอัจฉริยะ (Smart payment system) คืออะไร
- ความสำคัญในการบริหารกระแสเงินสดอย่างมีประสิทธิภาพ
- ข้อดีในการบริหารกระแสเงินสดด้วยระบบชำระเงินอัจฉริยะ
- วิธีเริ่มต้นใช้งานระบบชำระเงินอัจฉริยะ
- Stripe Payments ช่วยเหลือคุณได้อย่างไร
กระแสเงินสด (Cash flow) คืออะไร
กระแสเงินสด (Cash flow) คือ การเคลื่อนไหวของเงินสดที่เข้า-ออกในธุรกิจหรือการเคลื่อนไหวของรายได้และรายจ่ายของธุรกิจในช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงสภาพคล่องของกิจการ โดยกระแสเงินสดสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน กระแสเงินสดจากกิจกรรมลงทุนและกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน โดยสามารถแบ่งออกเป็นรายรับและรายจ่ายคร่าวๆ ดังนี้
|
ประเภทของกระแสเงินสด |
ตัวอย่างรายรับ |
ตัวอย่างรายจ่าย |
|---|---|---|
|
กิจกรรมดำเนินงาน: รายรับรายจ่ายที่เกิดจากกิจกรรมหลักในการดำเนินธุรกิจ |
|
|
|
กิจกรรมลงทุน: รายรับรายจ่ายจากการซื้อขายสินทรัพย์ระยะยาวและการลงทุนในสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน |
|
|
|
กิจกรรมจัดหาเงิน: รายรับรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับการกู้ยืมเงินหรือการเพิ่มทุน |
|
|
ระบบชำระเงินอัจฉริยะ (Smart payment system) คืออะไร
ระบบชำระเงินอัจฉริยะ (Smart payment system) คือระบบที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและระบบชำระเงินอัตโนมัติในการรับ–จ่ายเงิน ช่วยให้กระบวนการชำระเงินเป็นไปอย่างรวดเร็ว ปลอดภัย และตรวจสอบได้ โดยมีมาตรฐานความปลอดภัย เช่น การเข้ารหัสข้อมูล (encryption) การยืนยันตัวตน และระบบป้องกันการฉ้อโกง อีกทั้งยังสามารถเชื่อมต่อกับระบบบัญชี ระบบคลังสินค้า หรือระบบเก็บข้อมูลชำระเงินได้แบบเรียลไทม์ ตอบโจทย์ธุรกิจและผู้บริโภคในยุคดิจิทัล
ระบบชำระเงินอัจฉริยะมีความเหมือนหรือแตกต่างจากระบบชำระเงินดิจิทัลอย่างไร
ระบบชำระเงินอัจฉริยะมีความเหมือนกับระบบชำระเงินดิจิทัลคือเป็นระบบที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เป็นการชำระเงินแบบไม่ใช้เงินสด และมีกระบวนที่ช่วยให้การทำธุรกรรมเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว ปลอดภัยยิ่งขึ้น และตรวจสอบได้ อย่างไรก็ดีโดยทั่วไประบบชำระเงินดิจิทัลมีความแตกต่างจากระบบชำระเงินอัจฉริยะ ดังนี้
|
ฟีเจอร์ |
ระบบชำระเงินดิจิทัล |
ชำระเงินและช่วยบริหารการเงิน |
|---|---|---|
|
ฟังก์ชันหลัก |
ชำระเงิน |
ระบบชำระเงินอัจฉริยะ |
|
ระบบทำงานโดยอัตโนมัติ |
ต่ำ–ปานกลาง |
สูง |
|
การเชื่อมต่อกับระบบอื่น |
มักทำงานแยกส่วน |
เชื่อมต่อกับ API ได้หลากหลายระบบ |
|
การติดตามกระแสเงินสด |
สามารถตรวจสอบย้อนหลัง |
ข้อมูลอัปเดตแบบเรียลไทม์ |
|
การวิเคราะห์ข้อมูล |
อาจทำได้จำกัด |
สามารถวิเคราะห์ข้อมูลและสรุปผลได้ |
|
ศักยภาพในการประมวลผล |
ทำตามคำสั่งผู้ใช้ |
สามารถเรียนรู้ข้อมูลและช่วยในการตัดสินใจ |
ความสำคัญในการบริหารกระแสเงินสดอย่างมีประสิทธิภาพ
การบริหารกระแสเงินสด (Cash Flow Management) อย่างมีประสิทธิภาพนั้นมีความสำคัญและข้อดีหลายด้านต่อธุรกิจและองค์กร ดังนี้
เพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน
การบริหารกระแสเงินสดที่ดีช่วยให้ธุรกิจมีเงินสดเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายประจำ เช่น เงินเดือน ค่าวัตถุดิบ ค่าเช่า หรือค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน และสามารถวางแผนรับมือกับช่วงที่รายได้ลดลงหรือมีค่าใช้จ่ายสูงผิดปกติ โดยไม่เกิดการขาดสภาพคล่อง ลดความเสี่ยงทางการเงินและช่วยลดการพึ่งพาเงินกู้ระยะสั้นที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง
ช่วยในการวางแผนและตัดสินใจทางธุรกิจ
ข้อมูลจากงบกระแสเงินสดช่วยให้ผู้บริหารมองเห็นภาพรวมของธุรกิจได้อย่างครบถ้วน สามารถวางแผนการใช้เงิน ควบคุมรายจ่าย และบริหารสภาพคล่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยให้การตัดสินใจด้านการลงทุนมีความแม่นยำยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขยายกิจการ การลงทุนซื้อเครื่องจักร หรือการเปิดตัวสินค้าใหม่
สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน
ธุรกิจที่บริหารกระแสเงินสดได้ดีสามารถเสนอเงื่อนไขการชำระเงินที่ยืดหยุ่นได้มากกว่า ส่งผลให้แข่งขันในตลาดได้ดีกว่า นอกจากนี้ ความสามารถในการปรับใช้ระบบชำระเงินอัจฉริยะได้เร็วกว่าไม่เพียงแต่ช่วยให้ธุรกิจดำเนินงานได้อย่างราบรื่นขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันในระยะยาวได้อีกด้วย
เพิ่มความน่าเชื่อถือด้านการเงิน
ธุรกิจที่มีกระแสเงินสดที่แข็งแรงมักบริหารการชำระหนี้ได้ตรงเวลาเสมอ ส่งผลให้ได้รับความไว้วางใจจากธนาคารและนักลงทุน เพิ่มความน่าเชื่อถือและยังเสริมภาพลักษณ์ในฐานะธุรกิจที่มีวินัยทางการเงิน ช่วยให้มีอำนาจต่อรองและเข้าถึงแหล่งเงินทุนในเงื่อนไขที่ดีกว่า เช่น อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง ระยะเวลาผ่อนชำระที่ยืดหยุ่นขึ้น หรือวงเงินสินเชื่อที่สูงขึ้น ซึ่งช่วยส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินลดลงในระยะยาว
ความสามารถในการรับมือกับวิกฤต
ธุรกิจที่มีเงินสดหมุนเวียนเพียงพอและมีการบริหารกระแสเงินสดอย่างรอบคอบจะมีความสามารถในการรับมือกับวิกฤตต่างๆ ได้ดี แม้ว่ายอดขายจะชะลอตัว เศรษฐกิจจะถดถอย ปริมาณคู่แข่งจะเพิ่มขึ้นหรือมีเหตุฉุกเฉินต่างๆ ธุรกิจก็จะยังสามารถฟื้นตัว รักษาความต่อเนื่องในการดูแลพนักงาน คู่ค้า และลูกค้าได้อย่างเหมาะสม ส่งผลให้ผลกระทบจากวิกฤตไม่รุนแรงเท่ากับธุรกิจที่ขาดสภาพคล่อง
สนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน
การบริหารกระแสเงินสดได้อย่างมีประสิทธิภาพช่วยให้การเติบโตเป็นไปอย่างมั่นคง สอดคล้องกับศักยภาพทางการเงินของธุรกิจที่แท้จริง ไม่ขยายตัวเร็วเกินกว่าความสามารถในการรองรับค่าใช้จ่ายและภาระการเงิน ส่งผลให้ธุรกิจมีความพร้อมในการรองรับโอกาสทางธุรกิจ เช่น การขยายกิจการ การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ รวมถึงการนำเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมเข้ามาปรับใช้โดยไม่กระทบต่อสภาพคล่อง
ข้อดีในการบริหารกระแสเงินสดด้วยระบบชำระเงินอัจฉริยะ
การบริหารกระแสเงินสดด้วยระบบชำระเงินอัจฉริยะ (Smart Payment System) มีประโยชน์และข้อดีหลายด้าน ทั้งในเชิงการเงิน การบริหารจัดการ และการเติบโตของธุรกิจ โดยสรุปได้ดังนี้
วางแผนการเงินและสภาพคล่องได้ดียิ่งขึ้น
ระบบชำระเงินอัจฉริยะช่วยนำเสนอรายงานกระแสเงินสดอย่างเป็นระบบผ่าน UI เช่น Stripe Dashboard สนับสนุนการตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ มีข้อมูลแบบเรียลไทม์เพื่อวิเคราะห์รายได้ ต้นทุน และภาษีมูลค่าเพิ่ม สามารถตรวจสอบยอดลูกหนี้ค้างชำระ อายุหนี้ คาดการณ์กระแสเงินสดเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับค่าใช้จ่ายหรือการลงทุนในอนาคต ช่วยเสริมสภาพคล่องและศักยภาพในการวางแผนทางการเงิน
เร่งความเร็วในการรับชำระเงิน
รองรับธุรกรรมได้หลากหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นพร้อมเพย์, QR code หรือโมบายแบงก์กิ้ง เมื่อกระบวน การรับชำระมีประสิทธิภาพมากขึ้นธุรกิจจึงได้รับเงินทันทีหรือในระยะเวลาที่สั้นลง ยิ่งหากเลือกผสานการทำงานกับระบบ e-invoice ที่ส่งออกใบแจ้งหนี้ได้โดยอัตโนมัติ ทำให้ติดตามการชำระเงินได้อย่างแม่นยำ ลดวันขายค้างชำระ (DSO) หรือระยะเวลาเฉลี่ยในการชำระหนี้ และเพิ่มความมั่นคงในการบริหารกระแสเงินสดโดยรวม
เชื่อมต่อกับระบบอื่นได้ง่าย
ระบบชำระเงินอัจฉริยะสามารถผสานกับระบบบัญชี, ระบบ ERP, ระบบบริหารสินค้า, ระบบ CRM หรือระบบบริหารจัดการธุรกิจอื่นๆ ได้อย่างสะดวกและง่ายดาย นอกจากนี้ยังสามารถเชื่อมต่อกับระบบ e-invoice อย่าง Stripe Invoicing ที่ออกใบแจ้งหนี้ได้โดยอัตโนมัติ ลดงานเอกสารและลดค่าใช้จ่ายในกระบวนการพิมพ์และจัดส่ง สามารถเก็บรักษาข้อมูลในระบบดิจิทัล ข้อมูลธุรกรรมถูกบันทึกและประมวลผลจากระบบโดยตรง
ตรวจสอบกระแสเงินสดแบบเรียลไทม์
การใช้ระบบชำระเงินอัจฉริยะทำให้ธุรกิจมีข้อมูลทางการเงินที่ครบถ้วนและโปร่งใส ตรวจสอบธุรกรรมย้อนหลังได้ง่าย ช่วยให้เห็นภาพรายรับ–รายจ่าย และสถานะเงินสดคงเหลือที่แท้จริงแบบเรียลไทม์ ส่งผลให้การบริหารการเงินเป็นไปอย่างมีระบบ ลดความคลาดเคลื่อนของข้อมูล และช่วยให้การวางแผนกระแสเงินสดเป็นไปได้อย่างแม่นยำ ธุรกรรมแบบเรียลไทม์ทำให้ธุรกิจสามารถมอบบริการที่เหนือกว่าและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ลดภาระและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน
ระบบชำระเงินอัจฉริยะช่วยบันทึกข้อมูลธุรกรรมโดยอัตโนมัติ ลดข้อผิดพลาดจากการป้อนข้อมูลด้วยมือ ลดภาระงานเอกสารและระยะเวลาในการกระทบยอดบัญชี ช่วยให้การจัดการค่าใช้จ่ายเป็นไปอย่างตรงเวลา ลดต้นทุนที่เกิดจากดอกเบี้ยหรือค่าธรรมเนียมจากการชำระล่าช้า อีกทั้งยังสามารถตรวจสอบความผิดปกติทางธุรกรรมได้อย่างรวดเร็ว เพิ่มความแม่นยำในการเรียกเก็บเงิน ลดปัญหาในการค้างชำระ ลดความเสี่ยงจากการทุจริตและความคลาดเคลื่อนทางบัญชี ส่งผลให้กระบวนการดำเนินงานโดยรวมมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
มาตรการความปลอดภัย
ระบบชำระเงินอัจฉริยะมีเทคโนโลยีที่รองรับธุรกรรมแบบเรียลไทม์มีความสามารถในการระบุหาและตรวจจับธุรกรรมที่ผิดปกติด้วย AI ช่วยป้องกันการฉ้อโกงและทุจริตพร้อมระบบความปลอดภัยขั้นสูงสุด มาพร้อมกับระบบความปลอดภัยหลายชั้น เช่น การยืนยันตัวตนด้วย OTP, ไบโอเมตริก (Biometrics) หรือการใช้โทเค็น (Tokenization)
ยกระดับประสบการณ์การชำระเงิน
การใช้ระบบชำระเงินอัจฉริยะช่วยให้ผู้ใช้งานมีประสบการณ์ในการชำระเงินที่ทันสมัยยิ่งขึ้น สามารถชำระเงินได้ทันทีและทำธุรกรรมได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพิ่มความพึงพอใจและความสะดวกสบาย ตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจยุคใหม่ ซัพพลายเออร์และลูกค้าสามารถติดตามสถานะการเงินเองได้แบบเรียลไทม์ผ่านระบบออนไลน์ และยังดาวน์โหลดใบกำกับภาษี ใบเสร็จ หรือรายงานภาษีมูลค่าเพิ่มได้เอง
วิธีเริ่มต้นใช้งานระบบชำระเงินอัจฉริยะ
การนำระบบชำระเงินอัจฉริยะเข้ามาใช้งานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารกระแสเงินสดสามารถทำได้โดยมีขั้นตอนดังนี้
วิเคราะห์และเลือกช่องทางชำระเงิน
ก่อนเริ่มใช้งานระบบชำระเงินอัจฉริยะ ควรประเมินก่อนว่าธุรกิจต้องการรับชำระเงินผ่านช่องทางใดบ้างและกลุ่มลูกค้าในปัจจุบันใช้ช่องทางใดมากที่สุด การวิเคราะห์และประเมินแผนทางธุรกิจจะช่วยให้เลือกระบบรับชำระเงินที่เหมาะสมและตอบโจทย์การใช้งานได้มากที่สุด โดยระบบชำระเงินอัจฉริยะจะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการรับเงินจากหลายช่องทาง
เลือกผู้ให้บริการระบบชำระเงินอัจฉริยะ
ควรพิจารณาเลือกผู้ให้บริการระบบชำระเงินอัจฉริยะที่มีความน่าเชื่อถือจากปัจจัยต่อไปนี้
- รองรับช่องทางชำระเงินที่ตอบโจทย์ธุรกิจและกลุ่มลูกค้า เช่น โมบายแบงก์กิ้ง, พร้อมเพย์, กระเป๋าเงินดิจิทัล, QR code หรือลิงก์ชำระเงิน เป็นต้น
- มีมาตรฐานความปลอดภัยสูง เช่น การรักษาความปลอดภัยตามมาตรฐาน PCI-DSS, เทคโนโลยีการเข้ารหัสข้อมูล (encryption), การตรวจสอบสิทธิ์แบบหลายปัจจัย หรือความสามารถในการป้องกันการฉ้อโกงด้วยการตรวจจับความผิดปกติโดยแมชชีนเลิร์นนิงหรือการดึงเงินคืน เป็นต้น
- สามารถรองรับการเชื่อมต่อ API กับระบบชำระเงิน, ระบบบัญชี หรือระบบ ERP ได้อย่างง่ายดาย
- มีโครงสร้างค่าธรรมเนียมที่เหมาะสมและโปร่งใส ไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝงหรือสัญญาผูกมัดระยะยาว
- มีระบบที่มีความเสถียรสูง พร้อมอัปเดตข้อมูลแบบเรียลไทม์ เช่น โซลูชันอย่าง Stripe Payments ที่มีระบบออนไลน์พร้อมให้บริการอัตโนมัติด้วยอัตราความพร้อมใช้งานสูงถึง 99.999%
สมัครใช้งาน
เมื่อเลือกช่องทางชำระเงินและเปรียบเทียบค่าธรรมเนียมแล้ว สามารถติดต่อผู้ให้บริการระบบชำระเงินอัจฉริยะเพื่อเริ่มการใช้งาน ควรเตรียมเอกสารประกอบการสมัคร ได้แก่
- หนังสือรับรองบริษัท/ทะเบียนพาณิชย์
- บัตรประชาชนผู้มีอำนาจลงนาม
- รายละเอียดบัญชีธนาคาร
- เอกสารประกอบการสมัครและเอกสารทางการเงินอื่นๆ (เอกสารขึ้นอยู่กับแต่ละผู้ให้บริการ)
เชื่อมต่อกับระบบชำระเงินอัจฉริยะ
จุดเด่นของระบบชำระเงินอัจฉริยะคือความสามารถในการเชื่อมต่อกับระบบต่างๆ ได้อย่างสะดวกผ่าน API หรือปลั๊กอินบนเว็บไซต์และแพลตฟอร์มของธุรกิจ เมื่อได้รับการอนุมัติแล้ว ธุรกิจสามารถเริ่มรับชำระเงินและติดตามข้อมูลธุรกรรมได้แบบเรียลไทม์
หลังจากเชื่อมต่อระบบชำระเงิน ขั้นตอนถัดมาคือการเชื่อมต่อกับระบบบัญชี, ระบบ ERP หรือระบบบริหารจัดการทรัพยากรอื่นๆ ขององค์กร เพื่อให้ข้อมูลธุรกรรมและรายละเอียดทางภาษีถูกบันทึกโดยอัตโนมัติ ช่วยลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการทางการเงิน
ทดสอบระบบและฝึกอบรมผู้ใช้งาน
ควรมีการทดสอบระบบชำระเงินอัจฉริยะก่อนเปิดใช้งานจริงเพื่อเตรียมความพร้อมและตรวจสอบข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งจะช่วยให้มั่นใจได้ว่าการชำระเงินจะดำเนินการได้อย่างราบรื่นและปลอดภัย โดยควรพิจารณาปัจจัยสำคัญดังต่อไปนี้
- ตรวจสอบปลอดภัยและความถูกต้องของกระบวนการรับ–โอนเงิน
- ทดสอบความเสถียรและประสิทธิภาพของระบบ
- ทดสอบการเชื่อมต่อกับระบบอื่น เช่น ระบบบัญชี หรือ ERP
- ฝึกอบรมพนักงานให้เข้าใจและสามารถใช้งานระบบชำระเงินอัจฉริยะได้อย่างถูกต้อง
เปิดใช้งานและติดตามผล
เมื่อระบบชำระเงินอัจฉริยะผ่านการทดสอบแล้ว ควรมีการติดตามและวิเคราะห์ผลการทำธุรกรรมอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้มั่นใจว่าระบบทำงานได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ โดยสามารถนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ในการวางแผนการตลาดและการเงิน ปรับปรุงระบบให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภค และแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที
Stripe Payments ช่วยเหลือคุณได้อย่างไร
Stripe Payments มอบโซลูชันการชำระเงินระดับโลกแบบครบวงจรที่ช่วยให้ธุรกิจใดๆ ตั้งแต่สตาร์ทอัพที่กำลังเติบโตไปจนถึงองค์กรระดับโลกรับชำระเงินออนไลน์ ที่จุดขาย และทั่วโลกได้
Stripe Payments สามารถช่วยคุณทำสิ่งต่อไปนี้
- เพิ่มประสิทธิภาพให้ประสบการณ์การชำระเงินของคุณ: สร้างประสบการณ์ที่ราบรื่นให้กับลูกค้าและประหยัดเวลาในการทำงานวิศวกรรมได้หลายพันชั่วโมงด้วย UI การชำระเงินที่สร้างไว้ให้แล้ว, สิทธิ์เข้าถึงวิธีการชำระเงินมากกว่า 125 วิธี และ Link ซึ่งเป็นกระเป๋าเงินที่สร้างโดย Stripe
- ขยายไปสู่ตลาดใหม่ๆ ได้เร็วขึ้น: เข้าถึงลูกค้าทั่วโลกและลดความซับซ้อนและค่าใช้จ่ายในการจัดการหลายสกุลเงินด้วยตัวเลือกการชำระเงินข้ามพรมแดนที่มีให้บริการใน 195 ประเทศและกว่า 135 สกุลเงิน
- รวมการชำระเงินที่จุดขายและทางออนไลน์ไว้ด้วยกัน: สร้างประสบการณ์การค้าแบบแพลตฟอร์มรวมในช่องทางออนไลน์และที่จุดขายเพื่อปรับแต่งการโต้ตอบ ตอบแทนความภักดี และเพิ่มรายได้
- ปรับปรุงประสิทธิภาพการชำระเงิน: เพิ่มรายรับด้วยเครื่องมือการชำระเงินที่กำหนดเองได้และปรับแต่งได้ง่ายๆ ซึ่งรวมถึงระบบป้องกันการฉ้อโกงแบบไม่ต้องเขียนโค้ดและความสามารถขั้นสูงเพื่อเพิ่มอัตราการอนุมัติ
- เดินหน้าได้เร็วขึ้นด้วยแพลตฟอร์มที่ยืดหยุ่นและเชื่อถือได้เพื่อการเติบโต: สร้างบนแพลตฟอร์มที่ออกแบบมาเพื่อขยับขยายไปพร้อมกับคุณ โดยมีระยะเวลาให้บริการที่แทบจะไม่หยุดทำงานเลย และมีความน่าเชื่อถือระดับแนวหน้าของวงการ
ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีที่ Stripe Payments สามารถช่วยให้คุณรับการชำระเงินออนไลน์และที่จุดขายได้ หรือเริ่มใช้งานเลยวันนี้
เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นคําแนะนําทางกฎหมายหรือภาษี Stripe ไม่รับประกันหรือรับประกันความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ความไม่เพียงพอ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในบทความ คุณควรขอคําแนะนําจากทนายความที่มีอํานาจหรือนักบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอํานาจศาลเพื่อรับคําแนะนําที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ