งบกระแสเงินสด (Cash flow statement) ถือเป็นหนึ่งในงบการเงินหลักที่ธุรกิจทั่วโลกรวมถึงในประเทศไทยต้องจัดทำเพื่อสะท้อนสภาพคล่องของกิจการ งบกระแสเงินสดช่วยให้นักลงทุน ผู้บริหาร ลูกค้า รวมถึงเจ้าหนี้ มองเห็นว่าธุรกิจมีการหมุนเวียนเงินสดเท่าไหร่และเพียงพอต่อการดำเนินกิจการในอนาคตหรือไม่ การเรียนรู้วิธีคำนวณและวิเคราะห์งบกระแสเงินสดอย่างถูกต้องจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อภาพรวมและการตัดสินใจทางธุรกิจ ช่วยในการวางแผนสภาพคล่องทางการเงินและเสริมสร้างความน่าเชื่อถือของกิจการ
บทความนี้จะอธิบายประเด็นสำคัญเกี่ยวกับงบกระแสเงินสด ตั้งแต่ทำความรู้จักว่างบกระแสเงินสดคืออะไร ประเภทของกระแสเงินสด วิธีจัดทำและตัวอย่างงบกระแสเงินสด รวมถึงวิธีคำนวณและวิธีอ่านงบกระแสเงินสด พร้อมทั้งแนะนำโซลูชันที่ช่วยรองรับการจัดการงบกระแสเงินสดของธุรกิจเพื่อการวางแผนธุรกรรมการเงินที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
เนื้อหาหลักในบทความ
- งบกระแสเงินสดคืออะไร
- ประเภทของกระแสเงินสด
- วิธีจัดทำงบกระแสเงินสด
- วิธีคำนวณงบกระแสเงินสด
- วิธีอ่านงบกระแสเงินสด
- Stripe Invoicing ช่วยเหลือคุณได้อย่างไร
งบกระแสเงินสดคืออะไร
งบกระแสเงินสด (Cash flow statement) คือ รายงานทางการเงินที่แสดงความเคลื่อนไหวของปริมาณเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดภายในงวดบัญชีหนึ่ง (เช่น รายเดือน รายไตรมาส หรือรายปี) เป็นหนึ่งในงบการเงินสำคัญที่ใช้ประเมินสภาพคล่องทางการเงินที่แท้จริงของธุรกิจ มีความแตกต่างจากงบกำไรขาดทุนที่แสดงถึงผลประกอบการและมักมีรายการที่ยังไม่เป็นเงินสด เช่น ค่าเสื่อมราคา หรือค่าตัดจำหน่ายสินทรัพย์ไม่มีตัวตน อย่างลิขสิทธิ์ หรือซอฟต์แวร์
งบกระแสเงินสดจึงเป็นข้อมูลหลักที่ช่วยให้นักลงทุน ผู้บริหาร และสถาบันการเงินสามารถวิเคราะห์ศักยภาพในการสร้างรายได้จริง ความน่าสนใจในการลงทุน และความสามารถในการชำระหนี้ของธุรกิจได้อย่างชัดเจนเพื่อใช้เป็นพื้นฐานการวางแผนและการตัดสินใจกลยุทธ์ทางการเงิน
ประเภทของกระแสเงินสด
ธุรกรรมที่ส่งผลต่อกระแสเงินสด (Cash flow) นั้นมีหลากหลาย ทั้งจากการรับเงินจากลูกค้า การจ่ายเงินให้ซัพพลายเออร์ หรือการกู้ยืมและชำระหนี้ โดยกระแสเงินสดสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลักๆ ได้แก่ กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน กระแสเงินสดจากกิจกรรมลงทุน และกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน โดยสามารถแบ่งออกเป็นรายรับและรายจ่ายคร่าวๆ ดังนี้
|
ประเภทของกระแสเงินสด |
ตัวอย่างรายรับ |
ตัวอย่างรายจ่าย |
|---|---|---|
|
กิจกรรมดำเนินงาน: รายรับรายจ่ายที่เกิดจากกิจกรรมหลักในการดำเนินธุรกิจ |
|
|
|
กิจกรรมลงทุน: รายรับรายจ่ายจากการซื้อขายสินทรัพย์ระยะยาวและการลงทุนในสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน |
|
|
|
กิจกรรมจัดหาเงิน: รายรับรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับการกู้ยืมเงินหรือการเพิ่มทุน |
|
|
วิธีจัดทำงบกระแสเงินสด
ในประเทศไทย การจัดทำงบกระแสเงินสดสามารถทำได้ด้วย 2 วิธีหลัก คือ งบกระแสเงินสดทางตรงและงบกระแสเงินสดทางอ้อม
งบกระแสเงินสดทางตรง
งบกระแสเงินสดทางตรง เป็นการบันทึกรายรับและรายจ่ายที่เกิดขึ้นจริงของกิจการ จุดเด่นของวิธีนี้คือช่วยให้เห็นภาพกระแสเงินสดเข้า-ออกอย่างละเอียด เช่น เงินสดที่ได้รับจากการขายสินค้าและบริการ เงินสดที่จ่ายให้ซัพพลายเออร์ หรือเงินเดือนและค่าใช้จ่ายดำเนินงาน วิธีนี้เหมาะกับการบริหารเงินสดสำหรับผู้บริหารที่ต้องการวางแผนสภาพคล่องระยะสั้นจากรายรับรายจ่าย
งบกระแสเงินสดทางอ้อม
งบกระแสเงินสดทางอ้อม เริ่มต้นจากกำไรสุทธิที่ปรากฏในงบกำไรขาดทุน แล้วทำการปรับปรุงด้วยรายการที่ไม่ใช่เงินสด วิธีนี้ง่ายต่อการจัดทำเนื่องจากสามารถอ้างอิงจากงบกำไรขาดทุนที่มีอยู่แล้วเพื่อระบุจำนวนเงินสดคงเหลือ เช่น การบวกกลับค่าเสื่อมราคา รายได้ค้างรับ หนี้สินค้างจ่าย หรือรายการอื่นๆ ที่ไม่ใช่เงินสด วิธีนี้เหมาะกับนักลงทุน นักวิเคราะห์ และนักบัญชีที่ต้องการดูความสัมพันธ์ระหว่างกำไรกับกระแสเงินสดเพื่อประเมินผลประกอบการ
ตัวอย่างงบกระแสเงินสด (แบบทางตรง)
งบกระแสเงินสด (แบบทางตรง) สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2024
|
กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน (Operating activities) |
เงินสดรับ เงินสดจ่าย เงินสดสุทธิที่ได้จากกิจกรรมดำเนินงาน ฿250,000 |
|---|---|
|
กระแสเงินสดจากกิจกรรมลงทุน (Investing activities) |
เงินสดรับ เงินสดจ่าย |
|
กระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน (Financing activities) |
เงินสดรับ เงินสดจ่าย เงินสดสุทธิที่ได้จากกิจกรรมจัดหาเงิน ฿50,000 |
วิธีคำนวณงบกระแสเงินสด
คำนวณงบกระแสเงินสดได้โดยการรวมเงินสดรับ แล้วลบด้วยเงินสดจ่ายของแต่ละกิจกรรม แล้วนำผลลัพธ์มาบวกกันเพื่อหาการเปลี่ยนแปลงสุทธิของเงินสดในรอบระยะบัญชีหนึ่ง (เช่น รายไตรมาสหรือรายปี)
รวมเงินสดรับกิจกรรมดำเนินงาน – รวมเงินสดจ่ายกิจกรรมดำเนินงาน = เงินสดสุทธิกิจกรรมดำเนินงาน
| (1,200,000 บาท + 50,000 บาท) – (700,000 บาท + 250,000 บาท+ 20,000 บาท + 30,000 บาท) |
| เงินสดสุทธิที่ได้จากกิจกรรมดำเนินงาน = 250,000 บาท |
- เงินสดรับจากการขายสินค้าและบริการ = 1,200,000
เงินสดรับอื่นๆ = 50,000
รวมเงินสดรับ = 1,250,000 บาท - เงินสดจ่ายผู้ขายและผู้ให้บริการ = (700,000)
เงินสดจ่ายพนักงาน = (250,000)
เงินสดจ่ายดอกเบี้ย = (20,000)
เงินสดจ่ายภาษีเงินได้ = (30,000)
รวมเงินสดจ่าย = (1,000,000) บาท
ดังนั้น
เงินสดสุทธิที่ได้จากกิจกรรมดำเนินงาน = 1,250,000 – 1,000,000 = 250,000 บาท
รวมเงินสดรับกิจกรรมลงทุน – รวมเงินสดจ่ายกิจกรรมลงทุน = เงินสดสุทธิกิจกรรมลงทุน
| = (40,000 บาท + 10,000 บาท) – 300,000 บาท |
| เงินสดสุทธิที่ใช้ไปในกิจกรรมลงทุน = (250,000) บาท |
- เงินสดรับจากการขายอุปกรณ์ = 40,000
เงินสดรับการลงทุนระยะยาว = 10,000
รวมเงินสดรับ = 50,000 บาท - เงินสดจ่ายซื้อที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ = (300,000)
รวมเงินสดจ่าย = (300,000) บาท
ดังนั้น
เงินสดสุทธิที่ใช้ไปในกิจกรรมลงทุน = 50,000 – 300,000 = (250,000) บาท
รวมเงินสดรับกิจกรรมดำเนินงาน – รวมเงินสดจ่ายกิจกรรมดำเนินงาน = เงินสดสุทธิกิจกรรมดำเนินงาน
| = 200,000 บาท – (100,000 บาท + 50,000 บาท) |
| เงินสดสุทธิที่ใช้ไปในกิจกรรมจัดหาเงิน = 50,000 บาท |
- + เงินสดรับจากกู้ยืมระยะยาว = 200,000
รวมเงินสดรับ = 200,000 บาท - – เงินสดจ่ายคืนเงินกู้ = (100,000)
– เงินสดจ่ายเงินปันผล = (50,000)
รวมเงินสดจ่าย = (150,000) บาท
ดังนั้น
เงินสดสุทธิที่ใช้ไปในกิจกรรมจัดหาเงิน = 200,000 – 150,000 = 50,000 บาท
สรุปผลรวมงบกระแสเงินสดปลายปี
เงินสดสุทธิ + เงินสดต้นปี = เงินสดปลายปี
| = (250,000 บาท – 250,000 บาท + 50,000 บาท) + 100,000 บาท |
| เงินสดปลายปี = 150,000 บาท |
- + เงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงาน = 250,000
– เงินสดสุทธิจากกิจกรรมลงทุน = (250,000)
+ เงินสดสุทธิจากกิจกรรมจัดหาเงิน = 50,000
รวมเงินสดสุทธิ = 50,000 บาท - + เงินสดต้นปี = 100,000
รวมเงินสดจากต้นปี = 100,000 บาท
ดังนั้น
เงินสดปลายปี = 50,000 + 100,000 = 150,000 บาท
วิธีอ่านงบกระแสเงินสด
การอ่านงบกระแสเงินสดแตกต่างจากการดูเพียงกำไรสุทธิจากงบกำไรขาดทุน เพราะถึงแม้บริษัทจะมีกำไรตามงบกำไรขาดทุนแต่หากไม่สามารถบริหารจัดการงบกระแสเงินสดได้อย่างมีประสิทธิภาพก็อาจมีปัญหาในการชำระหนี้และการดำเนินธุรกิจต่อไปได้ วิธีอ่านงบกระแสเงินสดขั้นพื้นฐานสามารถทำได้โดยการพิจารณาข้อมูลทางการเงินดังต่อไปนี้
ยอดเงินสดปลายงวดควรแสดงผลที่เพิ่มขึ้น
สถานะทางการเงินที่ดีควรมียอดเงินสดจากปลายงวดที่เป็นบวกและแสดงผลที่เพิ่มขึ้นเสมอ ซึ่งเป็นตัวสะท้อนสถานะสภาพคล่องของกิจการ หากยอดเงินสดปลายงวดแสดงให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับต้นงวด หมายความว่ากิจการสามารถสร้างเงินสดได้มากกว่าที่ใช้ไปในช่วงเวลานั้น
เงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานควรเป็นบวกเสมอ
ธุรกิจที่มั่นคงควรมีกระแสเงินสดสุทธิเป็นบวกเสมอและควรเป็นอย่างต่อเนื่อง เป็นตัวเลขที่บ่งบอกว่าธุรกิจหลักสามารถสร้างรายได้ มีเงินรับเข้ามาได้มากกว่าเงินสดที่ต้องจ่ายออกไป หากมีกำไรสุทธิสูงแต่กระแสเงินสดจากการดำเนินงานติดลบ อาจสะท้อนปัญหาการเก็บหนี้ การบริหารสินค้าคงคลัง หรือกำไรที่ไม่ได้มาจากเงินสดจริง
เงินสดจากการลงทุนติดลบเป็นเรื่องปกติ
ธุรกิจที่กำลังเติบโตเพราะมีการซื้อสินทรัพย์เพิ่มมักจะมีกระแสเงินสดจากการลงทุนติดลบเป็นเรื่องปกติ ซึ่งมาจากการจ่ายเงินสดก้อนโตที่มักเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก เพราะฉะนั้นการมีเงินสดติดลบจากการลงทุนถือเป็นเรื่องเชิงบวกเนื่องจากมีการลงทุนเพื่อการเติบโต แต่ธุรกิจก็ควรวางเป้าหมายด้วยเช่นกันว่าในอนาคตจะสร้างเงินสดรับเข้ามาในกิจกรรมดำเนินงานมากกว่าที่ลงทุนไป
เงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงินมักติดลบเล็กน้อย
กระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงินอาจมีทั้งบวกและลบสลับกันไป ขึ้นอยู่กับวิธีการจัดหาเงินและช่วงเวลาจ่ายชำระของแต่ละกิจการ เงินจากสัดส่วนนี้ช่วยบอกได้ว่าบริษัทพึ่งพาหนี้มากน้อยแค่ไหน หากการจัดหาเงินทุนมีความสมดุลไม่มีภาระหนี้สินมากเกินไป มักแสดงถึงกิจการที่กำลังไปได้ดี มีวินัยทางการเงินและมีการบริหารหนี้สินที่มีประสิทธิภาพ
อ่านงบกระแสเงินสดจากข้อมูลระยะยาว
การอ่านงบกระแสเงินสดอย่างชัดแจ้งต้องไม่มองแค่ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง แต่ควรวิเคราะห์จากข้อมูลเงินทุนหมุนเวียนระยะยาวเพื่อให้เข้าใจความสามารถในการสร้างและบริหารเงินสดของธุรกิจอย่างแท้จริง ควรดูงบกระแสเงินสดย้อนหลัง 3–5 ปี เพื่อเห็นภาพรวมความสม่ำเสมอในการสร้างกระแสเงินสดและการจัดการสภาพคล่องของกิจการ นอกจากนี้ยังสามารถใช้แนวโน้มที่ผ่านมาในการคาดการณ์ทิศทางเงินสดและการวางแผนเพื่ออนาคตที่มั่นคง
เปรียบเทียบกับตัวเลขอุตสาหกรรม
นอกจากการอ่านและทำความเข้าใจงบกระแสเงินสด ผู้ประกอบการควรเปรียบเทียบตัวเลขเหล่านี้กับมาตรฐานหรือค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมเพื่อวัดความสามารถในการแข่งขันเพื่อให้เห็นข้อมูลในเชิงกว้างว่าบริษัทมีประสิทธิภาพด้านการเงินมากน้อยเพียงใดเมื่อเทียบกับคู่แข่งหรือตลาดโดยรวม ทั้งนี้ควรคำนึงถึงโครงสร้างต้นทุนและลักษณะการลงทุนที่แตกต่างกันแม้อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน
สรุปพื้นฐานงบกระแสเงินสดที่ดี
|
ตัวเลขกระแสเงินสด |
สภาพคล่อง |
|---|---|
|
ยอดเงินสดปลายงวด |
ควรเป็นบวกและเพิ่มขึ้นเสมอ |
|
เงินสดจากกิจกรรมดำเนินการ |
ควรเป็นบวกเสมอ |
|
เงินสดจากการลงทุน |
ติดลบเป็นเรื่องปกติ |
|
เงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน |
มักติดลบเล็กน้อย (บวกลบสลับกันไป) |
Stripe Invoicing ช่วยเหลือคุณได้อย่างไร
Stripe Invoicing ทำให้กระบวนการบัญชีลูกหนี้ (AR) ของคุณง่ายขึ้น ตั้งแต่การสร้างใบแจ้งหนี้ไปจนถึงการเรียกเก็บเงิน ไม่ว่าคุณจะจัดการการเรียกเก็บเงินแบบครั้งเดียวหรือการเรียกเก็บเงินตามแบบแผนล่วงหน้า Stripe ช่วยให้ธุรกิจได้รับเงินเร็วขึ้นและปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพ:
- สร้างการจัดการบัญชีลูกหนี้แบบอัตโนมัติ: สร้าง ปรับ และส่งใบแจ้งหนี้อย่างเป็นมืออาชีพได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องเขียนโค้ด Stripe จะติดตามสถานะใบแจ้งหนี้ ส่งการแจ้งเตือนการชำระเงิน และดำเนินการคืนเงินโดยอัตโนมัติ ช่วยให้คุณสามารถควบคุมกระแสเงินสดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- เร่งกระแสเงินสด: ลดวันขายคงค้าง (DSO) และได้รับเงินเร็วขึ้นด้วยการชำระเงินทั่วโลกที่ผสานรวม การแจ้งเตือนอัตโนมัติ และเครื่องมือการติดตามหนี้ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ที่ช่วยให้คุณสามารถกู้คืนรายได้ได้มากขึ้น
- ปรับปรุงประสบการณ์ของลูกค้า: มอบประสบการณ์การชำระเงินที่ทันสมัยด้วยการรองรับมากกว่า 25 ภาษา 135 สกุลเงิน และวิธีการชำระเงินมากกว่า 100 วิธี โดยสามารถเข้าถึงและชำระใบแจ้งหนี้ได้ง่ายผ่านพอร์ทัลลูกค้าแบบบริการตนเอง
- ลดภาระงานในสำนักงาน: สร้างใบแจ้งหนี้ในไม่กี่นาทีและลดเวลาที่ใช้ในการเรียกเก็บเงินผ่านการแจ้งเตือนอัตโนมัติ และหน้าการชำระเงินใบแจ้งหนี้ในระบบ Stripe
- ผสานการทำงานกับระบบที่มีอยู่: Stripe Invoicing สามารถผสานการทำงานกับซอฟต์แวร์บัญชีและการวางแผนทรัพยากรองค์กร (ERP) ที่เป็นที่นิยมได้ ซึ่งจะช่วยให้คุณรักษาระบบให้ซิงค์กันและลดการป้อนข้อมูลด้วยตนเอง
ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีที่ Stripe สามารถทำให้กระบวนการบัญชีลูกหนี้ของคุณง่ายขึ้น หรือเริ่มใช้งานเลยวันนี้
เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นคําแนะนําทางกฎหมายหรือภาษี Stripe ไม่รับประกันหรือรับประกันความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ความไม่เพียงพอ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในบทความ คุณควรขอคําแนะนําจากทนายความที่มีอํานาจหรือนักบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอํานาจศาลเพื่อรับคําแนะนําที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ