วิธีจัดการระบบแบ่งชำระ (Partial payment plan) สำหรับ B2B ในประเทศไทย

Connect
Connect

แพลตฟอร์มและมาร์เก็ตเพลสที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก อาทิ Shopify และ DoorDash ต่างก็ใช้ Stripe Connect ในการผสานรวมการชำระเงินเข้ากับผลิตภัณฑ์

ดูข้อมูลเพิ่มเติม 
  1. บทแนะนำ
  2. ประเด็นสำคัญ
  3. ระบบแบ่งชำระสำหรับ B2B คืออะไร
  4. ประเภทการแบ่งชำระสำหรับ B2B
    1. การชำระเงินมัดจำล่วงหน้า
    2. การแบ่งชำระตามความคืบหน้าของงาน
    3. การแบ่งชำระเป็นงวด/ตามระยะเวลา
    4. การแบ่งชำระตามการใช้งานจริง
    5. การชำระเงินแบบระบบสมาชิก
    6. การแบ่งชำระตามผลลัพธ์ที่วัดได้
  5. รายละเอียดการแบ่งชำระสำหรับ B2B แต่ละประเภท
  6. ข้อจำกัดและความท้าทายของระบบแบ่งชำระแบบดั้งเดิม
    1. ภาระการจัดการยอดชำระหลายงวด
    2. ความยุ่งยากในการกระทบยอด
    3. ข้อผิดพลาดจากกระบวนการแบบดั้งเดิม
    4. ความไม่ชัดเจนด้านสถานะและยอดคงเหลือ
    5. ความเสี่ยงในการชำระล่าช้าและหนี้ค้างชำระ
  7. ทำไมธุรกิจ B2B ควรมีระบบแบ่งชำระเป็นทางเลือก
    1. คาดการณ์รายรับล่วงหน้า
    2. ช่วยในการบริหารกระแสเงินสด
    3. เพิ่มโอกาสในการปิดดีลขนาดใหญ่
    4. สร้างความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน
    5. ลดการเกิดหนี้เสีย
    6. เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน
    7. สร้างความสัมพันธ์ที่ดีในระยะยาว
  8. แนวทางในการจัดการระบบแบ่งชำระให้มีประสิทธิภาพ
    1. โซลูชันชำระเงินที่ครบวงจร
    2. กำหนดเงื่อนไขชำระเงินให้ชัดเจน
    3. ระบบใบแจ้งหนี้และเรียกเก็บเงินโดยอัตโนมัติ
    4. ติดตามสถานะการชำระเงินได้ง่ายๆ
    5. ความสามารถในการเชื่อมต่อกับระบบจัดการอื่นๆ
    6. มีมาตรฐานความปลอดภัยสูง
  9. Stripe Connect ช่วยอะไรได้บ้าง
  10. Stripe Payments ช่วยอะไรได้บ้าง

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่มีความตึงเครียดและผันผวน ผนวกกับการแข่งขันทางธุรกิจที่เข้มข้น ธุรกิจจำนวนมากต่างก็มองหาโซลูชันที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการชำระเงินและเสริมสภาพคล่องทางการเงินให้กับทั้งสองฝั่งคู่ค้าได้ ระบบแบ่งชำระ (Partial payment plan) จึงเป็นทางเลือกในการชำระเงินระหว่างธุรกิจ (Business- to-Business: B2B) ที่กำลังได้รับความสนใจ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าการสั่งซื้อสูง ซึ่งมักเผชิญกับข้อจำกัดด้านเครดิตเทอม (Credit term) และเงินทุนหมุนเวียน (Working capital)

บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักระบบแบ่งชำระสำหรับ B2B ตั้งแต่ข้อจำกัดและความท้าทายของระบบแบ่งชำระแบบดั้งเดิม พร้อมเหตุผลว่าทำไมธุรกิจ B2B ควรมีระบบแบ่งชำระเป็นทางเลือก ไปจนถึงรูปแบบและตัวอย่างเงื่อนไขในการแบ่งชำระ เรียนรู้ว่าระบบแบ่งชำระเหมาะกับธุรกิจประเภทใดบ้าง รวมถึงแนวทางในการจัดการระบบแบ่งชำระให้มีประสิทธิภาพ

ระบบแบ่งชำระสามารถช่วยยกระดับกระบวนการชำระเงินสำหรับ B2B ไทยและสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนของทุกฝ่าย

ประเด็นสำคัญ

  • ระบบแบ่งชำระมักถูกใช้ในธุรกิจที่มีมูลค่าการสั่งซื้อสูง เช่น โรงงานผลิต การค้าส่ง ธุรกิจก่อสร้าง หรือการให้บริการที่มีมูลค่าสูง เพื่อช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารสภาพคล่องและกระแสเงินสด
  • แนวทางในการเลือกใช้การแบ่งชำระสำหรับ B2B ได้แก่ ประเภทและลักษณะของธุรกิจ สถานะทางการเงินของคู่สัญญา ศักยภาพของธุรกิจ ระยะเวลาของโปรเจ็กต์ และขนาดของดีลหรือโปรเจ็กต์
  • วิธีแบ่งชำระสำหรับ B2B ได้แก่ การชำระมัดจำล่วงหน้า การแบ่งชำระตามไมล์สโตน การแบ่งชำระเป็นงวด การแบ่งชำระตามการใช้งานจริง แบบระบบสมาชิก และการชำระตามผลลัพธ์ที่วัดได้
  • การแบ่งชำระช่วยให้ธุรกิจ B2B ปิดการขายได้ง่ายขึ้นและส่งผลให้การบริหารกระแสเงินสดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ทั้งนี้ต้องมีการกำหนดการแบ่งชำระ เงื่อนไข และระบบติดตามผลที่ชัดเจน
  • โซลูชันแบ่งชำระที่ดีควรมีระบบออกใบแจ้งหนี้และเรียกเก็บเงินโดยอัตโนมัติ สามารถช่วยติดตามสถานะการชำระเงินและส่งแจ้งเตือนลูกค้าโดยอัตโนมัติเมื่อถึงรอบชำระพร้อมระบุข้อมูลที่ครบถ้วน

ระบบแบ่งชำระสำหรับ B2B คืออะไร

ระบบแบ่งชำระ (Partial payment plan) คือ รูปแบบการชำระเงินที่ผู้ซื้อชำระเพียงบางส่วนของยอดทั้งหมดในเบื้องต้น และทยอยชำระยอดคงเหลือตามงวดหรือเงื่อนไขที่ตกลงกันระหว่างธุรกิจ แทนการชำระเต็มจำนวนในครั้งเดียว

โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าการสั่งซื้อสูง เช่น โรงงานผลิต, การค้าส่ง, ธุรกิจก่อสร้าง หรือธุรกิจบริการที่มีมูลค่าสูง เพื่อช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้ธุรกิจสามารถบริหารสภาพคล่องและกระแสเงินสด (Cash flow) ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ระบบแบ่งชำระสำหรับ B2B ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในประเทศไทยมักเชื่อมโยงกับเครดิตเทอมทางการค้า (เครดิต 30/60 วัน) การวางเงินมัดจำ 10-30% และการชำระเงินตามความคืบหน้าของงาน

ประเภทการแบ่งชำระสำหรับ B2B

การแบ่งชำระสำหรับ B2B นั้นมีหลายประเภท โดยมีแนวทางในการเลือกใช้งานขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น

  • ประเภทและลักษณะของธุรกิจ
  • สถานะทางการเงินของคู่สัญญา
  • อัตราความสำเร็จหรือศักยภาพของธุรกิจ
  • ระยะเวลาของโปรเจ็กต์
  • ขนาดของดีลหรือโปรเจ็กต์
  • ปัจจัยด้านสภาพเศรษฐกิจโดยรวม

ซึ่งการแบ่งชำระสำหรับ B2B ที่ได้รับความนิยม สามารถแบ่งออกได้เป็นประเภทต่างๆ ดังนี้

การชำระเงินมัดจำล่วงหน้า

มีการชำระเงินมัดจำล่วงหน้าก่อนเริ่มงาน (Deposit-based payment) เพื่อยืนยันการสั่งซื้อหรือการว่าจ้าง โดยผู้ขายจะได้รับเงินก่อนเริ่มดำเนินการจริง

ตัวอย่างเช่น การชำระเงินมัดจำล่วงหน้า 10% - 30% ของมูลค่าสัญญาก่อนเริ่มงาน ช่วยลดความเสี่ยงด้านต้นทุนและกระแสเงินสด โดยเฉพาะงานที่ต้องใช้ทรัพยากร บุคลากร หรือการลงทุนล่วงหน้า

การแบ่งชำระตามความคืบหน้าของงาน

การแบ่งชำระตามความคืบหน้าในแต่ละช่วงของงานหรือโครงการ (Milestone-based payment) โดยแต่ละงวดจะเชื่อมกับไมล์สโตน (Milestone) ที่กำหนดไว้ในสัญญา

ตัวอย่างเช่น ชำระงวดแรก 20%, งวดที่สอง 30% หลังส่งมอบงานออกแบบ, งวดที่สาม 30% หลังตรวจรับงานเบื้องต้น และชำระงวดสุดท้าย 20% หลังส่งมอบงานเรียบร้อย ถือเป็นโมเดลที่นิยมมากที่สุดในธุรกิจที่มีรูปแบบหลักเป็นโครงการต่างๆ

การแบ่งชำระเป็นงวด/ตามระยะเวลา

การชำระเงินตามงวดหรือรอบเวลาที่กำหนด (Installment/Time-based payment) ตัวอย่างเช่น รายเดือน รายไตรมาส หรือรายปี โดยไม่จำเป็นต้องอิงกับความก้าวหน้าของงาน มักมีเครดิตเทอม (Net 30/Net 60/Net 90) และใช้กับบริการระยะยาวหรือบริการที่มีการดูแลอย่างต่อเนื่องเพื่อผ่อนชำระค่าระบบ

การแบ่งชำระตามการใช้งานจริง

การชำระบริการตามปริมาณการใช้งานจริง (Usage-based pricing) เช่น จำนวนผู้ใช้งาน ปริมาณข้อมูล หรือจำนวนธุรกรรม เป็นโมเดลที่เติบโตเร็วมากในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ควรมีการตกลงวิธีการวัดการใช้งานที่แน่นอน กำหนดปริมาณการใช้งานขั้นต่ำ และรอบการเรียกเก็บค่าบริการ (เช่น รายเดือน รายไตรมาส หรือรายปี)

การชำระเงินแบบระบบสมาชิก

ระบบสมาชิกหรือ Subscription model คือการชำระค่าบริการเป็นประจำ เช่น รายเดือนหรือรายปี เพื่อใช้งานระบบหรือบริการอย่างต่อเนื่อง เป็นโมเดลหลักของธุรกิจดิจิทัลและธุรกิจ SaaS ที่มักมีบริการให้เลือกเป็นแพ็กเกจและคิดค่าบริการตามขั้นนั้นๆ (Tier-based pricing) ช่วยให้ธุรกิจมีรายรับที่สม่ำเสมอและคาดการณ์กระแสเงินสดได้ชัดเจนขึ้น

การแบ่งชำระตามผลลัพธ์ที่วัดได้

การชำระค่าบริการตามผลลัพธ์หรือประสิทธิภาพที่วัดได้จริง (Performance-based pricing) ผู้ให้บริการจะได้รับเงินก็ต่อเมื่อสามารถบรรลุเป้า เช่น ยอดขาย, จำนวนลูกค้าเป้าหมาย (Lead) หรือตาม KPI ที่ได้ตกลงกันไว้ล่วงหน้าได้สำเร็จ แทนที่การชำระเป็นค่าจ้างตามราคาหรือตามเวลาทำงาน ควรมีการกำหนดและระบุวิธีการคำนวณ KPI ให้ชัดเจน รวมถึงระยะเวลาในการวัดผลและเป้าหมายขั้นต่ำ

รายละเอียดการแบ่งชำระสำหรับ B2B แต่ละประเภท

ระบบแบ่งชำระถือเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับธุรกิจ B2B ที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการปิดการขาย พร้อมทั้งเสริมประสิทธิภาพในการบริหารกระแสเงินสด โดยในแต่ละประเภทธุรกิจมักมีรูปแบบการแบ่งชำระ เงื่อนไขสำคัญ และลักษณะการใช้งานที่แตกต่างกันไป ซึ่งสามารถเลือกปรับใช้ให้เหมาะสมกับประเภทของธุรกิจได้

วิธีการแบ่งชำระ

ตัวอย่างการแบ่งชำระ

ตัวอย่างเงื่อนไขสำคัญที่ควรกำหนด

เหมาะกับธุรกิจประเภทใดบ้าง

การชำระเงินมัดจำล่วงหน้า

  • ชำระเงินมัดจำล่วงหน้า 10-30% ของมูลค่าสัญญาก่อนเริ่มงาน
  • ชำระค่ามัดจำตามที่ตกลงไว้ (โดยไม่สามารถเรียกคืนได้)
  • จำนวนเงินมัดจำขั้นต่ำ
  • ระยะเวลาการชำระเงิน
  • เงื่อนไขในการคืนเงิน
  • ขอบเขตงาน (Scope of Work)
  • เงื่อนไขกรณียกเลิกโครงการ
  • ระยะเวลาเริ่มงานหลังได้รับชำระ
  • ธุรกิจพัฒนาซอฟต์แวร์ (Software development)
  • ครีเอทีฟเอเจนซี (Creative agency)
  • ผู้จัดงานอีเวนต์ (Event organizer)
  • ธุรกิจออกแบบตกแต่งภายใน
  • ธุรกิจขายเครื่องจักร

แบ่งชำระตามความคืบหน้าของงาน

  • ชำระงวดแรก 20% เมื่อเริ่มโครงการ
  • ชำระงวดที่สอง 30%
    หลังส่งมอบงานออกแบบ
  • ชำระงวดที่สาม 30%
    หลังตรวจรับงานเบื้องต้น
  • ชำระงวดสุดท้าย 20% หลังส่งมอบงานเรียบร้อย
  • รายละเอียดงานส่งมอบในแต่ละ
    ไมล์สโตน/ขั้นตอนสำคัญ
  • เกณฑ์การตรวจรับงาน
  • ระยะเวลาในการตรวจรับงาน เช่น ภายใน 7 วัน หรือ 15 วัน
  • ผู้มีอำนาจในการอนุมัติงาน
  • ระยะเวลาในการให้ข้อเสนอ
  • ขั้นตอนในการให้ข้อเสนอแนะหรือแจ้งแก้ไขงาน
  • ขั้นตอนการยื่นขอเปลี่ยนแปลงขอบเขตงาน
  • ธุรกิจวางระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (System Integrator)
  • ธุรกิจก่อสร้าง
  • ธุรกิจออกแบบเว็บไซต์/แอปพลิเคชัน/UX/UI
  • บริการเทคโนโลยีสารสนเทศ
    สำหรับองค์กรขนาดใหญ่
  • ธุรกิจวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (R&D)

แบ่งชำระเป็นงวด/ตามระยะเวลา

รายเดือน รายไตรมาส รายปี
ผ่อนชำระค่าระบบตามเครดิตเทอม

  • วันครบกำหนดชำระ
  • เครดิตเทอม (Net 30/Net 60/Net 90)
  • ดอกเบี้ยในกรณีที่มีการผิดนัด
  • ระยะเวลาสำหรับสัญญาขั้นต่ำ
  • เงื่อนไขการยกเลิกบริการ
  • ธุรกิจดูแลและจัดหาบุคลากร
  • ธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT)
  • ดิจิทัลเอเจนซี
  • ธุรกิจจัดทำบัญชี
  • บริการจัดการเอกสาร
  • การเงิน

แบ่งชำระตามการใช้งานจริง

  • จำนวนการเชื่อมต่อระบบ จำนวนธุรกรรม (Transaction) จำนวนผู้ใช้งานจริง (Active user) ปริมาณพื้นที่จัดเก็บข้อมูล (GB storage) ระยะเวลาการประมวลผล (Processing time)
  • วิธีการวัดการใช้งานที่แน่นอน
  • รอบการเรียกเก็บค่าบริการ เช่น รายเดือน ไตรมาส หรือรายปี
  • กำหนดปริมาณการใช้งานขั้นต่ำ
  • ค่าบริการกรณีใช้งานเกินจากส่วนที่กำหนดไว้
  • ระบบติดตามและตรวจสอบย้อนหลังเพื่อยืนยันปริมาณการใช้งาน
  • ธุรกิจระบบคลาวด์ (Cloud services)
  • ธุรกิจเกี่ยวกับ AI (Artificial Intelligence)
  • ธุรกิจโทรคมนาคม (Telecommunications)
  • ธุรกิจฟินเทค (Fintech)
  • ธุรกิจแพลตฟอร์มข้อมูล

ชำระเงินแบบระบบสมาชิก

  • รายเดือน (Monthly subscription) รายปี (Annual subscription)
  • คิดตามจำนวนบัญชีผู้ใช้งานที่สามารถเข้าระบบได้ (Per user/seat)
  • คิดค่าบริการตามแพ็กเกจ (Tier-based pricing)
  • การต่ออายุบริการโดยอัตโนมัติ (Auto renewal)
  • ระยะเวลาทดลองใช้งานฟรี
  • เงื่อนไขในการอัปเกรดหรือปรับ
  • ลดแพ็กเกจบริการ
  • เงื่อนไขการยกเลิกบริการ
  • จำนวนผู้ใช้งานสูงสุดต่อแพ็กเกจ
  • ข้อจำกัดในการใช้งานสำหรับแต่ละแพ็กเกจ
  • ธุรกิจ SaaS (Software as a service) เช่น ระบบ CRM, ระบบ ERP หรือระบบบริหารบุคลากร ([HRM]/[HCM]/[HRIS])
  • บริการเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน (Productivity tool)

แบ่งชำระตามผลลัพธ์ที่วัดได้

  • ตามจำนวนลูกค้าเป้าหมาย (Pay per lead) ส่วนแบ่งจากรายได้หรือยอดขาย (Revenue sharing)
  • ตามมูลค่าต้นทุนที่ช่วยลดลงได้จริง (Cost-saving fee) ค่าตอบแทนตามเป้าหมาย หรือ KPI (Success Fee) คอมมิชชันจากยอดขาย (Commission-based)
  • กำหนด KPI ให้ชัดเจน เช่น จำนวนลูกค้าใหม่ ยอดขาย จำนวนผู้ลงทะเบียน หรืออัตราการปิดการขาย
  • ควรระบุวิธีการคำนวณ ระยะเวลาในการวัดผลและเป้าหมายขั้นต่ำ
  • กำหนดสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูล
  • ขั้นตอนการรับรองผล เช่น ผู้มีอำนาจอนุมัติผล ระยะเวลาการตรวจสอบข้อมูล และกระบวนการโต้แย้งในกรณีข้อมูลไม่ตรงกัน
  • มีค่าบริการขั้นต่ำรายเดือนควบคู่กับค่าบริการตามผลลัพธ์
  • ธุรกิจจัดหาบุคลากร
  • เอเจนซีการตลาด (Marketing agency)
  • แพลตฟอร์มแอฟฟิลิเอต (Affiliate Platform)
  • บริษัทตัวแทนขาย (Sales Agency)
  • บริษัทที่ปรึกษาธุรกิจ (Business Consultant)

ข้อจำกัดและความท้าทายของระบบแบ่งชำระแบบดั้งเดิม

ระบบแบ่งชำระ B2B แบบดั้งเดิมมีข้อจำกัดและความท้าทายจากหลายปัจจัย ดังนี้

ภาระการจัดการยอดชำระหลายงวด

ระบบแบ่งชำระแบบดั้งเดิมมักสร้างภาระให้ทีมบัญชีและการเงินในการติดตามยอดชำระหลายงวด ทั้งการออกใบแจ้งหนี้หลายครั้ง การตรวจสอบวันครบกำหนดชำระ และยอดค้างชำระ (Outstanding balance) ทำให้การบริหารกระแสเงินสด (Cash flow management) และบัญชีลูกหนี้ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร

ความยุ่งยากในการกระทบยอด

การชำระเงินหลายงวดและจากหลายช่องทาง เช่น การโอนเงินผ่านธนาคาร หรือการชำระด้วยเช็ค มักใช้เวลานานและมีความซับซ้อน ส่งผลให้เกิดความยุ่งยากในการกระทบยอดการชำระเงินและยอดบัญชี ทำให้ทีมการเงินและบัญชีต้องทำการกระทบยอดแบบดั้งเดิมซึ่งทำให้เพิ่มต้นทุนในการดำเนินงาน

ข้อผิดพลาดจากกระบวนการแบบดั้งเดิม

กระบวนการทำงานแบบดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นการบันทึกข้อมูล การออกใบแจ้งหนี้ หรือการติดตามสถานะการชำระเงิน มีโอกาสเกิดความผิดพลาดจากบุคลากรสูง อาจก่อให้เกิดปัญหาข้อมูลคลาดเคลื่อนหรือความผิดพลาดในการติดตามยอดคงค้าง ส่งผลกระทบต่อความถูกต้องทางรายงานการเงินรวมถึงประสิทธิภาพของระบบบริหารลูกหนี้การค้า

ความไม่ชัดเจนด้านสถานะและยอดคงเหลือ

ระบบดั้งเดิมมักมีความยุ่งยากในการตรวจสอบสถานะการชำระเงินและยอดคงเหลือ ส่งผลให้ทั้งฝ่ายขาย ฝ่ายบัญชี และคู่ค้ามักเกิดความสับสนเกี่ยวกับสถานะการเงินและยอดคงเหลือ เนื่องจากไม่สามารถเข้าถึงหรือตรวจสอบข้อมูลสำคัญต่างๆ ได้อย่างสะดวก เช่น ยอดคงค้าง สถานะการชำระเงิน หรือวงเงินเครดิต

ความเสี่ยงในการชำระล่าช้าและหนี้ค้างชำระ

การติดตามการชำระเงินแบบดั้งเดิมนั้นใช้เวลา โดยเฉพาะเมื่อมีการจ่ายชำระหลายงวด ธุรกิจมีความเสี่ยงต่อการชำระล่าช้า (Late payment) และอาจก่อให้เกิดหนี้ค้างชำระ (Bad debt) จากการไม่จ่ายยอดคงเหลือ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสภาพคล่องและกระทบการดำเนินงานของธุรกิจ

ทำไมธุรกิจ B2B ควรมีระบบแบ่งชำระเป็นทางเลือก

ธุรกิจ B2B ควรมีระบบแบ่งชำระเป็นหนึ่งในทางเลือกในการชำระเงินสำหรับคู่ค้า โดยมีเหตุผลและประโยชน์สำคัญทั้งสองฝั่งคู่ค้า ดังนี้

คาดการณ์รายรับล่วงหน้า

ระบบแบ่งชำระช่วยให้ธุรกิจสามารถคาดการณ์รายได้ล่วงหน้าได้ชัดเจนมากขึ้น จากการที่มีรอบการชำระเงินที่แน่นอนและต่อเนื่อง ทำให้สามารถวางแผนธุรกิจ ลงทุน และจัดสรรทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าเดิม ขณะเดียวกันคู่ค้าก็สามารถวางแผนค่าใช้จ่ายและงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นกัน โดยไม่ต้องรับภาระต้นทุนก้อนใหญ่ในครั้งเดียว

ช่วยในการบริหารกระแสเงินสด

การแบ่งชำระช่วยให้คู่ค้าทั้งสองฝ่ายบริหารกระแสเงินสดได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยธุรกิจสามารถรักษาสภาพคล่องทางการเงินจากรายรับที่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ส่วนคู่ค้าก็สามารถกระจายภาระค่าใช้จ่ายออกเป็นงวดๆ ทำให้ยังมีเงินทุนหมุนเวียนเพียงพอสำหรับการดำเนินธุรกิจในด้านอื่น

เพิ่มโอกาสในการปิดดีลขนาดใหญ่

ในดีล B2B ที่มีมูลค่าสูงหรือเป็นโปรเจ็กต์ขนาดใหญ่ซึ่งมักต้องผ่านกระบวนการอนุมัติงบประมาณหลายขั้นตอน การมีระบบแบ่งชำระช่วยลดข้อจำกัดในด้านต้นทุน ทำให้คู่ค้าตัดสินใจได้ง่ายขึ้น และช่วยให้ธุรกิจสามารถขยายฐานลูกค้าและปิดการขายได้เร็วขึ้น โดยเฉพาะในดีลที่ลูกค้ามองเห็นอัตราความสำเร็จหรือศักยภาพของโปรเจ็กต์แต่ติดข้อจำกัดในเรื่องงบประมาณระยะสั้น

สร้างความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน

ระบบแบ่งชำระช่วยให้การทำธุรกรรมมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ทั้งในมุมของการวางแผนการเงิน การจัดการต้นทุน และการขยายธุรกิจด้วยการรองรับลูกค้าได้หลากหลายประเภท ธุรกิจสามารถออกแบบข้อเสนอและเงื่อนไขการชำระเงินให้เหมาะกับคู่ค้า ขณะที่คู่ค้าก็สามารถเลือกแผนการชำระที่สอดคล้องกับลักษณะธุรกิจของตนเอง บริหารต้นทุนตามสถานการณ์จริง และเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงาน

ลดการเกิดหนี้เสีย

เมื่อภาระการชำระเงินถูกแบ่งออกเป็นงวดที่เหมาะสมกับลักษณะและองค์ประกอบของธุรกิจนั้นๆ ส่งผลให้ลดความเสี่ยงในการเกิดหนี้เสีย ลดภาระการติดตามทวงถาม และสามารถบริหารบัญชีลูกหนี้ได้มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม ช่วยให้คู่ค้ามีความสามารถในการชำระเงินตรงเวลามากขึ้น ลดความเสี่ยงในการผิดนัดชำระ และสามารถรักษาสภาพคล่องและเครดิตทางการเงินได้ดี

เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน

ในตลาด B2B ที่มีการแข่งขันสูง การมีระบบแบ่งชำระเป็นทางเลือกให้คู่ค้าคือปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างความแตกต่าง เพิ่มโอกาสในการดึงดูดลูกค้าใหม่ และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันระยะยาว

นอกจากคุณภาพสินค้าและบริการแล้ว ความยืดหยุ่นในการชำระเงินด้วยตัวเลือกแบ่งชำระต่างๆ ที่ตอบโจทย์ธุรกิจอย่างแท้จริง ยังส่งผลต่อการตัดสินใจของคู่ค้าโดยตรง ซึ่งอาจมีผลมากกว่าราคาหรือค่าธรรมเนียมในหลายกรณี

สร้างความสัมพันธ์ที่ดีในระยะยาว

ระบบแบ่งชำระไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการเงินแต่ยังสะท้อนถึงความเข้าใจและความยืดหยุ่นในการทำธุรกิจช่วยสร้างความเชื่อมั่นและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในระยะยาวกับคู่ค้า รวมถึงเพิ่มโอกาสในการทำธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อคู่ค้ารู้สึกว่าได้รับการสนับสนุนในการเติบโตทางธุรกิจก็จะช่วยให้เกิดความไว้วางใจและมีแนวโน้มในการร่วมงานกันในระยะยาว

แนวทางในการจัดการระบบแบ่งชำระให้มีประสิทธิภาพ

แนวทางในการจัดการระบบแบ่งชำระให้มีประสิทธิภาพควรครอบคลุมฟีเจอร์และปัจจัยสำคัญต่างๆ ดังนี้

โซลูชันชำระเงินที่ครบวงจร

ธุรกิจ B2B ควรเลือกใช้โซลูชันที่ครบวงจรพร้อมช่องทางในการชำระเงินที่หลากหลาย เช่น กระเป๋าเงินดิจิทัล, พร้อมเพย์, โมบายแบงก์กิ้ง รวมถึงบัตรเครดิตและเดบิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการระบบแบ่งชำระ อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มความยืดหยุ่นให้คู่ค้าสามารถเลือกชำระได้ตามความสะดวกและสภาพคล่อง

โดยสามารถเลือกใช้โซลูชันอย่าง Stripe Payments ที่รองรับการแบ่งชำระตามจำนวนครั้งที่กำหนด และ/หรือ Stripe Billing ที่รองรับการตั้งค่าตามไมล์สโตนหรือตามความคืบหน้าของโครงการ ช่วยลดงานเอกสาร ข้อผิดพลาด และทำให้กระบวนการรับชำระเงินมีความสะดวก โปร่งใส และเป็นระบบมากยิ่งขึ้น

กำหนดเงื่อนไขชำระเงินให้ชัดเจน

การกำหนดเงื่อนไขการชำระเงินไว้ในสัญญาอย่างชัดเจน เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้การบริหารระบบแบ่งชำระมีประสิทธิภาพมากและเกิดประโยชน์สูงสุด โดยควรระบุรายละเอียดให้ครบถ้วน เช่น จำนวนเงินที่ต้องชำระในแต่ละงวด วันครบกำหนดชำระ ช่องทางการชำระเงิน ค่าปรับกรณีชำระล่าช้า ระยะเวลาในการดำเนินการ ค่าปรับในกรณีดำเนินงานล่าช้า และเงื่อนไขกรณีผิดนัดชำระ เป็นต้น

ทั้งนี้เพื่อให้ทั้งสองฝั่งคู่ค้ามีความเข้าใจตรงกัน ลดความสับสนและความจำเป็นในการติดตามทวงถาม และช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดหนี้เสียในอนาคต

ระบบใบแจ้งหนี้และเรียกเก็บเงินโดยอัตโนมัติ

โซลูชันแบ่งชำระที่มีประสิทธิภาพควรมีระบบออกใบแจ้งหนี้และเรียกเก็บเงินอัตโนมัติที่สามารถออก e-invoice ตามงวดชำระเงิน โดยมีการระบุจำนวนเงิน เงื่อนไขการชำระเงิน วันครบกำหนด และรายละเอียดอื่นๆ อย่างครบถ้วน ลดภาระงานบุคลากร และลดความเสี่ยงจากข้อมูลการเงินที่ผิดพลาด

โดยมีโซลูชันอย่าง Stripe Invoicing ที่สามารถออก e-invoice ตามรอบชำระเงิน ช่วยติดตามสถานะการชำระเงินและส่งแจ้งเตือนลูกค้าโดยอัตโนมัติ ลดโอกาสในการชำระล่าช้าและลดความเสี่ยงในการเกิดหนี้เสีย

ติดตามสถานะการชำระเงินได้ง่ายๆ

การติดตามสถานะการชำระเงินอย่างเป็นระบบเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การจัดการระบบแบ่งชำระมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยสามารถใช้ Stripe dashboard และ Stripe reporting ในการตรวจสอบยอดค้างชำระ สถานะการจ่ายเงิน และความเคลื่อนไหวของรายการชำระเงินได้แบบเรียลไทม์

ฟีเจอร์นี้ช่วยให้คู่ค้าและผู้เกี่ยวข้องสามารถติดตามสถานะและข้อมูลการชำระเงินได้อย่างสะดวก ลดความผิดพลาดในการดำเนินงาน และมั่นใจได้ว่าการแบ่งชำระจะเป็นไปอย่างถูกต้อง ครบถ้วน และตรงเวลา

ความสามารถในการเชื่อมต่อกับระบบจัดการอื่นๆ

ควรเลือกโซลูชันระบบแบ่งชำระที่สามารถเชื่อมต่อกับระบบจัดการอื่นๆ ของธุรกิจได้อย่างยืดหยุ่นและปลอดภัย เช่น ระบบวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า, ระบบบริหารคลังสินค้า หรือระบบบัญชี ผ่าน API (Application Programming Interface), ปลั๊กอิน หรือแอปเสริมต่างๆ เพื่อให้ข้อมูลธุรกรรม สถานะการชำระเงิน และข้อมูลคู่ค้า มีการบันทึก อัปเดต และส่งต่อระหว่างระบบแบบเรียลไทม์ และมีความสอดคล้องกันในทุกแพลตฟอร์ม

การเชื่อมต่อระหว่างระบบนี้ช่วยต่อยอดให้ธุรกิจสามารถวิเคราะห์พฤติกรรมคู่ค้า วางแผนสต๊อกสินค้า หรือจัดการรายรับได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารการเงินสำหรับทั้งฝั่งองค์กรและฝั่งคู่ค้า

มีมาตรฐานความปลอดภัยสูง

ความปลอดภัยเป็นหัวใจสำคัญของทุกระบบชำระเงิน ควรเลือกโซลูชันที่มีมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล เช่น มาตรฐาน PCI DSS, ระบบ 3D Secure และ ISO/IEC 27001 ซึ่งพร้อมรองรับธุรกรรมทางเลือกใหม่พร้อมเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยที่สำคัญซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการดำเนินธุรกรรมออนไลน์ เช่น การเข้ารหัสข้อมูล (Encryption) การยืนยันตัวตนแบบสองปัจจัย (Two-factor authentication: 2FA) การใช้โทเค็น (Tokenization) แทนที่ข้อมูลบัตรจริง

นอกจากนี้ควรมีระบบกำหนดสิทธิ์การเข้าถึง (Access control) เพื่อป้องกันการเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต ลดโอกาสในการแก้ข้อมูลเงื่อนไขหรือข้อตกลงในการแบ่งชำระ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าในการใช้บริการอย่างต่อเนื่อง

Stripe Connect ช่วยอะไรได้บ้าง

Stripe Connect จะจัดการในการรับส่งเงินระหว่างหลายฝ่ายสำหรับแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์และมาร์เก็ตเพลส โดยมีกระบวนการเริ่มต้นใช้งานที่รวดเร็ว มีองค์ประกอบแบบผสานรวม มีการเบิกจ่ายทั่วโลก และอื่นๆ อีกมากมาย

Connect สามารถช่วยคุณทำสิ่งต่อไปนี้

  • เปิดตัวได้ภายในไม่กี่สัปดาห์: ใช้ฟังก์ชันที่จัดการอัตโนมัติโดย Stripe หรือแบบผสานรวมเพื่อให้เริ่มให้บริการได้เร็วขึ้นโดยไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายล่วงหน้าหรือเสียเวลาไปกับการพัฒนาระบบที่มักต้องใช้สำหรับการให้บริการสนับสนุนด้านการชำระเงิน

  • จัดการการชำระเงินจำนวนมาก: ใช้เครื่องมือและบริการจาก Stripe แล้วไม่ต้องสิ้นเปลืองทรัพยากรเพิ่มเติมไปกับการรายงานส่วนต่างกำไร แบบฟอร์มภาษี ความเสี่ยง วิธีการชำระเงินทั่วโลก หรือการปฏิบัติตามข้อกำหนดเกี่ยวกับกระบวนการเริ่มต้นใช้งาน

  • ขยายธุรกิจไปทั่วโลก: ช่วยให้ผู้ใช้ของคุณเข้าถึงลูกค้าทั่วโลกได้มากขึ้นด้วยวิธีการชำระเงินในท้องถิ่นและความสามารถในการคำนวณภาษีการขาย ภาษีมูลค่าเพิ่ม และ GST ได้อย่างง่ายดาย

  • สร้างช่องทางรายรับใหม่ๆ: เพิ่มประสิทธิภาพให้รายรับจากการชำระเงินด้วยการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากธุรกรรมแต่ละรายการ สร้างรายได้จากความสามารถของ Stripe ด้วยการเปิดใช้การชำระเงินที่จุดขาย การเบิกจ่ายทันที การเรียกเก็บภาษีการขาย การจัดหาเงินทุน บัตรชำระค่าใช้จ่าย และอื่นๆ อีกมากมายบนแพลตฟอร์มของคุณ

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Stripe Connect หรือเริ่มใช้งานเลยวันนี้

Stripe Payments ช่วยอะไรได้บ้าง

Stripe Payments มอบโซลูชันการชำระเงินระดับโลกแบบครบวงจรที่ช่วยให้ธุรกิจใดๆ ตั้งแต่สตาร์ทอัพที่กำลังเติบโตไปจนถึงองค์กรระดับโลกรับชำระเงินออนไลน์ ที่จุดขาย และทั่วโลกได้

Stripe Payments สามารถช่วยคุณทำสิ่งต่อไปนี้

  • เพิ่มประสิทธิภาพให้ประสบการณ์การชำระเงินของคุณ: สร้างประสบการณ์ที่ราบรื่นให้กับลูกค้าและประหยัดเวลาในการทำงานวิศวกรรมได้หลายพันชั่วโมงด้วย UI การชำระเงินที่สร้างไว้ให้แล้ว, สิทธิ์เข้าถึงวิธีการชำระเงินมากกว่า 125 วิธี และ Link ซึ่งเป็นกระเป๋าเงินที่สร้างโดย Stripe
  • ขยายไปสู่ตลาดใหม่ๆ ได้เร็วขึ้น: เข้าถึงลูกค้าทั่วโลกและลดความซับซ้อนและค่าใช้จ่ายในการจัดการหลายสกุลเงินด้วยตัวเลือกการชำระเงินข้ามพรมแดนที่มีให้บริการใน 195 ประเทศและกว่า 135 สกุลเงิน
  • รวมการชำระเงินที่จุดขายและทางออนไลน์ไว้ด้วยกัน: สร้างประสบการณ์การค้าแบบแพลตฟอร์มรวมในช่องทางออนไลน์และที่จุดขายเพื่อปรับแต่งการโต้ตอบ ตอบแทนความภักดี และเพิ่มรายได้
  • ปรับปรุงประสิทธิภาพการชำระเงิน: เพิ่มรายรับด้วยเครื่องมือการชำระเงินที่กำหนดเองได้และปรับแต่งได้ง่ายๆ ซึ่งรวมถึงระบบป้องกันการฉ้อโกงแบบไม่ต้องเขียนโค้ดและความสามารถขั้นสูงเพื่อเพิ่มอัตราการอนุมัติ
  • เดินหน้าได้เร็วขึ้นด้วยแพลตฟอร์มที่ยืดหยุ่นและเชื่อถือได้เพื่อการเติบโต: สร้างบนแพลตฟอร์มที่ออกแบบมาเพื่อขยับขยายไปพร้อมกับคุณ โดยมีระยะเวลาให้บริการที่แทบจะไม่หยุดทำงานเลย และมีความน่าเชื่อถือระดับแนวหน้าของวงการ

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีที่ Stripe Payments สามารถช่วยให้คุณรับการชำระเงินออนไลน์และที่จุดขายได้ หรือเริ่มใช้งานเลยวันนี้

เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นคําแนะนําทางกฎหมายหรือภาษี Stripe ไม่รับประกันหรือรับประกันความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ความไม่เพียงพอ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในบทความ คุณควรขอคําแนะนําจากทนายความที่มีอํานาจหรือนักบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอํานาจศาลเพื่อรับคําแนะนําที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ

บทความอื่นๆ

  • เกิดข้อผิดพลาดบางอย่าง โปรดลองอีกครั้งหรือติดต่อฝ่ายสนับสนุน

หากพร้อมเริ่มใช้งานแล้ว

สร้างบัญชีและเริ่มรับการชำระเงินโดยไม่ต้องทำสัญญาหรือระบุรายละเอียดเกี่ยวกับธนาคาร หรือติดต่อเราเพื่อสร้างแพ็กเกจที่ออกแบบเองสำหรับธุรกิจของคุณ
Connect

Connect

ใช้งานจริงภายในไม่กี่สัปดาห์แทนที่จะต้องเสียเวลาหลายไตรมาส สร้างธุรกิจการชำระเงินที่สร้างผลกำไร และขยายธุรกิจได้อย่างง่ายดาย

Stripe Docs เกี่ยวกับ Connect

ดูวิธีกำหนดเส้นทางการชำระเงินระหว่างหลายฝ่าย