ช่องทางการขายคืออะไร ภาพรวมเกี่ยวกับข้อควรพิจารณาในการดำเนินงานที่สำคัญและแนวโน้มเชิงกลยุทธ์ในญี่ปุ่น

Terminal
Terminal

สร้างประสบการณ์การค้าแบบแพลตฟอร์มรวมในระบบการรับชำระเงินทั้งในออนไลน์และที่จุดขาย Stripe Terminal จะจัดหาเครื่องมือสำหรับนักพัฒนา, เครื่องอ่านบัตรที่ผ่านการรับรอง, Tap to Pay สำหรับ iPhone และอุปกรณ์ Android ที่เข้ากันได้ รวมถึงการจัดการอุปกรณ์ผ่านคลาวด์ให้แก่แพลตฟอร์มและองค์กร

ดูข้อมูลเพิ่มเติม 
  1. บทแนะนำ
  2. ช่องทางการขายคืออะไร
    1. เหตุใดจึงต้องมีกลยุทธ์เกี่ยวกับช่องทางการขาย
  3. การจำแนกประเภทของช่องทางการขาย
    1. ช่องทางการขายตรง
    2. ช่องทางการขายแบบหลายระดับ
  4. ช่องทางการขายระดับแนวหน้าที่เหมาะกับอีคอมเมิร์ซโดยเฉพาะ 
    1. เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซที่สร้างเองในองค์กร
    2. ศูนย์การค้าอีคอมเมิร์ซ
    3. โซเชียลคอมเมิร์ซ
    4. แอปพลิเคชันบนอุปกรณ์เคลื่อนที่
    5. การไลฟ์ขายสินค้า
    6. ผู้ค้าส่งและตัวแทนจำหน่าย (ผู้จัดจำหน่าย)
  5. ประเด็นและข้อควรพิจารณาที่สำคัญในการดำเนินการเกี่ยวกับช่องทางการขาย
    1. ระวังไม่ให้ช่องทางการขายต่างๆ แย่งยอดขายกันเอง
    2. ทำการวิเคราะห์ STP
    3. พิจารณา 4P อย่างเต็มที่
    4. ระบบเดิมมีปัญหาในการรองรับช่องทางการขายหลายช่องทาง
  6. แนวโน้มเชิงกลยุทธ์เกี่ยวกับช่องทางการขาย
    1. การขยายตัวของอีคอมเมิร์ซ
    2. การนำการค้าแบบแพลตฟอร์มรวมมาใช้
    3. การใช้โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางการขาย
  7. Stripe ช่วยอะไรได้บ้าง

ท่ามกลางการเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาดอีคอมเมิร์ซ พฤติกรรมการซื้อของลูกค้าก็มีความหลากหลายมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงเวลาเช่นนี้ ช่องทางการขาย (ซึ่งเป็นจุดที่บริษัทและลูกค้ามาติดต่อกัน) จึงเป็นส่วนสำคัญในการดึงดูดลูกค้าให้มากขึ้นและเพิ่มโอกาสในการขาย หากธุรกิจของคุณมีช่องทางการขายน้อยเกินไป ก็มีความเสี่ยงที่จะพลาดโอกาสในการขายและเสียกำไรที่ควรจะได้รับไป

ในบทความนี้ เราจะอธิบายข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับช่องทางการขายต่างๆ โดยแนะนำช่องทางการขายบางประเภท และอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับข้อควรพิจารณาที่สำคัญในการจัดการหลายๆ ช่องทาง ตลอดจนแนวโน้มเชิงกลยุทธ์ล่าสุด

ประเด็นสำคัญ

  • ในการขยายโอกาสในการขาย คุณจำเป็นต้องมีช่องทางการขายหลายๆ ช่องทาง เพื่อเพิ่มทัชพอยต์กับลูกค้า
  • การผสานร้านค้าออนไลน์เข้ากับหน้าร้านจะช่วยให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ราบรื่น
  • คุณต้องพิจารณาประเด็นสำคัญหลายประการ เพื่อให้แน่ใจว่าช่องทางการขายแต่ละช่องทางจะดำเนินงานได้อย่างราบรื่น
  • ในบรรดาช่องทางการขายมากมายที่มีให้เลือกใช้ กลยุทธ์สำคัญที่กำลังได้รับความสนใจในขณะนี้ ได้แก่ การนำการค้าแบบแพลตฟอร์มรวมมาใช้ ซึ่งถือเป็นการยกระดับการค้าปลีกแบบหลายช่องทาง
  • Stripe Terminal ช่วยให้คุณรวมการชำระเงินที่จุดขายและการชำระเงินออนไลน์เข้าไว้ด้วยกันได้ และทำการค้าแบบแพลตฟอร์มรวมผ่านการจัดการช่องทางการขายหลายๆ ช่องทางแบบครบวงจรได้

ช่องทางการขายคืออะไร

ช่องทางการขายหมายถึงเส้นทาง ทัชพอยต์ และสื่อกลางที่บริษัทส่งมอบคุณค่า (ในรูปของสินค้าและบริการ) ให้กับลูกค้า โดยประเภทหลักๆ มีดังต่อไปนี้

  • หน้าร้าน
  • เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ (เช่น เว็บไซต์ที่เป็นของบริษัทเอง ศูนย์การค้าอีคอมเมิร์ซ แอป)
  • โซเชียลมีเดีย (หรือที่ในญี่ปุ่นเรียกว่าบริการเครือข่ายสังคม หรือ SNS)
  • จดหมายข่าวทางอีเมล
  • ข้อความส่วนตัวและไปรษณีย์ (สิ่งพิมพ์และอิเล็กทรอนิกส์)
  • แค็ตตาล็อก นิตยสาร และหนังสือพิมพ์
  • โฆษณาทางโทรทัศน์
  • โฆษณาสิ่งพิมพ์

ในตลาดค้าปลีกปัจจุบัน หากทำแค่แสดงสินค้า ก็ย่อมไม่เพียงพอที่จะทำให้ยอดขายเติบโตขึ้น และหากต้องการให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ คุณก็จะต้องมีกลยุทธ์เกี่ยวกับช่องทางการขายที่ระบุกลุ่มเป้าหมายและส่งมอบคุณค่าของบริษัทให้แก่กลุ่มเป้าหมายดังกล่าวได้อย่างน่าเชื่อถือผ่านช่องทางต่างๆ ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

เหตุใดจึงต้องมีกลยุทธ์เกี่ยวกับช่องทางการขาย

ความจำเป็นที่ต้องมีกลยุทธ์เกี่ยวกับช่องทางการขายก็เป็นเพราะว่าลำดับพฤติกรรมของลูกค้า (การค้นหา การเปรียบเทียบ และการซื้อ) นั้นมีความซับซ้อนและหลากหลายมากขึ้น

ในปัจจุบันนี้ ไม่แปลกเลยที่ลูกค้าจะมีพฤติกรรมการซื้อที่ครอบคลุมหลายทัชพอยต์ เช่น การเข้าไปดูสินค้าด้วยตนเองที่หน้าร้านก่อนจะไปซื้อทางออนไลน์ หรือการอ่านรีวิวบนโซเชียลมีเดียก่อนจะเข้ามาซื้อสินค้าที่หน้าร้าน

หากธุรกิจไม่ปรับตัวให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้และจำกัดตัวเองอยู่แค่ช่องทางการขายเดียว ก็มีความเสี่ยงที่จะพลาดโอกาสเสนอสินค้าในช่วงที่ลูกค้ากำลังต้องการซื้อพอดี ซึ่งอาจส่งผลให้ลูกค้าเปลี่ยนไปใช้บริการจากคู่แข่งแทนได้เลย

ในทางกลับกัน การนำกลยุทธ์ที่เหมาะสมมาใช้กับช่องทางการขายที่หลากหลายจะช่วยให้ธุรกิจของคุณนำเสนอสินค้าได้ในเวลาที่เหมาะสม รวมถึงผ่านช่องทางและสื่อกลางที่เหมาะสมที่สุดได้ ซึ่งอาจทำให้เกิดประโยชน์ดังต่อไปนี้

  • ยอดขายเพิ่มขึ้นจากการเพิ่มโอกาสในการขายอย่างเต็มที่: การมีช่องทางการขายหลายช่องทางก็จะช่วยเพิ่มโอกาสในการขาย ซึ่งอาจส่งผลให้มีรายรับสูงขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยเปิดโอกาสดึงดูดให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำได้มากขึ้นอีกด้วย
  • ความสะดวกสบายและความพึงพอใจของลูกค้าที่ดีขึ้น: การมอบประสบการณ์ช้อปปิ้งที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันในทุกช่องทางการขายจะช่วยยกระดับคุณภาพการบริการโดยรวมและทำให้ลูกค้าพึงพอใจมากขึ้น

ตัวอย่างเช่น การแชร์ข้อมูลสินค้าคงคลังระหว่างเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซกับหน้าร้านเพื่อช่วยส่งเสริมข้อเสนอของแต่ละช่องทาง และการให้บริการลูกค้าที่ไม่ได้แบ่งแยกระหว่างช่องทางออนไลน์กับออฟไลน์ จะช่วยให้คุณยกระดับความพึงพอใจของลูกค้าได้ ซึ่งอาจทำให้มียอดขายเพิ่มขึ้นและมีลูกค้ากลับมาซื้อหรือใช้บริการซ้ำในท้ายที่สุด

ด้วยวิธีนี้ กลยุทธ์เกี่ยวกับช่องทางการขายที่ดีจึงมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างเส้นทางของลูกค้าที่ราบรื่น ซึ่งช่วยให้ลูกค้าเปลี่ยนไปมาระหว่างช่องทางการขายต่างๆ ได้อย่างสะดวกสบายโดยผสานร้านค้าออนไลน์เข้ากับหน้าร้าน

การจำแนกประเภทของช่องทางการขาย

เมื่อพัฒนากลยุทธ์เกี่ยวกับช่องทางการขาย คุณจำเป็นต้องคำนึงถึงโครงสร้างการจัดจำหน่ายโดยรวมด้วย ช่องทางการขายจะแบ่งประเภทกว้างๆ ได้เป็น "ช่องทางการขายตรง" และ "ช่องทางการขายแบบหลายระดับ" โดยอิงตาม "ความยาวนาน" ของช่องทางนั้นๆ โดยในบริบทนี้ คำว่า "ความยาวนาน" หมายถึงจำนวนตัวกลาง (เช่น ผู้ค้าปลีกและผู้ค้าส่ง) ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในขั้นตอนนั้นๆ ก่อนที่สินค้าจะไปถึงมือลูกค้า

ช่องทางการขายตรง

เมื่อใช้โมเดลช่องทางการขายตรง ผู้ผลิตจะขายสินค้าให้กับลูกค้าได้โดยตรงผ่านเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซของตนเองหรือช่องทางภายในองค์กรที่คล้ายๆ กัน โดยบางครั้งเราก็เรียกวิธีนี้ว่า "ช่องทางแบบไม่แบ่งระดับ"

เมื่อจัดการยอดขายภายในองค์กร ช่องทางการขายตรงจึงมีข้อได้เปรียบในการเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตสามารถกำหนดและรักษาภาพลักษณ์ของแบรนด์ได้ ตลอดจนตอบสนองต่อข้อเสนอแนะจากลูกค้าได้โดยตรง

แต่ช่องทางการขายตรงก็มีข้อเสียเช่นกัน ได้แก่ การที่ต้องคอยควบคุมการดำเนินงานทุกแง่มุมเป็นการภายใน ตลอดจนความยากลำบากในการจัดจำหน่ายสินค้าให้ได้เป็นวงกว้าง

ช่องทางการขายแบบหลายระดับ

เมื่อใช้โมเดลช่องทางการขายแบบหลายระดับ สินค้าจะส่งจากผู้ผลิตไปยังผู้ค้าปลีกหรือผู้ค้าส่ง โดยช่องทางเหล่านี้แบ่งออกเป็นแบบระดับเดียว, 2 ระดับ หรือ 3 ระดับ โดยขึ้นอยู่กับจำนวนตัวกลางที่เข้ามาเกี่ยวข้อง

ช่องทางแบบระดับเดียว คือ ระบบการจัดจำหน่ายที่ผู้ผลิตขายสินค้าให้กับผู้ค้าปลีกโดยตรง

ในระบบแบบ 2 หรือ 3 ระดับ ผู้ค้าส่งจะทำหน้าที่เป็นตัวกลางร่วมกับผู้ค้าปลีก และสินค้าจะได้รับการจัดส่งให้กับผู้ค้าปลีกหลังจากผ่านขั้นตอนเหล่านี้ โปรดทราบว่า ช่องทางแบบ 3 ระดับ (ซึ่งมีผู้ค้าส่งรายย่อย) มีการใช้งานน้อยลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากมีการปรับปรุงช่องทางการจัดจำหน่ายให้สะดวกคล่องตัวยิ่งขึ้น

โดยทั่วไปแล้ว แต่ละขั้นตอนที่เพิ่มเข้ามา (เช่น จาก 0 เป็น 1 หรือจาก 1 เป็น 2) จะช่วยให้การจัดจำหน่ายสินค้าในวงกว้างทำได้ง่ายขึ้นมาก แต่เมื่อต้องเสียเงินส่วนต่างให้กับตัวกลาง และค่าใช้จ่ายก็มักจะสูงขึ้นไปตามจำนวนขั้นตอนที่เพิ่มเข้ามา จึงอาจจำเป็นต้องขยับราคาขายเพื่อรักษากำไรเอาไว้

ช่องทางการขายระดับแนวหน้าที่เหมาะกับอีคอมเมิร์ซโดยเฉพาะ 

ต่อไปนี้คือช่องทางการขายหลัก 6 ช่องทางที่ใช้สำหรับอีคอมเมิร์ซได้ หากธุรกิจของคุณมีหน้าร้าน การนำกลยุทธ์แบบออนไลน์ผสานกับออฟไลน์ (Online-Merge-Offline: OMO) มาใช้ก็จะช่วยให้มีการส่งเสริมกันและกันระหว่างช่องทางต่างๆ ซึ่งทำให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ดีขึ้นทั้งทางออนไลน์และที่หน้าร้าน

เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซที่สร้างเองในองค์กร

การสร้างเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซขึ้นมาเองบนโดเมนที่กำหนดเองมีข้อได้เปรียบสำคัญอย่างหนึ่งก็คือการควบคุมภาพลักษณ์ของแบรนด์ได้อย่างสมบูรณ์ ทั้งยังไม่ต้องเสียส่วนต่างให้กับตัวกลางต่างๆ ด้วย ซึ่งทำให้รักษากำไรที่เหมาะสมไว้ได้ง่ายขึ้น จุดแข็งที่สำคัญอีกข้อก็คือการรวบรวมข้อมูลลูกค้าได้โดยตรง และนำไปใช้พัฒนาบริการในอนาคตได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเป็นธุรกิจที่ต้องการสร้างแบรนด์ในระยะยาวและสานสัมพันธ์กับลูกค้าโดยตรง นี่คือช่องทางการขายที่จะขาดไปไม่ได้เลย

ทั้งนี้ เนื่องจากอาจมีข้อกังวลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการหาลูกค้าและการดำเนินงานของเว็บไซต์ คุณจึงต้องจัดการกระแสเงินสดอย่างรอบคอบ แม้ว่าจะให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าเป็นอันดับแรก แต่การวางกรอบการทำงานร่วมกันระหว่างทีมการตลาดและทีมวิศวกรรมภายในองค์กร รวมถึงกับพาร์ทเนอร์ภายนอกให้มีประสิทธิภาพก็เป็นเรื่องสำคัญ

ศูนย์การค้าอีคอมเมิร์ซ

เมื่อเปิดร้านค้าในศูนย์การค้าอีคอมเมิร์ซ (อีซีมอลล์) ซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง เช่น Rakuten Ichiba หรือ Yahoo! Shopping ข้อได้เปรียบที่สำคัญก็คือคุณจะได้ประโยชน์จากปริมาณการเข้าชมที่แพลตฟอร์มเหล่านี้มีอยู่แล้ว จึงทำให้ดึงดูดลูกค้าและสร้างยอดขายในระยะเวลาสั้นๆ ได้ค่อนข้างง่าย

แต่เนื่องจากการเปิดร้านค้าในอีซีมอลล์จะมีค่าธรรมเนียมการตั้งค่าและค่าคอมมิชชัน ส่วนต่างกำไรจึงต่ำกว่าเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซที่เป็นของบริษัทเอง นอกจากนี้ เนื่องจากอีซีมอลล์มีรูปแบบมาตรฐานกำหนดไว้ให้คุณต้องทำตาม จึงมีข้อจำกัดในเรื่องการแสดงอัตลักษณ์ของแบรนด์ที่ไม่เหมือนใคร

โปรดทราบว่า ค่าธรรมเนียม ข้อกำหนดในการลงรายการสินค้า และระเบียบข้อบังคับต่างๆ จะแตกต่างกันไปในอีซีมอลล์แต่ละแห่ง อย่าลืมตรวจสอบรายละเอียดเหล่านี้ล่วงหน้า

โซเชียลคอมเมิร์ซ

โซเชียลมีเดียคอมเมิร์ซ (ซึ่งเป็นการโปรโมตและขายสินค้าและบริการผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เช่น Instagram หรือ TikTok) ก็เป็นช่องทางการขายที่สำคัญเช่นกัน ความสนใจที่เกิดจากการโปรโมตผ่านโซเชียลมีเดียอาจช่วยเพิ่มยอดขายได้ ไม่เพียงแค่ช่องทางออนไลน์ แต่ยังรวมถึงที่หน้าร้านด้วย

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ เริ่มมีฟีเจอร์ช้อปปิ้งเพิ่มเข้ามาแล้ว เมื่อใช้โซเชียลคอมเมิร์ซ ธุรกิจไม่เพียงแต่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้คนจำนวนมากที่ใช้โซเชียลมีเดียเป็นประจำทุกวันเท่านั้น แต่ยังชวนให้ผู้คนเหล่านั้นทำการซื้อได้โดยไม่เป็นการยัดเยียดอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม สินค้าและบริการอาจต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะเป็นที่รู้จักบนโซเชียลมีเดีย หากจะใช้โซเชียลคอมเมิร์ซให้ประสบความสำเร็จ ก็จะต้องโพสต์และไลฟ์สดอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ยังต้องอาศัยความเชี่ยวชาญในการดำเนินงานเพื่อผลิตคอนเทนต์ที่ดึงดูดและรักษาความสนใจของผู้ที่มีโอกาสเป็นลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง

แอปพลิเคชันบนอุปกรณ์เคลื่อนที่

การใช้แอปพลิเคชันบนอุปกรณ์เคลื่อนที่เป็นช่องทางการขายจะช่วยให้ลูกค้าสามารถค้นหา เลือกชม และซื้อสินค้าได้โดยทำทุกขั้นตอนในแอปทางการของบริษัท แอปพลิเคชันบนอุปกรณ์เคลื่อนที่จะช่วยให้ลูกค้าช้อปปิ้งได้โดยแตะเพียงไม่กี่ครั้ง ทุกที่ทุกเวลา เนื่องจากลูกค้าที่ต้องการความสะดวกสบายจะชื่นชอบช่องทางนี้เป็นพิเศษ ช่องทางนี้จึงเป็นวิธีที่ช่วยเพิ่มอัตราการรักษาลูกค้าและเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของลูกค้าได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาและบำรุงรักษาแอปย่อมมีค่าใช้จ่าย เช่น ค่าใช้จ่ายสำหรับทรัพยากรทางเทคนิค นอกจากนี้ หากต้องการให้มีการอัปเดตและการบำรุงรักษาระบบเป็นประจำ คุณก็จำเป็นต้องมีกรอบการทำงานที่รัดกุมในการจัดการแอปไว้ด้วย

การไลฟ์ขายสินค้า

การไลฟ์ขายสินค้าเป็นช่องทางการขายที่ผสมผสานการไลฟ์สดเข้ากับอีคอมเมิร์ซ โดยเป็นวิธีในการแนะนำและโปรโมตสินค้าและบริการต่างๆ แบบเรียลไทม์ผ่านการไลฟ์สด

ผู้ใช้หลายคนชอบการไลฟ์ขายสินค้าเพราะวิธีนี้ช่วยให้ตนได้พูดคุยกับบุคคลหน้าไลฟ์สดแบบเรียลไทม์ เช่น การโพสต์คำถามในช่องแสดงความคิดเห็นขณะรับชม รวมไปถึงความสะดวกในการซื้อสินค้าได้โดยตรงภายในไลฟ์สด

เนื่องจากการไลฟ์ขายสินค้าอาจสร้างความบันเทิงให้กับผู้ชมได้เป็นอย่างดี จึงเป็นช่องทางการขายที่มีประสิทธิภาพในการสานสัมพันธ์กับลูกค้าที่มองหาการดูแลใส่ใจเป็นรายบุคคลและความสะดวกสบายแบบเดียวกับการพูดคุยแบบตัวต่อตัว อย่างไรก็ตาม การจัดหาและฝึกอบรมบุคลากรที่เหมาะสมก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะผลลัพธ์ส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับความรู้เกี่ยวกับตัวสินค้าและทักษะต่างๆ ของบุคคลหน้าไลฟ์สด เช่น ความพูดคุยได้ลื่นไหล การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และความสามารถในการนำเสนอ

ผู้ค้าส่งและตัวแทนจำหน่าย (ผู้จัดจำหน่าย)

โมเดลการขายรูปแบบนี้จะส่งมอบสินค้าของบริษัทให้แก่ลูกค้าผ่านผู้ค้าส่งหรือตัวแทนจำหน่าย (ผู้จัดจำหน่าย) แม้ว่าช่องทางการขายนี้จะมีในญี่ปุ่นมาก่อนอีคอมเมิร์ซ แต่ธุรกรรมการค้าส่งยังคงคิดเป็นสัดส่วนจำนวนมากของอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซในยุคปัจจุบัน

ธุรกิจจะขายสินค้าในปริมาณมากให้แก่ผู้ค้าส่งและตัวแทนจำหน่าย แทนที่จะขายให้กับลูกค้าโดยตรง และเนื่องจากเป็นการทำธุรกรรมขนาดใหญ่ จึงมีข้อได้เปรียบหลักๆ ได้แก่ การระบายสินค้าคงคลังจำนวนมากได้ในคราวเดียวและการมีพาร์ทเนอร์ผู้จัดจำหน่ายมาช่วยดูแลการขายแทนคุณ โมเดลการขายแบบนี้จึงเหมาะสำหรับภูมิภาคและตลาดต่างๆ ที่ธุรกิจของคุณเข้าไปดำเนินงานเองได้ยาก

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากโมเดลการขายนี้ไม่มีการติดต่อกับลูกค้าปลายทางโดยตรง จึงทำความเข้าใจความต้องการของลูกค้าได้ยาก นอกจากนี้ ส่วนต่างที่ต้องจ่ายให้กับบริษัทตัวกลางอาจทำให้กำไรลดลงด้วย ด้วยเหตุนี้ เราจึงขอแนะนำให้ใช้วิธีนี้ร่วมกับช่องทางการขายอื่นๆ เช่น ด้วยการรวบรวมข้อมูลลูกค้าผ่านช่องทางการขายตรง และขยายการเข้าถึงตลาดผ่านผู้ค้าส่งและตัวแทนจำหน่ายไปพร้อมๆ กัน

ประเด็นและข้อควรพิจารณาที่สำคัญในการดำเนินการเกี่ยวกับช่องทางการขาย

ประเด็นต่อไปนี้มีความสำคัญในการจัดการช่องทางการขายต่างๆ ให้เป็นไปอย่างราบรื่น โดยเฉพาะในกรณีที่มีทั้งหน้าร้านและร้านค้าออนไลน์ คุณจะต้องดำเนินการอย่างมีชั้นเชิงและหาจุดกึ่งกลางระหว่างความต้องการของช่องทางการขายแต่ละแบบให้ดี

ระวังไม่ให้ช่องทางการขายต่างๆ แย่งยอดขายกันเอง

ระวังโอกาสที่จะเกิดการแย่งยอดขายกันเอง (ซึ่งก็คือการที่ช่องทางการขายต่างๆ ตัดยอดขายกันเอง แทนที่จะสร้างรายได้เพิ่มมากขึ้น) ซึ่งอาจส่งผลให้ต้องยุติการให้บริการสำหรับช่องทางที่มีกำไรต่ำกว่า

ตัวอย่างที่พบได้ทั่วไปก็คือการเปลี่ยนหน้าร้านให้เป็นแค่โชว์รูม (ที่เรียกว่าโชว์รูมมิง) ซึ่งสื่อถึงพฤติกรรมของลูกค้าในการเข้ามาดูสินค้าที่หน้าร้าน เช่น การดูขนาด สี และผิวสัมผัส แล้วค่อยไปสั่งซื้อผ่านทางออนไลน์แทนที่จะซื้อเลย ซึ่งหากมองในมุมของลูกค้า การเข้ามาดูรายละเอียดต่างๆ ที่หน้าร้านก่อน แล้วค่อยไปซื้อกับผู้ค้าปลีกออนไลน์ที่ให้ราคาต่ำที่สุดอาจเป็นแนวทางที่มีเหตุผล แต่สำหรับหน้าร้านแล้ว การทำเช่นนี้ย่อมทำให้เกิดค่าใช้จ่ายอย่างเดียว โดยไม่มียอดขายเข้ามา

ในการป้องกันการแย่งยอดขายกันเอง คุณจำเป็นต้องอธิบายและแยกแยะบทบาทและประโยชน์ของแต่ละช่องทางการขายออกจากกัน เช่น การมีสินค้าพร้อมจำหน่ายทันทีและให้บริการลูกค้าแบบพบหน้าได้เป็นข้อดีที่หาได้เฉพาะที่หน้าร้านเท่านั้น ธุรกิจต่างๆ จะต้องพยายามสร้างคุณค่าที่ยั่งยืน โดยไม่เพียงแต่ใช้ประโยชน์จากข้อดีที่มีอยู่เท่านั้น แต่ยังต้องใช้จุดเด่นที่มีเฉพาะที่หน้าร้านเท่านั้นด้วย

ทำการวิเคราะห์ STP

การวิเคราะห์ STP (Segmentation, Targeting และ Positioning) เป็นองค์ประกอบสำคัญในการพัฒนากลยุทธ์การตลาด ผลลัพธ์ที่ได้จากการวิเคราะห์นี้จะช่วยให้ดำเนินกิจกรรมส่งเสริมการขายที่มีประสิทธิภาพในแต่ละช่องทางการขายได้

  • Segmentation (การแบ่งกลุ่ม): แบ่งตลาดทั้งหมดออกเป็นกลุ่มที่แตกต่างกัน (กล่าวคือ เซกเมนต์)
  • Targeting (การกำหนดเป้าหมาย): ระบุลูกค้าที่เป็นเป้าหมายให้แน่ชัดจากเซกเมนต์ต่างๆ เหล่านี้
  • Positioning (การกำหนดตำแหน่ง): ทำให้ธุรกิจของคุณแตกต่างจากคู่แข่ง เพื่อช่วยให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายรับรู้ถึงเอกลักษณ์ของแบรนด์และสินค้าของคุณ ซึ่งจะทำให้ตำแหน่งในตลาดของบริษัทชัดเจนขึ้น

พิจารณา 4P อย่างเต็มที่

นอกจากการวิเคราะห์ STP แล้ว กลยุทธ์เกี่ยวกับช่องทางการขายควรใช้ประโยชน์จาก 4P อย่างมีประสิทธิภาพด้วย ซึ่งได้แก่ Product (สินค้า), Price (ราคา), Place (สถานที่) และ Promotion (การส่งเสริมการขาย)

  • Product (สินค้า): กำหนดสินค้าและบริการที่มีจุดประสงค์เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า เช่น คุณภาพ การออกแบบ ฟีเจอร์ และชื่อแบรนด์ของสินค้าและบริการนั้นๆ

  • Price (ราคา): กำหนดราคาขาย (ไม่ว่าจะเป็นราคาตามรายการหรือราคาส่วนลด) และวางกลยุทธ์การตั้งราคาตามอัตราในตลาดและการวิเคราะห์คู่แข่ง

  • Place (สถานที่): เลือกสถานที่ที่จะขายสินค้า และกำหนดช่องทางที่สินค้าจะเข้าถึงลูกค้าได้ (เช่น หน้าร้าน เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ ผู้จัดจำหน่าย)

  • Promotion (การส่งเสริมการขาย): ตัดสินใจหาวิธีสื่อสารข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการและสร้างการรับรู้ รวมถึงกิจกรรมส่งเสริมการขาย เช่น การลงโฆษณาและการประกาศแคมเปญบนโซเชียลมีเดีย

ระบบเดิมมีปัญหาในการรองรับช่องทางการขายหลายช่องทาง

เมื่อช่องทางการขายมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น การดำเนินงานหลังบ้าน (เช่น การจัดการสินค้าคงคลัง การประมวลผลคำสั่งซื้อ การประมวลผลการชำระเงิน การจัดส่ง และการบริการลูกค้า) ก็ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน ด้วยเหตุนี้ ระบบเดิมๆ จึงมักประสบปัญหาในการดำเนินงานเหล่านี้อย่างราบรื่น คุณจึงควรพิจารณาเปลี่ยนระบบเก่าให้เป็นระบบที่ทันสมัยเมื่อจำเป็น

เมื่อรวมข้อมูลสินค้าคงคลัง ลูกค้า คำสั่งซื้อ และยอดขายไว้ในที่เดียว คุณไม่เพียงแต่ดำเนินการกับข้อสงสัยจากลูกค้า การจัดการสินค้าคงคลัง และแนวคิดริเริ่มด้านการตลาดได้อย่างราบรื่นเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ภาพลักษณ์แบรนด์เป็นไปโดยสอดคล้องกันอีกด้วย

แนวโน้มเชิงกลยุทธ์เกี่ยวกับช่องทางการขาย

แนวโน้มเชิงกลยุทธ์ทางธุรกิจเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย โดยได้แรงหนุนจากความก้าวหน้าทางด้านไอที (IT) และการเข้ามาของบริการใหม่ๆ ด้วยเหตุนี้ การปรับตัวอย่างยืดหยุ่นไปตามยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อให้แน่ใจว่าธุรกิจของคุณจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากในปัจจุบันมีช่องทางการขายให้เลือกมากมาย ต่อไปนี้คือแนวโน้มเชิงกลยุทธ์ 3 ประการที่ทุกธุรกิจควรคำนึงถึง

การขยายตัวของอีคอมเมิร์ซ

ในวงการค้าปลีกยุคใหม่ คงไม่เกินจริงนักหากจะกล่าวว่า การใช้อีคอมเมิร์ซเป็นหนึ่งในช่องทางการขายหลักนั้นเป็นเรื่องสำคัญที่ขาดไม่ได้

ข้อมูลจากกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม (Ministry of Economy, Trade and Industry) ระบุว่า ขนาดของตลาดอีคอมเมิร์ซแบบ B2C ในญี่ปุ่นในปี 2024 อยู่ที่ 26.1 ล้านล้านเยน ซึ่งเพิ่มขึ้น 5.1% จากปีก่อนหน้าที่ 24.8 ล้านล้านเยน นอกจากนี้ ขนาดตลาดอีคอมเมิร์ซแบบ B2B ยังสูงถึง 514.4 ล้านล้านเยน ซึ่งสูงขึ้น 10.6% จากตัวเลขของปีก่อนหน้าที่ 465.2 ล้านล้านเยน

นอกจากนี้ ภาคส่วน B2C และ B2B ยังนำอีคอมเมิร์ซมาใช้กันมากขึ้นด้วย โดยมีอัตราการเจาะตลาดอีคอมเมิร์ซ (อัตราส่วนระหว่างขนาดตลาดอีคอมเมิร์ซต่อมูลค่ารวมของธุรกรรมทางการค้าทั้งหมด) เป็นดังนี้

  • อีคอมเมิร์ซแบบ B2C: 9.8% (เพิ่มขึ้น 0.4 จุดเปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบแบบปีต่อปี)
  • อีคอมเมิร์ซแบบ B2B: 43.1% (เพิ่มขึ้น 3.1 จุดเปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบแบบปีต่อปี)

ข้อมูลนี้แสดงให้เห็นว่าอีคอมเมิร์ซเป็นที่ต้องการมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าผู้คนจะหันไปช้อปปิ้งออนไลน์กันเร็วขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต

การนำการค้าแบบแพลตฟอร์มรวมมาใช้

การค้าแบบแพลตฟอร์มรวมเป็นการยกระดับการค้าปลีกแบบหลายช่องทางขึ้นไปอีกขั้นด้วยการจัดการช่องทางการขายทั้งหมดอย่างครบวงจรแบบเรียลไทม์ภายในแพลตฟอร์มเดียว คำว่า "การค้าแบบแพลตฟอร์มรวม" มีความหมายว่า "การค้าแบบผสานรวม" ในภาษาญี่ปุ่น

อย่างที่เราได้พูดคุยกันไปก่อนหน้านี้ ช่องทางการขายนั้นมีได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นหน้าร้าน เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ หรือแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ซึ่งเดิมที การจัดการข้อมูลลูกค้าและแนวคิดทางการตลาดจะได้รับการดูแลแยกกันสำหรับแต่ละช่องทางเหล่านี้ แต่เมื่อรวบรวมข้อมูลจากทุกช่องทางเข้าด้วยกัน คุณก็จะเข้าใจความต้องการของลูกค้าได้แม่นยำยิ่งขึ้น และสามารถปรับใช้กลยุทธ์การตลาดที่เหมาะสมที่สุดได้ในทุกช่องทาง นอกจากนี้ ลูกค้ายังได้รับประสบการณ์การช้อปปิ้งที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ว่าจะใช้ช่องทางการขายใดก็ตามอีกด้วย

การใช้โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางการขาย

การใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย (ซึ่งเข้าถึงผู้คนได้เป็นจำนวนมากและสามารถโพสต์และดูคอนเทนต์ได้ง่าย) ให้เกิดประโยชน์สูงสุดเป็นองค์ประกอบสำคัญในกลยุทธ์เกี่ยวกับช่องทางการขายใหม่ๆ

โซเชียลมีเดียรองรับการใช้งานได้หลายรูปแบบ เช่น การจ่ายเงินลงโฆษณา การไลฟ์ขายสินค้า และการติดต่อกับผู้ที่มีโอกาสเป็นลูกค้าโดยตรง เมื่อใช้โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางการขาย ก็จะช่วยให้ลูกค้าไม่เพียงแต่ได้รับข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และบริการเท่านั้น แต่ยังนำไปยังแลนดิ้งเพจที่ลิงก์กับโพสต์นั้นๆ ได้อย่างราบรื่นอีกด้วย

Stripe ช่วยอะไรได้บ้าง

Stripe Terminal ช่วยให้ธุรกิจเพิ่มรายรับได้ด้วยระบบชำระเงินแบบครบวงจรที่ครอบคลุมช่องทางชำระเงินที่จุดขายและการชำระเงินออนไลน์ โดยรองรับวิธีการชำระเงินใหม่ๆ มีลอจิสติกส์ฮาร์ดแวร์ที่เรียบง่าย ครอบคลุมทั่วโลก และการผสานการทำงานกับระบบ POS และแพลตฟอร์มการค้าหลายร้อยรายการเพื่อออกแบบสแต็กการชำระเงินที่เหมาะกับคุณ

Stripe ขับเคลื่อนการค้าแบบแพลตฟอร์มรวมให้แบรนด์มากมาย เช่น Hertz, URBN, Lands’ End, Shopify, Lightspeed และ Mindbody

Stripe Terminal ช่วยคุณทำสิ่งต่อไปนี้ได้

  • การค้าแบบแพลตฟอร์มรวม: จัดการการชำระเงินออนไลน์และที่จุดขายบนแพลตฟอร์มทั่วโลกด้วยข้อมูลการชำระเงินที่รวมเป็นหนึ่งเดียว

  • ขยายไปทั่วโลก: ขยายไปยัง 24 ประเทศด้วยการผสานการทำงานเพียงชุดเดียวและวิธีการชำระเงินยอดนิยม

  • ผสานการทำงานในแบบของคุณ: พัฒนาแอป POS ในแบบของคุณเอง หรือเชื่อมต่อกับสแต็กเทคโนโลยีที่มีอยู่โดยใช้การผสานการทำงานกับระบบ POS และแพลตฟอร์มการค้าของบริษัทอื่น

  • ลดความซับซ้อนของโลจิสติกส์ฮาร์ดแวร์: สั่งซื้อ จัดการ และติดตามตรวจสอบเครื่องอ่านบัตรที่รองรับ Stripe ได้อย่างง่ายดายไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Stripe Terminal หรือเริ่มใช้งานเลยวันนี้

เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นคําแนะนําทางกฎหมายหรือภาษี Stripe ไม่รับประกันหรือรับประกันความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ความไม่เพียงพอ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในบทความ คุณควรขอคําแนะนําจากทนายความที่มีอํานาจหรือนักบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอํานาจศาลเพื่อรับคําแนะนําที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ

บทความอื่นๆ

  • เกิดข้อผิดพลาดบางอย่าง โปรดลองอีกครั้งหรือติดต่อฝ่ายสนับสนุน

หากพร้อมเริ่มใช้งานแล้ว

สร้างบัญชีและเริ่มรับการชำระเงินโดยไม่ต้องทำสัญญาหรือระบุรายละเอียดเกี่ยวกับธนาคาร หรือติดต่อเราเพื่อสร้างแพ็กเกจที่ออกแบบเองสำหรับธุรกิจของคุณ
Terminal

Terminal

สร้างประสบการณ์การซื้อสินค้าที่สอดคล้องกันบนทุกช่องทาง ไม่ว่าจะโต้ตอบกับลูกค้าทางออนไลน์หรือที่จุดขาย

Stripe Docs เกี่ยวกับ Terminal

ใช้ Stripe Terminal เพื่อรับชำระเงินที่จุดขายและนำการชำระเงินด้วย Stripe ไปใช้งานกับระบบบันทึกการขายของคุณด้วย