ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พฤติกรรมการซื้อไม่ได้จำกัดอยู่แค่ที่หน้าร้านแล้ว แต่ได้ขยายครอบคลุมถึงร้านค้าออนไลน์ต่างๆ ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย ซึ่งส่งผลวงการช้อปปิ้งในญี่ปุ่นมีความหลากหลายเป็นอย่างมาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้แพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์ เช่น ห้างสรรพสินค้าอีคอมเมิร์ซ ซึ่งกลายเป็นส่วนสำคัญในชีวิตประจำวันของลูกค้ามากยิ่งขึ้น ผู้คนจำนวนมากมองว่า การช้อปปิ้งออนไลน์จากที่บ้านหรือที่ทำงานได้อย่างสะดวกสบายได้กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม แม้การช้อปปิ้งออนไลน์จะเติบโตอย่างรวดเร็วหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ผู้คนจำนวนมากก็ยังให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและมั่นใจจากการได้สัมผัสสินค้าจริงๆ ที่หน้าร้าน รวมถึงประสบการณ์ในการบริการลูกค้าและการชำระเงินแบบตัวต่อตัว ซึ่งเมื่อเห็นเช่นนี้ วิธีหนึ่งที่สำคัญในการยกระดับความพึงพอใจของลูกค้าและเพิ่มยอดขายก็คือ การผสานการทำงานทั้งร้านค้าออนไลน์และหน้าร้านแบบออฟไลน์เข้าด้วยกันอย่างมีประสิทธิภาพในรูปแบบที่ตรงกับความต้องการของลูกค้า
ในบทความนี้ เราจะอธิบายว่าเหตุใดการผสานการทำงานเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซเข้ากับหน้าร้านจึงเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจในญี่ปุ่น เราจะพูดถึงประโยชน์และประเด็นที่ต้องพิจารณา รวมถึงตัวอย่างธุรกิจที่ผสานการทำงานร้านค้าออนไลน์กับหน้าร้านได้ประสบผลสำเร็จ
เนื้อหาหลักในบทความ
- ขนาดของตลาดช้อปปิ้งออนไลน์
- การเปรียบเทียบอัตราการใช้หน้าร้านกับร้านค้าออนไลน์
- ความสำคัญของการผสานการทำงานร้านค้าออนไลน์เข้ากับหน้าร้าน
- ข้อดีของการผสานการทำงานร้านค้าออนไลน์เข้ากับหน้าร้าน
- ประเด็นที่ต้องพิจารณาเมื่อผสานการทำงานร้านค้าออนไลน์เข้ากับหน้าร้าน
- ตัวอย่างธุรกิจที่ผสานการทำงานร้านค้าออนไลน์เข้ากับหน้าร้านได้ประสบผลสำเร็จ
- การส่งเสริมการขายที่ช่วยทลายกำแพงระหว่างออนไลน์กับออฟไลน์
- Stripe Terminal ช่วยอะไรได้บ้าง
ขนาดของตลาดช้อปปิ้งออนไลน์
ข้อมูลจากกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม (Ministry of Economy, Trade, and Industry หรือ METI) ของญี่ปุ่นระบุว่า ขนาดตลาดอีคอมเมิร์ซแบบธุรกิจต่อผู้บริโภค (B2C) ในญี่ปุ่นเมื่อปี 2023 อยู่ที่ 24.84 ล้านล้านเยน (JPY) โดยเพิ่มขึ้น 9.23% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 22.74 ล้านล้านเยน
นอกจากนี้ การเปรียบเทียบขนาดตลาดในปี 2022 กับปี 2023 ของ METI ใน 3 ภาคส่วน ได้แก่ การขายสินค้า บริการ และดิจิทัลแสดงให้เห็นถึงการเติบโตของทั้ง 3 ภาคส่วน แต่ภาคบริการโดดเด่นเป็นพิเศษเนื่องจากมีอัตราการเติบโตที่ 22.27% ซึ่งแสดงว่ามีการขยายตัวอย่างดีเยี่ยม รวมถึงกิจกรรมของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก การสำรวจนี้พบว่า ตลาดบริการด้านการท่องเที่ยวมีมูลค่าสูงถึง 3.19 ล้านล้านเยนในปี 2023 ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่สูงมากจากภาคบริการโดยรวม (7.51 ล้านล้านเยน) โดยคาดว่าตัวเลขนี้ได้อิทธิพลมาจากการผ่อนปรนมาตรการควบคุมโควิด-19 และผู้คนสามารถกลับมาเดินทางท่องเที่ยวได้อย่างอิสระมากขึ้น
|
ภาคส่วน |
รายการสินค้าที่เกี่ยวข้อง |
2022 |
2023 |
เปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลง |
|
การขายสินค้า |
อาหาร เครื่องใช้ในบ้าน หนังสือ เครื่องสำอาง ยา ของใช้ในครัวเรือน เสื้อผ้า รถยนต์ ฯลฯ |
13.99 ล้านล้านเยน |
14.67 ล้านล้านเยน |
4.83% |
|
บริการ |
การท่องเที่ยว อาหารและเครื่องดื่ม การขายตั๋ว การเงิน การดูแลผมและความงาม การส่งอาหาร การดูแลสุขภาพ การศึกษา ฯลฯ |
6.14 ล้านล้านเยน |
7.51 ล้านล้านเยน |
22.27% |
|
ดิจิทัล |
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ การสตรีมเพลง การสตรีมวิดีโอ เกมออนไลน์ ฯลฯ |
2.59 ล้านล้านเยน |
2.65 ล้านล้านเยน |
2.05% |
การเปรียบเทียบอัตราการใช้หน้าร้านกับร้านค้าออนไลน์
เรามาดูข้อมูลจากสถาบันเศรษฐกิจการกระจายสินค้า (Distribution Economics Institute หรือ DEI) แห่งประเทศญี่ปุ่นเกี่ยวกับอัตราการใช้หน้าร้านและร้านค้าอีคอมเมิร์ซกัน การสำรวจเทรนด์ของลูกค้าในปี 2021 จาก DEI ในหัวข้อ "สถานที่ช้อปปิ้งในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา" ได้สำรวจการช้อปปิ้ง 4 หมวดหมู่ ได้แก่ อาหาร ของใช้ที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน เสื้อผ้า และเครื่องใช้ในบ้าน
อาหาร
หมวดหมู่อาหารมีอัตราการใช้หน้าร้านซูเปอร์มาร์เก็ตสูงอย่างท่วมท้นที่ 85.9% ร้านสะดวกซื้อที่มีหน้าร้านจริงตามมาเป็นอันดับที่ 2 รองจากซูเปอร์มาร์เก็ต โดยมีอัตราการใช้อยู่ที่ 50.9% ส่วนเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซชั้นนำ (เช่น Amazon และ Rakuten Ichiba) มีอัตราการใช้เพียง 30.0% เท่านั้น
คนญี่ปุ่นติดนิสัยในการเลือกซื้ออาหารตามซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านสะดวกซื้อใกล้บ้าน ดังนั้น อัตราการซื้ออาหารผ่านหน้าร้านในระดับสูงเช่นนี้ซึ่งสะท้อนให้เห็นในการสำรวจนี้จึงเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล
ของใช้ที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน
ในการซื้อของใช้ที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน ร้านขายยาที่มีหน้าร้านจริงมีอัตราการใช้สูงเป็นอันดับแรกที่ 76.0% เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซอยู่ในอันดับที่ 2 โดยมีอัตราการใช้ที่ต่ำกว่าอย่างมากที่ 33.6% ของใช้ที่จำเป็นในชีวิตประจำวันก็เหมือนกับอาหารตรงที่สามารถหาซื้อได้ทันทีตามร้านขายยาใกล้บ้าน จึงไม่จำเป็นต้องพยายามไปซื้อทางออนไลน์ อัตราที่ต่ำเช่นนี้แสดงให้เห็นว่าผู้คนมักจะหยิบของใช้ที่จำเป็นขณะออกไปซื้อสินค้าต่างๆ
เสื้อผ้า
ในส่วนของเสื้อผ้า เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซมีอัตราการใช้สูงสุดที่ 58.1% ตามมาด้วยร้านขายเครื่องแต่งกายโดยเฉพาะที่มีหน้าร้านจริงที่ 35.1% โดยเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซที่ใช้รวมถึงแบรนด์เสื้อผ้าอย่าง ZOZOTOWN ด้วย
เวลาที่ซื้อเสื้อผ้า ความสะดวกสบายสูงจากเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซที่มีเครื่องแต่งกายหลายแบบให้เลือกจะดึงดูดลูกค้าได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งน่าจะส่งผลต่ออัตราการใช้นี้
เครื่องใช้ในบ้าน
ในส่วนของเครื่องใช้ในบ้าน เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซมาเป็นอันดับแรกโดยมีอัตราการใช้ที่ 58.8% แต่หน้าร้านค้าปลีกที่จำหน่ายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ก็มีอัตราสูงถึง 49.4% เช่นกัน เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซอาจมีเครื่องใช้ในบ้านให้เลือกซื้อหลากหลายเช่นเดียวกับเสื้อผ้า ซึ่งส่งผลให้ได้อัตราการใช้ที่สูง
อัตราการใช้ร้านค้าออนไลน์ที่ดำเนินการโดยผู้ค้าปลีกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อยู่ที่ 16.8% ซึ่งต่ำกว่าหน้าร้านเป็นอย่างมาก ผลที่ได้นี้ก็ดูสมเหตุสมผล เพราะเครื่องใช้ในบ้านอาจมีราคาค่อนข้างแพงไปตามผลิตภัณฑ์ และลูกค้ามักจะชอบซื้อที่หน้าร้าน เพราะลูกค้าจะได้เห็นและหยิบจับสินค้าจริงๆ ด้วยตนเอง รวมถึงดูรายละเอียดต่างๆ ก่อนซื้อ ซึ่งการซื้อทางออนไลน์ไม่สามารถให้ความอุ่นใจเช่นนี้ได้
ความสำคัญของการผสานการทำงานร้านค้าออนไลน์เข้ากับหน้าร้าน
อย่างที่ได้กล่าวไปก่อนหน้านี้ คนญี่ปุ่นมีแนวโน้มอย่างชัดเจนที่จะซื้อสินค้าบางอย่างที่หน้าร้าน เช่น อาหารและของใช้ที่จำเป็น ด้วยเหตุนี้ เจ้าของธุรกิจบางคนก็อาจคิดไปว่าแค่มีหน้าร้านก็คงเพียงพอแล้ว
แต่ไลฟ์สไตล์ก็เปลี่ยนไปตามกาลเวลา ผู้คนหันมาใช้อีคอมเมิร์ซกันมากขึ้นเรื่อยๆ ร้านค้าออนไลน์จะช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงลูกค้าได้หลากหลายขึ้น การใช้การค้าแบบแพลตฟอร์มรวมที่สามารถก้าวข้ามกำแพงระหว่างช่องทางออนไลน์กับออฟไลน์ได้จึงกลายเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ
ร้านค้าออนไลน์และหน้าร้านแบบออฟไลน์มีข้อดีที่แตกต่างกันไปสำหรับลูกค้า ตัวอย่างเช่น เวลาช้อปปิ้งออนไลน์ ลูกค้าก็สามารถเลือกซื้อสินค้าได้ทุกที่ทุกเวลา เพียงแค่ต้องมีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ทั้งยังสามารถซื้อสินค้าที่ไม่มีจำหน่ายหรือหมดสต๊อกในร้านค้าใกล้บ้านได้ด้วย แต่ในทางตรงกันข้าม เวลาซื้อที่หน้าร้าน ลูกค้าก็สามารถหยิบจับและตรวจสอบสินค้าก่อนตัดสินใจซื้อ รวมถึงสามารถซื้อและนำสินค้าที่ต้องการนั้นๆ กลับบ้านได้เลย
ธุรกิจที่มีหน้าร้านอยู่แล้วสามารถใช้ประโยชน์ต่างๆ ของหน้าร้านเหล่านี้ในขณะผสานการทำงานเข้ากับร้านค้าออนไลน์ได้ เราเรียกกลยุทธ์นี้ว่า "ออนไลน์ผสานกับออฟไลน์" (Online-Merge-Offline หรือ OMO) ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจได้รับข้อดีต่างๆ และการทำงานร่วมกันของทั้ง 2 ช่องทาง นอกจากนี้ กลยุทธ์ OMO ยังช่วยให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ดีที่สุดอีกด้วย ไม่ว่าลูกค้าจะเลือกซื้อสินค้าทางออนไลน์หรือที่หน้าร้านก็ตาม
ธุรกิจที่เคยดำเนินงานผ่านหน้าร้านเพียงอย่างเดียวสามารถใช้ 2 ช่องทางร่วมกันได้โดยผสานการทำงานเข้ากับร้านค้าออนไลน์ และธุรกิจจะเห็นได้ว่า การทำเช่นนี้ช่วยให้ตนสามารถโปรโมตสินค้าและบริการของตนไปยังหลายๆ ภูมิภาคและกลุ่มลูกค้าที่เคยเข้าถึงยากได้ และท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ธุรกิจจำนวนมากจึงเริ่มเห็นถึงความสำคัญของการผสานการทำงานช่องทางการขายทั้ง 2 แบบนี้เข้าด้วยกัน
ข้อดีของการผสานการทำงานร้านค้าออนไลน์เข้ากับหน้าร้าน
การผสานการทำงานร้านค้าออนไลน์เข้ากับหน้าร้านจริงช่วยให้ธุรกิจสามารถใช้จุดแข็งเฉพาะตัวของแต่ละช่องทางได้ ซึ่งอาจให้ประโยชน์บางอย่างได้
ข้อดีสำหรับลูกค้า
ลูกค้าสามารถสั่งซื้อทางร้านค้าออนไลน์ แล้วมารับที่หน้าร้านได้
เมื่อสามารถสั่งซื้อทางออนไลน์แล้วค่อยมารับสินค้าที่หน้าร้านได้ลูกค้าก็จะเพลิดเพลินไปกับการช้อปปิ้งได้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกค้ามีลักษณะดังนี้
ต้องการช้อปปิ้งออนไลน์ แต่ก็ยุ่งตลอดและไม่ค่อยอยู่บ้าน จึงไม่สามารถคอยรับสินค้าที่นำส่งได้ จึงทำให้ไม่สะดวกที่จะช้อปปิ้งออนไลน์
รู้สึกว่าค่าจัดส่งแพง ทำให้ไม่ค่อยคุ้มเมื่อมีการนำส่งสินค้าถึงบ้าน
ในส่วนของข้อแรก ในกรณีที่ลูกค้าไม่ค่อยอยู่บ้าน หากลูกค้าสามารถมารับสินค้าที่หน้าร้านใกล้บ้านได้ในเวลาว่างหรือช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ก็จะช่วยให้สะดวกสบายอย่างยิ่ง ทั้งยังช่วยให้ลูกค้าอุ่นใจมากกว่าการจัดส่งไปที่บ้าน ส่วนในข้อที่ 2 นั้น การจัดส่งถึงบ้านมักจะมีค่าจัดส่งอยู่แล้ว แต่หากเลือกรับสินค้าที่หน้าร้านก็จะช่วยลดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไป ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้ารู้สึกว่าคุ้มค่าเพิ่มขึ้นอย่างมาก
ลูกค้าสามารถซื้อทางออนไลน์สำหรับสินค้าที่ปกติไม่มีจำหน่ายที่หน้าร้านได้
สินค้าบางอย่างอาจมีขายเฉพาะทางออนไลน์ โดยไม่มีวางขายที่หน้าร้าน ไม่จะด้วยเหตุผลเรื่องขนาดร้านหรือระดับสต๊อกสินค้า นอกจากนี้ ในส่วนของร้านเสื้อผ้า เราก็มักพบเห็นสินค้าบางสีหรือบางไซส์มีขายเฉพาะในช่องทางออนไลน์
ในกรณีดังกล่าว ลูกค้าที่ซื้อสินค้าจากหน้าร้านเป็นหลักก็อาจจะเลิกซื้อไป แต่หากธุรกิจมีทั้งหน้าร้านและร้านค้าออนไลน์ ลูกค้าก็ยังสามารถซื้อสินค้าที่หาซื้อจากหน้าร้านไม่ได้ผ่านช่องทางออนไลน์ได้อยู่
นอกจากนี้ ในกรณีที่หน้าร้านมีสินค้าที่ตรงขนาดที่ไม่ถูกสี ลูกค้าก็สามารถลองสินค้าที่หน้าร้านก่อนได้ เพื่อดูความพอดีและความสบายในการสวมใส่ แล้วค่อยไปสั่งสีที่ต้องการทางออนไลน์ได้ ซึ่งก็เป็นประโยชน์อีกอย่างหนึ่งของการผสานการทำงานระหว่างร้านค้าออนไลน์กับหน้าร้าน
ลูกค้าสามารถคืนสินค้าที่สั่งซื้อจากร้านค้าออนไลน์ได้ที่หน้าร้าน
หากลูกค้าอยากจะขอคืนสินค้าที่ซื้อมาทางออนไลน์ การเปิดให้คืนสินค้าได้ที่หน้าร้านใกล้บ้านก็จะช่วยให้สะดวกสบายอย่างมาก ลูกค้าที่ลังเลว่าจะช้อปปิ้งออนไลน์ดีไหมเพราะมองว่าเป็นขั้นตอนการคืนสินค้ามีความซับซ้อน ก็จะมีแนวโน้มที่จะสั่งซื้อผ่านร้านค้าออนไลน์เป็นประจำได้หากธุรกิจมีขั้นตอนการคืนสินค้าที่ชัดเจนและมีพนักงานประจำหน้าร้านคอยดูแลให้
ข้อดีสำหรับธุรกิจ
ร้านค้าออนไลน์ช่วยเพิ่มจำนวนการเข้ามาที่หน้าร้านได้
การประกาศแคมเปญส่งเสริมการขายต่างๆ ที่จัดขึ้นที่หน้าร้านของธุรกิจผ่านร้านค้าออนไลน์ และแจกคูปองทางออนไลน์ให้นำไปใช้ที่หน้าร้าน ก็จะช่วยส่งเสริมการบริโภคที่หน้าร้านได้
ลูกค้าจะกลายเป็นลูกค้าประจำมากขึ้นผ่านกิจกรรมทางโซเชียลมีเดียที่หน้าร้าน
พักหลังนี้ เราจะเห็นพนักงานที่หน้าร้านทำหน้าที่ดูแลบัญชีโซเชียลมีเดียและถึงขั้นไลฟ์ขายของกันอยู่บ่อยๆ เมื่อพนักงานประจำหน้าร้านโพสต์บนโซเชียลมีเดียหรือจัดกิจกรรมไลฟ์สดเกี่ยวกับแบรนด์ยอดนิยมและสินค้าแนะนำของบริษัท วิธีนี้จะช่วยเพิ่มความไว้วางใจและความรู้สึกดีๆ จากลูกค้า ความไว้วางใจนี้เองจะช่วยทลายกำแพงระหว่างหน้าร้านกับร้านค้าออนไลน์ และช่วยส่งเสริมช่องทางการขายได้ทั้ง 2 ช่องทาง นอกจากนี้ ลูกค้ากับพนักงานประจำหน้าร้านยังพูดคุยกันได้โดยตรงผ่านโซเชียลมีเดียและไลฟ์ขายของ ซึ่งช่วยให้เกิดลูกค้าประจำเพิ่มมากขึ้นได้ด้วย
ประเด็นที่ต้องพิจารณาเมื่อผสานการทำงานร้านค้าออนไลน์เข้ากับหน้าร้าน
การผสานการทำงานร้านค้าออนไลน์เข้ากับหน้าร้านจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งธุรกิจและลูกค้า แต่ธุรกิจก็มีบางเรื่องที่ต้องพิจารณาก่อนการผสานการทำงานอยู่
การผสานการทำงานระบบต้องมีการดำเนินการอย่างรอบคอบในแต่ละช่วงของขั้นตอน
การผสานการทำงานร้านค้าออนไลน์เข้ากับหน้าร้านจำเป็นต้องมีการพัฒนาขนานใหญ่ เช่น การเชื่อมโยงและผสานการทำงานระบบหลักๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการสินค้าคงคลัง การผลิต การขาย ความสัมพันธ์กับลูกค้า ฯลฯ เมื่อดำเนินการผสานการทำงานนี้ คุณจำเป็นต้องดำเนินการอย่างรอบคอบและราบรื่น เราขอแนะนำให้แบ่งขั้นตอนนี้ออกเป็นช่วงๆ และทยอยปล่อยแต่ละฟังก์ชันออกมาเมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว
นอกจากนี้ คุณควรจำไว้ว่า การผสานการทำงานมีค่าใช้จ่าย และระบบอาจทำงานผิดปกติได้หลังจากเผยแพร่ ให้คำนึงถึงความเสี่ยงเหล่านี้และพิจารณาความคุ้มค่าของการทดสอบล่วงหน้า
หาจุดกึ่งกลางระหว่างร้านค้าออนไลน์กับหน้าร้าน
เมื่อลูกค้าหันไปสนใจเว็บไซต์และแอปพลิเคชันอีคอมเมิร์ซ ก็อาจทำให้ร้านค้าออนไลน์กับหน้าร้านของธุรกิจเกิดการแข่งขันกัน ซึ่งอาจส่งผลให้พนักงานประจำหน้าร้านเสียกำลังใจและขาดแรงจูงใจได้ ทั้งนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าธุรกิจจะประสบความสำเร็จทั้งทางร้านค้าออนไลน์และหน้าร้าน ฝ่ายบริหารที่สำนักงานใหญ่ควรพยายามไม่มุ่งเน้นสร้างยอดขายจากช่องทางใดช่องทางหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่ควรหาจุดกึ่งกลางระหว่างทั้ง 2 ช่องทางให้ดี และในขณะเดียวกันก็ต้องพยายามเพิ่มแรงจูงใจให้กับพนักงานประจำหน้าร้านด้วย
ตัวอย่างเช่น เมื่อทำแคมเปญที่หน้าร้านเพื่อโปรโมตแอปพลิเคชันของธุรกิจ การตั้งค่าตัวบ่งชี้ประสิทธิภาพการทำงานหลัก (KPI) เช่น "การแนะนำร้านค้าออนไลน์และแอป x ครั้ง" อาจช่วยส่งเสริมความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างหน้าร้านกับร้านค้าออนไลน์ได้
การเพิ่มอัตราการใช้ร้านค้าออนไลน์ต้องใช้ความพยายาม
หากหน้าร้านของธุรกิจมีอัตราการใช้สูงมาก เช่น 99% อัตราการใช้ร้านค้าออนไลน์ก็แทบจะเป็น 0% ด้วยเหตุนี้ หน้าร้านและร้านค้าออนไลน์จึงแทบไม่มีความร่วมมือกันเลย การทำเว็บไซต์หรือแอปอีคอมเมิร์ซเพียงอย่างเดียวย่อมไม่เพียงพอที่จะให้ลูกค้าหันมาใช้ร้านค้าออนไลน์กันมากขึ้น เพราะจริงๆ แล้วต้องใช้กลยุทธ์ต่างๆ มากมายเพื่อดึงดูดลูกค้าด้วย
หากต้องการเพิ่มอัตราการใช้ร้านค้าออนไลน์ สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการช่วยให้ลูกค้าที่หน้าร้านรับรู้ความน่าสนใจของการช้อปปิ้งออนไลน์ โดยมีวิธีการดังต่อไปนี้
วิธีเพิ่มอัตราการใช้ร้านค้าออนไลน์โดยเฉพาะ
- เสนอสิทธิพิเศษทางออนไลน์: ขายสินค้าบางรายการและจัดให้มีการลดราคาแบบจำกัดเวลาทางออนไลน์เท่านั้น
- สร้างแอปสำหรับอีคอมเมิร์ซ: พัฒนาแอปเพื่อให้ลูกค้าสามารถซื้อสินค้าทางออนไลน์กับร้านค้าของคุณได้
วิธีผสานการทำงานหน้าร้านเข้ากับร้านค้าออนไลน์
โฆษณาเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซที่หน้าร้าน: ให้พนักงานประจำหน้าร้านคอยโปรโมตร้านค้าออนไลน์ให้กับลูกค้า
ผสานการทำงานข้อมูลของธุรกิจ: ทำให้ข้อมูลสมาชิกระหว่างร้านค้าออนไลน์กับหน้าร้านของคุณสอดคล้องกันอยู่เสมอโดยใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย (เช่น LINE)
ทำการวิเคราะห์ลูกค้า: วิเคราะห์ลูกค้าของคุณ (เช่น ข้อมูลประชากร พฤติกรรมการซื้อ) และความแตกต่างระหว่างหน้าร้านกับร้านค้าออนไลน์ของคุณ
มุ่งเน้นให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่างช่องทาง: ให้พนักงานประจำหน้าร้านได้มีส่วนร่วมกับการขายบนร้านค้าออนไลน์อย่างจริงจัง (เช่น การจัดทำหน้า "Staff Picks" (คัดสรรโดยพนักงาน) ในร้านค้าออนไลน์ของคุณ)
ให้คูปอง: แจกคะแนนและคูปองซึ่งใช้ได้ทั้งทางออนไลน์และที่หน้าร้าน
มีฟังก์ชันการตรวจสอบสินค้าคงคลังแบบเรียลไทม์: แสดงสถานะสินค้าคงคลังของหน้าร้านทุกสาขาบนร้านค้าออนไลน์ของคุณ
เปิดฟังก์ชันการจองและการสั่งซื้อ: เสนอบริการจองและการดำเนินการตามคำสั่งซื้อในร้านค้าสำหรับร้านค้าออนไลน์ของคุณ
เปิดให้มารับสินค้าที่หน้าร้านได้: ให้ลูกค้ามารับสินค้าที่ซื้อทางออนไลน์ที่หน้าร้านได้
ส่งเสริมการคืนและเปลี่ยนสินค้าที่หน้าร้าน: จัดให้มีขั้นตอนการคืนและเปลี่ยนสินค้าที่หน้าร้านสำหรับสินค้าที่ซื้อทางออนไลน์
ตัวอย่างธุรกิจที่ผสานการทำงานร้านค้าออนไลน์เข้ากับหน้าร้านได้ประสบผลสำเร็จ
ในส่วนนี้ เราจะมาดู 2 ตัวอย่างที่ผสานการทำงานร้านค้าออนไลน์เข้ากับหน้าร้านแบบออฟไลน์ได้ประสบผลสำเร็จ
UNIQLO
UNIQLO (แบรนด์ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลให้เป็นแบรนด์ชั้นนำในอุตสาหกรรมเครื่องแต่งกาย) เป็นธุรกิจที่ผสานการทำงานร้านค้าออนไลน์เข้ากับหน้าร้านได้ประสบผลสำเร็จ
ลูกค้าของ UNIQLO สามารถดูสถานะสินค้าคงคลังของสาขาใกล้บ้านได้บนเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ ไปรับสินค้าที่ซื้อทางออนไลน์ได้จากทุกสาขาทั่วญี่ปุ่น และสามารถคืนสินค้าได้ที่หน้าร้าน
นอกจากนี้ ลูกค้าที่สมัครบัญชี UNIQLO จะได้รับคูปองที่ใช้ได้ทั้งทางออนไลน์และที่หน้าร้าน ซึ่งทำให้ลูกค้าประหยัดเงินในการซื้อสินค้าของแบรนด์นี้ได้ไม่ว่าจะเลือกซื้อสินค้าจากช่องทางใดก็ตาม ยิ่งไปกว่านั้น ร้านค้าออนไลน์ของ UNIQLO ยังมีหน้า "Staff Recommendations" (สินค้าที่พนักงานแนะนำ) อีกด้วย หน้านี้จะนำเสนอไอเดียการแต่งตัวจากพนักงานในร้าน ซึ่งเป็นการดึงจุดแข็งของหน้าร้านมาใช้และผนวกเข้ากับประสบการณ์การช้อปปิ้งออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ลูกค้าที่อยากจะดูขนาดของเสื้อผ้าก่อนซื้อก็สามารถเข้ามาลองที่หน้าร้านก่อนได้ แล้วค่อยกลับไปซื้อทางออนไลน์พร้อมกับสินค้าที่มีจำหน่ายเฉพาะทางออนไลน์และสินค้าอื่นๆ ความพยายามของ UNIQLO ในการผสานรวมการช้อปปิ้งออนไลน์กับออฟไลน์เข้าด้วยกันนั้นปรากฏให้เห็นชัดเจนในทุกแง่มุมของประสบการณ์การช้อปปิ้ง
Kohnan
Kohnan เป็นร้านจำหน่ายสินค้าและอุปกรณ์ปรับปรุงบ้านที่มีสินค้าหลากหลายประเภท เช่น ของใช้ที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน อุปกรณ์ทำสวน และสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยง ทางธุรกิจส่งเสริมให้มีการแนะนำลูกค้าข้ามช่องทางระหว่างร้านค้าออนไลน์กับหน้าร้านอย่างจริงจัง
ในส่วนของร้านค้าออนไลน์ของ Kohnan (ซึ่งก็คือ Kohnan e-Shop) การสมัครบัญชีจะช่วยให้ผู้ใช้สามารถดูข้อมูลล่าสุดและเอกสารโฆษณาของสาขาใกล้บ้านได้ นอกจากนี้ ร้านค้าออนไลน์ยังใช้มาตรการและการดำเนินงานต่างๆ เพื่อดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาที่หน้าร้านของบริษัทด้วย เช่น การแจกคูปองแบบใช้ได้ที่หน้าร้านเท่านั้นผ่านแอปพลิเคชัน
นอกจากนี้ หน้าร้านของ Kohnan ยังใช้หน้าจอระบบบันทึกการขาย (POS) และโปสเตอร์ที่โปรโมตการช้อปปิ้งออนไลน์ด้วย เช่น เคล็ดลับในการใช้เว็บไซต์และแอป วิธีนี้ช่วยส่งเสริมความร่วมมือกันระหว่างหน้าร้านกับร้านค้าออนไลน์ของธุรกิจ
นอกจากนี้ Kohnan ก็เหมือนกับ UNIQLO ที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถดูสินค้าคงคลังของสาขาใกล้บ้านได้ นอกจากนี้ยังมีบริการให้ลูกค้ามารับสินค้าที่ซื้อทางออนไลน์จากหน้าร้านได้ด้วย หากลูกค้าซื้อจักรยานจากร้านค้าออนไลน์ของ Kohnan พนักงานที่หน้าร้านก็จะตรวจสอบจักรยานคันนั้นๆ ให้และจัดการกับจักรยานคันเก่าของลูกค้าให้ฟรี
การส่งเสริมการขายที่ช่วยทลายกำแพงระหว่างออนไลน์กับออฟไลน์
ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่าง UNIQLO และ Kohnan ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การผสานการทำงานร้านค้าออนไลน์เข้ากับออฟไลน์ช่วยให้ธุรกิจสามารถใช้จุดแข็งของแต่ละช่องทางให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ การทำเช่นนี้ทำให้บริษัทต่างๆ สามารถขยายโอกาสทางธุรกิจของตนให้มากขึ้นไปอีกได้
ธุรกิจที่ขายสินค้าและบริการสามารถยกระดับความพึงพอใจของลูกค้าและเพิ่มยอดขายได้โดยช่วยให้ลูกค้าแต่ละรายได้รับประสบการณ์การซื้อที่ดียิ่งขึ้น ในส่วนของธุรกิจที่ตอนนี้มีแค่หน้าร้านแต่ต้องการขยายธุรกิจในอนาคต ก็สามารถนำแรงบันดาลใจจากกรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จที่เราได้พูดถึงไปปรับใช้ได้ และลองผสานการทำงานร้านค้าออนไลน์เข้ากับออฟไลน์อย่างจริงจังดู
Stripe Terminal ช่วยอะไรได้บ้าง
Stripe Terminal ช่วยให้ธุรกิจเพิ่มรายรับได้ด้วยระบบชำระเงินแบบครบวงจรที่ครอบคลุมช่องทางชำระเงินที่จุดขายและการชำระเงินออนไลน์ โดยรองรับวิธีการชำระเงินใหม่ๆ มีลอจิสติกส์ฮาร์ดแวร์ที่เรียบง่าย ครอบคลุมทั่วโลก และการผสานการทำงานกับระบบ POS และแพลตฟอร์มการค้าหลายร้อยรายการเพื่อออกแบบสแต็กการชำระเงินที่เหมาะกับคุณ
Stripe ขับเคลื่อนการค้าแบบแพลตฟอร์มรวมให้แบรนด์มากมาย เช่น Hertz, URBN, Lands’ End, Shopify, Lightspeed และ Mindbody
Stripe Terminal ช่วยคุณทำสิ่งต่อไปนี้ได้
- การค้าแบบแพลตฟอร์มรวม: จัดการการชำระเงินออนไลน์และที่จุดขายบนแพลตฟอร์มทั่วโลกด้วยข้อมูลการชำระเงินที่รวมเป็นหนึ่งเดียว
- ขยายไปทั่วโลก: ขยายไปยัง 24 ประเทศด้วยการผสานการทำงานเพียงชุดเดียวและวิธีการชำระเงินยอดนิยม
- ผสานการทำงานในแบบของคุณ: พัฒนาแอป POS ในแบบของคุณเอง หรือเชื่อมต่อกับสแต็กเทคโนโลยีที่มีอยู่โดยใช้การผสานการทำงานกับระบบ POS และแพลตฟอร์มการค้าของบริษัทอื่น
- ลดความซับซ้อนของโลจิสติกส์ฮาร์ดแวร์: สั่งซื้อ จัดการ และติดตามตรวจสอบเครื่องอ่านบัตรที่รองรับ Stripe ได้อย่างง่ายดายไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน
ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Stripe Terminal หรือเริ่มใช้งานเลยวันนี้
เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นคําแนะนําทางกฎหมายหรือภาษี Stripe ไม่รับประกันหรือรับประกันความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ความไม่เพียงพอ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในบทความ คุณควรขอคําแนะนําจากทนายความที่มีอํานาจหรือนักบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอํานาจศาลเพื่อรับคําแนะนําที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ