OMO คืออะไร แนวทางที่สำคัญๆ และเรื่องราวความสำเร็จจากญี่ปุ่น

Terminal
Terminal

สร้างประสบการณ์การค้าแบบแพลตฟอร์มรวมในระบบการรับชำระเงินทั้งในออนไลน์และที่จุดขาย Stripe Terminal จะจัดหาเครื่องมือสำหรับนักพัฒนา, เครื่องอ่านบัตรที่ผ่านการรับรอง, Tap to Pay สำหรับ iPhone และอุปกรณ์ Android ที่เข้ากันได้ รวมถึงการจัดการอุปกรณ์ผ่านคลาวด์ให้แก่แพลตฟอร์มและองค์กร

ดูข้อมูลเพิ่มเติม 
  1. บทแนะนำ
  2. OMO คืออะไร
    1. ข้อแตกต่างจาก O2O
    2. ข้อแตกต่างจากการค้าแบบหลายช่องทาง
    3. ข้อแตกต่างจากการค้าแบบแพลตฟอร์มรวม
  3. ทำไม OMO จึงเป็นที่สนใจ
  4. ข้อดีของ OMO
    1. การได้มาซึ่งข้อมูลลูกค้า
    2. การตลาดแบบ OMO
    3. ประสบการณ์ของแบรนด์
  5. ข้อเสียของ OMO
    1. ค่าใช้จ่ายในการผสานการทำงานของระบบ
    2. การปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความเป็นส่วนตัวที่ซับซ้อนขึ้น
  6. ประเด็นสำคัญในการใช้ OMO ให้ประสบผลสำเร็จ
    1. การจัดการสินค้าคงคลังและการประมวลผลการชำระเงินแบบเรียลไทม์
    2. การฝึกอบรมพนักงานประจำหน้าร้าน
    3. การปกป้องความเป็นส่วนตัวและทำให้ลูกค้าเกิดความไว้วางใจ
  7. ตัวอย่างแนวทางการนำ OMO มาใช้
    1. การใช้แอป
    2. การผสานการทำงานการประมวลผลการชำระเงินกับคะแนนสะสมอย่างเรียบง่าย
    3. การนำสินค้าที่ซื้อทางออนไลน์มาคืนได้ที่หน้าร้าน
  8. ตัวอย่างความสำเร็จจากการใช้ OMO
    1. Adastria
    2. PARCO CUBE
  9. Stripe Terminal ช่วยอะไรได้บ้าง

เมื่อเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซกับหน้าร้านเริ่มมีเส้นแบ่งที่ไม่ชัดเจน ธุรกิจจึงต้องนำกลยุทธ์ OMO มาใช้อย่างขาดไม่ได้ เมื่อผนวกความสะดวกสบายจากร้านค้าออนไลน์เข้ากับลักษณะเฉพาะตัวในการเลือกชมสินค้าที่หน้าร้าน ลูกค้าก็จะช้อปปิ้งได้สะดวกสบายยิ่งขึ้น ส่วนธุรกิจก็สามารถเพิ่มทั้งมูลค่าตลอดอายุการใช้งาน (LTV) และความภักดีต่อแบรนด์จากลูกค้าได้

บทความนี้จะพาไปดูว่า OMO คืออะไร แนวทางนี้แตกต่างจากกลยุทธ์ทางการตลาดที่เกี่ยวข้องอย่างไร ข้อดีและข้อเสีย รวมถึงตัวอย่างบริษัทในญี่ปุ่นบางส่วนที่ประสบความสำเร็จจากการใช้แนวทางนี้

เนื้อหาหลักในบทความ

  • OMO คืออะไร
  • ทำไม OMO จึงเป็นที่สนใจ
  • ข้อดีของ OMO
  • ข้อเสียของ OMO
  • ประเด็นสำคัญในการใช้ OMO ให้ประสบผลสำเร็จ
  • ตัวอย่างแนวทางการนำ OMO มาใช้
  • ตัวอย่างความสำเร็จจากการใช้ OMO
  • Stripe Terminal ช่วยอะไรได้บ้าง

OMO คืออะไร

OMO ย่อมาจาก Online-Merge-Offline (ออนไลน์ผสานกับออฟไลน์) เราอ่านออกเสียงทีละตัวอักษรว่า "โอ เอ็ม โอ" โดยเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่มุ่งออกแบบและมอบประสบการณ์ให้ลูกค้าแบบครบวงจร แทนที่จะบริหารจัดการเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซกับหน้าร้านแยกจากกัน

หากบริษัทนำแนวทางนี้ไปใช้อย่างเหมาะสม ก็จะช่วยให้ลูกค้าสามารถช้อปปิ้งในลักษณะต่อไปนี้ได้

  • ยืนยันสินค้าคงคลังผ่านสมาร์ทโฟนก่อนจะเข้ามาที่หน้าร้าน
  • ดูรีวิวของสินค้าต่างๆ ที่สะดุดตาของคุณจากหน้าร้าน รวมถึงสินค้าแนะนำ
  • ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าที่ซื้อจากหน้าร้านจะปรากฏในแอปโดยอัตโนมัติ ซึ่งช่วยให้สามารถแนะนำสินค้าสำหรับคำสั่งซื้อในอนาคตและออกคูปองเพื่อส่งเสริมให้ใช้จ่ายได้

ในทางปฏิบัติแล้ว OMO มุ่งที่จะทลายกำแพงระหว่างออนไลน์กับออฟไลน์ ซึ่งจะช่วยให้นักช้อปได้รับประสบการณ์โดยรวมที่ดีขึ้นในท้ายที่สุด

ข้อแตกต่างจาก O2O

ผู้คนมักสับสนระหว่าง OMO กับ O2O (Online-to-Offline หรือออนไลน์สู่ออฟไลน์) แต่ทั้ง 2 อย่างนี้มีข้อแตกต่างกันอย่างชัดเจน

O2O มุ่งที่จะดึงดูดผู้ซื้อผ่านทางเว็บไซต์และพยายามให้ลูกค้าเข้ามาที่สาขาหน้าร้าน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด เช่น การให้คูปองทางออนไลน์เพื่อนำมาใช้ที่หน้าร้าน และการโปรโมตข้อมูลของหน้าร้านบนโซเชียลมีเดียเพื่อให้ผู้คนแวะมาที่หน้าร้าน

ข้อแตกต่างจากการค้าแบบหลายช่องทาง

ผู้คนมักเปรียบเทียบ OMO กับการค้าแบบหลายช่องทาง โดยการค้าแบบหลายช่องทางเป็นแนวทางที่เชื่อมโยงช่องทางการขายหลายๆ อย่างเข้าด้วยกัน เช่น เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ หน้าร้าน แอป และโซเชียลมีเดีย เพื่อช่วยให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่สอดคล้องกัน แนวคิดทั้ง 2 นี้อาจดูคล้ายกันเพราะต่างก็เชื่อมโยงหลายๆ ทัชพอยต์เข้าหากัน แต่บางครั้ง การค้าแบบหลายช่องทางก็ไม่ได้มีการผสานการทำงานระบบอย่างครบครัน ซึ่งปัญหานี้เองจะเพิ่มความเสี่ยงที่ประสบการณ์ในช่องทางต่างๆ จะไม่สอดคล้องกัน

ข้อแตกต่างจากการค้าแบบแพลตฟอร์มรวม

การค้าแบบแพลตฟอร์มรวมเป็นแนวคิดที่คล้ายกับ OMO มาก โดยทั้ง 2 แนวทางต่างมุ่งให้บริการแบบเฉพาะตัวแก่นักช้อป เพียงแต่ใช้คนละวิธีกัน

OMO จะให้ความสำคัญกับการเพิ่มความสะดวกสบายโดยเชื่อมโยงประสบการณ์ทางออนไลน์กับออฟไลน์อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าแพลตฟอร์มแบ็กเอนด์จะผสานการทำงานเต็มรูปแบบหรือไม่ก็ตาม

ส่วนการค้าแบบแพลตฟอร์มรวมจะรวมระบบแบ็กเอนด์หลายๆ ระบบเข้าด้วยกันและบริหารจัดการจากส่วนกลาง เช่น สต๊อก คำสั่งซื้อ ข้อมูลลูกค้า และการชำระเงิน เพื่อช่วยให้เกิดประสบการณ์ที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันในทุกช่องทางการซื้อ

OMO จะช่วยให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ลูกค้าที่เหนือระดับแต่เรียบง่ายได้เมื่อการค้าแบบแพลตฟอร์มรวมมีรากฐานที่แข็งแรงจากข้อมูลและระบบต่างๆ ที่ผสานการทำงานเข้าด้วยกันแล้ว พูดอีกอย่างก็คือ เราอาจมองว่าทั้ง 2 แนวทางนี้เชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด โดยเติมเต็มข้อแตกต่างของกันและกัน

ทำไม OMO จึงเป็นที่สนใจ

การช้อปปิ้งทางอินเทอร์เน็ตเป็นที่นิยมขึ้นอย่างมากตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 และการซื้อของบนเว็บไซต์ก็กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ขณะเดียวกัน ฟังก์ชันและประสิทธิภาพที่พัฒนาขึ้นของสมาร์ทโฟนก็ช่วยให้การค้นหาสินค้าและการซื้อของได้ทุกที่ทุกเวลาเป็นเรื่องง่ายน่าเหลือเชื่อ นอกจากนี้ การเปิดให้ชำระเงินแบบไร้เงินสดได้หลากหลายวิธีก็ยิ่งส่งเสริมให้มีการใช้งานอีคอมเมิร์ซมากขึ้นไปอีก

แต่อีกด้านหนึ่ง ผู้คนก็ยังอยากจะเห็นและสัมผัสสินค้าจริงๆ ที่หน้าร้านอยู่ OMO จึงเริ่มเป็นที่สนใจในฐานะแนวทางที่ผสมผสานความสะดวกสบายของช่องทางออนไลน์เข้ากับประสบการณ์ที่ได้จากช่องทางออฟไลน์

ข้อดีของ OMO

เรามาดูข้อดีของ OMO จากมุมมองของบริษัทกัน

การได้มาซึ่งข้อมูลลูกค้า

พฤติกรรมบนช่องทางดิจิทัลและที่จุดขายจะรวมเข้าด้วยกันเป็น ID เดียว ซึ่งช่วยให้คุณเข้าใจประวัติการซื้อและความสนใจของลูกค้าได้ลึกซึ้งขึ้น วิธีนี้ช่วยให้บริษัทสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลนี้เพื่อยกระดับ LTV และเพิ่มจำนวนผู้ที่กลับมาซื้อซ้ำได้

การตลาดแบบ OMO

เมื่อสามารถใช้ข้อมูลชั่วคราวผ่านแอปพลิเคชันและแพลตฟอร์มสมาชิกที่เป็นกรรมสิทธิ์ได้ ก็ช่วยให้ค่าใช้จ่ายในการโฆษณาลดลง ซึ่งทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ประสบการณ์ของแบรนด์

แบรนด์ต่างๆ จะได้รับความไว้วางใจและความพึงพอใจจากลูกค้าเพิ่มขึ้นเมื่อมอบประสบการณ์ของแบรนด์ที่สอดคล้องกันทั้งทางร้านค้าออนไลน์และหน้าร้าน

ข้อเสียของ OMO

แม้ว่าแนวทางนี้จะมีประโยชน์หลายอย่าง แต่คุณก็ต้องตระหนักถึงข้อเสียด้วย ดังนี้

ค่าใช้จ่ายในการผสานการทำงานของระบบ

เมื่อคิดจะใช้ OMO ก็จะต้องมีการผสานการทำงานอย่างครอบคลุม ซึ่งย่อมมีค่าใช้จ่ายตามมาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ คุณจำเป็นต้องเชื่อมต่อระบบบันทึกการขาย (POS), อีคอมเมิร์ซ, การจัดการสินค้าคงคลัง, การประมวลผลการชำระเงิน และแพลตฟอร์มสะสมคะแนน ซึ่งทำให้ต้องมีการลงทุนแรกเริ่มจำนวนมากและการปรับเปลี่ยนการดำเนินงานครั้งใหญ่

การปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความเป็นส่วนตัวที่ซับซ้อนขึ้น

เนื่องจาก OMO รวมข้อมูลทั้งทางออนไลน์กับออฟไลน์ การคุ้มครองข้อมูลส่วนตัวจึงสำคัญมากและต้องใช้ความระมัดระวังสูงสุด หากเกิดข้อผิดพลาดเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัว โอกาสที่จะละเมิดกฎระเบียบต่างๆ ก็จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก

ประเด็นสำคัญในการใช้ OMO ให้ประสบผลสำเร็จ

OMO คงประสบผลสำเร็จไม่ได้เลยหากเป็นแค่การเชื่อมโยงเทคโนโลยีต่างๆ โดยในที่นี้ เราได้สรุปประเด็นสำคัญที่คุณควรคำนึงถึงเพื่อธุรกิจใช้ OMO ได้ประสบผลสำเร็จมาแล้ว ดังนี้

การจัดการสินค้าคงคลังและการประมวลผลการชำระเงินแบบเรียลไทม์

การจัดการสินค้าคงคลังและการประมวลผลการชำระเงินแบบเรียลไทม์ถือเป็นจุดเด่นของ OMO เช่น หากแอปพลิเคชันแสดงสต๊อกสินค้าตามสาขาต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ และเปิดให้ลูกค้าจองสินค้าได้ทันที ธุรกิจก็จะไม่ต้องพบปัญหาจากการที่ลูกค้าเข้ามาที่หน้าร้านแล้วพบว่าไม่มีสินค้าพร้อมจำหน่าย

เมื่อมีการซิงค์คำสั่งซื้อที่หน้าร้านเข้ากับประวัติการซื้อทางเว็บและคะแนนสะสมของลูกค้าได้ในทันที ผู้ค้าปลีกก็จะได้รับข้อมูลที่มีประโยชน์ ซึ่งช่วยในการแนะนำสินค้าให้เหมาะกับลูกค้าแต่ละรายและคูปองสำหรับใช้ในการซื้อครั้งถัดไป

การเห็นจำนวนสินค้าคงคลังแบบเรียลไทม์และการประมวลผลการชำระเงินที่รวดเร็วทันใจช่วยให้ประสบการณ์การช้อปปิ้งเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่ว่าผู้คนจะเลือกซื้อจากช่องทางไหนก็ตาม

การฝึกอบรมพนักงานประจำหน้าร้าน

นอกจากแพลตฟอร์มแล้ว การบริการลูกค้าของพนักงานประจำหน้าร้านก็สำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จของ OMO เช่นกัน การพัฒนาและปรับใช้ระบบที่ช่วยให้พนักงานหน้าร้านเห็นได้ทันทีว่านักช้อปสนใจผลิตภัณฑ์ตัวไหนและเคยซื้ออะไรไปแล้วบ้าง แล้วหน้าร้านก็จะสามารถทำสิ่งต่อไปนี้ได้

  • เมื่อลูกค้าแสดงบัตรสมาชิกตอนเข้ามาที่หน้าร้าน พนักงานก็จะใช้แท็บเล็ตเพื่อดูได้ว่าลูกค้าเพิ่งดูสินค้าไหนทางออนไลน์ไปบ้าง รวมถึงคำสั่งซื้อที่ผ่านๆ มา
  • พนักงานหน้าร้านก็จะใช้ข้อมูลนั้นเพื่อแนะนำสินค้าที่ตรงกับความชอบของลูกค้าโดยเฉพาะได้ โดยการตั้งคำถาม เช่น "สินค้าตัวนี้เป็นอย่างไรบ้างคะ/ครับ"

OMO ส่งผลโดยตรงต่อทั้งระบบของบริษัทและการบริการหน้าร้าน ซึ่งทำให้การฝึกอบรมในสถานที่ปฏิบัติงานเป็นเรื่องสำคัญ

การปกป้องความเป็นส่วนตัวและทำให้ลูกค้าเกิดความไว้วางใจ

บริษัทต่างๆ จำเป็นต้องอธิบายให้ชัดเจนเกี่ยวกับวิธีจัดการข้อมูล ขอความยินยอม และสร้างสภาพแวดล้อมที่มั่นใจได้ว่าความสะดวกสบายจะช่วยคลายทุกข้อกังวลใจ

ตัวอย่างแนวทางการนำ OMO มาใช้

หากต้องการใช้การตลาดประเภทนี้ให้มีประสิทธิภาพ สิ่งที่จำเป็นต้องทำจะไม่ใช่เพียงแค่การเชื่อมโยงยอดขายบนเว็บกับการดำเนินงานทางออฟไลน์เข้าด้วยกันเฉยๆ แต่จะต้องเปลี่ยนระบบดังกล่าวให้เป็นโปรแกรมที่จับต้องได้ ซึ่งลูกค้ารู้สึกว่าใช้งานได้จริงและสะดวกสบาย เรามาดูตัวอย่างกรณีศึกษาเกี่ยวกับการนำ OMO มาใช้กัน

การใช้แอป

OMO จะขาดแอปพลิเคชันไปไม่ได้เลย ฟังก์ชันต่างๆ เช่น การเช็กอินที่ร้านค้าด้วยบัตรสมาชิกหรือรหัส QR การให้คะแนนสำหรับการเข้ามาที่หน้าร้าน และการแจกคูปองสำหรับใช้ที่หน้าร้านเท่านั้น ไม่เพียงแต่ช่วยยกระดับประสบการณ์ที่หน้าร้านเท่านั้น แต่ยังช่วยให้นักช้อปใช้บริการจากคุณต่อไป โดยไม่เปลี่ยนไปใช้บริการจากคู่แข่ง นอกจากนี้ เมื่อใช้แอปในการติดตามประวัติการซื้อและความสนใจของลูกค้า คุณก็จะสามารถให้คำแนะนำที่เหมาะกับลูกค้าแต่ละรายโดยเฉพาะได้อย่างต่อเนื่องอีกด้วย

การผสานการทำงานการประมวลผลการชำระเงินกับคะแนนสะสมอย่างเรียบง่าย

ปัจจัยหลักที่ส่งเสริม OMO ก็คือการประมวลผลการชำระเงินที่เรียบง่ายและหลากหลาย ลูกค้าสามารถชำระเงินได้สะดวกด้วยวิธีการเดียวกัน ไม่ว่าจะซื้อสินค้าที่หน้าร้านหรือช่องทางออนไลน์ และประสบการณ์ก็จะดียิ่งขึ้นไปอีกเมื่อมีการใช้คะแนนสะสมและคูปองโดยอัตโนมัติ

เมื่อการชำระเงินแบบไร้เงินสดเป็นที่แพร่หลาย การเปิดให้นักช้อปชำระเงินได้หลายวิธีตามที่ต้องการจึงเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิต, การชำระเงินด้วยรหัส QR, เงินอิเล็กทรอนิกส์ หรือซื้อตอนนี้ จ่ายทีหลัง (BNPL) และเนื่องจากการจัดการทุกอย่างเองก็ทำได้ยาก การใช้บริการจากบริษัทด้านการประมวลผลการชำระเงินที่รองรับธุรกรรมหลายประเภทได้พร้อมกันจึงเป็นแนวทางที่ใช้ได้ผลจริง วิธีนี้จะช่วยให้ลูกค้าสามารถซื้อสินค้าได้อย่างปลอดภัยด้วยวิธีการที่ตนต้องการ ส่วนธุรกิจก็สามารถมอบประสบการณ์ที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันได้ และลดความยุ่งยากในการผสานการทำงานของระบบและการจัดการไปพร้อมๆ กัน

การนำสินค้าที่ซื้อทางออนไลน์มาคืนได้ที่หน้าร้าน

การเปิดให้นักช้อปนำสินค้าที่ซื้อจากเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซมาคืนได้ที่หน้าร้านถือเป็นโปรแกรม OMO หลักอย่างหนึ่ง เพราะในมุมของลูกค้า วิธีนี้จะช่วยให้ลูกค้าไม่ต้องแพ็กและจัดส่งสินค้าให้ยุ่งยาก ส่วนธุรกิจเองก็มีโอกาสนำสินค้าที่ลูกค้าคืนมากลับไปขายใหม่และสร้างยอดสั่งซื้อเพิ่มเติมได้ด้วย และการคืนสินค้าได้สะดวกยังช่วยให้เกิดแรงจูงใจในการซื้อสินค้าได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

ตัวอย่างความสำเร็จจากการใช้ OMO

เรามาดูเรื่องราวความสำเร็จของ 2 บริษัทในญี่ปุ่นที่นำแนวทาง OMO ไปใช้กัน

Adastria

Adastria ทำร้านค้าแบบ OMO ได้แก่ "Dot-ST" กับ "and ST" ซึ่งช่วยให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ผสานรวมออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกัน บริษัทนี้ได้นำมาตรการต่างๆ มาใช้เพื่อเพิ่มความสะดวกสบาย เช่น การเปิดให้ลูกค้าสามารถลองสินค้าที่บุ๊กมาร์กไว้ในแอปหรือบนเว็บไซต์ได้ที่หน้าร้าน และมีบริการ Quick Pick ในการรับสินค้าที่สั่งซื้อทางออนไลน์ได้เลยในวันถัดไป Adastria กำลังเดินหน้าในเรื่องนี้โดยการยกระดับเส้นทางการซื้อของลูกค้าผ่านการแนะนำเสื้อผ้าที่แสดงบนป้ายดิจิทัล และเชื่อมโยงกับ STAFF BOARD ซึ่งเป็นจุดที่ทีมงานประจำหน้าร้านสามารถโพสต์คอนเทนต์ได้เอง

PARCO CUBE

PARCO CUBE ที่ชิบูย่าผสานการทำงานป้ายดิจิทัลเข้ากับแอปพลิเคชัน ซึ่งเป็นจุดที่แสดงให้เห็นถึงโมเดลธุรกิจแบบ OMO ที่รวมข้อมูลการสั่งซื้อและข้อมูลการเข้ามาที่หน้าร้านเข้าไว้ด้วยกัน เมื่อลูกค้าสแกนรหัส QR ที่แสดงบนป้ายดิจิทัลด้วยสมาร์ทโฟน ระบบก็จะโอนข้อมูลสินค้าที่เลือกไว้ไปยังอุปกรณ์ของลูกค้า โดยหลังจากเลือกสินค้าแล้ว ลูกค้าก็สามารถซื้อให้เรียบร้อยบนโทรศัพท์ของตัวเองได้เลย

Stripe Terminal ช่วยอะไรได้บ้าง

Stripe Terminal ช่วยให้ธุรกิจเพิ่มรายรับได้ด้วยระบบชำระเงินแบบครบวงจรที่ครอบคลุมช่องทางชำระเงินที่จุดขายและการชำระเงินออนไลน์ โดยรองรับวิธีการชำระเงินใหม่ๆ มีลอจิสติกส์ฮาร์ดแวร์ที่เรียบง่าย ครอบคลุมทั่วโลก และการผสานการทำงานกับระบบ POS และแพลตฟอร์มการค้าหลายร้อยรายการเพื่อออกแบบสแต็กการชำระเงินที่เหมาะกับคุณ

Stripe ขับเคลื่อนการค้าแบบแพลตฟอร์มรวมให้แบรนด์มากมาย เช่น Hertz, URBN, Lands’ End, Shopify, Lightspeed และ Mindbody

Stripe Terminal ช่วยคุณทำสิ่งต่อไปนี้ได้

  • การค้าแบบแพลตฟอร์มรวม: จัดการการชำระเงินออนไลน์และที่จุดขายบนแพลตฟอร์มทั่วโลกด้วยข้อมูลการชำระเงินที่รวมเป็นหนึ่งเดียว
  • ขยายไปทั่วโลก: ขยายไปยัง 24 ประเทศด้วยการผสานการทำงานเพียงชุดเดียวและวิธีการชำระเงินยอดนิยม
  • ผสานการทำงานในแบบของคุณ: พัฒนาแอป POS ในแบบของคุณเอง หรือเชื่อมต่อกับสแต็กเทคโนโลยีที่มีอยู่โดยใช้การผสานการทำงานกับระบบ POS และแพลตฟอร์มการค้าของบริษัทอื่น
  • ลดความซับซ้อนของโลจิสติกส์ฮาร์ดแวร์: สั่งซื้อ จัดการ และติดตามตรวจสอบเครื่องอ่านบัตรที่รองรับ Stripe ได้อย่างง่ายดายไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Stripe Terminal หรือเริ่มใช้งานเลยวันนี้

เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นคําแนะนําทางกฎหมายหรือภาษี Stripe ไม่รับประกันหรือรับประกันความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ความไม่เพียงพอ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในบทความ คุณควรขอคําแนะนําจากทนายความที่มีอํานาจหรือนักบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอํานาจศาลเพื่อรับคําแนะนําที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ

บทความอื่นๆ

  • เกิดข้อผิดพลาดบางอย่าง โปรดลองอีกครั้งหรือติดต่อฝ่ายสนับสนุน

หากพร้อมเริ่มใช้งานแล้ว

สร้างบัญชีและเริ่มรับการชำระเงินโดยไม่ต้องทำสัญญาหรือระบุรายละเอียดเกี่ยวกับธนาคาร หรือติดต่อเราเพื่อสร้างแพ็กเกจที่ออกแบบเองสำหรับธุรกิจของคุณ
Terminal

Terminal

สร้างประสบการณ์การซื้อสินค้าที่สอดคล้องกันบนทุกช่องทาง ไม่ว่าจะโต้ตอบกับลูกค้าทางออนไลน์หรือที่จุดขาย

Stripe Docs เกี่ยวกับ Terminal

ใช้ Stripe Terminal เพื่อรับชำระเงินที่จุดขายและนำการชำระเงินด้วย Stripe ไปใช้งานกับระบบบันทึกการขายของคุณด้วย