บริษัทต่างๆ ติดตามชุดตัวชี้วัดผลการดำเนินงานตามมาตรฐานอุตสาหกรรมหรือข้อมูลสําคัญ สําหรับการด้านต่างๆ เฉพาะของธุรกิจแต่ละแห่ง ตัวชี้วัดหนึ่งอาจแสดงให้เห็นถึงสถานะของธุรกิจในอุตสาหกรรมหนึ่ง และอาจไม่เกี่ยวข้องกันเลยกับในอีกธุรกิจหนึ่ง แต่ในภาคส่วนและขั้นตอนธุรกิจส่วนใหญ่ มูลค่าตลอดอายุการใช้งานของลูกค้า (LTV) ถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่บ่งชี้ว่าธุรกิจนั้นประสบความสำเร็จในด้านลูกค้าหรือไม่ และมีช่องว่างให้ปรับปรุงในส่วนใด
LTV ในโลกของ SaaS นั้นแสดงถึงทั้งสถานะการเพิ่มประสิทธิภาพรายได้ในปัจจุบันและความสําเร็จในระยะยาวของธุรกิจที่อาจเกิดขึ้น ไม่ว่าคุณจะอยู่บริษัทสตาร์ทอัพขนาดเล็กหรือบริษัทที่ก่อตั้งมานาน การทําความเข้าใจและเพิ่มความสามารถของ LTV จะสร้างฐานลูกค้าที่ยั่งยืนและสร้างผลกําไรได้ อีกทั้งยังช่วยแสดงข้อมูลเชิงลึกที่มีคุณค่าและกลยุทธ์ที่นําไปปฏิบัติได้จริงเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจ
ต่อไปนี้คือสิ่งที่ธุรกิจ SaaS ต้องรู้เกี่ยวกับวิธีคํานวณและเพิ่ม LTV ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้กันมากที่สุดในการคํานวณ LTV และกลยุทธ์ในการปรับปรุงการรักษาลูกค้า การขายต่อยอด และการให้บริการลูกค้าใหม่
บทความนี้ให้ข้อมูลอะไรบ้าง
- มูลค่าตลอดอายุการใช้งานของลูกค้าคืออะไร
- วิธีคํานวณมูลค่าตลอดอายุการใช้งานของลูกค้า
- วิธีวัดมูลค่าตลอดอายุการใช้งานของลูกค้า
- ทําไมมูลค่าตลอดอายุการใช้งานของลูกค้าจึงสําคัญต่อธุรกิจ
- วิธีเพิ่มมูลค่าตลอดอายุการใช้งานของลูกค้า
มูลค่าตลอดอายุอายุการใช้งานของลูกค้าคืออะไร
มูลค่าตลอดอายุการใช้งานของลูกค้า (ปกติแล้วจะแสดงเป็น LTV, CLV หรือ CLTV) เป็นตัวชี้วัดที่ช่วยคาดการณ์ว่าลูกค้าจะสร้างกําไรสุทธิได้มากเพียงใดตลอดช่วงระยะเวลาทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ มูลค่านี้จะประเมินมูลค่าที่เป็นไปได้ของลูกค้าที่มีต่อธุรกิจ และแจ้งให้ธุรกิจทราบถึงการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์โดยการช่วยให้ธุรกิจค้นหาและจัดลําดับความสําคัญให้กับลูกค้าที่มีคุณค่ามากที่สุด พร้อมทั้งจัดสรรทรัพยากรให้สอดคล้องกัน
วิธีคํานวณมูลค่าตลอดอายุการใช้งานของลูกค้า
โดยปกติแล้ว LTV จะคํานวณโดยการคูณมูลค่าที่สร้างขึ้นต่อลูกค้าตามระยะเวลาการใช้งานของลูกค้า สำหรับบางอุตสาหกรรม การวัดอายุอายุการใช้งานของลูกค้าเป็นเดือนอาจสมเหตุสมผลมากกว่า และสำหรับอุตสาหกรรมอื่นๆ การวัดเป็นปีอาจเป็นวิธีการที่เหมาะสมกว่า ตัวอย่างเช่น บริษัทผลิตรถยนต์อาจวัด LTV เป็นปี เนื่องจากลูกค้าเพียงไม่กี่รายที่ซื้อรถมากกว่าหนึ่งคันในแต่ละปี และความพยายามในการรักษาลูกค้าจะเน้นไปที่การกระตุ้นการซื้อซ้ำในระยะเวลาที่ยาวนานหลายปี
มีหลายวิธีในการคํานวณ LTV แต่วิธีง่ายๆ คือ
LTV = (มูลค่าเฉลี่ยของธุรกรรม) x (จํานวนธุรกรรมเฉลี่ย) x (อายุการใช้งานของลูกค้า)
ตัวอย่างเช่น หากลูกค้าใช้จ่ายโดยเฉลี่ย 100 ดอลลาร์ต่อการซื้อและทําการซื้อทุกๆ 6 เดือน โดยระยะเวลาที่คงไว้ที่ 5 ปี LTV จะเป็นดังนี้
LTV = (100 ดอลลาร์) x (การซื้อต่อปี 2 ครั้ง) x (5 ปี) = 1,000 ดอลลาร์
ธุรกิจส่วนใหญ่จะเพิ่มตัวชี้วัดอื่นๆ ลงในสมการที่ง่ายกว่านี้ เช่น ต้นทุนการได้มาซึ่งลูกค้าใหม่ ผลกําไรขั้นต้น และการแนะนำลูกค้า เพื่อให้ได้ภาพรวมของประสิทธิภาพและความสามารถในการทํากําไรที่สมบูรณ์ขึ้น
วัดมูลค่าตลอดอายุการใช้งานของลูกค้าอย่างไร
ธุรกิจควรติดตามตรวจสอบ LTV อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากตัวชี้วัดนี้ได้รับอิทธิพลจากสภาพที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และยังมีวิธีอื่นๆ ในการคำานวณ LTV ด้วย ธุรกิจต่างๆ อาจพิจารณาสูตร LTV หลายๆ สูตรเพื่อให้เข้าใจลึกซึ้งยิ่งขึ้นเกี่ยวกับสถานะทางการเงินในปัจจุบันและอนาคต ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรมและตลาดที่ธุรกิจดำเนินการอยู่
สามารถวัด LTV โดยใช้วิธีการต่อไปนี้
LTV ที่ผ่านมา
วิธีนี้จะใช้ข้อมูลยอดขายที่ผ่านมาในการคํานวณรายรับเฉลี่ยที่ทำได้ต่อลูกค้าในระยะเวลาหนึ่งๆการวิเคราะห์ตามกลุ่มประชากร
วิธีการนี้จะจัดกลุ่มลูกค้าตามรอบระยะเวลาที่ลูกค้าซื้อสินค้าครั้งแรก (เช่น รายเดือนหรือไตรมาส) จากนั้นระบบคํานวณ LTV สําหรับแต่ละกลุ่มประชากรโดยอิงตามรายได้และการรักษาลูกค้าเมื่อเวลาผ่านไป วิธีนี้จะสามารถระบุรูปแบบพฤติกรรมของลูกค้าและเปรียบเทียบ LTV ของลูกค้ากลุ่มต่างๆ ได้ค่า LTV ที่คาดการณ์
วิธีนี้ใช้รูปแบบสถิติเพื่อคาดการณ์ LTV ในอนาคตของลูกค้าโดยพิจารณาจากพฤติกรรมที่ผ่านมาและข้อมูลประชากรในอดีต วิธีนี้สามารถระบุลูกค้าที่มีมูลค่าสูงได้ ทําให้ธุรกิจต่างๆ ทําการตัดสินใจเกี่ยวกับการใช้ทรัพยากรของตนเองให้เกิดประโยชน์สูงสุดLTV ที่อิงตามการรักษาลูกค้า
วิธีนี้อ้างอิงตามจํานวนการซื้อซ้ํา มูลค่าการซื้อเฉลี่ย และอัตราการรักษาลูกค้า สูตรสําหรับวิธีการนี้คือ:
LTV = (รายรับเฉลี่ยต่อธุรกรรม) x (จํานวนธุรกรรมที่ทำซ้ํา) x (อัตราการรักษาลูกค้า)
การวิเคราะห์ RFM
วิธีนี้พิจารณาสามปัจจัย ได้แก่- ความเป็นปัจจุบัน: ซื้อสินค้าครั้งล่าสุดเมื่อใด
- ความถี่: พวกเขาซื้อบ่อยแค่ไหน
- มูลค่าทางการเงิน: พวกเขาใช้จ่ายเป็นจํานวนเท่าใด
- ความเป็นปัจจุบัน: ซื้อสินค้าครั้งล่าสุดเมื่อใด
ธุรกิจสามารถคํานวณ LTV โดยใช้วิธีเหล่านี้ได้ สําหรับลูกค้าทั้งหมดหรือสําหรับกลุ่มประชากรบางกลุ่ม เพื่อให้เข้าใจผลกำไรที่คาดหวังได้ดียิ่งขึ้น ธุรกิจสามารถเปรียบเทียบ LTV กับต้นทุนการจัดหาลูกค้า (CAC) ได้ หนึ่งในตัวบ่งชี้สําคัญของการทํากําไรคือเมื่อ CAC ต่ํากว่า LTV
ทําไมมูลค่าตลอดอายุการใช้งานของลูกค้าจึงสําคัญต่อธุรกิจ
LTV มีความสําคัญต่อธุรกิจ SaaS เพราะช่วยให้ธุรกิจเข้าใจถึงมูลค่าระยะยาวของลูกค้าที่ชําระเงินตามรอบบิลแต่ละราย ตลอดจนต้นทุนในการให้บริการและการรักษาลูกค้าเหล่านั้นด้วย ซึ่งช่วยให้ธุรกิจสามารถตัดสินใจอย่างมีข้อมูลเกี่ยวกับการขาย การตลาด และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ มีเพียงไม่กี่ด้านในการดำเนินธุรกิจ SaaS ที่จะไม่ได้รับอิทธิพลจาก LTV
นอกจากนี้ LTV ยังเป็นตัวชี้วัดหลักในการประเมินสถานะโดยรวมของธุรกิจและกําหนดเป้าหมายเพื่อการเติบโต นอกจากนี้การมีความเข้าใจที่ดีเกี่ยวกับ LTV ก็ช่วยให้ทราบถึงค่าบริการและกลยุทธ์การมีส่วนร่วมของลูกค้าได้ ซึ่งช่วยให้ธุรกิจ SaaS เพิ่มมูลค่าที่ดึงมาจากลูกค้าแต่ละรายได้มากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป LTV มีมุมมองภาพรวมเกี่ยวกับมูลค่าของลูกค้า และช่วยให้ธุรกิจต่างๆ ทําการตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลเพื่อเพิ่มรายได้และความสามารถในการทํากําไร
ตัวอย่างบางด้านที่ LTV อาจส่งผลต่อกลยุทธ์ทางธุรกิจ
จัดลําดับความสําคัญของลูกค้า
LTV ช่วยให้ธุรกิจระบุลูกค้าที่มีคุณค่ามากที่สุดและจัดลําดับความสําคัญให้สอดคล้องกันได้ สิ่งนี้ช่วยให้ธุรกิจสามารถตัดสินใจอย่างรอบรู้ถึงระดับการมุ่งเน้นในการรักษาและขยายกลุ่มลูกค้าที่มีมูลค่าสูงที่สุด เทียบกับการเพิ่มความพยายามในกลุ่มลูกค้าที่ตามหลังกลยุทธ์การตลาดและการขาย
LTV สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับการพัฒนากลยุทธ์การตลาดและการขายได้ ตัวอย่างเช่น ธุรกิจอาจใช้ LTV เพื่อระบุช่องทางที่มีต้นทุนต่ําที่สุดในการหาลูกค้าใหม่ๆ วิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการรักษาไวัซึ่งลูกค้าปัจจุบัน และในกรณีที่ไม่มีประสิทธิภาพในกระบวนการทางการตลาดและการขายการจัดงบประมาณและการคาดการณ์
ธุรกิจต่างๆ สามารถใช้ LTV เพื่อสร้างอิทธิพลต่อการจัดทำงบประมาณและการคาดการณ์ทั่วทั้งธุรกิจ คาดการณ์กระแสรายได้ในอนาคต และตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลเพื่อเลือกสถานที่ที่จะลงทุนทรัพยากรอย่างเหมาะสมที่สุดระบุโอกาสในการขายและการขายต่อยอด
LTV แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการดึงดูดและรักษาไว้ซึ่งลูกค้าของธุรกิจ และยังเผยให้เห็นโอกาสต่างๆ ในการเพิ่มรายได้จากลูกค้าที่มีอยู่ผ่านการขายที่เกี่ยวเนื่องใหม่และการขายต่อยอดอีกด้วยการวางแผนระยะยาว
LTV ช่วยให้ธุรกิจสามารถวางแผนระยะยาวได้ด้วยการประเมินกระแสรายได้ในอนาคตและศักยภาพในการเติบโตของกลุ่มลูกค้าต่างๆ นอกจากนี้ LTV ยังระบุศักยภาพของกลุ่มตลาดที่ยังไม่ได้เข้าถึง
วิธีเพิ่มมูลค่าตลอดอายุการใช้งานของลูกค้า
ธุรกิจสามารถเพิ่ม LTV ได้หลายๆ วิธีดังนี้
มุ่งเน้นการรักษาไว้ซึ่งลูกค้า
LTV เชื่อมโยงกับตัวชี้วัดทางธุรกิจอื่นๆ อีกมากมาย รวมถึงการรักษาไว้ซึ่งลูกค้า การมอบประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมให้กับลูกค้าจะช่วยให้ธุรกิจเพิ่มความพึงพอใจและความภักดีของลูกค้า ทําให้เกิดการทําธุรกรรมซ้ําและระยะเวลาการรักษาลูกค้าที่นานขึ้น ธุรกิจสามารถบรรลุเป้าหมายนี้ด้วยการให้บริการที่รวดเร็วและเป็นมิตรต่อลูกค้า คุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกัน การสื่อสารที่รัดกุม เว็บไซต์ที่ใช้งานง่ายและเหมาะมีประสิทธิภาพในการเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายให้เป็นผู้ใช้แบบชําระเงิน รวมถึงนโยบายการคืนสินค้าที่ให้ความสะดวกสบายแก่ลูกค้าลงทุนในการขายต่อยอดและการขายที่เกี่ยวเนื่องใหม่
อีกหนึ่งวิธีในการเพิ่ม LTV คือการดึงดูดลูกค้าให้ใช้จ่ายมากขึ้น สําหรับธุรกิจส่วนใหญ่ นั่นหมายถึงการขายที่เกี่ยวเนื่องใหม่และการขายต่อยอด ธุรกิจสามารถเพิ่มมูลค่าเฉลี่ยของการขายได้ผ่านการจัดวางสินค้าเชิงกลยุทธ์ที่แสดงในระหว่างขั้นตอนการชำระเงิน การรวมกลุ่มผลิตภัณฑ์ยอดนิยมเข้าด้วยกัน การเสนอผลิตภัณฑ์และบริการเสริมให้กับลูกค้าที่มีอยู่เมื่อพวกเขาซื้อสินค้า หรือการสร้างแรงจูงใจให้ลูกค้าย้ายไปใช้ฟังก์ชันผลิตภัณฑ์ระดับที่สูงขึ้นหรือการเข้าถึงแบบสมัครสมาชิกโมเดลธุรกิจที่มุ่งเน้นการสมัครใช้บริการ
โมเดลที่มุ่งเน้นการสมัครใช้บริการจะช่วยเพิ่มอัตรา LTV โดยสร้างกระแสรายรับตามแบบแผนล่วงหน้า ตัวอย่างเช่น บริษัทที่ขายผลิตภัณฑ์ในกล่องการสมัครใช้บริการรายเดือนจะมี LTV สูงกว่าบริษัทที่ขายผลิตภัณฑ์เพียงครั้งเดียว ในทํานองเดียวกันโมเดลธุรกิจ SaaS จะขึ้นอยู่กับความคิดที่ว่า LTV จะเพิ่มขึ้นเมื่อลูกค้าจ่ายค่าธรรมเนียมตามแบบแผนล่วงหน้าจำนวนเล็กน้อยสําหรับการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์อย่างต่อเนื่อง แทนที่จะจ่ายราคาเดียวที่สูงกว่าเพื่อเป็นเจ้าของโดยสมบูรณ์กระตุ้นความภักดีของลูกค้า
นอกจากจะเน้นผลิตภัณฑ์และบริการหลักๆ แล้ว ธุรกิจต่างๆ ยังมีโอกาสสร้างประสบการณ์แบบองค์รวมที่ช่วยให้ลูกค้ามีส่วนร่วมและรู้สึกตื่นเต้นเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับแบรนด์ของตน การนําโปรแกรมสะสมคะแนนมาใช้ เช่น เครดิตสะสมคะแนน ส่วนลด และรางวัลจูงใจอื่นๆ สามารถกระตุ้นให้ลูกค้าซื้อสินค้าซ้ําและยังคงภักดีต่อแบรนด์ปรับแต่งประสบการณ์ของลูกค้าให้เหมาะกับแต่ละบุคคล
ส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การรักษาลูกค้าไว้ในระดับสูงคือการสร้างประสบการณ์ที่เหมาะกับลูกค้าโดยเฉพาะ โดยใช้ผลิตภัณฑ์และแบรนด์ของคุณโดยรวม การโปรโมตและการสื่อสารเพื่อสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ความเชื่อมโยงระหว่างแบรนด์ที่สูงขึ้น และจุดโต้ตอบกับลูกค้าที่มากขึ้นเพื่อทําธุรกรรมซ้ําได้ปรับปรุงต้นทุนการได้มาซึ่งลูกค้าใหม่
การลดค่าใช้จ่ายในการได้มาซึ่งลูกค้าใหม่จะช่วยให้ธุรกิจสามารถเพิ่มผลกําไรโดยรวมให้แก่ฐานลูกค้าของตัวเอง ทําให้มี LTV สูงขึ้น การเข้าใจว่าช่องทางการได้มาซึ่งลูกค้าใหม่ช่องทางใดดําเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดสามารถบอกให้ธุรกิจทราบได้ว่าควรมุ่งเน้นไปที่ส่วนใดเมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น ในทํานองเดียวกัน อาจเป็นประโยชน์หากทราบว่าช่องทางการได้มาซึ่งลูกค้าใหม่และกลยุทธ์ใดบ้างที่มีประสิทธิภาพต่ำกว่ามาตรฐาน เพราะสามารถแนะนำให้ธุรกิจต่างๆ ปรับใช้การเพิ่มประสิทธิภาพใหม่ๆ หรือเปลี่ยนเส้นทางทรัพยากรไปยังด้านที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าและดําเนินการกับข้อมูลเชิงลึก
การดําเนินงานติดตามตัวชี้วัดที่วางแผนไว้อย่างรอบคอบเป็นสิ่งสําคัญสําหรับการเพิ่มปริมาณ LTV ให้สูงสุด การวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าและตรวจสอบรายงานเป็นประจำช่วยให้ธุรกิจได้รับข้อมูลเชิงลึกอันทรงพลังเกี่ยวกับพฤติกรรมและความชอบของลูกค้า ซึ่งนำไปใช้ในการกำหนดโปรโมชันเฉพาะเป้าหมายและการปรับปรุงประสบการณ์โดยรวมของลูกค้าได้สร้างและลงทุนในโปรแกรมแอมบาสเดอร์ของแบรนด์
ส่งเสริมให้ลูกค้ากลายเป็นตัวแทนของแบรนด์ด้วยการมอบสิ่งจูงใจ รางวัล และการยกย่องสามารถเพิ่มอัตราการแนะนําทั่วไป ซึ่งช่วยให้ธุรกิจได้รับลูกค้าใหม่ๆ ที่มีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าวิธีทางการตลาดแบบเดิมๆ โปรแกรมแอมบาสเซอร์เดอร์ของแบรนด์คุ้มค่ากับสิ่งที่คุณทุ่มเทไป ธุรกิจอาจต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่ หรือเสียเวลาและเงิน เพื่อให้โปรแกรมแอมบาสเดอร์ประสบความสําเร็จ คุณต้องวางแผนอย่างรอบคอบและมีส่วนร่วมอย่างมีประสิทธิภาพกับบริษัทแอมบาสเดอร์กลุ่มนี้มีส่วนร่วมหลังการขาย
ธุรกิจต่างๆ สามารถเพิ่มอัตรา LTV ให้ลูกค้าปัจจุบันได้โดยการมีส่วนร่วมกับลูกค้าผ่านแคมเปญทางอีเมล แบบสํารวจ เนื้อหาที่มีมูลค่าสูง กิจกรรมดิจิทัลและกิจกรรมที่จุดขาย รวมถึงการติดตามผลรูปแบบอื่นๆ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการทำธุรกรรมและการบอกปากต่อปาก กุญแจสําคัญคือการทําให้แบรนด์ของคุณส่งผ่านความรู้สึกดีๆ อยู่เสมอ และที่สําคัญคืออย่าส่งอีเมลเข้ากล่องจดหมายของลูกค้าด้วยโปรโมชันที่ลูกค้าไม่พึงประสงค์
การสร้างและดำเนินกลยุทธ์การเติบโตทางธุรกิจและการเพิ่มศักยภาพในการสร้างรายได้ให้เหมาะสมนั้นต้องอาศัยความเข้าใจที่ชัดเจนที่สามารถนำไปใช้ได้เกี่ยวกับผลการดำเนินงานทางการเงินของธุรกิจ การทําความเข้าใจในเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ยุ่งยากกว่าการดูผลกําไรของบริษัท การพิจารณาว่าตัวชี้วัดใดที่ต้องติดตาม วิเคราะห์ และดําเนินการนั้นต้องใช้ความคิดเชิงกลยุทธ์อย่างมาก ไม่ว่าทีมของคุณจะใช้ตัวชี้วัดใดในการติดตามดูสถานะธุรกิจ LTV ก็น่าจะมีบทบาทที่โดดเด่นกว่าใคร
Customer lifetime value examples
CLV is most effective when it’s treated as an ongoing narrative of a customer’s relationship with your brand, rather than just a historical receipt. Here are some examples:
Customer lifetime value examples for in-person retail
Imagine a loyal customer, Sarah, who visits her local cafe every workday. She visits the coffee shop around 20 times a month, and spends $6 per visit. She’s planning to stay in her current neighborhood for around 5 years.
The CLV calculation for Sarah would be 20 visits x $6 x 60 months = $7,200.
Because Sarah’s long-term value is so high, the coffee shop can justify spending more money to acquire her.
Customer lifetime value examples for SaaS businesses
A project manager, Alex, signs up for productivity software. Alex starts on a $25-per-month plan. As a power user, he plans to stay subscribed for at least four years, and decides to upgrade halfway through year two.
In this case, the calculation for Alex’s LTV would look like this: ($25 x 18 months) + ($100 x 30 months) = $3,450.
Knowing that Alex’s CLV is nearly $3,500 allows the SaaS company to invest heavily in high-touch onboarding and premium customer support, since a successful first month can lead to years of recurring revenue and internal expansion.
Customer lifetime value examples for e-commerce
Consider an online boutique specializing in sustainable footwear. A new customer, Jordan, buys a pair of boots for $200. At first glance, the marketing cost to acquire Jordan might have been $50, leaving a smaller-than-ideal profit margin on that single box of shoes. However, Jordan returns once a year for a new pair of shoes and twice a year for accessories, averaging $50 per visit over a 5-year period.
The CLV calculation would be: $200 (initial) + ($200 x 4 years) + ($50 x 2 visits x 5 years) = $1,500.
When the boutique views Jordan through this lens, that initial $50 acquisition is minimal. Understanding this value encourages the brand to focus on post-purchase marketing, such as loyalty rewards, rather than just hunting for one-time shoppers.
How Stripe can help
Stripe Billing lets you bill and manage customers however you want—from simple recurring billing to usage-based billing and sales-negotiated contracts. Start accepting recurring payments globally in minutes—no code required—or build a custom integration using the API.
Stripe Billing can help you:
Offer flexible pricing: Respond to user demand faster with flexible pricing models, including usage-based, tiered, flat-fee plus overage, and more. Support for coupons, free trials, prorations, and add-ons is built-in.
Expand globally: Increase conversion by offering customers’ preferred payment methods. Stripe supports 125+ local payment methods and 130+ currencies.
Increase revenue and reduce churn: Improve revenue capture and reduce involuntary churn with Smart Retries and recovery workflow automations. Stripe recovery tools helped users recover over $6.5 billion in revenue in 2024.
Boost efficiency: Use Stripe’s modular tax, revenue reporting, and data tools to consolidate multiple revenue systems into one. Easily integrate with third-party software.
Learn more about Stripe Billing, or get started today.
เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นคําแนะนําทางกฎหมายหรือภาษี Stripe ไม่รับประกันหรือรับประกันความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ความไม่เพียงพอ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในบทความ คุณควรขอคําแนะนําจากทนายความที่มีอํานาจหรือนักบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอํานาจศาลเพื่อรับคําแนะนําที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ