กลยุทธ์การตั้งราคาตามช่องทางสำหรับอีคอมเมิร์ซในไทย

Checkout
Checkout

Stripe Checkout เป็นแบบฟอร์มการชำระเงินสำเร็จรูปที่คุณสามารถปรับแต่งให้เหมาะสำหรับเพิ่มยอดขาย นอกจากนี้คุณยังผสานรวม Checkout เข้ากับเว็บไซต์โดยตรงหรือนำลูกค้าไปยังหน้าเว็บที่จัดการโดย Stripe ได้อย่างง่ายดาย รวมถึงยังรับการชำระเงินแบบครั้งเดียวหรือการชำระเงินตามรอบบิลได้อีกด้วย

ดูข้อมูลเพิ่มเติม 
  1. บทแนะนำ
  2. ประเด็นสำคัญ
  3. การกำหนดค่าสินค้า/ค่าบริการตามช่องทางคืออะไร
    1. ช่องทางหลักในระบบอีคอมเมิร์ซของไทยมีอะไรบ้าง
  4. เหตุใดการกำหนดราคาตามช่องทางจึงได้รับความนิยม
    1. โครงสร้างค่าธรรมเนียม
    2. โปรโมชัน
    3. พฤติกรรมลูกค้า
    4. ต้นทุนทางการตลาด
    5. แนวโน้ม
    6. อัลกอริทึมการมองเห็น
  5. คำแนะนำทั่วไปสำหรับการตั้งราคาตามช่องทาง
  6. กลยุทธ์การตั้งราคาตามช่องทางสำหรับอีคอมเมิร์ซในไทย
    1. การตั้งราคาตามเวลาหรือฤดูกาล
    2. การตั้งราคาสำหรับสินค้าที่เป็นกระแส
    3. การตั้งราคาพิเศษสำหรับสมาชิก
    4. การตั้งราคาเฉพาะช่องทาง
    5. การกำหนดราคาแบบพรีเมียม
    6. การตั้งราคาสินค้าใหม่
    7. การตั้งราคาล้างสต็อก
    8. การตั้งราคาตามหลักจิตวิทยา
  7. ความท้าทายของการกำหนดราคาตามช่องทาง
    1. การเปรียบเทียบราคาข้ามช่องทาง
    2. ความขัดแย้งกับพาร์ทเนอร์
    3. ความซับซ้อนในการจัดการโปรโมชัน
    4. การติดตามรายได้จากแต่ละช่องทาง
    5. ความสอดคล้องของภาพลักษณ์แบรนด์
  8. วิธีจัดการการตั้งราคาตามช่องทาง
    1. โซลูชันชำระเงินที่ครบวงจร
    2. หน้าการชำระเงินที่ช่วยเพิ่มคอนเวอร์ชัน
    3. การจัดการการชำระเงินอย่างเป็นระบบ
    4. ความสามารถในการเชื่อมต่อกับระบบจัดการอื่นๆ
    5. การติดตามตรวจสอบการเงินในทุกช่องทางอย่างใกล้ชิด
    6. ระบบวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อปรับปรุงกลยุทธ์การตั้งราคา
  9. Stripe Checkout ช่วยอะไรได้บ้าง

อีคอมเมิร์ซในประเทศไทยได้รับความนิยมมานานกว่าทศวรรษ และยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในตลาดออนไลน์ไม่ได้ตัดสินจากราคาที่ต่ำกว่าหรือการแจกของรางวัลโปรโมชันอีกต่อไป แม้แต่บริษัทใหญ่ๆ บางแห่งก็ยังไม่สามารถรักษาสถานะในตลาดได้

การกำหนดราคาตามช่องทางเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่ทวีความสำคัญมากขึ้นในปัจจุบัน วิธีการนี้เกี่ยวข้องกับการกำหนดราคาตามช่องทางการขาย จับคู่พฤติกรรมลูกค้า และปรับเปลี่ยนตามเทรนด์และแนวปฏิบัติของแต่ละแพลตฟอร์ม แนวทางนี้มีประสิทธิภาพอย่างยิ่งกับลูกค้าชาวไทยที่มีความอ่อนไหวต่อราคา ให้ความสำคัญกับโปรโมชัน และมักจะเปรียบเทียบราคาระหว่างช่องทางต่างๆ ก่อนตัดสินใจซื้อ

ในบทความนี้ เราจะสำรวจการกำหนดราคาตามช่องทางในอีคอมเมิร์ซของไทย รวมถึงเหตุผลที่กลยุทธ์การกำหนดราคามีความสำคัญต่อความสำเร็จของธุรกิจ นอกจากนี้เรายังแสดงตัวอย่างว่าการกำหนดราคาตามช่องทางนำไปประยุกต์ใช้กับบริบทอีคอมเมิร์ซของไทยอย่างไร พร้อมตรวจสอบความท้าทาย สุดท้ายนี้ เราได้ให้แนวทางในการจัดการองค์ประกอบของกลยุทธ์การกำหนดราคาเพื่อให้ได้เปรียบทางการแข่งขัน

ประเด็นสำคัญ

  • การกำหนดราคาตามช่องทางหมายถึงการกำหนดราคาสินค้าที่เหมาะสมในช่องทางการขายต่างๆ โดยคำนึงถึงต้นทุนแพลตฟอร์ม โครงสร้างค่าธรรมเนียม พฤติกรรมลูกค้า และรูปแบบโปรโมชันที่แตกต่างกัน
  • ช่องทางการขายยอดนิยมในระบบอีคอมเมิร์ซของไทยได้แก่ แพลตฟอร์มแบรนด์ มาร์เก็ตเพลส โซเชียลคอมเมิร์ซ แอปเดลิเวอรี และพาร์ทเนอร์ต่างๆ
  • การกำหนดราคาตามช่องทางมีความสำคัญเนื่องจากแพลตฟอร์มต่างๆ มีความแตกต่างกัน รวมถึงโครงสร้างค่าธรรมเนียม โปรโมชัน พฤติกรรมลูกค้า เทรนด์ และต้นทุนทางการตลาด
  • ความท้าทายของการกำหนดราคาตามช่องทาง ได้แก่ การเปรียบเทียบราคา ความขัดแย้งกับพาร์ทเนอร์ การจัดการที่ซับซ้อน การติดตามรายรับ และความสอดคล้องของแบรนด์
  • ธุรกิจสามารถใช้กลยุทธ์การกำหนดราคาที่แตกต่างกันสำหรับแต่ละช่องทางได้ เช่น การกำหนดราคาตามฤดูกาล การกำหนดราคาสำหรับสมาชิก การจัดชุดสินค้า ของแถม การกำหนดราคาเฉพาะช่องทาง และการกำหนดราคาตามหลักจิตวิทยา (เช่น การตั้งราคาลงท้ายด้วยเลขเก้า)

การกำหนดค่าสินค้า/ค่าบริการตามช่องทางคืออะไร

การกำหนดค่าสินค้า/ค่าบริการตามช่องทางหมายถึงการตั้งราคาที่เหมาะสมสำหรับช่องทางการขายแต่ละช่องทาง รวมถึงเว็บไซต์ของแบรนด์ โซเชียลคอมเมิร์ซ มาร์เก็ตเพลส ผู้ค้าปลีก และแอฟฟิลิเอต โดยแต่ละแพลตฟอร์มมีต้นทุน โครงสร้างค่าธรรมเนียม พฤติกรรมของลูกค้า และรูปแบบโปรโมชันที่แตกต่างกัน

หากธุรกิจกำหนดราคาเดียวกันในทุกช่องทางโดยไม่คำนึงถึงต้นทุนที่แท้จริง อาจนำไปสู่การลดลงของอัตรากำไร การตั้งราคาต่ำเกินไป หรือความขัดแย้งด้านราคาระหว่างช่องทางการขาย

ช่องทางหลักในระบบอีคอมเมิร์ซของไทยมีอะไรบ้าง

ตัวอย่างช่องทางการขายที่ได้รับความนิยมในระบบอีคอมเมิร์ซของไทยมีดังนี้

  • แพลตฟอร์มของแบรนด์
    แบรนด์จะขายสินค้าโดยตรงให้กับลูกค้าผ่านช่องทางเหล่านี้โดยไม่ผ่านคนกลาง ซึ่งรวมถึงเว็บไซต์ แอปของแบรนด์ อีเมล และข้อความ แพลตฟอร์มเหล่านี้ช่วยในการควบคุมประสบการณ์ลูกค้า การรวบรวมข้อมูล และการรวมระบบการบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า (CRM)
  • มาร์เก็ตเพลส
    มาร์เก็ตเพลสเป็นช่องทางการขายออนไลน์ที่รวมถึงการจัดการร้านค้า ระบบการชำระเงิน โปรโมชัน และการสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ เหมาะสำหรับการเข้าถึงลูกค้าจำนวนมาก และรวมถึงเว็บไซต์เช่น Kaidee, Lazada และ Shopee
  • โซเชียลคอมเมิร์ซ
    โซเชียลคอมเมิร์ซหรือที่เรียกว่า "การขายผ่านโซเชียลมีเดีย" ใช้คอนเทนต์ การไลฟ์ขายของ การแชท และความคิดเห็นเพื่อปิดการขาย เหมาะสำหรับสินค้าที่ต้องการสร้างความสนใจ การรับรู้แบรนด์ และการปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า และรวมถึงการขายบนแพลตฟอร์มเช่น Facebook, Instagram, TikTok และ LINE Official Account (OA)
  • แอปเดลิเวอรี
    การขายผ่านแอปเดลิเวอรีที่เน้นความเร็วหรือที่เรียกว่า "ควิกคอมเมิร์ซ" เหมาะสำหรับอาหาร เครื่องดื่ม ของใช้ประจำวัน และสิ่งที่ต้องการการจัดส่งที่รวดเร็ว วิธีนี้รวมถึงการขายผ่านแอปเช่น Grab, LINE MAN และ Robinhood
  • พาร์ทเนอร์
    การขายผ่านตัวแทนจำหน่าย แอฟฟิลิเอต อินฟลูเอนเซอร์ คอนเทนต์ครีเอเตอร์ หรือร้านค้าปลีกสามารถช่วยกระจายสินค้าและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกันได้ ผู้ขายหรือผู้ส่งเสริมสินค้าจะได้รับค่าคอมมิชชันหรือการชำระเงินตามยอดขาย

เหตุใดการกำหนดราคาตามช่องทางจึงได้รับความนิยม

ในตลาดอีคอมเมิร์ซของไทย การกำหนดราคาตามช่องทางเป็นกลยุทธ์ที่ได้รับความนิยมเนื่องจากปัจจัยหลักที่แตกต่างกันไปในแต่ละแพลตฟอร์ม

โครงสร้างค่าธรรมเนียม

แต่ละแพลตฟอร์มมีค่าธรรมเนียมที่แตกต่างกัน เช่น ค่าคอมมิชชัน ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน ค่าธรรมเนียมบริการ ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม ค่าจัดส่ง ค่าบริการเพิ่มเติม และภาษี การกำหนดราคาเดียวกันในทุกช่องทางอาจทำให้ได้กำไรต่ำกว่าที่คาดไว้ในบางแพลตฟอร์ม ดังนั้น ธุรกิจจึงควรคำนวณต้นทุนรวมที่เกี่ยวข้องกับแต่ละช่องทางก่อนกำหนดราคา สิ่งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับสินค้าที่มีอัตรากำไรต่ำ เนื่องจากได้รับผลกระทบจากต้นทุนเหล่านี้อย่างมีนัยสำคัญกว่า

โปรโมชัน

โดยทั่วไปแต่ละแพลตฟอร์มจะมีแคมเปญ ส่วนลดอีคอมเมิร์ซ คูปองพิเศษ และข้อเสนอโปรโมชันที่แตกต่างกัน ด้วยเหตุนี้ กลยุทธ์การกำหนดราคาจึงต้องคำนึงถึงส่วนลดและต้นทุนโปรโมชันเหล่านี้ล่วงหน้าเพื่อให้แน่ใจว่าจะทำกำไรได้เมื่อเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ เช่น แฟลชเซลส์ที่มีส่วนลดระยะสั้น กิจกรรมลดราคาวันเลขเบิ้ลของไทย (เช่น ในวันที่ 09/09, 10/10 และ 11/11) ข้อเสนอจัดส่งฟรี และโปรโมชันเฉพาะโซเชียลคอมเมิร์ซ (เช่น ส่วนลดพิเศษระหว่างการไลฟ์สด)

พฤติกรรมลูกค้า

พฤติกรรมการซื้อของลูกค้าแตกต่างกันไปตามแพลตฟอร์ม บางช่องทางเน้นการเปรียบเทียบราคา ในขณะที่บางช่องทางให้ความสำคัญกับรีวิวหรือบริการหลังการขาย การกำหนดราคาให้สอดคล้องกับพฤติกรรมเหล่านี้จะช่วยเพิ่มโอกาสในการซื้อได้

ตัวอย่างเช่น ลูกค้าบนมาร์เก็ตเพลสมักจะเปรียบเทียบราคา รีวิว ค่าจัดส่ง และโปรโมชันก่อนซื้อ ในทางกลับกัน ผู้ใช้ TikTok มักจะสนใจสินค้าหลังจากดูคอนเทนต์ มากกว่าการค้นหาโดยตั้งใจ ในขณะเดียวกัน ลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือของแบรนด์และประสบการณ์แบรนด์โดยรวมมักจะซื้อโดยตรงจากเว็บไซต์ของแบรนด์

ต้นทุนทางการตลาด

บางแพลตฟอร์มต้องใช้งบประมาณทางการตลาดจำนวนมากเพื่อให้แน่ใจว่าสินค้าจะมองเห็นได้ชัดเจน ดังนั้น นอกเหนือจากต้นทุนสินค้าและค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มแล้ว ธุรกิจจะต้องนำค่าใช้จ่ายเหล่านี้มาพิจารณาในกลยุทธ์การกำหนดราคาเพื่อรับประกันว่าจะได้ผลกำไร

ตัวอย่างต้นทุนทางการตลาด ได้แก่ โฆษณา การสร้างคอนเทนต์ ค่าคอมมิชชันสำหรับครีเอเตอร์หรือบริษัทในเครือ การเสนอราคาต่อคลิก (CPC) เพื่อให้ได้ตำแหน่งในผลการค้นหา และแคมเปญโฆษณาบนโซเชียลมีเดียที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มการเข้าชมเว็บไซต์

แนวโน้ม

ธุรกิจสามารถปรับราคาในช่องทางต่างๆ ให้สอดคล้องกับเทรนด์ตลาด ความต้องการของลูกค้า สภาพเศรษฐกิจ และความนิยมของสินค้า ตัวอย่างเช่น ธุรกิจอาจเสนอราคาพิเศษช่วงวันหยุด จัดแคมเปญวันเลขเบิ้ล หรือขึ้นราคาสำหรับสินค้ายอดนิยมเพื่อสะท้อนถึงความต้องการที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังนำการกำหนดราคาของคู่แข่งมาพิจารณาได้ด้วย

นอกจากนี้ เทรนด์ในช่องทางการขายก็มีความสำคัญเช่นกัน การเติบโตของการช้อปปิ้งผ่านไลฟ์สดบน TikTok มีความสำคัญอย่างยิ่ง เมื่อพิจารณาว่า 60% ของผู้ใช้ชาวไทยกว่า 57.5 ล้านคน มองว่ารีวิวบน TikTok เป็นปัจจัยในการตัดสินใจซื้อ

อัลกอริทึมการมองเห็น

อัลกอริทึมของแต่ละแพลตฟอร์มมีอิทธิพลโดยตรงต่อการมองเห็นสินค้าโดยพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ เช่น ราคา ปริมาณการขาย รีวิว อัตราการคลิกผ่าน และมูลค่า การกำหนดราคาที่สูงเกินไปอาจลดอัตราการคลิกผ่านหรือปริมาณการขาย ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อการมองเห็นสินค้าในระยะยาว

ดังนั้น กลยุทธ์การกำหนดราคาจึงต้องสร้างสมดุลระหว่างความสามารถในการทำกำไร ความสามารถในการแข่งขัน และการมองเห็น การตั้งราคาที่สูงกว่าคู่แข่งเล็กน้อยในมาร์เก็ตเพลสอาจทำให้อันดับการค้นหาต่ำลง ซึ่งนำไปสู่การมองเห็นที่ลดลง จำนวนการคลิกน้อยลง และยอดขายต่ำลง

คำแนะนำทั่วไปสำหรับการตั้งราคาตามช่องทาง

ธุรกิจต้องเข้าใจแนวปฏิบัติด้านการตั้งราคาที่พบบ่อยสำหรับแต่ละช่องทางการขาย

แพลตฟอร์ม

แนวทางการตั้งราคาทั่วไป

แพลตฟอร์มแบรนด์

ใช้ราคามาตรฐานหรือราคาพื้นฐานของแบรนด์เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของแบรนด์ พิจารณาเพิ่มสิทธิประโยชน์ต่างๆ เช่น คะแนนสะสม ของขวัญฟรี หรือบริการหลังการขาย

มาร์เก็ตเพลส

ลดราคาเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ เนื่องจากลูกค้าจะเปรียบเทียบราคาได้อย่างรวดเร็ว คำนึงถึงค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มและต้นทุนสำหรับส่วนลด โปรโมชัน การจัดส่งฟรี แฟลชเซลล์ และแคมเปญตามฤดูกาล

โซเชียลคอมเมิร์ซบน TikTok

ตั้งราคาเพื่อกระตุ้นให้เกิดการซื้ออย่างรวดเร็ว เช่น ราคาพิเศษในช่วงไลฟ์สตรีม โปรโมชันเฉพาะในวิดีโอ และราคาที่รวมค่าคอมมิชชันสำหรับครีเอเตอร์ อินฟลูเอนเซอร์ และแอฟฟิลิเอต

โซเชียลคอมเมิร์ซบน Facebook และ Instagram

ใช้การตั้งราคาที่ยืดหยุ่นเพื่อช่วยปิดการขายผ่านแชท ปรับแต่งโปรโมชันสำหรับลูกค้าเฉพาะกลุ่ม เช่น การจัดส่งฟรีสำหรับการชำระเงินทันที หรือส่วนลดสำหรับลูกค้าที่ซื้อซ้ำ

แอปเดลิเวอรี

กำหนดราคาที่เหมาะสมซึ่งมอบคุณค่าที่ลูกค้ารับรู้ได้และสอดคล้องกับราคาหน้าร้านเพื่อรักษาความไว้วางใจ เปรียบเทียบราคากับธุรกิจที่คล้ายคลึงกันเพื่อให้มั่นใจว่าสามารถแข่งขันได้

พาร์ทเนอร์

กำหนดราคามาตรฐานและระบุขอบเขตของส่วนลดและโปรโมชันให้ชัดเจน ตรวจสอบให้แน่ใจว่าราคามีความสอดคล้องกันทั่วทั้งช่องทางของพาร์ทเนอร์และช่องทางหลักของแบรนด์เพื่อหลีกเลี่ยงการตัดราคา

กลยุทธ์การตั้งราคาตามช่องทางสำหรับอีคอมเมิร์ซในไทย

ธุรกิจต่างๆ สามารถนำกลยุทธ์การตั้งราคาต่อไปนี้ไปปรับใช้ให้เข้ากับบริบทเฉพาะของแต่ละช่องทางการขายได้

การตั้งราคาตามเวลาหรือฤดูกาล

ธุรกิจสามารถปรับขึ้นราคาให้สอดคล้องกับเทศกาล แคมเปญส่งเสริมการขาย หรือช่วงเวลาที่ลูกค้ามีการใช้จ่ายสูง เช่น แคมเปญลดราคาวันที่ตัวเลขเบิ้ล ช่วงสิ้นเดือนและสิ้นปี และช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยอาจตั้งราคาปกติให้สูงขึ้นเล็กน้อยเพื่อรองรับการใช้คูปองส่วนลดหรือโปรโมชันอื่นๆ ในช่วงแคมเปญพิเศษเหล่านี้โดยที่ยังคงรักษาอัตรากำไรขั้นต้นไว้ได้

อย่างไรก็ตาม การตั้งราคาต้องมีความโปร่งใสและสมเหตุสมผลเพื่อหลีกเลี่ยงการสร้างความรู้สึกเชิงลบให้แก่ลูกค้าจากการขึ้นราคาทันทีก่อนเริ่มโปรโมชัน

การตั้งราคาสำหรับสินค้าที่เป็นกระแส

สินค้าที่เป็นกระแส สินค้าไวรัล สินค้าตามฤดูกาล และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทศกาล มักจะมีการตั้งราคาที่ยืดหยุ่นกว่าสินค้าทั่วไป ดังนั้นธุรกิจจึงอาจใช้กลยุทธ์การตั้งราคาตามความต้องการของตลาด ซึ่งก็คือการปรับราคาขึ้นเมื่อความต้องการของตลาดพุ่งสูงขึ้นและปรับราคาลงเมื่อความนิยมลดลง

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจกำหนดราคาควรพิจารณาถึงความเหมาะสมและการแข่งขันในตลาด การติดตามยอดขาย พฤติกรรมลูกค้า และกระแสต่างๆ บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้ธุรกิจปรับราคาได้อย่างมีประสิทธิภาพและทำกำไรสูงสุดในขณะที่สินค้ายังเป็นที่ต้องการสูง

การตั้งราคาพิเศษสำหรับสมาชิก

ธุรกิจสามารถเสนอราคาพิเศษสำหรับสมาชิก เช่น ส่วนลด 5%–15% สำหรับผู้ที่ลงทะเบียน รับคะแนนจากการซื้อ หรือกลับมาซื้อซ้ำ นอกเหนือจากการจูงใจให้ลูกค้าลงทะเบียนเป็นสมาชิกและกลับมาซื้อซ้ำแล้ว ราคาพิเศษยังช่วยดึงลูกค้าออกจากมาร์เก็ตเพลสของบุคคลที่สามและนำมาสู่ช่องทางของแบรนด์ เช่น เว็บไซต์หรือแอปบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ของแบรนด์ ซึ่งช่วยให้ธุรกิจเก็บข้อมูลลูกค้าได้โดยตรง ลดการพึ่งพาช่องทางการขายภายนอก และสื่อสารข้อความทางการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การตั้งราคาเฉพาะช่องทาง

การกำหนดราคาพิเศษหรือการสร้างชุดผลิตภัณฑ์สำหรับช่องทางการขายเฉพาะอาจสร้างความแตกต่างและเพิ่มมูลค่าให้ข้อเสนอในแพลตฟอร์มต่างๆ ตัวอย่างเช่น การขายชุดผลิตภัณฑ์สุดพิเศษบนเว็บไซต์ของแบรนด์ที่หาจากที่อื่นไม่ได้ หรือการเสนอชุดทดลองใช้ราคาประหยัดบนมาร์เก็ตเพลสเพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสผลิตภัณฑ์ในราคาที่ถูกลง กลยุทธ์นี้จะช่วยลดการเปรียบเทียบราคาระหว่างช่องทางโดยตรง และทำให้แบรนด์ปรับราคาให้สอดคล้องกับพฤติกรรมเฉพาะของลูกค้าในแต่ละแพลตฟอร์มได้

การกำหนดราคาแบบพรีเมียม

การตั้งราคาส่วนเพิ่มเป็นการตั้งราคาสินค้าให้สูงกว่าคู่แข่งเพื่อสะท้อนถึงคุณภาพที่เหนือกว่า ความพิเศษ และภาพลักษณ์ของแบรนด์ แนวทางนี้เหมาะสำหรับสินค้าที่โดดเด่นด้วยคุณภาพ วัสดุ การออกแบบ หรือคุณค่าทางอารมณ์ ซึ่งทำให้แตกต่างจากสินค้าทั่วไป

เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการตั้งราคาส่วนเพิ่ม ธุรกิจสามารถสร้างความน่าเชื่อถือโดยให้ข้อมูลสินค้าโดยละเอียด ใช้รูปภาพคุณภาพสูง แสดงรีวิวที่เชื่อถือได้ และให้บริการหลังการขายที่ยอดเยี่ยม

การตั้งราคาสินค้าใหม่

เมื่อตั้งราคาสินค้าใหม่ ธุรกิจต้องพิจารณาต้นทุน พฤติกรรมของลูกค้า และระดับการแข่งขันในตลาดเพื่อกำหนดราคาที่ดึงดูดลูกค้าและรับประกันความสามารถในการทำกำไรที่เหมาะสม สำหรับสินค้าใหม่ที่ยังไม่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ในขั้นแรกธุรกิจสามารถใช้กลยุทธ์การตั้งราคาเจาะตลาด ซึ่งเป็นการตั้งราคาให้ต่ำกว่าคู่แข่งเพื่อกระตุ้นให้เกิดการซื้อไปทดลองใช้และสร้างฐานลูกค้า เมื่อสินค้าได้รับการยอมรับแล้วก็จะปรับราคาให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดได้

ในทางกลับกัน หากสินค้ามีนวัตกรรมหรือมีคุณสมบัติที่แตกต่างอย่างชัดเจนจากสินค้าที่มีอยู่แล้วในตลาด ธุรกิจก็อาจใช้กลยุทธ์การตั้งราคาแบบกอบโกยผลประโยชน์ (Price skimming) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการตั้งราคาในระดับสูงช่วงเปิดตัวเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่เหนือระดับและเพิ่มผลตอบแทนสูงสุดจากลูกค้าที่ยินดีจ่ายแพงกว่า

การตั้งราคาล้างสต็อก

ธุรกิจสามารถใช้การตั้งราคาล้างสต็อกเพื่อลดระดับสินค้าคงคลังสำหรับสินค้าที่ขายออกช้า ล้าสมัย หรือใกล้หมดอายุ การลดราคาจะกระตุ้นการตัดสินใจซื้อในระยะสั้นผ่านกลวิธีต่างๆ เช่น แฟลชเซลล์ ข้อเสนอ "ซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง" หรือส่วนลด 50% นอกจากนี้ การสื่อสารอย่างชัดเจนว่าสินค้ามีจำนวนจำกัดหรือเป็นข้อเสนอสุดท้ายจะเป็นการสร้างความรู้สึกเร่งด่วน ซึ่งจะช่วยเพิ่มอัตราคอนเวอร์ชันได้

ธุรกิจต้องกำหนดระดับส่วนลดอย่างระมัดระวัง โดยคำนึงถึงต้นทุนสินค้า อัตรากำไรขั้นต่ำที่ยอมรับได้ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์

การตั้งราคาตามหลักจิตวิทยา

เทคนิคการตั้งราคาเชิงจิตวิทยาจะมุ่งเน้นที่การมีอิทธิพลต่ออารมณ์และจิตใจของลูกค้า มากกว่าการพึ่งพาการคำนวณจากต้นทุนเพียงอย่างเดียว กลยุทธ์เหล่านี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อทำให้สินค้าดูมีราคาไม่แพง คุ้มค่า หรือน่าสนใจยิ่งขึ้น ซึ่งช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น

  • ราคาที่ลงท้ายด้วยเลขเก้า
    วิธีนี้จะสร้างการรับรู้ถึงความคุ้มค่า และรวมถึงการตั้งราคาสินค้าไว้ที่ ฿199 แทนที่จะเป็น ฿200 หรือ ฿499 แทนที่จะเป็น ฿500 ลูกค้าส่วนใหญ่มักจะมองว่าราคาเหล่านี้ถูกกว่าที่เป็นอยู่จริง แม้ว่าส่วนต่างจะแค่บาทเดียวก็ตาม แนวทางนี้จะช่วยเร่งกระบวนการตัดสินใจของลูกค้าได้
  • การใช้ราคาอ้างอิง
    วิธีนี้เกี่ยวข้องกับการแสดงราคาเดิมที่ถูกขีดฆ่าควบคู่ไปกับราคาโปรโมชันที่ลดราคาใหม่ กลยุทธ์นี้จะช่วยสร้างการรับรู้ถึงความประหยัดและความคุ้มค่าให้กับลูกค้าได้
  • การตั้งราคาแบบมีตัวหลอก
    กลยุทธ์การตั้งราคานี้เกี่ยวข้องกับการนำเสนอตัวเลือกที่สามเพื่อจูงใจให้ลูกค้าหันไปซื้อสินค้าหรือแพ็กเกจที่มีราคาสูงกว่าซึ่งดูเหมือนจะคุ้มค่าที่สุด ตัวอย่างเช่น กาแฟแก้วเล็กราคา ฿55 แก้วกลางราคา ฿80 และแก้วใหญ่ราคา ฿90 ขนาดกลางจะทำหน้าที่เป็น "ตัวหลอก" ซึ่งกระตุ้นให้ลูกค้าเปรียบเทียบและตัดสินใจจ่ายเงินเพิ่มอีกเพียง 10 บาทเพื่อซื้อขนาดใหญ่

ความท้าทายของการกำหนดราคาตามช่องทาง

การกำหนดราคาตามช่องทางช่วยให้ธุรกิจสามารถกำหนดราคาที่เหมาะสมสำหรับช่องทางการขายแต่ละช่องทางได้ อย่างไรก็ตาม การใช้โครงสร้างราคาที่แตกต่างกันอาจทำให้เกิดความท้าทายหลายประการ

การเปรียบเทียบราคาข้ามช่องทาง

ลูกค้าสามารถตรวจสอบและเปรียบเทียบราคาสินค้าทางออนไลน์ได้อย่างง่ายดาย หากพบว่าสินค้าชนิดเดียวกันมีราคาแตกต่างกันไปตามช่องทางต่างๆ อาจทำให้เกิดความไม่พอใจหรือมองว่าธุรกิจขาดความโปร่งใสในการกำหนดราคา นอกจากนี้ ลูกค้าอาจเลือกซื้อสินค้าจากช่องทางที่เสนอราคาต่ำที่สุดเท่านั้น ซึ่งส่งผลให้ยอดขายของช่องทางอื่นๆ ลดลง

ความขัดแย้งกับพาร์ทเนอร์

ความแตกต่างของราคาระหว่างช่องทางของแบรนด์และผู้จัดจำหน่ายอาจนำไปสู่ความขัดแย้งได้ ตัวอย่างเช่น หากธุรกิจขายสินค้าบนเว็บไซต์ของตนเองในราคาที่ต่ำกว่าผู้จัดจำหน่าย ผู้จัดจำหน่ายอาจรู้สึกว่าตนเสียเปรียบในการแข่งขัน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทางธุรกิจและความร่วมมือในระยะยาว

ความซับซ้อนในการจัดการโปรโมชัน

โดยทั่วไปแต่ละช่องทางการขายจะใช้รูปแบบโปรโมชันที่แตกต่างกัน เช่น ส่วนลด คูปอง แฟลชเซลส์ หรือข้อเสนอพิเศษเฉพาะแพลตฟอร์ม ซึ่งทำให้ธุรกิจต้องวางแผนและจัดการราคาอย่างรอบคอบ การจัดการที่ไม่ดีอาจทำให้ราคาทับซ้อนกัน อัตรากำไรลดลง หรือลูกค้าสับสนเกี่ยวกับข้อกำหนดและเงื่อนไขของโปรโมชัน

การติดตามรายได้จากแต่ละช่องทาง

เมื่อดำเนินการหลายช่องทางการขาย ธุรกิจจะต้องติดตามรายรับ ต้นทุน และกำไรของแต่ละช่องทางอย่างรอบคอบ แต่ละช่องทางมักจะมีค่าธรรมเนียม ค่าจัดส่ง ค่าคอมมิชชัน และค่าโฆษณาที่แตกต่างกัน หากไม่มีระบบข้อมูลที่ชัดเจน การประเมินประสิทธิภาพการขายอาจไม่ถูกต้อง ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อความสามารถในการตัดสินใจเรื่องราคาอย่างมีประสิทธิภาพ

ความสอดคล้องของภาพลักษณ์แบรนด์

อีกหนึ่งความท้าทายที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดราคาเฉพาะช่องทางคือการรักษาความสอดคล้องของภาพลักษณ์แบรนด์และความไว้วางใจของลูกค้า หากราคาสินค้าแตกต่างกันมากเกินไปในช่องทางต่างๆ ลูกค้าอาจสับสนหรือมองว่าขาดความโปร่งใสในการกำหนดราคา ซึ่งอาจทำลายความน่าเชื่อถือของแบรนด์ในระยะยาว

ดังนั้น ธุรกิจจึงต้องกำหนดกลยุทธ์การกำหนดราคาที่เหมาะสมสำหรับแต่ละช่องทาง พร้อมทั้งรักษาคุณค่าของแบรนด์และแสดงให้เห็นถึงความซื่อสัตย์ในการทำธุรกิจ

วิธีจัดการการตั้งราคาตามช่องทาง

ธุรกิจสามารถจัดการกลยุทธ์การตั้งราคาตามช่องทางได้โดยทำตามคำแนะนำต่อไปนี้

โซลูชันชำระเงินที่ครบวงจร

ในการพัฒนากลยุทธ์การตั้งราคาตามช่องทาง ธุรกิจสามารถใช้โซลูชันการชำระเงินที่หลากหลายภายในระบบเดียวได้ เช่น กระเป๋าเงินดิจิทัล, พร้อมเพย์ (PromptPay), โมบายแบงก์กิ้ง และบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิต ซึ่งจะช่วยให้ตั้งราคา จัดโปรโมชัน ค่าคอมมิชชัน และข้อกำหนดรวมถึงเงื่อนไขต่างๆ สำหรับแต่ละช่องทางได้อย่างเป็นระบบ วิธีนี้จะช่วยให้จัดการการชำระเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพและให้ความยืดหยุ่นแก่ลูกค้าในการเลือกวิธีการชำระเงินที่หลากหลาย

ธุรกิจอาจพิจารณาเลือกใช้โซลูชันอย่าง Stripe Payments ซึ่งจะช่วยให้ยอมรับวิธีการชำระเงินและช่องทางที่หลากหลายได้ภายในระบบเดียว โซลูชันนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการจัดการการตั้งราคาที่แตกต่างกันในแพลตฟอร์มการขายต่างๆ

หน้าการชำระเงินที่ช่วยเพิ่มคอนเวอร์ชัน

ธุรกิจสามารถให้ความสำคัญกับประสบการณ์การชำระเงินที่มีประสิทธิภาพซึ่งจะช่วยกระตุ้นคอนเวอร์ชันได้โดยตรง ดังนั้น จึงควรเลือกโซลูชันหน้าการชำระเงินที่ปลอดภัยและปรับแต่งได้ซึ่งออกแบบมาเพื่อลดความซับซ้อนของขั้นตอนการชำระเงิน ธุรกิจสามารถเลือกตัวเลือกอินเทอร์เฟซการชำระเงินได้หลากหลาย เช่น หน้าการชำระเงินแบบเต็มหน้า แบบฟอร์มแบบฝัง หรือลิงก์การชำระเงินที่รองรับการชำระเงินแบบครั้งเดียว การเรียกเก็บเงินตามสัดส่วน และการสมัครใช้บริการ

การจัดการการชำระเงินอย่างเป็นระบบ

เมื่อธุรกิจมีช่องทางการชำระเงินหลายช่องทาง ก็จำเป็นต้องมีโซลูชันเพื่อจัดการการชำระเงินในช่องทางเหล่านั้นอย่างเป็นระบบ

ผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น Stripe Connect เหมาะสำหรับมาร์เก็ตเพลสหรือธุรกิจที่มีผู้ขายหลายราย เนื่องจากสามารถช่วยอำนวยความสะดวกในกระบวนการเริ่มต้นใช้งาน ยืนยันตัวตนผู้รับเงิน และเบิกจ่ายเงินให้กับพาร์ทเนอร์ ธุรกิจสามารถใช้ข้อมูลการชำระเงินและการเรียกเก็บเงินเพื่อคำนวณการแบ่งรายรับและติดตามผลการดำเนินงานของแคมเปญและโปรโมชันในช่องทางการขายต่างๆ ได้

ความสามารถในการเชื่อมต่อกับระบบจัดการอื่นๆ

เลือกโซลูชันที่สามารถเชื่อมต่อกับระบบธุรกิจต่างๆ ได้อย่างยืดหยุ่นและปลอดภัย เช่น ระบบการชำระเงิน การบัญชี การจัดการสินค้าคงคลัง และระบบวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า ผ่าน Application Programming Interface (API) ปลั๊กอิน หรือแอปส่วนเสริม ซึ่งจะช่วยให้สามารถบันทึก อัปเดต และแชร์ข้อมูลธุรกรรม สถานะการชำระเงิน รายรับ และข้อมูลพาร์ทเนอร์ระหว่างระบบได้แบบเรียลไทม์

การเชื่อมต่อนี้ช่วยให้ธุรกิจที่ขายสินค้าผ่านหลายช่องทางสามารถรวบรวมข้อมูลรายรับ แจกแจงธุรกรรมตามแพลตฟอร์ม ตลอดจนวิเคราะห์กำไร ต้นทุน ค่าธรรมเนียม และค่าคอมมิชชันสำหรับแต่ละช่องทางได้อย่างง่ายดายและแม่นยำ

การติดตามตรวจสอบการเงินในทุกช่องทางอย่างใกล้ชิด

ความสามารถในการติดตามรายรับโดยรวมและสถานะการชำระเงินจากแต่ละช่องทางการขายช่วยให้ธุรกิจสามารถประเมินผลลัพธ์ของกลยุทธ์การตั้งราคาในแต่ละช่องทางหรือกลุ่มลูกค้าได้อย่างแม่นยำ ซึ่งจะทำให้สามารถปรับราคาโดยอิงจากข้อมูล อันเป็นการเพิ่มโอกาสในการสร้างรายรับและรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

ผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น Stripe Dashboard และ Stripe Reporting ช่วยให้ธุรกิจสามารถติดตามสถานะการชำระเงินในทุกช่องทางได้อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ยอดขายและยอดคงเหลือ ไปจนถึงสถานะการโอนเงินและความเคลื่อนไหวของธุรกรรมแบบเรียลไทม์ นอกจากนี้ยังช่วยอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจด้วยการรวบรวมข้อมูลทางการเงินทั้งหมดไว้ในรายงานฉบับเดียว

ระบบวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อปรับปรุงกลยุทธ์การตั้งราคา

ธุรกิจสามารถนำระบบวิเคราะห์ข้อมูลที่รองรับกลยุทธ์การตั้งราคาแบบไดนามิกที่มีประสิทธิภาพมาใช้ในช่องทางการขายต่างๆ ซึ่งสามารถทำได้ผ่านเทคโนโลยี AI ที่จะวิเคราะห์ข้อมูลสำคัญ เช่น ยอดขาย พฤติกรรมลูกค้า การตั้งราคาของคู่แข่ง ต้นทุนสินค้า ความต้องการในแต่ละช่องทางการจัดจำหน่าย และช่องทางที่มีรายรับสูง

ระบบเหล่านี้สามารถให้ตัวเลือกการตั้งราคา โปรโมชัน และแพ็กเกจที่แม่นยำและมีประสิทธิภาพซึ่งปรับแต่งมาให้เหมาะกับแต่ละช่องทางและสภาวะตลาด ซึ่งในท้ายที่สุดจะนำไปสู่ยอดขายและอัตรากำไรที่เพิ่มขึ้น

Stripe Checkout ช่วยอะไรได้บ้าง

Stripe Checkout เป็นรูปแบบการชำระเงินสำเร็จรูปที่สามารถปรับแต่งได้อย่างเต็มที่ ซึ่งจะช่วยให้คุณรับชำระเงินบนเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันได้ง่ายๆ

Checkout ช่วยคุณทำสิ่งต่อไปนี้ได้

  • เพิ่มการเปลี่ยนเป็นผู้ใช้แบบชำระเงิน: การออกแบบที่เหมาะกับอุปกรณ์เคลื่อนที่และขั้นตอนการชำระเงินแบบคลิกเดียวของ Checkout ทำให้ลูกค้าสามารถป้อนและนำข้อมูลการชำระเงินกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างง่ายดาย

  • ลดเวลาในการพัฒนา: ฝัง Checkout ลงในเว็บไซต์ของคุณโดยตรง หรือส่งลูกค้าไปยังหน้าเว็บที่โฮสต์โดย Stripe ด้วยโค้ดเพียงไม่กี่บรรทัด

  • ปรับปรุงความปลอดภัย: Checkout จะจัดการข้อมูลบัตรที่ละเอียดอ่อน ทำให้ปฏิบัติตามข้อกำหนดของ PCI ได้ง่ายขึ้น

  • ขยายไปทั่วโลก: แปลงค่าบริการเป็นสกุลเงินต่างๆ ได้มากกว่า 100 สกุลเงินด้วย Adaptive Pricing ซึ่งรองรับมากกว่า 30 ภาษา และแสดงวิธีการชำระเงินแบบไดนามิกที่มีแนวโน้มจะเพิ่มการเปลี่ยนเป็นลูกค้าแบบชำระเงินได้มากที่สุด

  • ใช้ฟีเจอร์ขั้นสูง: ผสานการทำงานของ Checkout กับสินค้าอื่นๆ ของ Stripe เช่น Billing สำหรับการชำระเงินตามรอบบิล, Radar สำหรับการป้องกันการฉ้อโกง และอื่นๆ อีกมากมาย

  • รักษาการควบคุม: ปรับแต่งประสบการณ์การชำระเงินได้อย่างเต็มที่ รวมถึงการบันทึกวิธีการชำระเงินและการตั้งค่าการดำเนินการหลังการซื้อ

ดูข้อมูลเพิ่มเติมว่า Checkout ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ขั้นตอนการชำระเงินได้อย่างไร หรือเริ่มใช้งานเลยวันนี้

เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นคําแนะนําทางกฎหมายหรือภาษี Stripe ไม่รับประกันหรือรับประกันความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ความไม่เพียงพอ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในบทความ คุณควรขอคําแนะนําจากทนายความที่มีอํานาจหรือนักบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอํานาจศาลเพื่อรับคําแนะนําที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ

บทความอื่นๆ

  • เกิดข้อผิดพลาดบางอย่าง โปรดลองอีกครั้งหรือติดต่อฝ่ายสนับสนุน

หากพร้อมเริ่มใช้งานแล้ว

สร้างบัญชีและเริ่มรับการชำระเงินโดยไม่ต้องทำสัญญาหรือระบุรายละเอียดเกี่ยวกับธนาคาร หรือติดต่อเราเพื่อสร้างแพ็กเกจที่ออกแบบเองสำหรับธุรกิจของคุณ
Checkout

Checkout

ผสานรวม Checkout เข้ากับเว็บไซต์โดยตรงหรือนำลูกค้าไปยังหน้าเว็บที่จัดการโดย Stripe เพื่อให้รับการชำระเงินแบบครั้งเดียวหรือการชำระเงินตามรอบบิลได้อย่างปลอดภัยและง่ายดาย

Stripe Docs เกี่ยวกับ Checkout

สร้างแบบฟอร์มการชำระเงินที่เขียนโค้ดเพียงเล็กน้อยและผสานรวมกับเว็บไซต์ของคุณหรือโฮสต์ไว้ในระบบของ Stripe