อีคอมเมิร์ซไทยได้รับความนิยมมานานกว่าทศวรรษและยังคงมีการเติบโตท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้น อย่างไรก็ดี ตลาดออนไลน์ไม่ได้วัดกันแค่ราคาที่ถูกกว่าหรือโปรโมชันลดแลกแจกแถมอีกต่อไป เพราะแม้แต่ผู้เล่นใหญ่ๆ บางรายก็ไม่สามารถยืนระยะในตลาดได้
ในปัจจุบันกลยุทธ์การตลาดที่มีบทบาทมากขึ้นคือ Channel pricing หรือการตั้งราคาตามช่องทางการขาย ที่ตอบโจทย์พฤติกรรมของผู้บริโภค และสามารถปรับให้สอดคล้องกับเทรนด์และแนวทางปฏิบัติของแต่ละแพลตฟอร์ม เป็นกลยุทธ์ที่ใช้ได้ผลดีเป็นพิเศษกับผู้บริโภคไทยที่มีความอ่อนไหวต่อราคา ให้ความสำคัญกับโปรโมชัน และมักเปรียบเทียบราคาตามช่องทางต่างๆ ก่อนการตัดสินใจซื้อ
บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่าการตั้งราคาตามช่องทางการขายในอีคอมเมิร์ซไทยคืออะไร เหตุใดกลยุทธ์การตั้งราคาจึงมีความสำคัญต่อความสำเร็จของธุรกิจ รวมถึงยกตัวอย่างการปรับใช้ในบริบทของอีคอมเมิร์ซไทยและเรียนรู้ความท้าทายของการตั้งราคาตามช่องทางการขาย พร้อมแนวทางการจัดการองค์ประกอบของกลยุทธ์การตั้งราคาให้เกิดประสิทธิภาพเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน
ประเด็นสำคัญ
- การตั้งราคาตามช่องทางการขาย (Channel Pricing) คือ การกำหนดราคาสินค้าให้เหมาะสมกับแต่ละช่องทางการขาย โดยคำนึงถึงปัจจัยต้นทุนของแพลตฟอร์ม โครงสร้างค่าธรรมเนียม พฤติกรรมลูกค้า หรือรูปแบบโปรโมชันที่แตกต่างกัน
- ช่องทางการขายที่ได้รับความนิยมในระบบอีคอมเมิร์ซไทย ได้แก่ แพลตฟอร์มของแบรนด์, มาร์เก็ตเพลส (Marketplace), โซเชียลคอมเมิร์ซ, แอปเดลิเวอรี และพาร์ทเนอร์ต่างๆ
- ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับการตั้งราคาตามช่องทางการขายเนื่องด้วยปัจจัยต่างๆ เช่น โครงสร้างค่าธรรมเนียม โปรโมชัน พฤติกรรมลูกค้า เทรนด์ และต้นทุนการตลาดที่แตกต่างกันในแต่ละช่องทาง
- ความท้าทายของการตั้งราคาตามช่องทางการขาย คือ ลูกค้ามักเปรียบเทียบราคาข้ามช่องทาง, ข้อขัดแย้งที่อาจเกิดกับพาร์ทเนอร์, ความซับซ้อนในการจัดการโปรโมชัน, ความยากในการติดตามรายได้จากแต่ละช่องทาง และการรักษาความสม่ำเสมอของภาพลักษณ์แบรนด์
- ธุรกิจสามารถนำกลยุทธ์การตั้งราคาแบบอื่นๆ มาปรับใช้กับแต่ละช่องทางได้ เช่น การปรับราคาตามช่วงเวลาหรือเทศกาล การตั้งราคาพิเศษสำหรับสมาชิก การตั้งราคาพร้อมของแถม การตั้งราคาพิเศษเฉพาะช่องทาง และการตั้งราคาเชิงจิตวิทยา อย่างการตั้งราคาลงท้ายด้วยเลข 9
การตั้งราคาตามช่องทางการขายคืออะไร
การตั้งราคาตามช่องทางการขาย (Channel pricing) คือ การกำหนดราคาสินค้าให้เหมาะสมกับแต่ละช่องทางการขาย ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ของแบรนด์, โซเชียลคอมเมิร์ซ (Social commerce), มาร์เก็ตเพลส (Marketplace), ตัวแทนจำหน่าย หรือแอฟฟิลิเอต (Affiliate) เนื่องจากแต่ละแพลตฟอร์มมีต้นทุน โครงสร้างค่าธรรมเนียม พฤติกรรมลูกค้า และรูปแบบโปรโมชันที่แตกต่างกัน
หากธุรกิจตั้งราคาเดียวกันในทุกช่องทางโดยไม่คำนวณต้นทุนที่แท้จริง ก็อาจส่งผลให้อัตรากำไรลดลง ขายขาดทุน หรือเกิดความขัดแย้งด้านราคาระหว่างช่องทางการขายได้
ช่องทางที่สำคัญในระบบอีคอมเมิร์ซไทยมีอะไรบ้าง
ตัวอย่างช่องทางการขายที่ได้รับความนิยมในระบบอีคอมเมิร์ซไทย ได้แก่
- แพลตฟอร์มของแบรนด์
ช่องทางที่แบรนด์ขายสินค้าให้ลูกค้าโดยตรง เช่น เว็บไซต์, แอปของแบรนด์, อีเมล และ SMS โดยไม่ผ่านคนกลาง ซึ่งจะช่วยให้ควบคุมประสบการณ์ลูกค้า เก็บข้อมูล และสามารถทำ CRM (Customer relationship management) หรือระบบจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้าได้ดี - มาร์เก็ตเพลส
มาร์เก็ตเพลส (Marketplace) คือ ช่องทางการขายสินค้าออนไลน์ที่มีระบบจัดการร้านค้า การชำระเงิน โปรโมชัน และโลจิสติกส์รองรับ เหมาะกับการเข้าถึงลูกค้าจำนวนมาก เช่น Kaidee, Lazada และ Shopee - โซเชียลคอมเมิร์ซ
การขายผ่านโซเชียลมีเดีย หรือที่เรียกว่า Social commerce โดยใช้คอนเทนต์ ไลฟ์สด แชท หรือคอมเมนต์เพื่อปิดการขาย เหมาะกับสินค้าที่ต้องการสร้างความน่าสนใจ การรับรู้ถึงแบรนด์ และการมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า เช่น Facebook, Instagram, TikTok, LINE OA - แอปเดลิเวอรี
การขายผ่านแอปเดลิเวอรี (Delivery app) ที่เน้นความรวดเร็ว โดยมีคำศัพท์การตลาดใหม่ว่า ควิกคอมเมิร์ซ (Quick commerce) เหมาะกับอาหาร เครื่องดื่ม ของใช้ประจำวัน หรือสินค้าที่ต้องการส่งด่วน เช่น Grab, LINE MAN และ Robinhood - พาร์ทเนอร์
การขายผ่านตัวแทนจำหน่าย, แอฟฟิลิเอต (Affiliate), อินฟลูเอนเซอร์ (Influencer), คอนเทนต์ครีเอเตอร์ (Content creator) หรือร้านค้าปลีก เป็นช่องทางที่ช่วยกระจายสินค้าและเข้าถึงลูกค้าได้หลากหลายกลุ่ม โดยผู้ขายหรือผู้โปรโมตสินค้าจะได้รับค่าคอมมิชชันหรือค่าตอบแทนตามยอดขาย
ความสำคัญของการตั้งราคาตามช่องทางการขาย
ในตลาดอีคอมเมิร์ซไทย การตั้งราคาแยกตามช่องทางการขายเป็นกลยุทธ์ที่ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญเนื่องด้วยปัจจัยหลักที่มีความแตกต่างกันในแต่ละแพลตฟอร์มดังนี้
โครงสร้างค่าธรรมเนียม
แต่ละแพลตฟอร์มมีค่าธรรมเนียมไม่เหมือนกัน เช่น ค่าคอมมิชชัน ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน ค่าธรรมเนียมการบริการ ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม ค่าขนส่ง ค่าบริการเสริม หรือภาษีมูลค่าเพิ่ม หากตั้งราคาเท่ากันทุกช่องทางก็อาจทำให้บางแพลตฟอร์มมีกำไรต่ำกว่าที่คาดไว้ ดังนั้นผู้ขายควรคำนวณต้นทุนรวมของแต่ละช่องทางก่อนตั้งราคา โดยเฉพาะสินค้าที่มีอัตรากำไร (Profit margin) ต่ำจะได้รับผลกระทบมากกว่า
โปรโมชันที่ต่างกัน
แต่ละแพลตฟอร์มมักมีแคมเปญ ส่วนลด คูปองพิเศษ หรือโปรโมชันที่แตกต่างกัน การตั้งราคาจึงต้องเผื่อส่วนลดและต้นทุนโปรโมชันไว้ล่วงหน้า เพื่อให้มั่นใจว่ายังคงรักษากำไรไว้ได้ในกรณีเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการขาย เช่น Flash sale ที่ลดราคาเป็นช่วงเวลาสั้นๆ, โปร 9.9, 10.10, 11.11 โปรโมชันส่งฟรี หรือโปรโมชันเฉพาะบนโซเชียลคอมเมิร์ซ อย่างการมอบส่วนลดราคาเฉพาะช่วงไลฟ์
พฤติกรรมลูกค้า
ลูกค้าในแต่ละแพลตฟอร์มมีพฤติกรรมการซื้อแตกต่างกัน บางช่องทางเน้นเปรียบเทียบราคา บางช่องทางให้ความสำคัญกับรีวิวหรือบริการหลังการขาย การตั้งราคาที่เหมาะสมกับพฤติกรรมจะช่วยเพิ่มโอกาสในการตัดสินใจซื้อ
ยกตัวอย่าง เช่น ลูกค้ามักมีพฤติกรรมเปรียบเทียบก่อนซื้อสูงมากบนมาร์เก็ตเพลส โดยเทียบตั้งแต่ราคา รีวิว ค่าส่ง ไปจนถึงโปรโมชัน แต่ลูกค้าใน TikTok มักเริ่มสนใจอยากซื้อจากการเห็นคอนเทนต์มากกว่าการตั้งใจค้นหาสินค้า ในขณะเดียวกัน ลูกค้าที่เน้นความน่าเชื่อถือและประสบการณ์ของแบรนด์มักเลือกซื้อตรงจากเว็บไซต์แบรนด์
ต้นทุนการตลาด
บางแพลตฟอร์มต้องใช้งบการตลาดสูงเพื่อการมองเห็นสินค้า ดังนั้นนอกจากต้นทุนสินค้าและค่าธรรมเนียมของแพลตฟอร์มแล้ว บริษัทจะต้องนำค่าใช้จ่ายส่วนนี้มารวมในการตั้งราคาด้วยเพื่อให้มั่นใจว่าจะขายได้กำไร
ยกตัวอย่างต้นทุนการตลาด เช่น การซื้อโฆษณา, การทำคอนเทนต์, ค่าคอมมิชชันให้ครีเอเตอร์/แอฟฟิลิเอต, ราคาประมูลต่อคลิก (CPC) เพื่อให้สินค้าขึ้นในหน้าค้นหา ตลอดจนการยิงโฆษณาบนโซเชียลมีเดียเพื่อดึงลูกค้าเข้ามาที่เว็บไซต์
เทรนด์
ควรปรับราคาในแต่ละช่องทางให้สอดคล้องกับเทรนด์ตลาด ความต้องการของลูกค้า สภาพเศรษฐกิจ และความนิยมของสินค้า เช่น การตั้งราคาพิเศษในช่วงเทศกาล, การจัดแคมเปญวันเลขคู่ (เช่น 9.9, 11.11) หรือ การปรับราคาสินค้าที่กำลังเป็นกระแสให้สะท้อนถึงความต้องการที่เพิ่มขึ้น โดยควรพิจารณาการตั้งราคาของคู่แข่งประกอบด้วย
นอกจากนี้เทรนด์ของช่องทางการขายก็มีความสำคัญเช่นกัน โดยเฉพาะเทรนด์การไลฟ์ขายสินค้าบน TikTok โดย 60% ของผู้ใช้กว่า 57.5 ล้านคนมองว่ารีวิวบน TikTok มีผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้า
อัลกอริทึมการมองเห็น
อัลกอริทึมของแต่ละแพลตฟอร์มส่งผลโดยตรงต่อการมองเห็นสินค้า โดยพิจารณาจากราคา ยอดขาย รีวิว อัตราการคลิก หรือความคุ้มค่า เป็นต้น หากตั้งราคาสูงเกินไปอาจทำให้ยอดคลิกและ/หรือยอดขายลดลง และส่งผลต่อการมองเห็นสินค้าในระยะยาว
ดังนั้นการตั้งราคาควรมีสมดุลระหว่างกำไร ความสามารถในการแข่งขัน และโอกาสในการถูกแสดงผล การตั้งราคาสูงกว่าคู่แข่งเล็กน้อยบนมาร์เก็ตเพลสอาจทำให้สินค้าถูกแสดงในอันดับที่ต่ำกว่า ส่งผลให้ให้ลูกค้าเห็นสินค้าน้อยลง คลิกน้อยลง และกระทบต่อยอดขาย
แนวทางปฏิบัติทั่วไปของแต่ละแพลตฟอร์ม
ธุรกิจควรทำความเข้าใจถึงแนวทางปฏิบัติทั่วไปในการกำหนดราคาในแต่ละช่องทางการขาย ดังนี้
|
แพลตฟอร์ม |
แนวทางปฏิบัติทั่วไปในการตั้งราคา |
|---|---|
|
แพลตฟอร์มของแบรนด์ |
ควรใช้เป็นราคามาตรฐานหรือราคากลางของแบรนด์ เพื่อรักษาภาพลักษณ์ และอาจเพิ่มสิทธิพิเศษ เช่น สะสมแต้ม ของแถม หรือบริการหลังการขาย |
|
มาร์เก็ตเพลส |
มักต้องตั้งราคาต่ำลงเพื่อให้สามารถแข่งขันได้มากขึ้น เพราะลูกค้าเปรียบเทียบราคาได้เร็ว แต่ควรตั้งราคาเผื่อถึงค่าธรรมเนียมต่างๆ บนแพลตฟอร์มรวมถึงโปรโมชันส่วนลด, โปรโมชันส่งฟรี, Flash Sale และแคมเปญเทศกาลต่างๆ |
|
โซเชียลคอมเมิร์ซ: TikTok |
ควรตั้งราคาให้กระตุ้นการซื้อได้อย่างรวดเร็ว เช่น ราคาพิเศษช่วงไลฟ์ โปรโมชันเฉพาะคลิป หรือราคาที่ตั้งไว้เผื่อค่าคอมมิชชันให้ครีเอเตอร์, อินฟลูเอนเซอร์ หรือแอฟฟิลิเอต |
|
โซเชียลคอมเมิร์ซ: Facebook และ Instagram |
นิยมตั้งราคาที่มีความยืดหยุ่นกว่า เพราะมีการคุยแชทเพื่อปิดการขาย และสามารถจัดโปรโมชันเฉพาะลูกค้าได้ เช่น ส่งฟรีหากโอนทันที หรือส่วนลดสำหรับลูกค้าเก่าที่ซื้อซ้ำบ่อย |
|
แอปเดลิเวอรี |
ควรกำหนดราคาให้เหมาะสม ไม่สูงจนลูกค้ารู้สึกว่าไม่คุ้มค่า และมีความสอดคล้องกับราคาหน้าร้านเพื่อรักษาความเชื่อมั่น พร้อมทั้งเปรียบเทียบราคากับร้านประเภทเดียวกันในพื้นที่เพื่อให้ราคาอยู่ในระดับที่แข่งขันได้ |
|
พาร์ทเนอร์ |
ควรกำหนดราคามาตรฐานให้ชัดเจนและระบุขอบเขตส่วนลดและโปรโมชัน รวมถึงรักษาความสม่ำเสมอของราคาที่แสดงในช่องทางของพาร์ทเนอร์ควรสอดคล้องกับราคาในช่องทางหลักของแบรนด์เพื่อหลีกเลี่ยงการตัดราคา |
กลยุทธ์การตั้งราคาในอีคอมเมิร์ซไทย
ผู้ประกอบการสามารถกำหนดราคาตามแนวทางตัวอย่างกลยุทธ์เหล่านี้และนำไปปรับใช้ให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละช่องทางได้ ดังนี้
การปรับราคาตามช่วงเวลาหรือเทศกาล
ธุรกิจสามารถปรับราคาขึ้นให้สอดคล้องกับเทศกาล แคมเปญส่งเสริมการขาย หรือในช่วงเวลาที่ผู้บริโภคมีแนวโน้มใช้จ่ายสูงกว่าปกติ เช่น แคมเปญ 9.9, 10.10, 11.11, ช่วงสิ้นเดือน ช่วงปลายปี หรือปีใหม่ ซึ่งผู้ขายอาจกำหนดราคาปกติให้สูงขึ้นในระดับที่เหมาะสม เพื่อรองรับการใช้คูปองส่วนลด/โปรโมชันอื่นๆ ในช่วงแคมเปญพิเศษเพื่อยังคงรักษาอัตรากำไรขั้นต้นไว้ได้
อย่างไรก็ดี ควรมีการตั้งราคาอย่างโปร่งใสและสมเหตุสมผล เพื่อหลีกเลี่ยงการสร้างความรู้สึกด้านลบต่อผู้บริโภคจากการปรับราคาขึ้นก่อนจัดโปรโมชัน
การตั้งราคาสินค้าในกระแส
สินค้าที่อยู่ในกระแสความนิยม สินค้าไวรัล สินค้าตามฤดูกาล หรือสินค้าที่อิงกับเทศกาล มักมีความยืดหยุ่นด้านราคาสูงกว่าสินค้าทั่วไป ธุรกิจจึงสามารถใช้กลยุทธ์การตั้งราคาแบบอิงอุปสงค์ (Demand-based pricing) โดยปรับราคาสูงขึ้นเมื่อความต้องการของตลาดเพิ่มขึ้น และลดราคาลงเมื่อความนิยมเริ่มลดลง
อย่างไรก็ตาม การกำหนดราคาควรคำนึงถึงความเหมาะสมและสภาพการแข่งขันในตลาด การติดตามยอดขาย พฤติกรรมผู้บริโภค และแนวโน้มบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจปรับราคาได้อย่างมีประสิทธิภาพและเพิ่มผลกำไรสูงสุดในช่วงที่สินค้าได้รับความนิยม
การตั้งราคาพิเศษสำหรับสมาชิก
ธุรกิจควรกำหนดราคาพิเศษสำหรับสมาชิก เช่น ส่วนลดราคาที่ถูกลง 5–15% สำหรับผู้ที่สมัครสมาชิก สะสมแต้มจากการซื้อ หรือเมื่อมีการซื้อซ้ำของสมาชิก เพื่อช่วยสร้างแรงจูงใจให้ลูกค้าสมัครสมาชิกและกลับมาซื้อสินค้าอย่างต่อเนื่อง ราคาพิเศษนี้ยังช่วยดึงลูกค้าออกจากมาร์เก็ตเพลสหรือช่องทางตัวกลางมายังช่องทางของแบรนด์ (Owned channel) เช่น เว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันของแบรนด์ ทำให้ธุรกิจสามารถเก็บข้อมูลลูกค้าได้โดยตรง ลดการพึ่งพาช่องทางการขายอื่น และสื่อสารการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
การตั้งราคาพิเศษเฉพาะช่องทาง
การตั้งราคาพิเศษหรือการจัดชุดผลิตภัณฑ์เฉพาะสำหรับแต่ละช่องทางการขายสามารถสร้างความแตกต่างและเพิ่มคุณค่าให้กับข้อเสนอในแต่ละแพลตฟอร์มได้ เช่น การจำหน่ายสินค้าเซ็ตพิเศษบนเว็บไซต์ที่ไม่มีวางขายในช่องทางอื่น หรือการนำเสนอแพ็กเกจทดลองในราคาที่เข้าถึงได้บนมาร์เก็ตเพลสซึ่งจะเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้ทดลองสินค้าในราคาย่อมเยา กลยุทธ์นี้จะช่วยลดการเปรียบเทียบราคาระหว่างช่องทางการขาย และช่วยให้แบรนด์สามารถตั้งราคาให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของลูกค้าในแต่ละช่องทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การตั้งราคาสินค้าพรีเมียม
การตั้งราคาสินค้าแบบพรีเมียม (Premium pricing) เป็นกลยุทธ์ที่กำหนดราคาสินค้าให้สูงกว่าคู่แข่ง เพื่อสะท้อนคุณภาพ ความพิเศษ และภาพลักษณ์ของแบรนด์ กลยุทธ์นี้เหมาะสำหรับสินค้าที่มีจุดเด่นด้านคุณภาพ วัสดุ การออกแบบ หรือมีคุณค่าทางอารมณ์ที่แตกต่างจากสินค้าทั่วไป
เพื่อสนับสนุนการตั้งราคาพรีเมียม ผู้ประกอบการควรสร้างความน่าเชื่อถือผ่านการนำเสนอข้อมูลสินค้าอย่างละเอียด การใช้ภาพสินค้าคุณภาพสูง มีรีวิวที่น่าเชื่อถือ และการให้บริการหลังการขายที่ดี
การตั้งราคาสินค้าใหม่ในตลาด
เมื่อตั้งราคาสินค้าใหม่ ธุรกิจควรคำนึงถึงทั้งต้นทุน พฤติกรรมผู้บริโภค และระดับการแข่งขันในตลาด เพื่อกำหนดราคาที่สามารถดึงดูดลูกค้าและสร้างผลกำไรได้อย่างเหมาะสม สำหรับสินค้าใหม่ที่ยังไม่เป็นที่รู้จัก ผู้ขายอาจใช้กลยุทธ์การตั้งราคาต่ำกว่าคู่แข่งในช่วงแรก (Penetration pricing) เพื่อกระตุ้นการทดลองซื้อและสร้างฐานลูกค้า เมื่อสินค้าได้รับการยอมรับมากขึ้นจึงค่อยปรับราคาให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด
ในทางกลับกัน หากสินค้าเป็นสินค้านวัตกรรมหรือมีคุณสมบัติที่แตกต่างจากสินค้าในตลาดอย่างชัดเจน ผู้ประกอบการสามารถใช้กลยุทธ์การตั้งราคาสูงในช่วงเปิดตัว (Price skimming) เพื่อสร้างภาพลักษณ์พรีเมียมและเพิ่มผลตอบแทนจากกลุ่มลูกค้าที่พร้อมจ่ายในราคาสูง
การตั้งราคาสินค้าล้างสต๊อก
สามารถตั้งราคาสินค้าล้างสต๊อก (Clearance pricing) เพื่อลดปริมาณสินค้าที่เคลื่อนไหวช้า สินค้าตกรุ่น หรือสินค้าใกล้หมดอายุ โดยการลดราคาเพื่อกระตุ้นการตัดสินใจซื้อในระยะสั้น เช่น Flash sale, โปรโมชันซื้อ 1 แถม 1 หรือลด 50% นอกจากนี้การสื่อสารอย่างชัดเจนว่าสินค้ามีจำนวนจำกัดหรือเป็นการลดราคาครั้งสุดท้ายยังช่วยสร้างความรู้สึกเร่งด่วนและเพิ่มอัตราคอนเวอร์ชันได้อีกด้วย
ผู้ประกอบการควรตั้งส่วนลดราคาอย่างเหมาะสมโดยคำนึงถึงต้นทุนสินค้า กำไรขั้นต่ำที่ยอมรับได้ และผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์
การตั้งราคาเชิงจิตวิทยา
การใช้เทคนิคการตั้งราคาเชิงจิตวิทยาที่เน้นส่งผลกับอารมณ์และจิตใต้สำนึกของผู้บริโภคมากกว่าการคำนวณจากต้นทุน เพื่อโน้มน้าวให้ลูกค้ารู้สึกว่าสินค้าราคาถูกลง คุ้มค่า หรือน่าสนใจจนตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น เช่น
- ตั้งราคาลงท้ายด้วยเลข 9
การตั้งราคาที่ดูคุ้มค่าในสายตาลูกค้า เช่น 199 บาท แทนที่จะเป็น 200 บาท หรือ 499 บาท แทน 500 บาท ผู้บริโภคส่วนใหญ่มักรู้สึกว่าราคานี้ถูกกว่าความเป็นจริง แม้จะต่างเพียงแค่ 1 บาท การตั้งราคาในรูปแบบนี้ช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจเร็วขึ้น - การตั้งราคาเปรียบเทียบ (Price anchoring)
การแสดงราคาเต็มที่ถูกขีดฆ่า (จากราคาตั้งต้น) ควบคู่ไปกับโปรโมชันราคาใหม่ที่ลดลง ช่วยให้ลูกค้ารู้สึกว่าได้ประหยัดเงินและรู้สึกถึงความคุ้มค่า - การตั้งราคาตัวล่อ (Decoy pricing)
การนำเสนอตัวเลือกที่สามเพื่อชี้นำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้าหรือแพ็กเกจในระดับราคาที่สูงขึ้น ด้วยความรู้สึกว่าตัวเลือกนั้นคุ้มค่าที่สุดเช่น ตั้งราคากาแฟแก้วเล็กในราคา 55 บาท แก้วกลาง ราคา 80 บาท และแก้วใหญ่ ราคา 90 บาท แก้วกลางคือราคาตัวล่อเพื่อให้ลูกค้าเปรียบเทียบแล้วรู้สึกว่าจ่ายเพิ่มอีกแค่ 10 บาทก็ได้แก้วใหญ่แล้ว
ความท้าทายของการปรับราคาตามช่องทางการขาย
การปรับราคาตามช่องทางขายเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถกำหนดราคาให้เหมาะสมกับแต่ละช่องทาง อย่างไรก็ดี การใช้ราคาที่แตกต่างกันอาจก่อให้เกิดความท้าทายต่างๆ ดังนี้
การเปรียบเทียบราคาข้ามช่องทาง
ในปัจจุบันลูกค้าสามารถตรวจสอบและเปรียบเทียบราคาสินค้าได้ง่ายผ่านช่องทางออนไลน์ หากพบว่าสินค้าชนิดเดียวกันมีราคาต่างกันในแต่ละช่องทาง อาจทำให้ลูกค้าเกิดความไม่พอใจหรือรู้สึกว่าธุรกิจตั้งราคาโดยไม่โปร่งใส นอกจากนี้ ลูกค้าอาจเลือกซื้อเฉพาะช่องทางที่มีราคาต่ำที่สุด ส่งผลให้ช่องทางอื่นๆ มียอดขายลดลง
ข้อขัดแย้งกับพาร์ทเนอร์
การตั้งราคาที่แตกต่างกันระหว่างช่องทางของแบรนด์กับตัวแทนจำหน่ายอาจทำให้เกิดข้อขัดแย้งกับพาร์ทเนอร์ได้ เช่น หากธุรกิจขายสินค้าผ่านเว็บไซต์ของตนเองในราคาถูกกว่าตัวแทนจำหน่าย ตัวแทนอาจมองว่าอยู่ในสภาวะที่เสียเปรียบในการแข่งขัน ซึ่งจะส่งผลต่อความสัมพันธ์ทางธุรกิจและความร่วมมือในระยะยาว
ความซับซ้อนในการจัดการโปรโมชัน
แต่ละช่องทางขายมักมีรูปแบบโปรโมชันที่แตกต่างกัน เช่น ส่วนลด, คูปอง, Flash sale หรือโปรโมชันเฉพาะแพลตฟอร์ม ทำให้ธุรกิจต้องวางแผนและควบคุมราคาอย่างรอบคอบ หากจัดการได้ไม่ดีก็อาจเกิดปัญหาราคาทับซ้อน กำไรลดลง หรือทำให้ลูกค้าสับสนเกี่ยวกับเงื่อนไขของโปรโมชัน
การติดตามรายได้จากแต่ละช่องทาง
เมื่อมีหลายช่องทางการขาย ธุรกิจจำเป็นต้องติดตามรายได้ ต้นทุน และกำไรของแต่ละช่องทางอย่างละเอียด เพราะแต่ละช่องทางมักมีค่าธรรมเนียม ค่าขนส่ง ค่าคอมมิชชัน หรือค่าโฆษณาที่แตกต่างกัน หากไม่มีระบบข้อมูลที่ชัดเจน ก็อาจทำให้ประเมินผลการขายผิดพลาด และไม่สามารถตัดสินใจปรับราคาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ความสม่ำเสมอของภาพลักษณ์แบรนด์
อีกหนึ่งความท้าทายของการปรับราคาตามช่องทางขาย คือการรักษาความสม่ำเสมอของภาพลักษณ์แบรนด์และความเชื่อมั่นของลูกค้า หากราคาสินค้าในแต่ละช่องทางแตกต่างกันมากเกินไป ลูกค้าอาจเกิดความสับสนหรือรู้สึกว่าแบรนด์ขาดความโปร่งใสในการตั้งราคา ซึ่งอาจกระทบต่อความน่าเชื่อถือของแบรนด์ในระยะยาว
ดังนั้นธุรกิจจึงต้องกำหนดแนวทางการตั้งราคาให้เหมาะสมกับแต่ละช่องทาง โดยยังคงรักษาคุณค่าของแบรนด์และสะท้อนความจริงใจในการประกอบธุรกิจ
แนวทางในการส่งเสริมกลยุทธ์การตั้งราคา
ธุรกิจควรบริหารและจัดการปัจจัยเพื่อสนับสนุนกลยุทธ์การตั้งราคาตามช่องทางการขายให้มีประสิทธิภาพ โดยดำเนินการตามแนวทางดังนี้
โซลูชันการชำระเงินที่ครบวงจร
ในการทำกลยุทธ์การตั้งราคาตามช่องทางการขาย ธุรกิจควรใช้โซลูชันที่รองรับการชำระเงินหลายช่องทางในระบบเดียว เช่น กระเป๋าเงินดิจิทัล, พร้อมเพย์, โมบายแบงก์กิ้ง หรือบัตรเครดิตและเดบิต เพื่อให้สามารถตั้งราคา โปรโมชัน ค่าคอมมิชชัน และเงื่อนไขที่แตกต่างกันตามแต่ละช่องทางได้อย่างเป็นระบบ ช่วยให้ธุรกิจบริหารการชำระเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมมอบความยืดหยุ่นให้ลูกค้าในการเลือกชำระตามช่องทางต่างๆ ได้อย่างสะดวก
โดยธุรกิจสามารถเลือกใช้โซลูชันอย่าง Stripe Payments ซึ่งสามารถช่วยให้ธุรกิจรับชำระเงินได้หลายวิธีและจากหลายช่องทางในระบบเดียว เหมาะกับการจัดการราคาที่แตกต่างกันในแต่ละแพลตฟอร์มการขาย
หน้าชำระเงินที่ช่วยเพิ่มคอนเวอร์ชัน
ธุรกิจควรให้ความสำคัญกับประสบการณ์การชำระเงินที่ราบรื่นซึ่งช่วยเพิ่มคอนเวอร์ชันได้โดยตรง ดังนั้นธุรกิจควรเลือกใช้โซลูชันหน้าชำระเงินที่ปลอดภัย ปรับแต่งได้ และออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวกและลดความติดขัดในขั้นตอนการชำระเงินโดยเฉพาะ พร้อมทั้งมีตัวเลือกหน้าชำระเงินแบบต่างๆ ตามความต้องการของธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นหน้าชำระเงินแบบเต็มหน้า ฟอร์มที่ฝังในเว็บไซต์ หรือลิงก์ชำระเงิน โดยรองรับทั้งการชำระเงินแบบครั้งเดียว การแบ่งชำระ และการชำระตามรอบบิล
จัดการการชำระเงินอย่างเป็นระบบ
เมื่อธุรกิจมีช่องทางรับชำระเงินที่หลากหลาย ก็ควรมีโซลูชันที่ช่วยจัดการการชำระเงินได้อย่างเป็นระบบในช่องทางต่างๆ เช่นกัน
ผลิตภัณฑ์อย่าง Stripe Connect เหมาะสำหรับมาร์เก็ตเพลส หรือธุรกิจที่มีผู้ขายหลายราย เพราะสามารถช่วยให้เริ่มต้นใช้งาน ยืนยันตัวตนผู้รับเงิน และเบิกจ่ายเงินให้พาร์ทเนอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยธุรกิจสามารถใช้ข้อมูลการชำระเงินและการเรียกเก็บเงินเพื่อคำนวณส่วนแบ่งรายได้ รวมถึงติดตามประสิทธิภาพของแคมเปญและโปรโมชันในช่องทางการขายต่างๆ
การเชื่อมต่อกับระบบจัดการอื่นๆ
ควรเลือกโซลูชันที่สามารถเชื่อมต่อกับระบบต่างๆ ของธุรกิจได้อย่างยืดหยุ่นและปลอดภัย เช่น ระบบชำระเงิน ระบบบัญชี ระบบบริหารคลังสินค้า หรือระบบวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า ผ่าน API (Application Programming Interface), ปลั๊กอิน, หรือแอปเสริมต่างๆ เพื่อให้ข้อมูลธุรกรรม สถานะการชำระเงิน รายได้ และข้อมูลคู่ค้ามีการบันทึก อัปเดต และส่งต่อระหว่างระบบได้แบบเรียลไทม์
การเชื่อมต่อดังกล่าวช่วยให้ธุรกิจที่ขายผ่านหลายช่องทางสามารถรวบรวมข้อมูลรายได้ แยกธุรกรรมตามแพลตฟอร์ม วิเคราะห์กำไร ต้นทุนค่าธรรมเนียม และค่าคอมมิชชันของแต่ละช่องทางได้อย่างสะดวกและแม่นยำ
ติดตามสถานะการเงินจากทุกช่องทางได้อย่างใกล้ชิด
ความสามารถในการติดตามภาพรวมรายได้และสถานะการชำระเงินจากแต่ละช่องทางการขาย ช่วยให้ธุรกิจประเมินประสิทธิภาพของกลยุทธ์การตั้งราคาในแต่ละช่องทางหรือกลุ่มลูกค้าได้อย่างแม่นยำ ส่งผลให้สามารถปรับกลยุทธ์ด้านราคาโดยอ้างอิงจากข้อมูลจริง ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้และรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
ผลิตภัณฑ์อย่าง Stripe Dashboard และ Stripe Reporting ช่วยให้ธุรกิจติดตามสถานะการชำระเงินจากทุกช่องทางได้อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ยอดขาย รายการค้างชำระ สถานะการโอนเงิน ไปจนถึงความเคลื่อนไหวของธุรกรรมแบบเรียลไทม์ พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกให้ธุรกิจโดยการรวบรวมข้อมูลทางการเงินทั้งหมดไว้ในรายงานการแสดงผลที่เดียว
มีระบบวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อปรับกลยุทธ์ราคา
ธุรกิจควรมีระบบวิเคราะห์ข้อมูลที่ช่วยสนับสนุนการปรับกลยุทธ์การตั้งราคาตามช่องทางการขายได้อย่างมีประสิทธิภาพและตั้งราคาแบบไดนามิกโดยนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลสำคัญ เช่น ยอดขาย พฤติกรรมผู้บริโภค ราคาของคู่แข่ง ต้นทุนสินค้า ความต้องการซื้อในแต่ละช่องทางการจัดจำหน่าย และช่องทางที่สร้างรายได้สูง
ระบบวิเคราะห์ข้อมูลช่วยให้ธุรกิจสามารถตั้งราคา โปรโมชัน และรูปแบบแพ็กเกจที่เหมาะสมกับแต่ละช่องทางตามสภาวะตลาดได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้สามารถเพิ่มยอดขายและอัตรากำไรได้อย่างเป็นระบบ
Stripe Checkout ช่วยเหลือคุณได้อย่างไร
Stripe Checkout เป็นแบบฟอร์มการชำระเงินสำเร็จรูปที่ปรับแต่งได้อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งจะช่วยให้คุณรับชำระเงินบนเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันของคุณได้อย่างง่ายดาย
Checkout สามารถช่วยคุณทำสิ่งต่อไปนี้
เพิ่มอัตราการเปลี่ยนเป็นลูกค้า: การออกแบบที่เหมาะกับมือถือและขั้นตอนการชำระเงินแบบคลิกเดียวของ Checkout ทำให้ลูกค้าสามารถกรอกและใช้ข้อมูลการชำระเงินของตนได้อย่างง่ายดาย
ลดเวลาในการพัฒนา: ผสาน Checkout ลงในเว็บไซต์ของคุณโดยตรง หรือส่งลูกค้าไปยังหน้าเว็บที่โฮสต์โดย Stripe ด้วยโค้ดเพียงไม่กี่บรรทัด
ปรับปรุงความปลอดภัย: Checkout จะจัดการข้อมูลบัตรที่ละเอียดอ่อน ทำให้ปฏิบัติตามข้อกำหนดของ PCI ได้ง่ายขึ้น
ขยายไปทั่วโลก: แปลงค่าบริการให้อยู่ในกว่า 100 สกุลเงินด้วย Adaptive Pricing ซึ่งรองรับมากกว่า 30 ภาษาและแสดงวิธีการชำระเงินที่มีแนวโน้มจะเพิ่มอัตราการเปลี่ยนเป็นลูกค้าได้แบบไดนามิก
ใช้ฟีเจอร์ขั้นสูง: ผสานการทำงานของ Checkout กับผลิตภัณฑ์อื่นๆ ของ Stripe เช่น Billing สำหรับการเรียกเก็บเงินตามรอบบิล, Radar สำหรับการป้องกันการฉ้อโกง และอื่นๆ อีกมากมาย
รักษาการควบคุม: ปรับแต่งประสบการณ์การชำระเงินได้อย่างเต็มที่ รวมถึงการบันทึกวิธีการชำระเงินและการตั้งค่าการดำเนินการหลังการซื้อ
ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีที่ Checkout จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ขั้นตอนการชำระเงิน หรือเริ่มใช้งานเลยวันนี้
เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นคําแนะนําทางกฎหมายหรือภาษี Stripe ไม่รับประกันหรือรับประกันความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ความไม่เพียงพอ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในบทความ คุณควรขอคําแนะนําจากทนายความที่มีอํานาจหรือนักบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอํานาจศาลเพื่อรับคําแนะนําที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ