หน้าการเรียกเก็บเงินที่ออกแบบมาอย่างดีอาจเป็นปัจจัยชี้ขาดว่าลูกค้าจะซื้อสินค้าจนเสร็จสิ้นหรือออกจากเว็บไซต์ธุรกิจของคุณไป แม้ดูเผินๆ แล้วอาจเหมือนเป็นเพียงไม่กี่ช่องให้กรอกกับตัวเลือกวิธีการชำระเงิน แต่หน้าการเรียกเก็บเงินควรได้รับการออกแบบอย่างใส่ใจ ไม่มีใครชอบขั้นตอนการชำระเงินที่ใช้งานติดขัดหรือไม่ลื่นไหล ที่จริงแล้ว ประมาณ 21% ของตะกร้าสินค้าที่ถูกละทิ้ง มีสาเหตุมาจากขั้นตอนการชำระเงินที่ซับซ้อนหรือใช้เวลานานเกินไป
หน้าการเรียกเก็บเงินที่ดีควรคาดการณ์คำถามที่ผู้ใช้อาจมีไว้ล่วงหน้า โดยแสดงค่าบริการอย่างโปร่งใส ใช้ข้อความแนะนำที่ช่วยลดความลังเล และใส่สัญญาณที่เหมาะสมสำหรับการกรอกข้อมูล นอกจากนี้ ยังควรคำนึงถึงข้อกังวลเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล มีตัวเลือกการชำระเงินหลายรูปแบบ และทำให้กระบวนการโดยรวมให้ความรู้สึกว่าใช้งานได้ง่ายๆ
ด้านล่างนี้ เราจะมาดูว่าอะไรที่ทำให้หน้าเรียกเก็บเงินมีประสิทธิผล ตั้งแต่องค์ประกอบที่จำเป็นและคำแนะนำที่เป็นมิตรต่อผู้ใช้ ไปจนถึงวิธีการที่เป็นรูปธรรมที่ Stripe จะช่วยคุณปรับปรุงประสบการณ์การชำระเงินของคุณได้
เนื้อหาหลักในบทความ
- เหตุใดการออกแบบหน้าการเรียกเก็บเงินจึงสำคัญ
- หน้าการเรียกเก็บเงินควรมีองค์ประกอบอะไรบ้าง
- แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับการออกแบบหน้าการเรียกเก็บเงินมีอะไรบ้าง
- Stripe ปรับปรุงฟังก์ชันการทำงานของหน้าการเรียกเก็บเงินอย่างไร
- ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการออกแบบหน้าการเรียกเก็บเงินมีอะไรบ้าง
- ไอเดียสำหรับการทดสอบ A/B เพื่อปรับปรุงหน้าการเรียกเก็บเงิน
- Stripe Billing ช่วยเหลือคุณได้อย่างไร
เหตุใดการออกแบบหน้าการเรียกเก็บเงินจึงสำคัญ
หน้าการเรียกเก็บเงินคือขั้นตอนสุดท้ายก่อนการชำระเงิน จึงเป็นจุดที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เค้าโครงที่ไม่ได้คุณภาพ ช่องกรอกแบบฟอร์มที่ซับซ้อน หรือคำแนะนำที่ไม่ชัดเจน อาจทำให้สูญเสียยอดขายได้ แม้แต่รายละเอียดเล็กน้อย เช่น ช่องกรอกข้อมูลที่ติดป้ายกำกับไว้ไม่ดี ปุ่มที่โหลดช้า หรือการนำเสนอที่ดูไม่เป็นมืออาชีพ ก็อาจทำให้ธุรกรรมที่ดูมีแนวโน้มจะสำเร็จต้องสะดุดลงได้
การมองการออกแบบหน้าการเรียกเก็บเงินว่าเป็นทั้งส่วนหนึ่งของอินเทอร์เฟซผู้ใช้ และอีกส่วนหนึ่งของการสร้างความมั่นใจให้ผู้ใช้ ย่อมเป็นประโยชน์ ต่อไปนี้คือเหตุผลบางประการว่าทำไมเรื่องนี้จึงสำคัญมาก
ความเชื่อมั่นของลูกค้า: ผู้ใช้ให้ข้อมูลส่วนตัวผ่านหน้าเหล่านี้ เค้าโครง ภาษา และความประทับใจโดยรวมควรจะสร้างความมั่นใจ หากหน้าเพจของคุณไม่เป็นระเบียบหรือยุ่งเหยิง ผู้เยี่ยมชมอาจลังเล
อัตราการดำเนินการเสร็จสมบูรณ์ที่สูงขึ้น: เมื่อลูกค้าไปถึงขั้นตอนการเรียกเก็บเงิน แสดงว่าพวกเขาตั้งใจที่จะซื้อแล้ว ประสบการณ์ที่ซับซ้อนอาจลดอัตราการเสร็จดำเนินการที่สมบูรณ์ ในขณะที่การออกแบบที่สวยงามสามารถช่วยเพิ่มคอนเวอร์ชันได้
ภาพลักษณ์แบรนด์ในเชิงบวก: แบรนด์ของคุณสะท้อนอยู่ในทัชพอยต์ทุกจุดด้วย รวมถึงการเรียกเก็บเงินด้วย หน้าเว็บที่ใช้งานง่ายและจัดโครงสร้างมาอย่างดีจะสื่อสารได้อย่างเหมาะสม ส่วนอินเทอร์เฟซที่มีปัญหาหรือชวนสับสนจะทำให้ดูเหมือนขาดความใส่ใจ และบั่นทอนภาพลักษณ์แบรนด์ของคุณ
ความภักดีในระยะยาว: กระบวนการเรียกเก็บเงินที่เรียบง่ายแสดงให้ผู้คนเห็นว่าคุณเคารพเวลาและข้อมูลส่วนบุคคลของพวกเขา ซึ่งสามารถช่วยเพิ่มความประทับใจที่พวกเขามีต่อบริษัทของคุณได้ และอาจกระตุ้นให้มีการสั่งซื้อในอนาคตอีกด้วย
คำขอรับการสนับสนุนน้อยลง: เมื่อคำแนะนำของคุณตรงไปตรงมา คุณจะลดข้อผิดพลาดได้ หมายความว่าทีมของคุณจะได้รับตั๋วขอรับการสนับสนุนลดลงสำหรับปัญหาการชำระเงินที่หลีกเลี่ยงได้
หน้าการเรียกเก็บเงินควรมีองค์ประกอบอะไรบ้าง
แต่ละธุรกิจมีความแตกต่างกัน แต่ก็มีองค์ประกอบพื้นฐานที่หน้าการเรียกเก็บเงินส่วนใหญ่มักมีเหมือนกัน สิ่งสำคัญคือควรใส่เท่าที่จำเป็น พร้อมทั้งคงความเรียบง่ายของหน้าไว้ ฟีเจอร์หลักที่ควรใส่ไว้ในหน้าการเรียกเก็บเงินมีดังนี้
ข้อมูลสรุปคำสั่งซื้อ
วิธีการชำระเงินที่ยอมรับ
รายละเอียดการเรียกเก็บเงินและการจัดส่ง
ข้อมูลติดต่อของลูกค้า
การจัดการกับข้อผิดพลาด
ปุ่มกระตุ้นให้ดำเนินการ (CTA)
การรับรองด้านความปลอดภัย
ข้อตกลงทางกฎหมาย
วิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับการออกแบบหน้าการเรียกเก็บเงินมีอะไรบ้าง
การออกแบบหน้าการเรียกเก็บเงินที่ยอดเยี่ยมหมายถึงการสร้างประสบการณ์ที่โปร่งใสให้กับผู้ใช้เพื่อทำธุรกรรมให้เสร็จสิ้น ต่อไปนี้คือวิธีทำให้ถูกต้อง
ทำให้การออกแบบเรียบง่ายและมุ่งไปที่เป้าหมาย
ขจัดสิ่งรบกวน: หน้าการเรียกเก็บเงินควรมุ่งเน้นไปที่เป้าหมายเดียว กล่าวคือ ลูกค้าสามารถทำการซื้อให้เสร็จสมบูรณ์ได้ อย่าใส่ลิงก์หรือภาพที่ไม่จำเป็นมากเกินไปจนอาจรบกวนผู้ใช้
ใช้เค้าโครงที่เป็นระเบียบ: การออกแบบที่เรียบง่ายช่วยให้ผู้คนสามารถดำเนินการต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย
ทำให้ข้อความอ่านง่าย: ตรวจสอบให้แน่ใจว่าคำแนะนำและป้ายกำกับทั้งหมดอ่านได้ง่าย
โปร่งใสเรื่องค่าใช้จ่ายและสกุลเงิน
แจกแจงค่าใช้จ่ายรวมให้ชัดเจน: แสดงให้ชัดเจนว่าลูกค้ากำลังชำระเงินสำหรับอะไรบ้าง รวมถึงค่าสินค้าหรือการสมัครใช้งาน ภาษี ค่าจัดส่ง และส่วนลดต่างๆ อย่าทำให้ลูกค้าต้องเจอกับค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมแบบไม่คาดคิด
แสดงสกุลเงินที่ถูกต้อง: แสดงราคาสำหรับลูกค้าต่างประเทศในสกุลเงินท้องถิ่นของลูกค้า แม้เป็นเพียงสิ่งเล็กๆ น้อยๆ แต่สามารถสร้างความแตกต่างครั้งใหญ่ได้
ปรับให้เหมาะกับอุปกรณ์เคลื่อนที่
ทำให้รองรับการแสดงผลได้อย่างเหมาะสม: หน้าการเรียกเก็บเงินควรใช้งานได้ดีบนทุกอุปกรณ์ หน้าที่กำหนดให้ลูกค้าต้องใช้นิ้วขยายหรือย่อหน้าจอ หรือเลื่อนหน้าจอในแนวนอน อาจทำให้ผู้ที่ใช้โทรศัพท์หรือแท็บเล็ตหงุดหงิดได้ เพราะพวกเขาคาดหวังความสะดวกในการใช้งานไม่ต่างจากลูกค้าที่ใช้เดสก์ท็อป
ทำให้การป้อนข้อมูลง่ายขึ้น: ใช้ช่องแบบฟอร์มที่เหมาะกับอุปกรณ์เคลื่อนที่ พื้นที่ป้อนข้อมูลขนาดใหญ่ และปุ่มที่ใช้แตะได้ง่าย โปรดทราบว่าคีย์บอร์ดโทรศัพท์จะแตกต่างกันไปสำหรับรายการข้อความ อีเมล หรือตัวเลข ตั้งค่าช่องข้อมูลเพื่อใช้คีย์บอร์ดที่ถูกต้อง
สร้างความเชื่อมั่นด้วยสัญญาณด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว
รักษาความปลอดภัยให้หน้าเว็บ: ใช้ "https" เพื่อให้ผู้ใช้ทราบว่าข้อมูลการชำระเงินของตนปลอดภัย
เพิ่มป้าย: ใส่ไอคอนความปลอดภัยที่เป็นที่รู้จัก เช่น "SSL Secure" และ "Verified by Visa" เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า
โปร่งใสเรื่องความเป็นส่วนตัว: อธิบายว่าข้อมูลของผู้ใช้จะถูกนำไปใช้อย่างไร และย้ำว่าข้อมูลที่ละเอียดอ่อนจะถูกจัดเก็บไว้ก็ต่อเมื่อได้รับอนุญาตเท่านั้น
ทำให้แบบฟอร์มชำระเงินใช้งานง่าย
แนะนำผู้ใช้ทีละขั้นตอนแบบกระชับ: ทุกหน้าที่เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งหน้า จะยิ่งเพิ่มโอกาสที่คุณจะเสียลูกค้าไป การชำระเงินแบบหน้าเดียวก็ใช้ได้ ตราบใดที่แบบฟอร์มไม่ได้แน่นเกินไป ใช้ตัวบ่งชี้ความคืบหน้า เช่น "ขั้นตอนที่ 2 จาก 3" เพื่อให้ลูกค้ารู้ว่าตอนนี้อยู่ตรงจุดใดของกระบวนการ
ใช้การกรอกข้อมูลอัตโนมัติ: ทำงานบางส่วนให้ผู้ใช้โดยเปิดใช้งานการกรอกข้อมูลอัตโนมัติของเบราว์เซอร์สำหรับช่องข้อมูลมาตรฐาน
ถามเฉพาะสิ่งที่จำเป็น: แต่ละช่องที่เพิ่มเข้ามา คือแนวโน้มที่ใครบางคนจะออกจากหน้าไป ให้ยึดไว้เฉพาะข้อมูลพื้นฐานที่จำเป็น
ตรวจสอบความถูกต้องของช่องข้อมูลแบบเรียลไทม์: แสดงข้อผิดพลาดทันที เพื่อให้ลูกค้าแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว เช่น อย่ารอจนลูกค้ากด "ส่ง" แล้วค่อยแจ้งว่าที่อยู่ของพวกเขากรอกไม่ครบ
เสนอตัวเลือกการชำระเงินที่หลากหลาย
รวมหลายวิธี ดังนี้ ต้องยอมรับบัตรเครดิต แต่คุณควรยอมรับกระเป๋าเงินดิจิทัล เช่น Apple Pay และตัวเลือกที่ยืดหยุ่น เช่น บริการซื้อตอนนี้ จ่ายทีหลัง (BNPL) ด้วย
บันทึกรายละเอียดการชำระเงิน: ชำระเงินได้เร็วขึ้นสำหรับลูกค้าที่กลับมาใช้บริการ ด้วยตัวเลือกการชำระเงินในคลิกเดียว
ใช้ปุ่มกระตุ้นให้ดำเนินการ (CTA) ที่ชัดเจนและน่าสนใจ
ใช้ CTA ที่สะดุดตา: ปุ่ม "สั่งซื้อให้เสร็จสิ้น" หรือ ปุ่ม "ชำระเงินตอนนี้" ควรมองเห็นได้ทันที อย่าออกแบบให้ซับซ้อนจนหาเจอยาก
ระบุให้ชัดเจน: บอกลูกค้าให้ชัดว่าการคลิกปุ่มนั้นจะทำอะไร หลีกเลี่ยงป้ายข้อความที่กำกวม เช่น "ส่ง"
จัดการข้อผิดพลาดได้อย่างเหมาะสม
เตรียมพร้อมสำหรับข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น: ก่อนเปิดตัวการออกแบบหน้าการเรียกเก็บเงินในวงกว้าง ควรทดสอบกับผู้ใช้จริงเสียก่อน สังเกตว่าพวกเขาสะดุดหรือสับสนตรงไหนแล้วแก้ไข
อธิบายปัญหาให้ชัดเจน: หากมีการกรอกข้อมูลในช่องใดไม่ถูกต้อง ให้บอกผู้ใช้ให้ชัดว่าข้อผิดพลาดคืออะไร อย่าแสดงเพียงคำว่า "เกิดข้อผิดพลาด" ตัวอย่างเช่น ข้อความอาจระบุว่า "หมายเลขบัตรของคุณต้องมี 16 หลัก"
บันทึกความคืบหน้าของผู้ใช้ไว้: หากเกิดข้อผิดพลาด ควรเติมข้อมูลของลูกค้ากลับเข้ามาให้อัตโนมัติเพื่อประหยัดเวลา อย่าทำให้ผู้ใช้ต้องกรอกข้อมูลใหม่อีกครั้ง
มีหน้าตรวจสอบคำสั่งซื้อที่ชัดเจน
แสดงข้อมูลสรุปคำสั่งซื้อ: ก่อนคลิกปุ่มสุดท้าย ผู้ใช้ควรตรวจสอบได้ว่าจะซื้อสินค้าอะไร ราคาเท่าไหร่ และรายละเอียดการชำระเงิน
เปิดให้แก้ไขได้: หากลูกค้าพบสิ่งที่ต้องการเปลี่ยนแปลง ให้แสดงวิธีการที่ตรงไปตรงมาเพื่อให้พวกเขากลับไปแก้ไขได้โดยไม่ต้องเริ่มต้นใหม่
แสดงหน้าการยืนยันหรือใบเสร็จ: เมื่อคุณประมวลผลการชำระเงินของพวกเขาแล้ว ให้แจ้งให้ผู้ใช้ทราบว่าเสร็จสิ้นแล้ว การปิดท้ายที่ชัดเจนแบบนี้ช่วยสร้างความมั่นใจและลดการติดต่อสอบถามกับฝ่ายบริการลูกค้าในภายหลังได้
Stripe ปรับปรุงฟังก์ชันการทำงานของหน้าการเรียกเก็บเงินอย่างไร
Stripe มีฟีเจอร์ที่เหมาะกับนักพัฒนาและเครื่องมือสำเร็จรูปให้เลือกใช้อย่างหลากหลาย ซึ่งช่วยลดการคาดเดาในการสร้างหน้าการเรียกเก็บเงินไปได้มาก ความแตกต่างระหว่างการสร้างหน้าการเรียกเก็บเงินแบบกำหนดเองที่ซับซ้อนกับการใช้บริการจากผู้ให้บริการภายนอกนั้นชัดเจนมาก แทนที่จะต้องเขียนโค้ดทุกอย่างขึ้นมาเองตั้งแต่ต้น คุณสามารถใช้โซลูชันที่ผ่านการทดสอบมาแล้ว ซึ่งออกแบบมาเพื่อความรวดเร็ว ความปลอดภัย และความสะดวกได้ ด้านล่างนี้คือบางวิธีที่ Stripe ช่วยให้คุณเปลี่ยนผู้ใช้ให้เป็นลูกค้าได้ และรักษาลูกค้าเหล่านั้นไว้ได้ด้วย
ใช้หน้าชำระเงินแบบโฮสต์เพื่อให้เริ่มต้นได้อย่างรวดเร็ว
Stripe Checkout คือหน้าชำระเงินแบบโฮสต์ที่คุณสามารถนำไปใช้งานได้โดยใช้ความพยายามเพียงเล็กน้อย ซึ่งสร้างขึ้นตามแนวปฏิบัติที่ดีที่สุด เช่น การตรวจสอบความถูกต้องแบบเรียลไทม์และเค้าโครงที่ใช้งานได้ง่าย
Checkout จะปรับให้เข้ากับสกุลเงินและภาษาท้องถิ่นโดยอัตโนมัติ ซึ่งอาจเป็นข้อได้เปรียบหากคุณขายสินค้าในต่างประเทศ
ช่องข้อมูลการชำระเงินที่ปรับแต่งได้
Stripe Elements คือชุดองค์ประกอบแบบแยกส่วนสำหรับช่องข้อมูลการชำระเงิน ซึ่งเหมาะสำหรับเจ้าของธุรกิจที่ต้องการควบคุมได้มากขึ้น
คุณสามารถฝังช่องข้อมูลสำหรับหมายเลขบัตร วันหมดอายุ และรหัสตรวจสอบบัตร (CVV) โดยให้รูปลักษณ์และความรู้สึกสอดคล้องกับอัตลักษณ์แบรนด์ของคุณ
Elements จะจัดการงานที่ซับซ้อนอยู่เบื้องหลัง เช่น การจัดรูปแบบข้อมูลที่ป้อน ข้อความแจ้งข้อผิดพลาด และการปฏิบัติตามข้อกำหนด
ทำให้การจัดการการชำระเงินปลอดภัย
Stripe ปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยข้อมูลของอุตสาหกรรมบัตรชำระเงิน (PCI DSS) รวมถึงข้อกำหนดของ GDPR สำหรับข้อมูลการเรียกเก็บเงินของลูกค้า เพื่อช่วยรักษาความปลอดภัยข้อมูลบัตรของผู้ใช้ อีกทั้งยังเป็นผู้จัดการและจัดเก็บข้อมูลที่ละเอียดอ่อนเหล่านั้นแทนคุณด้วย ดังนั้นคุณจึงไม่ต้องจัดการเอง
Stripe จะแปลงหมายเลขบัตรให้เป็นโทเค็น เพื่อไม่ให้ข้อมูลดังกล่าวเข้าสู่เซิร์ฟเวอร์ของคุณเลย คุณจึงสามารถประมวลผลการชำระเงินได้โดยไม่ต้องรับความเสี่ยงเพิ่มเติม
รองรับวิธีการชำระเงินทางเลือก
Stripe รองรับวิธีการชำระเงินหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การหักบัญชีอัตโนมัติไปจนถึงกระเป๋าเงินดิจิทัล ซึ่งช่วยให้คุณตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่มได้ โดยไม่ต้องผสานการทำงานกับแต่ละตัวเลือกแยกกันทีละรายการ
Stripe ยังสามารถแสดงตัวเลือกการชำระเงินที่สอดคล้องกับความนิยมในแต่ละประเทศได้ด้วย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าลูกค้าของคุณอาศัยอยู่ที่ใด
จัดการการสมัครใช้งานและการเรียกเก็บเงินตามแบบแผนล่วงหน้า
หากคุณดำเนินธุรกิจแบบสมัครใช้งาน Stripe Billing สามารถจัดการการชำระเงินตามแบบแผนล่วงหน้า การแบ่งชำระตามสัดส่วนเมื่อมีการเปลี่ยนแผน และการลองเรียกเก็บเงินใหม่โดยอัตโนมัติเมื่อการชำระเงินไม่สำเร็จ
Billing ยังสามารถส่งใบแจ้งหนี้ จัดการการทดลองใช้ และติดตามรอบการชำระเงินได้อีกด้วย
การป้องกันการฉ้อโกง
Stripe Radar เป็นชุดตรวจจับการฉ้อโกงในตัวที่ใช้แมชชีนเลิร์นนิงที่ฝึกฝนจากข้อมูลจากธุรกิจหลายล้านแห่งทั่วโลก
โดยจะทำเครื่องหมายในธุรกรรมที่น่าสงสัย ปรับให้เข้ากับรูปแบบการฉ้อโกงที่เปลี่ยนแปลง และสามารถลดกรณีของผลลัพธ์บวกลวงได้
ติดตามผลการดำเนินงานด้วยการวิเคราะห์และข้อมูลเชิงลึก
แดชบอร์ด Stripe จะแสดงข้อมูลแบบเรียลไทม์เกี่ยวกับการซื้อ การคืนเงิน และอัตราการยกเลิกการสมัครใช้งาน คุณสามารถติดตามผลการดำเนินงานของการเรียกเก็บเงินและปรับแผนของคุณได้หากจำเป็น
ฟังก์ชันบันทึกและการรายงานโดยละเอียดจะอธิบายการทำงานของขั้นตอนการเรียกเก็บเงินอย่างครบถ้วน
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการออกแบบหน้าการเรียกเก็บเงินมีอะไรบ้าง
แม้แต่ธุรกิจที่ชาญฉลาดก็อาจพบกับปัญหาที่ทำให้ลดอัตราการดำเนินการเสร็จสมบูรณ์และความเชื่อมั่นของผู้ใช้ เมื่อมีองค์ประกอบหลายอย่างที่ต้องจัดการ เช่น ช่องข้อมูลในแบบฟอร์ม ตัวเลือกการชำระเงิน ข้อมูลที่อยู่ คำปฏิเสธความรับผิดชอบด้านความปลอดภัย จึงไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะมองข้ามรายละเอียดต่างๆ ต่อไปนี้คือข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง
|
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย |
เหตุใดจึงส่งผลเสีย |
วิธีหลีกเลี่ยง |
|---|---|---|
|
แบบฟอร์มที่ยาวหรือมีรายละเอียดมากเกินไป |
ช่องกรอกข้อมูลมากเกินไปอาจทำให้อัตราการดำเนินการจนเสร็จสิ้นลดลง |
ใช้เฉพาะช่องข้อมูลที่จำเป็น |
|
ค่าใช้จ่ายขาดความชัดเจน |
ค่าธรรมเนียมแอบแฝงหรือค่าใช้จ่ายที่มาโผล่ในนาทีสุดท้ายทำให้ลูกค้าละทิ้งรถเข็นสินค้า |
แสดงรายละเอียดค่าใช้จ่าย ภาษี และค่าจัดส่งล่วงหน้าอย่างชัดเจน |
|
ข้อความแสดงข้อผิดพลาดที่สับสน |
การแจ้งเตือนแบบกว้างๆ ทำให้ผู้ใช้หงุดหงิดและอาจทำให้หลุดออกจากกระบวนการ |
เน้นช่องข้อมูลที่มีปัญหาอย่างชัดเจนพร้อมคำแนะนำที่เข้าใจง่าย |
|
ประสบการณ์การใช้งานบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ที่ไม่ดี |
เลย์เอาต์ที่ไม่ปรับให้เหมาะกับหน้าจอขนาดเล็กจะทำให้ผู้ใช้รู้สึกหงุดหงิด |
ใช้การออกแบบที่รองรับการแสดงผลอย่างเหมาะสมและช่องกรอกข้อมูลที่เหมาะกับอุปกรณ์เคลื่อนที่ |
|
เวลาโหลดนาน |
หน้าที่โหลดช้าจะลดความเชื่อมั่นและอาจทำให้ผู้ใช้โหลดหน้าใหม่หรือออกจากหน้าไป |
ปรับแต่งโค้ด บีบอัดรูปภาพ และใช้แคช/CDN |
|
สัญญาณการรักษาความปลอดภัยที่ไม่รัดกุม |
การไม่มีตัวบ่งชี้ความน่าเชื่อถือทำให้ลูกค้ากังวลเรื่องความปลอดภัย |
แสดงตราสัญลักษณ์ SSL, ไอคอนแม่กุญแจ และข้อความแจ้งเรื่องการเข้ารหัส |
|
การตั้งค่าการชำระเงินแบบเดียวสำหรับทุกภูมิภาค |
การไม่คำนึงถึงธรรมเนียมการชำระเงินในแต่ละท้องถิ่นอาจทำให้ลูกค้าต่างประเทศรู้สึกหงุดหงิด |
รองรับวิธีการชำระเงินและสกุลเงินท้องถิ่น |
|
ไม่คำนึงถึงการเข้าถึงของผู้ใช้ |
ทำให้ผู้ใช้ที่ใช้อุปกรณ์ช่วยเหลือหรือการนำทางด้วยแป้นพิมพ์ไม่สามารถใช้งานได้ |
ติดป้ายกำกับช่องข้อมูลให้ถูกต้อง จัดลำดับการกดแท็บให้เป็นเหตุเป็นผล และทดสอบกับโปรแกรมอ่านหน้าจอ |
|
ตัวเลือกการสนับสนุนที่ไม่มีอยู่หรือถูกซ่อนไว้ |
ผู้ใช้ไม่สามารถขอความช่วยเหลือได้หากเกิดปัญหาการชำระเงิน |
ทำให้ข้อมูลติดต่อหรือแชทแบบเรียลไทม์หาเจอได้ง่าย |
ไอเดียสำหรับการทดสอบ A/B เพื่อปรับปรุงหน้าการเรียกเก็บเงิน
การทำการทดสอบ A/B กับหน้าการเรียกเก็บเงินที่ใช้งานอยู่เป็นเครื่องมือที่ยอดเยี่ยมในการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมของลูกค้า และช่วยเพิ่มอัตราคอนเวอร์ชันได้ในที่สุด ต่อไปนี้คือองค์ประกอบทั่วไปบางส่วนที่ควรนำมาทดสอบ
CTA
ทดสอบรูปแบบต่างๆ ของข้อความ สี ขนาด และตำแหน่งของปุ่มกระตุ้นให้ดำเนินการ (CTA) เพื่อดูว่าแบบใดช่วยกระตุ้นให้เกิดคอนเวอร์ชันได้มากที่สุด การทดลองที่พบบ่อย ได้แก่ การเปลี่ยนป้ายข้อความทั่วไปอย่าง "ส่ง" ให้เป็นข้อความที่กระตุ้นการดำเนินการมากขึ้น รวมถึงการทดสอบว่าการวาง CTA ไว้ในตำแหน่งต่างๆ ของแบบฟอร์มช่วยเพิ่มจำนวนการคลิกได้หรือไม่ การทดสอบ CTA มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับธุรกิจการให้บริการระบบซอฟต์แวร์ (SaaS) และธุรกิจแบบสมัครใช้งาน ซึ่งจำเป็นต้องตอกย้ำคุณค่าที่ผู้ใช้จะได้รับจากข้อเสนอไปจนถึงช่วงเวลาที่ชำระเงิน
เค้าโครงแบบฟอร์ม
เค้าโครงแบบฟอร์มส่งผลโดยตรงต่อความรู้สึกที่ลูกค้ามีต่อหน้าการเรียกเก็บเงิน แบบฟอร์มที่รกอาจทำให้ผู้ใช้บางรายละทิ้งการซื้อในนาทีสุดท้าย แม้ว่าพวกเขาจะตัดสินใจซื้อไปแล้วก็ตาม ลองทดสอบจำนวนช่องข้อมูลที่แสดง จำนวนคอลัมน์ในเค้าโครง และลำดับของช่องข้อมูลในแบบฟอร์ม ทดสอบว่าการแบ่งแบบฟอร์มออกเป็นหลายขั้นตอนช่วยลดการหลุดออกจากกระบวนการได้มากกว่าการแสดงทุกอย่างพร้อมกันหรือไม่ การทดสอบประเภทนี้เหมาะกับธุรกิจค้าปลีกสินค้าที่จับต้องได้และบริษัท B2B เพราะธุรกิจเหล่านี้มักต้องขอข้อมูลมากกว่าในขั้นตอนการชำระเงิน จึงทำให้การทดลองเรื่องเค้าโครงและลำดับของช่องข้อมูลส่งผลได้อย่างชัดเจน
สัญญาณความน่าเชื่อถือ
ทดสอบตำแหน่ง รูปแบบ และประเภทของสัญญาณความน่าเชื่อถือบนหน้าการเรียกเก็บเงินของคุณ เช่น ตราสัญลักษณ์ด้านความปลอดภัย แบนเนอร์รับประกันคืนเงิน คำรับรองจากลูกค้า และคะแนนรีวิว ลองทดสอบการวางองค์ประกอบเหล่านี้ไว้ใกล้ CTA ข้างช่องกรอกข้อมูลบัตร หรือด้านบนของหน้า การทดสอบสัญญาณความน่าเชื่อถือสามารถให้ผลตอบแทนที่ดีมากสำหรับแบรนด์ใหม่หรือแบรนด์ที่ยังไม่เป็นที่รู้จักในทุกอุตสาหกรรม รวมถึงธุรกิจแบบสมัครใช้งาน ซึ่งลักษณะของการผูกพันอย่างต่อเนื่องอาจทำให้ผู้ใช้ลังเลได้
การปรับให้เหมาะกับอุปกรณ์เคลื่อนที่
หน้าการเรียกเก็บเงินที่ใช้งานได้ดีบนเดสก์ท็อป แต่ทำงานได้ไม่ดีบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ อาจเป็นจุดรั่วสำคัญที่ทำให้อัตราคอนเวอร์ชันหายไปได้ ควรทำการทดสอบกับเค้าโครงบนอุปกรณ์เคลื่อนที่โดยเฉพาะ รวมถึงขนาดพื้นที่แตะ การรองรับการกรอกข้อมูลอัตโนมัติ การจัดเรียงแบบฟอร์มเป็นคอลัมน์เดียว และการมองเห็น CTA ได้โดยไม่ต้องเลื่อนหน้าจอมากเกินไป การทดสอบการปรับให้เหมาะกับอุปกรณ์เคลื่อนที่มีความสำคัญสำหรับธุรกิจดาวน์โหลดดิจิทัลและธุรกิจสมัครใช้งานสำหรับผู้บริโภค ซึ่งการซื้อสินค้ามักเกิดขึ้นจากการตัดสินใจฉับพลันและดำเนินการทั้งหมดบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ แม้จะมีความติดขัดเพียงเล็กน้อยในขั้นตอนการเรียกเก็บเงิน ก็อาจทำให้ผู้ใช้ละทิ้งการซื้อได้
Stripe ช่วยอะไรได้บ้าง
Stripe Billing ช่วยให้คุณเรียกเก็บเงินและจัดการลูกค้าได้ตามที่คุณต้องการ ตั้งแต่การเรียกเก็บเงินตามแบบแผนล่วงหน้าง่ายๆ ไปจนถึงการเรียกเก็บเงินตามการใช้งานและสัญญาที่ตกลงกันทางการขาย เริ่มรับชำระเงินแบบตามแผนล่วงหน้าจากทั่วโลกได้ภายในไม่กี่นาที โดยไม่ต้องเขียนโค้ด หรือใช้วิธีสร้างการผสานการทำงานแบบกำหนดเองโดยใช้ API
Stripe Billing ช่วยคุณทำสิ่งต่อไปนี้ได้
เสนอการตั้งราคาที่ยืดหยุ่น: ตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้ได้เร็วขึ้นด้วยโมเดลการตั้งราคาที่ยืดหยุ่น ซึ่งมีทั้งแบบตามการใช้งาน แบ่งระดับ ค่าธรรมเนียมคงที่บวกค่าธรรมเนียมส่วนเกิน และอีกมากมาย ทั้งยังรองรับคูปอง การทดลองใช้งานฟรี การแบ่งชำระตามสัดส่วน และส่วนเสริมอีกด้วย
ขยายไปทั่วโลก: เพิ่มอัตราการเปลี่ยนเป็นผู้ใช้แบบชำระเงินด้วยการเสนอวิธีการชำระเงินที่ลูกค้าต้องการ นอกจากนี้ Stripe ยังรองรับวิธีการชำระเงินในแต่ละประเทศมากกว่า 125 วิธีและกว่า 130 สกุลเงิน
เพิ่มรายได้และลดอัตราการเลิกใช้บริการ: ให้คุณเก็บรายรับได้มากขึ้นและลดการเลิกใช้บริการโดยไม่สมัครใจด้วย Smart Retries และระบบอัตโนมัติสำหรับกระบวนการกู้คืน เครื่องมือการกู้คืนของ Stripe ช่วยให้ผู้ใช้สามารถกู้คืนรายรับกว่า 6,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024
เพิ่มประสิทธิภาพ: ใช้เครื่องมือภาษีแบบโมดูลาร์ รายงานรายรับ และเครื่องมือข้อมูลของ Stripe เพื่อรวมระบบรายรับหลายระบบให้เป็นหนึ่งเดียว พร้อมผสานการทำงานกับซอฟต์แวร์ของบริษัทอื่นได้อย่างง่ายดาย
ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Stripe Billing หรือเริ่มใช้งานเลยวันนี้
เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นคําแนะนําทางกฎหมายหรือภาษี Stripe ไม่รับประกันหรือรับประกันความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ความไม่เพียงพอ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในบทความ คุณควรขอคําแนะนําจากทนายความที่มีอํานาจหรือนักบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอํานาจศาลเพื่อรับคําแนะนําที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ