คำอธิบายเกี่ยวกับ Open Banking API: คืออะไรและทํางานอย่างไร

Connect
Connect

แพลตฟอร์มและมาร์เก็ตเพลสที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก อาทิ Shopify และ DoorDash ต่างก็ใช้ Stripe Connect ในการผสานรวมการชำระเงินเข้ากับผลิตภัณฑ์

ดูข้อมูลเพิ่มเติม 
  1. บทแนะนำ
  2. Open Banking API ทํางานอย่างไร
  3. นักพัฒนาใช้ Open Banking API ทําอะไรได้บ้าง
  4. เหตุใด Open Banking API จึงสำคัญ
  5. ประโยชน์ของ Open Banking API
    1. ลูกค้า
    2. ธุรกิจ
    3. สถาบันการเงิน
  6. วิธีปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลทางการเงินด้วย Open Banking API
    1. การตรวจสอบสิทธิ์และการอนุมัติ
    2. การเข้ารหัสข้อมูล
    3. ความปลอดภัยของ API
    4. การตรวจสอบการรักษาความปลอดภัยและการตรวจสอบการปฏิบัติตามข้อกําหนด
    5. การเข้าถึงข้อมูล
    6. การติดตามตรวจสอบและการตรวจจับความผิดปกติ
  7. Stripe Connect ช่วยอะไรได้บ้าง

Open Banking Application Programming Interface (API) คือเกตเวย์ดิจิทัลที่ช่วยให้นักพัฒนาของบริษัทอื่นสร้างแอปพลิเคชันและบริการต่างๆ จากระบบของสถาบันการเงินได้ เทคโนโลยีนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของบริการ Open Banking ซึ่งเป็นรูปแบบที่ส่งเสริมความโปร่งใสและการเข้าถึงในภาคการเงินให้ดียิ่งขึ้นโดยการแชร์ข้อมูลในลักษณะที่ปลอดภัยและเป็นมาตรฐานเดียวกันโดยได้รับความยินยอมจากลูกค้า ในปี 2025 ตลาด Open Banking ทั่วโลกมีมูลค่า 394.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 460.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2026 รวมถึงคาดว่าจะสูงถึง 1.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2034 โดยเติบโตในอัตราการเติบโตรายปีแบบทบต้น (CAGR) ที่ 18.2% ในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งเน้นย้ำถึงความสำคัญของ API เหล่านี้และการชำระเงินที่เกิดขึ้นได้เพราะ API

ด้านล่างนี้เราจะอธิบายว่า Open Banking API ทํางานอย่างไร นักพัฒนาใช้ทําอะไรได้บ้าง ความสําคัญ ข้อดี และวิธีปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลทางการเงินด้วย API เหล่านี้

เนื้อหาหลักในบทความ

  • Open Banking API ทำงานอย่างไร
  • นักพัฒนาใช้ Open Banking API ทำอะไรได้บ้าง
  • เหตุใด Open Banking API จึงสำคัญ
  • ประโยชน์ของ Open Banking API
  • วิธีปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลทางการเงินด้วย Open Banking API
  • Stripe Connect ช่วยอะไรได้บ้าง

Open Banking API ทํางานอย่างไร

API ของ Open Banking จะสร้างช่องทางที่ปลอดภัยและเป็นมาตรฐานสำหรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างธนาคารกับผู้ให้บริการบุคคลที่สาม (TPP) ขั้นตอนนี้ช่วยให้มั่นใจได้ว่ามีเพียงฝ่ายที่ได้รับอนุมัติเท่านั้นที่จะเข้าถึงข้อมูลได้ และการแลกเปลี่ยนดังกล่าวสอดคล้องกับกรอบการกำกับดูแล เช่น the revised Payment Services Directive (PSD2) ในยุโรป และ Consumer Data Right ในออสเตรเลีย การทำงานของ API เหล่านี้มีดังนี้

  • การกำหนดมาตรฐาน: API ของ Open Banking ใช้ชุดโปรโตคอลและรูปแบบข้อมูลที่เป็นมาตรฐานร่วมกันทั่วทั้งอุตสาหกรรมการธนาคาร ซึ่งช่วยให้นักพัฒนาสร้างแอปพลิเคชันที่โต้ตอบกับธนาคารหลายแห่งได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องปรับแต่งการผสานการทำงานสำหรับธนาคารแต่ละแห่ง

  • การอนุมัติและการตรวจสอบสิทธิ์: ลูกค้าต้องอนุมัติให้ TPP เข้าถึงข้อมูลของตนก่อน โดยปกติแล้วจะทำผ่านขั้นตอนการอนุมัติแบบเปิด (OAuth) โดยเข้าสู่ระบบบัญชีธนาคารและให้สิทธิ์ TPP ในการเข้าถึงข้อมูลทางการเงิน ขั้นตอนนี้ช่วยให้มั่นใจได้ว่า TPP ได้รับความยินยอมให้เข้าถึงข้อมูล ซึ่งเป็นการรักษาความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของลูกค้า

  • การดึงข้อมูล: เมื่อได้รับการอนุมัติแล้ว TPP จะใช้ API เป็นสะพานเชื่อมไปยังเซิร์ฟเวอร์ของธนาคารได้ โดยจะดึงข้อมูล เช่น ยอดคงเหลือในบัญชีและประวัติการทำธุรกรรมจากฐานข้อมูลของธนาคาร

  • การใช้งานข้อมูล: TPP จะนำข้อมูลที่ดึงมาไปใช้เพื่อให้บริการต่างๆ ได้ เช่น เครื่องมือจัดการทางการเงิน คำแนะนำทางการเงินที่ปรับให้เหมาะกับแต่ละบุคคล และบริการการชำระเงิน ตัวอย่างเช่น แอปจัดทำงบประมาณอาจใช้ข้อมูลการทำธุรกรรมเพื่อช่วยให้ผู้ใช้ติดตามการใช้จ่ายและค้นหาโอกาสในการออมเงิน

  • มาตรการรักษาความปลอดภัย: โปรโตคอลการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดของ API ของ Open Banking จะช่วยปกป้องข้อมูลทางการเงินที่ละเอียดอ่อน มาตรการเหล่านี้ครอบคลุมถึงการเข้ารหัส แนวทางปฏิบัติในการเขียนโค้ดที่ปลอดภัย และการตรวจสอบความปลอดภัยเป็นประจำ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงที่ข้อมูลจะรั่วไหลและปกป้องข้อมูลของลูกค้า

นักพัฒนาใช้ Open Banking API ทําอะไรได้บ้าง

นักพัฒนาสามารถใช้ Open Banking API สร้างแอปพลิเคชันและบริการทางการเงินที่หลากหลายซึ่งขับเคลื่อนโซลูชันทางการเงินที่ล้ํานวัตกรรม ปรับปรุงประสบการณ์ของผู้ใช้ และทําให้การดําเนินธุรกิจง่ายขึ้นได้ นี่คือผลิตภัณฑ์และบริการบางส่วนที่เป็นไปได้โดย API เหล่านี้

  • เครื่องมือจัดการการเงินส่วนบุคคล: เมื่อใช้ Open Banking API นักพัฒนาจะสามารถสร้างแอปที่ช่วยให้ผู้ใช้จัดการการเงินของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เครื่องมือเหล่านี้จะรวบรวมข้อมูลจากหลายบัญชีเพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้จ่าย ตั้งเป้าหมายงบประมาณ และให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับวิธีประหยัดเงินได้

  • บริการเริ่มต้นการชำระเงิน: Open Banking API ช่วยให้นักพัฒนาสร้างแอปที่สามารถเริ่มต้นการชำระเงินได้โดยตรงจากบัญชีธนาคารของผู้ใช้ แอปเหล่านี้จะไม่ใช้ระบบการชำระเงินแบบเดิมๆ อย่างเช่น บัตรเครดิต ซึ่งจะช่วยให้การทำธุรกรรมรวดเร็วขึ้น ประหยัดขึ้น และปลอดภัยยิ่งขึ้น

  • บริการประเมินเครดิตและให้สินเชื่อ: เมื่อเข้าถึงข้อมูลทางการเงินโดยละเอียดจาก Open Banking API ได้ นักพัฒนาจะสามารถสร้างรูปแบบการประเมินเครดิตที่แม่นยำยิ่งขึ้นและบริการให้สินเชื่อที่เหมาะกับแต่ละบุคคลได้ ซึ่งอาจส่งผลให้การอนุมัติสินเชื่อรวดเร็วขึ้นและได้อัตราดอกเบี้ยที่ตรงตามความต้องการของลูกค้ามากขึ้น

  • บริการรวบรวมข้อมูลบัญชี: นักพัฒนาสามารถใช้ Open Banking API ในการสร้างบริการที่รวบรวมข้อมูลจากบัญชีธนาคารและบัญชีการเงินต่างๆ ไว้ในแพลตฟอร์มเดียวได้ วิธีนี้จะช่วยให้ผู้ใช้ได้รับภาพรวมของสถานะทางการเงินของตนเพื่อประกอบการตัดสินใจได้

  • การตรวจจับการฉ้อโกง: เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลธุรกรรมจาก Open Banking API นักพัฒนาจะสามารถสร้างอัลกอริทึมที่ซับซ้อนเพื่อตรวจจับกิจกรรมที่ผิดปกติและการฉ้อโกงที่อาจเกิดขึ้นได้ ซึ่งอาจช่วยปรับปรุงความปลอดภัยของธุรกรรมทางการเงินให้ดียิ่งขึ้นได้

  • แพลตฟอร์มการลงทุนและการออม: แพลตฟอร์มการลงทุนอัตโนมัติหรือที่ปรึกษาการลงทุนอัตโนมัติที่พัฒนาขึ้นผ่าน Open Banking API จะสามารถให้คำแนะนำการลงทุนที่เหมาะกับผู้ใช้แต่ละรายโดยอิงตามข้อมูลทางการเงินและความสามารถในการรับความเสี่ยงของผู้ใช้

  • บริการธนาคารในมาร์เก็ตเพลส: นักพัฒนาสามารถสร้างแพลตฟอร์มที่ผู้ให้บริการทางการเงินต่างๆ เสนอผลิตภัณฑ์ของตนให้กับผู้ใช้ได้โดยตรง จากนั้นผู้ใช้เหล่านี้ก็จะสามารถเปรียบเทียบและเลือกบริการต่างๆ อย่างเช่น ประกันภัย สินเชื่อ และบัญชีออมทรัพย์ได้

  • โซลูชันสำหรับการปฏิบัติตามข้อกำหนด: นักพัฒนาสามารถใช้ Open Banking API ในการช่วยให้สถาบันการเงินปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านกฎระเบียบต่างๆ ได้ อย่างเช่น การตรวจสอบตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (AML) และการทำความรู้จักลูกค้า (KYC)

เหตุใด Open Banking API จึงสำคัญ

Open Banking API ได้พลิกโฉมประสบการณ์ของผู้ใช้และฟังก์ชันการทำงานแบ็กเอนด์ในการธนาคาร นี่คือตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงและผลที่ได้จาก API เหล่านี้

  • การแข่งขัน: API ช่วยให้ธนาคารแชร์ระบบและข้อมูลของตนกับนักพัฒนาของบริษัทอื่น บริษัทเทคโนโลยีทางการเงิน (ฟินเทค) และสถาบันการเงินอื่นๆ ได้ สิทธิ์การเข้าถึงนี้ช่วยให้บริษัทต่างๆ สร้างผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินใหม่ๆ ต่อยอดจากโครงสร้างพื้นฐานการธนาคารที่มีอยู่ได้มากขึ้น การแข่งขันที่เพิ่มขึ้นนี้ในท้ายที่สุดแล้วจะเป็นประโยชน์ต่อลูกค้า เพราะจะมีตัวเลือกที่มีการปรับแต่งให้ตรงกับความต้องการของตนได้มากขึ้น

  • ประสบการณ์ของลูกค้า: API สร้างประสบการณ์ที่สะดวกสบายยิ่งขึ้นให้กับลูกค้าด้วยการผสานรวมบริการของธนาคารเข้ากับแพลตฟอร์มและแอปพลิเคชันอื่นๆ เช่น ลูกค้าจะสามารถดูยอดคงเหลือในบัญชีธนาคารและชำระเงินได้โดยตรงจากแอปจัดทำงบประมาณหรือแพลตฟอร์มจัดการการเงิน แทนที่จะต้องสลับไปมาระหว่างแอปของธนาคารกับผู้ให้บริการของบริษัทอื่น

  • การเข้าถึงและการเข้าใช้บริการ: การร่วมมือกับบริษัทฟินเทคและองค์กรอื่นๆ ช่วยให้ธนาคารใช้ API ในการให้บริการทางการเงินแก่ตลาดใหม่ๆ และกลุ่มประชากรใหม่ๆ ได้ ซึ่งรวมถึงประชากรที่ขาดแคลนบริการทางการเงินและธุรกิจที่ไม่สามารถเข้าถึงบริการธนาคารแบบเดิมๆ

  • ระบบอัตโนมัติ: API สามารถทำให้กระบวนการต่างๆ ของธนาคารเป็นระบบอัตโนมัติและง่ายขึ้น เช่น การขอสินเชื่อ การเปิดบัญชี และการประมวลผลการชำระเงิน ซึ่งจะช่วยลดการทำงานด้วยตนเองและข้อผิดพลาด และช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานของธนาคารได้

  • ข้อมูลเชิงลึกที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล: API สามารถให้ข้อมูลเชิงลึกอันมีค่าแก่ธนาคารเกี่ยวกับพฤติกรรมและระดับความพึงพอใจของลูกค้าโดยการวิเคราะห์ข้อมูลของลูกค้า จากนั้นธนาคารก็อาจใช้ข้อมูลเชิงลึกนี้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่เหมาะกับลูกค้าแต่ละราย ปรับปรุงการจัดการความเสี่ยง และเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า

ประโยชน์ของ Open Banking API

นี่คือวิธีที่ Open Banking API เป็นประโยชน์ต่อลูกค้า ธุรกิจ และสถาบันทางการเงิน

ลูกค้า

  • การปรับแต่งให้ตรงตามความต้องการ: Open Banking API จะช่วยอำนวยความสะดวกในการวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงินโดยละเอียด ซึ่งช่วยให้ผู้ให้บริการเสนอคำแนะนำทางการเงิน การแนะนำผลิตภัณฑ์ และเงื่อนไขสินเชื่อที่กำหนดเองได้ตรงตามพฤติกรรมการใช้จ่าย รูปแบบรายได้ และเป้าหมายทางการเงินของบุคคล

  • ความรู้ทางการเงินที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล: ด้วยการให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับแนวโน้มการใช้จ่ายและพฤติกรรมทางการเงิน บริการ Open Banking จะสามารถให้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจของลูกค้าและช่วยปรับปรุงความรู้ทางการเงินให้ดียิ่งขึ้นได้

  • ความโปร่งใสและการควบคุม: Open Banking API ช่วยให้ลูกค้าเห็นภาพรวมของสถานะทางการเงินของตนได้ชัดเจนขึ้น และยังช่วยให้สามารถควบคุมวิธีการใช้ข้อมูลของตนได้อีกด้วย

  • การจัดการการชำระเงินตามรอบบิล: Open Banking API สามารถติดตามและจัดการการชำระเงินตามรอบบิล ระบุช่องทางการประหยัดเงินที่อาจเกิดขึ้น และแม้แต่เจรจาต่อรองเพื่อรับข้อเสนอที่ดีกว่าให้กับลูกค้าได้โดยอัตโนมัติ

ธุรกิจ

  • รูปแบบการประเมินเครดิตทางเลือก: นักพัฒนาสามารถใช้ข้อมูล Open Banking ในการพัฒนารูปแบบการประเมินเครดิตทางเลือกที่พิจารณาปัจจัยต่างๆ มากกว่าที่รูปแบบเดิมใช้ ซึ่งอาจเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อสำหรับกลุ่มประชากรที่ขาดแคลนบริการทางการเงินได้

  • การประเมินความเสี่ยงแบบเรียลไทม์: ธุรกิจต่างๆ สามารถติดตามสถานะทางการเงินได้อย่างต่อเนื่องโดยใช้ข้อมูล Open Banking เพื่อระบุและจัดการความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการให้สินเชื่อ การชำระเงิน และการลงทุนในเชิงรุก

  • การเงินแบบฝังตัว (Embedded Finance): Open Banking API ช่วยให้ธุรกิจสามารถฝังบริการทางการเงินลงในผลิตภัณฑ์และแพลตฟอร์มที่มีอยู่ได้โดยตรง ซึ่งจะช่วยสร้างประสบการณ์ของลูกค้าที่ดียิ่งขึ้นและเป็นช่องทางรายได้ใหม่ๆ

  • การสร้างรายได้จากข้อมูล: ธุรกิจต่างๆ สามารถใช้ข้อมูล Open Banking แบบรวมและไม่ระบุตัวตนในการพัฒนาข้อมูลเชิงลึกและบทวิเคราะห์อันมีค่าเพื่อนำไปใช้ภายในองค์กรหรือเพื่อขายให้กับบริษัทอื่นได้

สถาบันการเงิน

  • การจัดการสภาพแวดล้อม: ธนาคารที่ใช้ Open Banking API จะสามารถพัฒนาจากผู้ให้บริการแบบเดิมให้เป็นผู้จัดการสภาพแวดล้อมทางการเงินที่กว้างขึ้นได้ โดยร่วมมือกับบริษัทฟินเทคเพื่อนำเสนอบริการที่หลากหลายยิ่งขึ้น

  • รูปแบบธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วย API: ธนาคารสามารถใช้ API ของตนเพื่อสร้างรูปแบบธุรกิจใหม่ๆ ได้ เช่น บริการธนาคาร (Banking-as-a-Service หรือ BaaS) ซึ่งธนาคารจะเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานและบริการทางการเงินแก่ธุรกิจอื่นๆ ผ่าน API

  • ความได้เปรียบในการแข่งขัน: เมื่อยอมรับการใช้งาน Open Banking และพัฒนากลยุทธ์ API ที่แข็งแกร่ง ธนาคารจะสามารถสร้างความแตกต่างในตลาด ดึงดูดลูกค้ารายใหม่ๆ และรักษาลูกค้าเดิมไว้ได้

  • การฉ้อโกง: Open Banking API มักจะผสานรวมมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงไว้ด้วยกัน เช่น การตรวจสอบสิทธิ์ลูกค้าแบบรัดกุม (SCA) และการเข้ารหัส ซึ่งจะช่วยลดการฉ้อโกงและปรับปรุงความปลอดภัยทางการเงินให้ดียิ่งขึ้น

วิธีปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลทางการเงินด้วย Open Banking API

ธุรกิจที่ใช้ Open Banking API จะต้องใช้โปรโตคอลที่เข้มงวด เทคโนโลยีขั้นสูง และแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดเพื่อปกป้องความถูกต้องสมบูรณ์ การรักษาความลับ และความพร้อมใช้ของข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลทางการเงิน ซึ่งสามารถทําได้โดยใช้กลยุทธ์และเทคนิคเหล่านี้

การตรวจสอบสิทธิ์และการอนุมัติ

  • SCA: กำหนดให้มีการตรวจสอบสิทธิ์หลายปัจจัย (MFA) เพื่อให้ผู้ใช้เข้าถึงข้อมูลของตนได้ ซึ่งมักจะเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ผู้ใช้รู้ (รหัสผ่าน) สิ่งที่ผู้ใช้มี (อุปกรณ์เคลื่อนที่) และลักษณะเฉพาะของผู้ใช้ (ไบโอเมตริก)

  • OAuth 2.0 และ OpenID Connect: ใช้โปรโตคอลเหล่านี้สำหรับการเข้าถึงแบบมอบสิทธิ์ที่ปลอดภัย OAuth 2.0 จะช่วยให้บริการของบริษัทอื่นเข้าถึงข้อมูลผู้ใช้ได้โดยไม่ต้องเปิดเผยข้อมูลประจำตัวของผู้ใช้ ขณะที่ OpenID Connect จะเพิ่มชั้นการตรวจสอบสิทธิ์เพื่อยืนยันตัวตนของผู้ใช้

การเข้ารหัสข้อมูล

  • การเข้ารหัสเมื่อไม่ได้ใช้งานและขณะส่งผ่านข้อมูล: เข้ารหัสข้อมูลทั้งหมดในขณะที่ส่งผ่านเครือข่ายโดยใช้ Transport Layer Security (TLS) และเข้ารหัสข้อมูลเมื่อมีการจัดเก็บไว้ในฐานข้อมูลหรือระบบจัดเก็บข้อมูลแบบถาวร

  • มาตรฐานการเข้ารหัสที่รัดกุม: ใช้มาตรฐานการเข้ารหัส เช่น Advanced Encryption Standard (AES) ที่มีความยาวคีย์มากพอในการปกป้องข้อมูลที่ละเอียดอ่อน

ความปลอดภัยของ API

  • เกตเวย์ API: ปรับใช้เกตเวย์ API เพื่อจัดการปริมาณการใช้งาน API เกตเวย์จะช่วยป้องกันการโจมตี เช่น Distributed Denial of Service (DDoS) บังคับใช้นโยบายความปลอดภัย และเพิ่มชั้นความปลอดภัย

  • การจำกัดอัตราคำขอ: ป้องกันการละเมิดและการโจมตีด้วยการปฏิเสธการให้บริการ (DoS) ที่อาจเกิดขึ้นโดยการจำกัดความถี่ที่ผู้ใช้หรือบริการสามารถเข้าถึง API ภายในระยะเวลาหนึ่ง

  • การกำหนดเวอร์ชัน API: ดูแลรักษา API เวอร์ชันเก่าให้สามารถทำงานร่วมกับระบบเดิมได้ ในขณะที่มีการใช้งานและบังคับใช้มาตรฐานความปลอดภัยที่ใหม่กว่าในเวอร์ชันล่าสุด

การตรวจสอบการรักษาความปลอดภัยและการตรวจสอบการปฏิบัติตามข้อกําหนด

  • การทดสอบเจาะระบบ: ดำเนินการทดสอบเจาะระบบเป็นประจำเพื่อระบุและแก้ไขช่องโหว่ด้านความปลอดภัย

  • การปฏิบัติตามมาตรฐานทางกฎหมาย: ปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านกฎระเบียบต่างๆ เช่น General Data Protection Regulation (GDPR), PSD2 และข้อบังคับท้องถิ่นอื่นๆ ที่กำหนดมาตรการรักษาความปลอดภัยและการคุ้มครองข้อมูลเฉพาะเจาะจง

  • การประเมินความปลอดภัยโดยบุคคลที่สาม: ปรึกษาบริษัทรักษาความปลอดภัยภายนอกเพื่อประเมินสถานะความปลอดภัยของ API

การเข้าถึงข้อมูล

  • การควบคุมการเข้าถึงตามบทบาท (RBAC): นำระบบ RBAC มาใช้เพื่อให้ผู้ใช้และระบบเข้าถึงได้เฉพาะข้อมูลที่จำเป็นเท่านั้น

  • หลักการให้สิทธิ์น้อยที่สุด: ใช้หลักการให้สิทธิ์น้อยที่สุดกับระบบและบริการทั้งหมด โดยจำกัดสิทธิ์การเข้าถึงให้น้อยที่สุดเพื่อลดผลกระทบจากการละเมิดความปลอดภัย

การติดตามตรวจสอบและการตรวจจับความผิดปกติ

  • การตรวจสอบแบบเรียลไทม์: ใช้เครื่องมือตรวจสอบความปลอดภัยเพื่อติดตามกิจกรรมที่ผิดปกติซึ่งอาจบ่งบอกถึงการละเมิดความปลอดภัย เช่น รูปแบบการเข้าถึง API ที่ผิดปกติ หรือการเรียกใช้ API ที่ไม่ได้รับการอนุมัติ

  • การตรวจจับความผิดปกติ: นำระบบตรวจจับความผิดปกติที่ทำงานด้วยแมชชีนเลิร์นนิงมาใช้เพื่อระบุและตอบสนองต่อพฤติกรรมที่ผิดปกติแบบเรียลไทม์

Stripe Connect ช่วยอะไรได้บ้าง

Stripe Connect จะจัดการในการรับส่งเงินระหว่างหลายฝ่ายสำหรับแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์และมาร์เก็ตเพลส โดยมีกระบวนการเริ่มต้นใช้งานที่รวดเร็ว มีองค์ประกอบแบบผสานรวม มีการเบิกจ่ายทั่วโลก และอื่นๆ อีกมากมาย

Connect สามารถช่วยคุณทำสิ่งต่อไปนี้

  • เปิดตัวได้ภายในไม่กี่สัปดาห์: ใช้ฟังก์ชันที่จัดการอัตโนมัติโดย Stripe หรือแบบผสานรวมเพื่อให้เริ่มให้บริการได้เร็วขึ้นโดยไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายล่วงหน้าหรือเสียเวลาไปกับการพัฒนาระบบที่มักต้องใช้สำหรับการให้บริการสนับสนุนด้านการชำระเงิน

  • จัดการการชำระเงินจำนวนมาก: ใช้เครื่องมือและบริการจาก Stripe แล้วไม่ต้องสิ้นเปลืองทรัพยากรเพิ่มเติมไปกับการรายงานส่วนต่างกำไร แบบฟอร์มภาษี ความเสี่ยง วิธีการชำระเงินทั่วโลก หรือการปฏิบัติตามข้อกำหนดเกี่ยวกับกระบวนการเริ่มต้นใช้งาน

  • ขยายธุรกิจไปทั่วโลก: ช่วยให้ผู้ใช้ของคุณเข้าถึงลูกค้าทั่วโลกได้มากขึ้นด้วยวิธีการชำระเงินในท้องถิ่นและความสามารถในการคำนวณภาษีการขาย ภาษีมูลค่าเพิ่ม และ GST ได้อย่างง่ายดาย

  • สร้างช่องทางรายรับใหม่ๆ: เพิ่มประสิทธิภาพให้รายรับจากการชำระเงินด้วยการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากธุรกรรมแต่ละรายการ สร้างรายได้จากความสามารถของ Stripe ด้วยการเปิดใช้การชำระเงินที่จุดขาย การเบิกจ่ายทันที การเรียกเก็บภาษีการขาย การจัดหาเงินทุน บัตรชำระค่าใช้จ่าย และอื่นๆ อีกมากมายบนแพลตฟอร์มของคุณ

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Stripe Connect หรือเริ่มใช้งานเลยวันนี้

เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นคําแนะนําทางกฎหมายหรือภาษี Stripe ไม่รับประกันหรือรับประกันความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ความไม่เพียงพอ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในบทความ คุณควรขอคําแนะนําจากทนายความที่มีอํานาจหรือนักบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอํานาจศาลเพื่อรับคําแนะนําที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ

บทความอื่นๆ

  • เกิดข้อผิดพลาดบางอย่าง โปรดลองอีกครั้งหรือติดต่อฝ่ายสนับสนุน

หากพร้อมเริ่มใช้งานแล้ว

สร้างบัญชีและเริ่มรับการชำระเงินโดยไม่ต้องทำสัญญาหรือระบุรายละเอียดเกี่ยวกับธนาคาร หรือติดต่อเราเพื่อสร้างแพ็กเกจที่ออกแบบเองสำหรับธุรกิจของคุณ
Connect

Connect

ใช้งานจริงภายในไม่กี่สัปดาห์แทนที่จะต้องเสียเวลาหลายไตรมาส สร้างธุรกิจการชำระเงินที่สร้างผลกำไร และขยายธุรกิจได้อย่างง่ายดาย

Stripe Docs เกี่ยวกับ Connect

ดูวิธีกำหนดเส้นทางการชำระเงินระหว่างหลายฝ่าย