สำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ การนำเสนอขั้นตอนการชำระเงินที่ง่ายขึ้นสำหรับลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญที่ควรพิจารณาก่อนที่จะติดตั้งใช้ฟังก์ชันการชำระเงินใดๆ และเพื่อช่วยให้ลูกค้าดำเนินการตามขั้นตอนการชำระเงินจนเสร็จสิ้น สิ่งสำคัญคือต้องมีหน้าแลนดิ้งเพจที่มีแบบฟอร์มในตัว หากหน้าแลนดิ้งเพจของคุณมีขั้นตอนการชำระเงินที่ใช้ง่าย ก็จะช่วยป้องกันการละทิ้งรถเข็นและปรับปรุงอัตราคอนเวอร์ชันของคุณได้
ในบทความนี้ เราจะอธิบายวิธีการผสานการทำงานของฟังก์ชันการชำระเงินเข้ากับหน้าแลนดิ้งเพจ รวมถึงอธิบายสิ่งสำคัญที่ธุรกิจอีคอมเมิร์ซในญี่ปุ่นควรพิจารณาเมื่อเลือกผู้ให้บริการชำระเงิน นอกจากนี้ ยังอธิบายขั้นตอนการติดตั้งใช้งานและเคล็ดลับในการเพิ่มอัตราคอนเวอร์ชันอีกด้วย
เนื้อหาหลักในบทความ
- วิธีติดตั้งใช้งานฟังก์ชันการชำระเงินบนหน้าแลนดิ้งเพจ
- วิธีการชำระเงินบนหน้าแลนดิ้งเพจ
- วิธีเลือกผู้ให้บริการชำระเงิน
- ขั้นตอนการติดตั้งใช้งานฟังก์ชันการชำระเงินบนหน้าแลนดิ้งเพจ
- เคล็ดลับในการปรับปรุงอัตราคอนเวอร์ชันของหน้าแลนดิ้งเพจ
- Stripe Checkout ช่วยเหลือคุณได้อย่างไร
วิธีติดตั้งใช้งานฟังก์ชันการชำระเงินบนหน้าแลนดิ้งเพจ
วิธีเปิดให้ลูกค้าที่เข้าชมเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซสามารถชำระเงินบนหน้าแลนดิ้งเพจได้มี 3 วิธี
ใช้ผู้ให้บริการชำระเงิน
ตัวเลือกแรกคือการใช้ผู้ให้บริการชำระเงิน ปัจจุบันเป็นวิธีที่พบบ่อยที่สุดและหลายบริษัทเลือกใช้งาน เช่น Stripe เป็นผู้ให้บริการชำระเงินที่สามารถใช้สำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซในประเทศญี่ปุ่นได้
บริการที่ผู้ให้บริการชำระเงินนำเสนอมีตั้งแต่การทำสัญญากับสถาบันการชำระเงินหลายแห่งไปจนถึงการรวมระบบการจัดการข้อมูลหลายระบบเข้าด้วยกัน เมื่อใช้ผู้ให้บริการชำระเงิน ธุรกิจไม่จำเป็นต้องพัฒนาและสร้างระบบการชำระเงินของตนเอง ด้วยเหตุนี้จึงสามารถนำวิธีการชำระเงินต่างๆ มาใช้ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็นการชำระเงินด้วยบัตรเครดิตและการชำระเงินผ่านร้านสะดวกซื้อ (Konbini) โดยไม่ต้องตั้งค่าฟังก์ชันการชำระเงินให้ยุ่งยาก
อย่างไรก็ตาม เราต้องไม่ลืมว่าผู้ประมวลผลแต่ละรายจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการตั้งค่าเริ่มต้น ค่าบริการรายเดือน และค่าธรรมเนียมการประมวลผลการชำระเงินแตกต่างกันไป ดังนั้นจึงควรตรวจสอบโครงสร้างค่าบริการล่วงหน้า ค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมที่เกิดขึ้นระหว่างการใช้งาน บริการเฉพาะที่มีให้ และประเภทวิธีการชำระเงินที่รองรับ ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจเลือกตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดหลังจากประเมินความคุ้มค่าแล้ว
ใช้ฟังก์ชันการชำระเงินของเครื่องมือสร้างหน้าแลนดิ้งเพจ
เครื่องมือสร้างหน้าแลนดิ้งเพจบางตัวมีฟังก์ชันการชำระเงินในตัว ในขณะที่บางตัวก็มีให้เป็นฟีเจอร์เสริม ข้อดีอย่างหนึ่งของเครื่องมือสร้างเหล่านี้คือช่วยอำนวยความสะดวกในทุกขั้นตอนตั้งแต่การสร้างหน้าแลนดิ้งเพจไปจนถึงการผสานการทำงานฟังก์ชันการชำระเงินภายในเครื่องมือเดียว
เครื่องมือสร้างหน้าแลนดิ้งเพจช่วยให้ธุรกิจสามารถติดตั้งใช้งานฟังก์ชันการชำระเงินบนหน้าแลนดิ้งเพจ ซึ่งมีเทมเพลต ดีไซน์ และองค์ประกอบที่สร้างไว้สำเร็จได้โดยไม่ต้องมีความรู้หรือประสบการณ์ด้านการเขียนโปรแกรม ดังนั้นเครื่องมือเหล่านี้จึงเหมาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่ขายผลิตภัณฑ์อย่างหลักสูตรออนไลน์และเนื้อหาดิจิทัล
แต่เครื่องมือสร้างหน้าแลนดิ้งเพจบางตัวก็อาจไม่รองรับวิธีการชำระเงินบางวิธี
พัฒนาฟังก์ชันการชำระเงินขึ้นมาเอง
แทนที่จะใช้บริการประมวลผลการชำระเงินหรือเครื่องมือสร้างหน้าแลนดิ้งเพจ ธุรกิจยังสามารถพัฒนาฟังก์ชันการชำระเงินของตนเองขึ้นมาได้ วิธีนี้บางครั้งเรียกได้ว่าเป็นการพัฒนาแบบ "เริ่มจากศูนย์" หรือ "สร้างใหม่ตั้งแต่ต้น" หากเลือกพัฒนาฟังก์ชันเอง ธุรกิจจะสามารถสร้างหน้าชำระเงินที่มีความเฉพาะตัวได้ด้วยการออกแบบเลย์เอาต์และฟังก์ชันการทำงานโดยไม่ต้องใช้ซอร์สโค้ดที่ใครๆ ก็ใช้กันอยู่แล้ว วิธีนี้จะช่วยให้ธุรกิจสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งได้ เนื่องจากนำเสนอขั้นตอนการชำระเงินที่ไม่เหมือนใคร
อย่างไรก็ตาม วิธีการนี้ไม่ได้สร้างขึ้นจากเฟรมเวิร์กหรือซอร์สโค้ดที่มีอยู่เดิม จึงต้องทุ่มเทเวลาและทรัพยากรค่อนข้างมาก ส่วนทีมวิศวกรภายในก็ต้องทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ภายนอกอย่างใกล้ชิด ดังนั้นหากไม่ใช่เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่แล้ว โดยทั่วไปเราขอแนะนำให้ใช้บริการประมวลผลการชำระเงินที่วางใจกับการรักษาความปลอดภัยได้มากกว่าและคุ้มค่ากว่า หรือใช้เครื่องมือสร้างหน้าแลนดิ้งเพจแทน
วิธีการชำระเงินบนหน้าแลนดิ้งเพจ
เพียงแค่ผสานการทำงานฟังก์ชันการชำระเงินเข้ากับหน้าแลนดิ้งเพจอย่างเดียวไม่ได้การันตีความสำเร็จของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ด้านล่างนี้ เราจะมาพิจารณาข้อมูลที่ได้จากกระทรวงกิจการภายในและการสื่อสารของญี่ปุ่น เพื่อดูว่าวิธีการชำระเงินใดบ้างที่แนะนำสำหรับหน้าแลนดิ้งเพจบนเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซในญี่ปุ่น
จากข้อมูลของกระทรวงฯ วิธีการชำระเงินประเภทต่างๆ ในธุรกิจอีคอมเมิร์ซมีอัตราการใช้งานในประเทศญี่ปุ่นดังนี้ ทั้งนี้ โปรดทราบว่าผู้ตอบแบบสำรวจสามารถเลือกตอบได้หลายข้อ
- การชำระเงินด้วยบัตรเครดิต: 79.8%
- การชำระเงินด้วยเงินอิเล็กทรอนิกส์: 43.5%
- การชำระเงินผ่าน Konbini: 33.7%
- การชำระเงินที่เคาน์เตอร์ธนาคารหรือสำนักงานไปรษณีย์และตู้ ATM: 23%
- อินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง: 23%
- การชำระเงินผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่: 16.3%
- ระบบเก็บเงินปลายทาง (Cash on Delivery หรือ COD): 16.1%
จากข้อมูลพบว่ามีการใช้งานบัตรเครดิต เงินอิเล็กทรอนิกส์ และการชำระเงินผ่าน Konbini บ่อยที่สุด จึงกล่าวได้ว่าวิธีการชำระเงินเหล่านี้เป็นวิธีการชำระเงินที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายเป็นพิเศษในตลาดอีคอมเมิร์ซของญี่ปุ่น ดังนั้น ธุรกิจอีคอมเมิร์ซจึงควรมุ่งเสนอวิธีการชำระเงิน 3 วิธีนี้เป็นอันดับแรกๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการชำระเงินด้วยบัตรเครดิตซึ่งมีอัตราการใช้งานเกือบ 80% และเป็นวิธีการชำระเงินที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ด้วยเหตุนี้ เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซจึงจำเป็นต้องเสนอช่องทางให้ลูกค้าชำระเงินด้วยวิธีนี้ให้ได้
แต่ลูกค้าบางรายก็ชอบใช้วิธีการชำระเงินแบบอื่น นี่คือเหตุผลที่เราต้องประเมินความต้องการในการชำระเงินของกลุ่มเป้าหมายอย่างละเอียดก่อนเลือกวิธีการชำระเงินที่จะเสนอ ตัวอย่างเช่น ลูกค้าที่มีบัญชีธนาคารสามารถใช้การโอนเงินผ่านธนาคารได้ และการรับชำระเงินด้วยวิธีนี้จะช่วยให้ลูกค้ากลุ่มผู้สูงอายุใช้งานเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซได้ง่ายขึ้น
วิธีเลือกผู้ให้บริการชำระเงิน
ธุรกิจส่วนใหญ่ใช้ผู้ให้บริการชำระเงิน ซึ่งเป็นวิธีที่นิยมใช้กันมากที่สุดในการติดตั้งใช้งานฟังก์ชันการชำระเงินในหน้าแลนดิ้งเพจ เมื่อเลือกผู้ให้บริการชำระเงิน จุดสำคัญที่ควรพิจารณามีดังนี้
วิธีการชำระเงิน
การเสนอวิธีการชำระเงินที่หลากหลายมีส่วนสำคัญในการป้องกันไม่ให้โอกาสในการขายหลุดมือไป ด้วยเหตุนี้ ธุรกิจจึงควรพิจารณาผู้ให้บริการชำระเงินที่มีตัวเลือกอย่างการชำระเงินผ่าน Konbini และการโอนเงินผ่านธนาคาร ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้าชำระเงินได้อย่างมั่นใจและไร้กังวล ไม่ว่าจะมีบัตรเครดิตหรือไม่ก็ตาม
ต้นทุน
คุณต้องเข้าใจโครงสร้างค่าบริการของผู้ให้บริการชำระเงิน ซึ่งรวมถึงค่าธรรมเนียมการตั้งค่า ค่าบริการรายเดือน และค่าธรรมเนียมการประมวลผลการชำระเงิน ตัวอย่างเช่น ผู้ให้บริการชำระเงินบางรายจะไม่คิดค่าธรรมเนียมรายเดือน แต่เก็บค่าธรรมเนียมต่อธุรกรรมสูง ดังนั้น จึงควรกะประมาณต้นทุนทั้งหมด หาสมดุลระหว่างรายจ่ายกับรายรับ และเปรียบเทียบยอดรวมกับยอดขายรายเดือนที่คาดว่าจะได้ สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก โดยทั่วไปแล้วเราขอแนะนำให้ใช้ผู้ให้บริการชำระเงินที่ไม่มีต้นทุนคงที่ เช่น ค่าธรรมเนียมรายเดือน
การรักษาความปลอดภัย
การนำมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงมาใช้ถือเป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินธุรกิจอีคอมเมิร์ซ หากข้อมูลบัตรเครดิตรั่วไหล อาจสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อชื่อเสียงของบริษัทและส่งผลเสียต่อยอดขายได้ เพื่อให้สภาพแวดล้อมการชำระเงินมีความปลอดภัย คุณต้องยืนยันว่าผู้ให้บริการปฏิบัติตามมาตรฐาน Payment Card Industry Data Security Standard (PCI DSS) และรองรับการแปลงข้อมูลบัตรเป็นโทเค็น
ขั้นตอนการติดตั้งใช้งานฟังก์ชันการชำระเงินบนหน้าแลนดิ้งเพจ
เราจะอธิบายขั้นตอนการติดตั้งใช้งานฟังก์ชันการชำระเงินบนหน้าแลนดิ้งเพจเมื่อใช้ผู้ให้บริการชำระเงิน โดยทำได้ง่ายๆ มือใหม่ก็ทำได้ มีเพียง 4 ขั้นตอนเท่านั้น
ทำสัญญากับผู้ให้บริการชำระเงิน
ต่อไปนี้เป็นขั้นตอนต่างๆ ในการทำสัญญากับผู้ให้บริการชำระเงิน ก่อนอื่น ให้ตัดสินใจว่าคุณต้องการเปิดตัวหน้าแลนดิ้งเพจเมื่อใดและวางแผนย้อนไปเพื่อกำหนดเวลาทำงานต่างๆ คุณต้องมีเวลาในการค้นคว้าและตระเตรียมเอกสารที่จำเป็นล่วงหน้า รวมถึงเวลาในการสร้างหน้าแลนดิ้งเพจนั้น เผื่อเวลาไว้ให้มากเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนให้เสร็จสมบูรณ์
- เลือกผู้ให้บริการ: เลือกผู้ให้บริการชำระเงินที่เสนอฟีเจอร์และบริการที่เหมาะสมกับอุตสาหกรรม ลักษณะ โมเดลธุรกิจ ผลิตภัณฑ์ และฐานลูกค้าของบริษัทคุณ
- สมัครใช้งาน: ไปที่หน้าการลงทะเบียนบนเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ ป้อนข้อมูลที่จำเป็น แล้วส่งใบสมัครใช้งานของคุณ
- ส่งเอกสาร: องค์กรธุรกิจต้องส่งสำเนาหนังสือจดทะเบียนนิติบุคคลที่ได้รับการรับรอง ส่วนกิจการที่มีเจ้าของคนเดียวต้องส่งแบบฟอร์มลงทะเบียนธุรกิจและเอกสารยืนยันตัวตนของตัวแทน
- ผ่านกระบวนการคัดกรองผู้ค้า: ผู้ให้บริการชำระเงินและบริษัทบัตรเครดิตจะดำเนินการคัดกรองผู้ค้า การคัดกรองนี้อาจใช้เวลาเพียงไม่กี่วันหรือนานหลายสัปดาห์จึงจะเสร็จสมบูรณ์
- ทำสัญญาและลงทะเบียนบัญชี: หากคุณผ่านขั้นตอนการคัดกรอง ให้เซ็นสัญญา แล้วคุณจะได้รับบัญชี บัญชีนี้จะให้สิทธิ์ในการเข้าถึงคอนโซลการจัดการเพื่อใช้บริการต่างๆ ของผู้ให้บริการชำระเงิน
สร้างปุ่มการชำระเงิน
ถัดไป ให้สร้างปุ่มชำระเงินไว้วางบนหน้าแลนดิ้งเพจ การมีปุ่มการชำระเงินบนหน้าเว็บจะช่วยให้ลูกค้าสามารถดำเนินขั้นตอนการชำระเงินได้อย่างง่ายดาย ขั้นตอนการสร้างปุ่มของผู้ให้บริการชำระเงินแต่ละรายจะแตกต่างกันไป แต่โดยทั่วไปแล้วมีดังนี้
- เข้าสู่ระบบหน้าจอผู้ดูแลระบบ
ใช้ ID และรหัสผ่านสำหรับเข้าสู่ระบบ เพื่อเข้าถึงบัญชีของคุณ - ลงทะเบียนข้อมูลผลิตภัณฑ์และบริการ
ลงทะเบียนข้อมูลสำหรับผลิตภัณฑ์ที่คุณจะขายบนหน้าแลนดิ้งเพจ (เช่น ชื่อผลิตภัณฑ์ ราคา คำอธิบายผลิตภัณฑ์) - สร้างปุ่มชำระเงิน
เลือกตัวเลือกเมนูที่เขียนว่า "สร้างปุ่มชำระเงิน" หรือ "การชำระเงินผ่านลิงก์" เพื่อสร้างโค้ด Hypertext Markup Language (HTML) สำหรับปุ่มชำระเงินที่เชื่อมโยงกับผลิตภัณฑ์ที่คุณลงทะเบียนไว้ บริการบางอย่างจะให้คุณเลือกสีของปุ่มหรือปรับแต่งข้อความได้ เช่น "ซื้อเลย" หรือ "เพิ่มลงในรถเข็น" นอกจากนี้ คุณยังสร้างลิงก์ชำระเงินโดยตรงที่สามารถใส่ลงในเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซหรือโพสต์บนโซเชียลมีเดียได้ด้วย โดยเลือก "การชำระเงินผ่านลิงก์" หากจะใช้วิธีนี้
ผสานรวมโค้ดปุ่มการชำระเงิน
ถัดไป ให้คัดลอกโค้ดสำหรับปุ่มการชำระเงิน แล้วฝังลงในหน้าเว็บ คุณต้องใช้โค้ดที่คัดลอกมาตามที่เป็นอยู่โดยไม่เปลี่ยนแปลงส่วนใดๆ ดังนี้
- เปิดไฟล์ HTML: ใช้ซอฟต์แวร์สร้างเว็บไซต์ของคุณเพื่อเปิดไฟล์ HTML ของหน้าแลนดิ้งเพจ
- เลือกตำแหน่งที่จะฝังปุ่มไว้: เลือกว่าคุณต้องการวางปุ่มการชำระเงินไว้ที่ใด และค้นหาส่วนที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งนั้นในซอร์สโค้ด HTML
- วางโค้ด: วางโค้ดสำหรับปุ่มการชำระเงินที่คุณคัดลอกจากขั้นตอนก่อนหน้า
- อัปเดตและบันทึกไฟล์: หลังจากวางโค้ดแล้ว ให้บันทึกไฟล์ HTML
หากคุณใช้งานเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซโดยใช้ระบบจัดการเนื้อหา (CMS) เช่น WordPress หรือเครื่องมือสร้างหน้าแลนดิ้งเพจ คุณอาจสลับไปใช้โหมดที่เปิดให้คุณได้แก้ไขหน้าเว็บโดยตรงหรือฝังโค้ดโดยใช้ฟีเจอร์ต่างๆ เช่น บล็อกและวิดเจ็ตได้ ฟีเจอร์ต่างๆ ที่มีอยู่ในเครื่องมือนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับการวางโค้ด ลองเรียนรู้วิธีการทำงานของซอฟต์แวร์ที่คุณเลือกใช้เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดจากซอฟต์แวร์นั้น
ทดสอบหน้าเว็บและเผยแพร่
ทดสอบหน้าแลนดิ้งเพจที่อัปเดตใหม่ เมื่อคุณยืนยันแล้วว่าฟังก์ชันการชำระเงินทำงานได้อย่างถูกต้องโดยปราศจากปัญหา คุณก็เผยแพร่หน้าเว็บได้
โดยทั่วไปแล้วบริการประมวลผลการชำระเงินจะมีฟังก์ชันเพื่อทดสอบ ซึ่งมักจะเรียกว่า "โหมดทดสอบ" หรือ "โหมดแซนด์บ็อกซ์" ใช้ฟีเจอร์นี้ดำเนินการตามขั้นตอนการชำระเงินเพื่อดูการทำงานบนเว็บไซต์ที่ใช้งานจริง เมื่อทดสอบ อย่าลืมเตรียมบัตรเครดิตให้พร้อมสำหรับวัตถุประสงค์ในการทดสอบ
สิ่งสำคัญคือต้องทดสอบหน้าเว็บบนคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อป แล็ปท็อป และอุปกรณ์เคลื่อนที่ เช่น สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ลูกค้ามีความต้องการที่จะช้อปปิ้งผ่านสมาร์ทโฟนเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเป็นวิธีที่สามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลา ตรวจสอบให้แน่ใจว่าหน้าเว็บแสดงอย่างถูกต้องและใช้งานได้ดี แม้แต่บนอุปกรณ์เคลื่อนที่ ก่อนที่จะเผยแพร่
ด้านล่างนี้คือรายการตรวจสอบฟีเจอร์ที่ควรทดสอบก่อนเผยแพร่หน้าแลนดิ้งเพจ
|
สิ่งที่ต้องตรวจสอบ |
รายละเอียด |
|---|---|
|
การแสดงผลและการทำงานของปุ่มชำระเงิน |
ปุ่มแสดงอย่างถูกต้องในส่วนที่เหมาะสมของหน้าแลนดิ้งเพจหรือไม่ ปุ่มตอบสนองเมื่อเคอร์เซอร์วางอยู่เหนือปุ่มหรือไม่ คุณคลิกปุ่มได้หรือไม่ |
|
การเปลี่ยนไปยังหน้าชำระเงิน |
หลังจากคลิกปุ่มชำระเงินแล้ว ระบบได้นำลูกค้าไปยังหน้าจอกรอกข้อมูลการชำระเงินของผู้ให้บริการชำระเงินหรือไม่ |
|
การแสดงข้อมูลผลิตภัณฑ์และจำนวนเงินที่ต้องชำระ |
ข้อมูลในหน้าชำระเงิน เช่น ชื่อผลิตภัณฑ์ ราคา จำนวน และรูปภาพตรงกับที่แสดงในหน้าแลนดิ้งเพจหรือไม่ |
|
การจำลองการชำระเงิน |
เมื่อคุณป้อนข้อมูลบัตรเครดิตทดสอบ ขั้นตอนการชำระเงินดำเนินไปอย่างถูกต้องหรือไม่ |
|
เปลี่ยนไปยังหน้าจอแสดงการชำระเงินสำเร็จ |
หลังจากชำระเงินสำเร็จแล้ว ระบบจะนำลูกค้าไปยังหน้าการยืนยันคำสั่งซื้อโดยอัตโนมัติหรือไม่ |
|
การอัปเดตข้อมูลในระบบการจัดการ |
รายละเอียดของคำสั่งซื้อทดสอบได้รับการบันทึกไว้อย่างถูกต้องในฐานะข้อมูลในระบบการจัดการของบริการประมวลผลการชำระเงินหรือไม่ |
|
อีเมลอัตโนมัติ |
มีการส่งอีเมลยืนยันคำสั่งซื้อไปยังลูกค้าและผู้ดูแลระบบตามการตั้งค่าหรือไม่ |
เคล็ดลับในการปรับปรุงอัตราคอนเวอร์ชันของหน้าแลนดิ้งเพจ
เมื่อเลือกผู้ให้บริการชำระเงินและเริ่มใช้การชำระเงินบนหน้าแลนดิ้งเพจแล้ว ปัจจัยที่คุณควรพิจารณาคืออัตราคอนเวอร์ชัน การติดตั้งใช้งานฟังก์ชันการชำระเงินในหน้าแลนดิ้งเพจไม่ได้ช่วยปรับปรุงอัตราคอนเวอร์ชันโดยอัตโนมัติ ยังมีขั้นตอนอื่นๆ ที่ต้องทำเพื่อดึงดูดให้ลูกค้ายังคงสนใจและทำการสั่งซื้อจนเสร็จสมบูรณ์ ตัวอย่างขั้นตอนเหล่านั้นมีดังนี้
ลดจำนวนข้อมูลที่ต้องป้อน
หากมีช่องข้อมูลที่ต้องกรอกมากเกินไป ลูกค้าอาจรู้สึกว่าขั้นตอนการซื้อยุ่งยาก แล้วอาจละทิ้งรถเข็นไปในที่สุด หากคุณลดจำนวนข้อมูลที่ต้องกรอกลงได้ ก็จะลดความซับซ้อนของขั้นตอนและช่วยให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่สะดวกขึ้น ตัวอย่างกลวิธีที่นำไปใช้ได้ ได้แก่
- ป้อนที่อยู่สำหรับจัดส่งโดยอัตโนมัติในที่อยู่สำหรับการเรียกเก็บเงิน
- ลบรายการที่ไม่จำเป็น เช่น ชื่อบริษัทและหมายเลขโทรศัพท์
- ซ่อนหรือยุบช่องข้อมูลที่ไม่บังคับ แล้วใช้ "แสดงเพิ่มเติม" เพื่อแสดงช่องข้อมูลเหล่านั้นเมื่อจำเป็น
- อย่าป้อนข้อมูลที่ยืนยันแล้วซ้ำในหน้าถัดๆ ไป
เสนอวิธีการชำระเงินที่หลากหลาย
สิ่งสำคัญคือต้องเสนอวิธีการชำระเงินให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ หากลูกค้าพร้อมซื้อ ก็อาจเปลี่ยนใจไปหาคู่แข่งได้หากมีวิธีการชำระเงินให้เลือกไม่กี่อย่าง เพื่อรักษาอัตราคอนเวอร์ชันให้สูงเข้าไว้ คุณควรเพิ่มตัวเลือกการชำระเงิน นอกเหนือจากตัวเลือกเริ่มต้นที่เป็นการชำระเงินด้วยบัตรเครดิตแล้ว ให้พิจารณากระเป๋าเงินดิจิทัล (เช่น Google Pay และ Apple Pay) รวมถึงตัวเลือกซื้อตอนนี้ จ่ายทีหลัง (BNPL)
ให้บริการชำระเงินในคลิกเดียว
สำหรับลูกค้าที่กลับมาซื้อซ้ำ ความสามารถในการส่งคำสั่งซื้อได้อย่างรวดเร็วและง่ายดายเป็นปัจจัยสำคัญ เมื่อใช้การชำระเงินในคลิกเดียว ลูกค้าที่กลับมาซื้อซ้ำจะไม่จำเป็นต้องป้อนข้อมูลของตนอีกครั้ง นอกจากนี้ การชำระเงินในคลิกเดียวยังช่วยลดความซับซ้อนและเร่งขั้นตอนการซื้อให้รวดเร็วขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมาร์ทโฟน ผู้ใช้อุปกรณ์เคลื่อนที่มักจะทำหลายๆ อย่างพร้อมกันบนอุปกรณ์ของตน จึงมีแนวโน้มมากเป็นพิเศษที่จะละทิ้งรถเข็นไป
ใช้ฟังก์ชันป้อนข้อมูลอัตโนมัติ
อีกวิธีที่ใช้เพิ่มอัตราคอนเวอร์ชันได้เป็นอย่างดี คือใช้การกรอกข้อมูลอัตโนมัติสำหรับข้อมูลอย่างที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ และอีเมล ตลอดจนการตรวจสอบข้อมูลที่ป้อนแบบเรียลไทม์ วิธีนี้ทำให้ขั้นตอนการชำระเงินดูสะดวกรวดเร็ว ซึ่งเป็นผลดีต่อประสบการณ์ของผู้ใช้ (UX) ได้เช่นกัน
แสดงจำนวนเงินให้ถูกเวลา
หากลูกค้าจะชำระเงินแล้วคุณเพิ่งแสดงภาษีและค่าจัดส่ง ลูกค้าบางคนประหลาดใจกับยอดรวมที่สูงกว่าที่คาดไว้และตัดสินใจไม่ดำเนินการซื้อต่อ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องแจ้งค่าจัดส่งและภาษีโดยประมาณตั้งแต่เนิ่นๆ ให้คำอธิบายเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมในตำแหน่งที่เห็นได้ชัดเจนบนหน้าแลนดิ้งเพจเพื่อช่วยให้ลูกค้ารู้สึกมั่นใจที่จะดำเนินขั้นตอนการซื้อต่อ นอกจากนี้ ลูกค้าก็ควรสามารถเลือกวิธีการจัดส่งและวันและเวลานำส่งที่ต้องการได้ก่อนที่จะยืนยันการสั่งซื้อ
Stripe Checkout ช่วยอะไรได้บ้าง
Stripe Checkout เป็นรูปแบบการชำระเงินสำเร็จรูปที่สามารถปรับแต่งได้อย่างเต็มที่ ซึ่งจะช่วยให้คุณรับชำระเงินบนเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันได้ง่ายๆ
Checkout สามารถช่วยคุณทำสิ่งเหล่านี้ได้
เพิ่มการเปลี่ยนเป็นผู้ใช้แบบชำระเงิน: การออกแบบที่เหมาะกับอุปกรณ์เคลื่อนที่และขั้นตอนการชำระเงินแบบคลิกเดียวของ Checkout ทำให้ลูกค้าสามารถป้อนและนำข้อมูลการชำระเงินกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างง่ายดาย
ลดเวลาในการพัฒนา: ฝัง Checkout ลงในเว็บไซต์ของคุณโดยตรง หรือส่งลูกค้าไปยังหน้าเว็บที่โฮสต์โดย Stripe ด้วยโค้ดเพียงไม่กี่บรรทัด
ปรับปรุงความปลอดภัย: Checkout จะจัดการข้อมูลบัตรที่ละเอียดอ่อน ทำให้ปฏิบัติตามข้อกำหนดของ PCI ได้ง่ายขึ้น
ขยายไปทั่วโลก: แปลงค่าบริการเป็นสกุลเงินต่างๆ ได้มากกว่า 100 สกุลเงินด้วย Adaptive Pricing ซึ่งรองรับมากกว่า 30 ภาษา และแสดงวิธีการชำระเงินแบบไดนามิกที่มีแนวโน้มจะเพิ่มการเปลี่ยนเป็นลูกค้าแบบชำระเงินได้มากที่สุด
ใช้ฟีเจอร์ขั้นสูง: ผสานการทำงานของ Checkout กับสินค้าอื่นๆ ของ Stripe เช่น Billing สำหรับการชำระเงินตามรอบบิล, Radar สำหรับการป้องกันการฉ้อโกง และอื่นๆ อีกมากมาย
รักษาการควบคุม: ปรับแต่งประสบการณ์การชำระเงินได้อย่างเต็มที่ รวมถึงการบันทึกวิธีการชำระเงินและการตั้งค่าการดำเนินการหลังการซื้อ
ดูข้อมูลเพิ่มเติมว่า Checkout ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ขั้นตอนการชำระเงินได้อย่างไร หรือเริ่มใช้งานเลยวันนี้
เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นคําแนะนําทางกฎหมายหรือภาษี Stripe ไม่รับประกันหรือรับประกันความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ความไม่เพียงพอ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในบทความ คุณควรขอคําแนะนําจากทนายความที่มีอํานาจหรือนักบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอํานาจศาลเพื่อรับคําแนะนําที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ