ใบแจ้งหนี้เป็นเอกสารทางธุรกิจที่ผู้ขายสินค้าหรือบริการจัดทำขึ้นเพื่อขอรับชำระเงินจากผู้ซื้อ ถึงแม้จะไม่มีข้อกำหนดทางกฎหมายบังคับให้ต้องออกใบแจ้งหนี้ แต่ในกรณีส่วนใหญ่จะมีการออกใบแจ้งหนี้เพื่อไม่ให้เกิดข้อพิพาทกับพาร์ทเนอร์ธุรกิจ โดยใบแจ้งหนี้ควรมีรายละเอียดพื้นฐาน เช่น จำนวนเงินและวันที่ทำรายการ การแสดงข้อมูลเหล่านี้อย่างชัดเจนแก่ผู้ซื้อจะช่วยให้การทำธุรกรรมเป็นไปอย่างราบรื่น
สำหรับการสร้างทำใบแจ้งหนี้ สิ่งสำคัญคือต้องระมัดระวังเรื่องภาษีการบริโภคของญี่ปุ่น (JCT) ธุรกิจหลายแห่งประสบปัญหาในการบันทึกภาษีการบริโภคในใบแจ้งหนี้อย่างถูกต้อง โดยเฉพาะคำถามที่ว่าควรจะรวมหรือไม่รวมภาษี บทความนี้จะอธิบายสิ่งที่ธุรกิจในญี่ปุ่นควรรู้เกี่ยวกับการบันทึกภาษีการบริโภคในใบแจ้งหนี้ โดยจะครอบคลุมถึงกฎหมายภาษีการบริโภคและระบบใบแจ้งหนี้ ตัวอย่างรูปแบบที่รวมภาษีและไม่รวมภาษี และวิธีการจัดการในกรณีที่ไม่ได้รวมภาษีการบริโภคไว้
เนื้อหาหลักในบทความ
- ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับภาษีการบริโภคในใบแจ้งหนี้
- กฎหมายภาษีการบริโภคคืออะไร
- การบันทึกภาษีการบริโภคให้สอดคล้องกับระบบใบแจ้งหนี้มีความสำคัญอย่างไร
- ตัวอย่างวิธีการระบุการรวมและไม่รวมภาษีในใบแจ้งหนี้
- สิ่งที่ควรทำหากคุณได้รับใบแจ้งหนี้ที่ไม่รวมภาษีการบริโภค
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาษีการบริโภคในใบแจ้งหนี้
- Stripe Tax ช่วยอะไรได้บ้าง
ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับภาษีการบริโภคในใบแจ้งหนี้
สิ่งแรกที่ต้องเข้าใจเกี่ยวกับการบันทึกภาษีการบริโภคในใบแจ้งหนี้คือ เนื้อหาในใบแจ้งหนี้นั้นอยู่ภายใต้กฎหมายภาษีการบริโภค
ใบแจ้งหนี้เป็นเอกสารสำคัญที่ใช้บันทึกรายการธุรกรรมและจำนวนเงินที่เรียกเก็บ พูดอีกอย่างคือ เป็นเอกสารที่ขาดไม่ได้เมื่อต้องการเรียกเก็บเงินค่าสินค้าหรือบริการที่ขายไป
โดยทั่วไปแล้วการซื้อสินค้าและบริการจะอยู่ภายใต้ภาษีการบริโภคของญี่ปุ่น (Japanese Consumption Tax หรือ JCT) หากภาษีการบริโภคนี้ไม่ได้ระบุไว้อย่างถูกต้องในใบแจ้งหนี้ตามกฎหมายภาษีการบริโภค อาจทำให้เกิดปัญหาในการทำธุรกรรมระหว่างผู้ขายและผู้ซื้อได้ ดังนั้น การจัดการใบแจ้งหนี้ด้วยความเข้าใจชัดเจนว่ากฎหมายภาษีการบริโภคมีผลกระทบอย่างไรจึงเป็นสิ่งสำคัญ
ตัวอย่างเช่น ภายใต้กฎหมายภาษีการบริโภค หนึ่งในข้อผูกพันที่กำหนดไว้สำหรับธุรกิจคือการออกและเก็บรักษาใบแจ้งหนี้ที่สอดคล้องกับระบบใบแจ้งหนี้ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ เพื่อใช้ในการขอเครดิตภาษีซื้อสำหรับภาษีการบริโภค โดยเราจะอธิบายความสำคัญของภาษีการบริโภคภายใต้ระบบใบแจ้งหนี้ในตอนหลังของบทความนี้ ซึ่งบทบัญญัติของกฎหมายภาษีการบริโภคนั้นมีอิทธิพลอย่างมากต่อวิธีการเขียนภาษีการบริโภคในใบแจ้งหนี้
กฎหมายภาษีการบริโภคคืออะไร
กฎหมายภาษีการบริโภคนั้นมีความหมายตรงตามชื่อ คือเป็นกฎหมายของญี่ปุ่นที่กำกับดูแลภาษีการบริโภค กฎหมายภาษีการบริโภคจะกำหนดกฎเกณฑ์สำหรับภาษีการบริโภคในทุกแง่มุม รวมถึงวิธีการคำนวณภาษีการบริโภค สินค้าที่ต้องเสียภาษี และผู้ที่มีหน้าที่ต้องชำระภาษี โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้มีการปฏิบัติตามภาระผูกพันทางภาษีอย่างถูกต้อง
ตัวอย่างเช่น อัตราภาษีที่ลดลงเหลือ 8% สำหรับสินค้าบางรายการ ซึ่งเริ่มใช้ในเดือนตุลาคมปี 2019 โดยเมื่ออัตราภาษีการบริโภคมาตรฐานเพิ่มขึ้นเป็น 10% นั้น ก็อิงตามกฎหมายภาษีการบริโภคด้วยเช่นกัน
ระบบการชำระภาษีการบริโภค
โดยทั่วไปแล้ว ในธุรกรรมทางการค้า ภาษีการบริโภคเป็นภาษีที่เกิดขึ้นเมื่อลูกค้าซื้อสินค้าหรือบริการ เมื่อคุณไปซื้อของ คุณจะรู้ว่าคุณได้จ่ายภาษีการบริโภคแล้ว เพราะคุณจะเห็นว่ามีภาษีการบริโภคระบุไว้ในใบเสร็จ
ภาษีการบริโภคที่ธุรกิจเก็บจากลูกค้า (ผู้ซื้อ) นั้น ธุรกิจจะเป็นผู้จ่ายให้กับรัฐบาลเอง พูดอีกอย่างคือ ลูกค้าไม่ได้จ่ายภาษีการบริโภคให้กับรัฐบาลโดยตรง แต่เป็นระบบ "ภาษีทางอ้อม" ซึ่งธุรกิจที่ได้รับภาษีจะเป็นผู้รับภาระภาษีทางอ้อมนั้น โดยธุรกิจที่ต้องเสียภาษีในลักษณะนี้เรียกว่า "ธุรกิจที่ต้องเสียภาษี"
สิ่งที่ต้องระบุและวิธีการเขียนใบแจ้งหนี้ตามกฎหมายภาษีการบริโภค
รูปแบบหรือลักษณะของใบแจ้งหนี้นั้นไม่มีข้อกำหนดทางกฎหมายระบุไว้อย่างเฉพาะเจาะจง และทั้งใบแจ้งหนี้แบบกระดาษและแบบอิเล็กทรอนิกส์ก็เป็นที่ยอมรับได้ แต่ทั้งนี้ กฎหมายภาษีการบริโภคก็มีข้อกำหนดสำหรับใบแจ้งหนี้ดังต่อไปนี้
ชื่อผู้รับใบแจ้งหนี้: ระบุชื่อบริษัท หรือสำหรับบุคคลทั่วไป ให้ระบุชื่อ-นามสกุลของบุคคลนั้น เนื่องจากใบแจ้งหนี้เป็นเอกสารที่ออกให้แก่พาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ โปรดใช้ภาษาที่สุภาพ เช่น "เรียน คุณ [ชื่อ],", "สวัสดี คุณ [ชื่อ] ที่ [ชื่อบริษัท]," เป็นต้น เมื่อระบุชื่อบริษัท โปรดใช้ชื่อเต็มอย่างเป็นทางการ เช่น Kabushiki Kaisha (สำหรับบริษัทคอร์ปอเรชัน) หรือ Godo Kaisha (สำหรับบริษัทจำกัดความรับผิด) โดยไม่ต้องใช้ตัวย่อ เช่น "Co." หรือ "Ltd."
วันที่ทำรายการ: ระบุวันที่จริงที่ทำรายการธุรกรรม หากมีธุรกรรมหลายรายการที่เกิดขึ้นภายในช่วงเวลาที่กำหนดและจะแสดงอยู่ในใบแจ้งหนี้เดียวกัน โปรดระบุวันที่ของแต่ละรายการธุรกรรมแยกกันด้วย
รายละเอียดการทำธุรกรรม: ระบุชื่อ ราคาต่อหน่วย และปริมาณของสินค้าหรือบริการให้ละเอียดที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ สำหรับธุรกรรมหลายรายการในใบแจ้งหนี้เดียวกัน โปรดเชื่อมโยงวันที่ของธุรกรรมแต่ละรายการกับรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ หากมีสินค้าใดที่ได้รับสิทธิ์ลดหย่อนภาษี โปรดระบุให้ชัดเจนด้วย
จำนวนเงินของธุรกรรม: แสดงจำนวนเงินที่ทำธุรกรรมอย่างชัดเจนด้วยตัวอักษรตัวหนา และบันทึกจำนวนเงินรวมที่ต้องชำระ เพื่อให้เข้าใจง่าย ให้ระบุรายละเอียดของค่าใช้จ่ายที่ทำให้เกิดยอดรวมนั้น รวมถึงยอดรวมย่อย (ยอดก่อนหักภาษี) และจำนวนภาษีการบริโภค ตามด้วยยอดรวมทั้งหมด นอกจากนี้ เมื่อมีรายการที่ได้รับการลดอัตราภาษี ควรระบุภาษีการบริโภครวมสำหรับรายการอัตรา 8% และรายการอัตรา 10% แยกต่างหาก และจำนวนเงินรวมที่ต้องชำระ (ไม่รวมหรือรวมภาษี) ในแต่ละอัตราในส่วนที่แยกกัน
ชื่อผู้ออกใบแจ้งหนี้: ระบุชื่อบริษัทหรือชื่อบุคคล (ชื่อทางการค้า) ของผู้ขายที่ออกใบแจ้งหนี้ ซึ่งภายใต้กฎหมายภาษีการบริโภค การระบุเพียงชื่อผู้ออกใบแจ้งหนี้ก็เพียงพอแล้ว แต่โดยทั่วไปแล้ว การระบุที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ และที่อยู่อีเมลเพิ่มเติมก็จะเป็นประโยชน์ โปรดทราบว่า หากต้องออกใบแจ้งหนี้ที่สอดคล้องกับระบบใบแจ้งหนี้ จะต้องมีหมายเลขจดทะเบียนของระบบใบแจ้งหนี้ด้วย
การบันทึกภาษีการบริโภคให้สอดคล้องกับระบบใบแจ้งหนี้มีความสำคัญอย่างไร
ต่อไปเราจะอธิบายว่าเหตุใดธุรกิจจึงต้องระมัดระวังเกี่ยวกับวิธีการบันทึกภาษีการบริโภคภายใต้ระบบใบแจ้งหนี้
เนื่องจากการเริ่มใช้ระบบใบแจ้งหนี้ในเดือนตุลาคมปี 2023 ธุรกิจในญี่ปุ่นจึงต้องมีใบแจ้งหนี้ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์เพื่อขอเครดิตภาษีซื้อ กล่าวคือ ใบแจ้งหนี้ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์จะเป็นตัวกำหนดสิทธิ์ในการหักภาษีการบริโภคจากการซื้อสินค้าโดยตรง ดังนั้นไม่ว่าเอกสารที่ผู้ขายออกให้จะเป็นใบแจ้งหนี้ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์หรือไม่นั้น จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อกำไรและขาดทุนของผู้ซื้อ ด้วยเหตุนี้ ภายใต้ข้อกำหนดต่างๆ ของระบบใบแจ้งหนี้ในปัจจุบัน ธุรกิจจึงต้องรายงานภาษีการบริโภคอย่างถูกต้อง
วิธีคำนวณจำนวนภาษีการบริโภคที่ต้องชำระ
ในระบบออกใบแจ้งหนี้จะมีวิธีการคำนวณภาษีการบริโภคอยู่ 2 วิธี ได้แก่ การคำนวณแบบสะสม และการคำนวณแบบหักยอด
การคำนวณแบบสะสม: จำนวนภาษีจะคำนวณโดยการรวมภาษีการบริโภคที่เกิดขึ้นในธุรกรรมแต่ละรายการ
การคำนวณแบบหักยอด: ภาษีการบริโภคจะคำนวณจากยอดขายรวมตลอดทั้งปี พูดอีกอย่างคือ จะคำนวณโดยการลบยอดขายทั้งหมดของปีแบบไม่รวมภาษีออกจากยอดขายทั้งหมดของปีแบบรวมภาษี
หลังจากคำนวณภาษีการบริโภคโดยใช้วิธีใดวิธีหนึ่งข้างต้นแล้ว จะใช้สูตรต่อไปนี้เพื่อหาจำนวนภาษีที่ต้องชำระจริง
- ภาษีการบริโภคจากการขาย - ภาษีการบริโภคจากการซื้อ = จำนวนภาษีที่ต้องชำระ
อธิบายคือ ขั้นแรกให้คำนวณภาษีการบริโภคจากยอดขายและภาษีการบริโภคจากการซื้อโดยใช้วิธีการแบบสะสมหรือวิธีการแบบหักยอด จากนั้นใช้สูตรข้างต้นเพื่อหาจำนวนภาษีที่ต้องชำระ
สำหรับการคำนวณภาษีการบริโภคจากการขาย คุณสามารถใช้วิธีการคำนวณแบบสะสมหรือวิธีการคำนวณแบบหักยอดได้ หากคุณเลือกใช้วิธีการคำนวณแบบสะสมสำหรับภาษีการบริโภคจากการขาย คุณต้องใช้วิธีเดียวกันนี้สำหรับภาษีการบริโภคจากการซื้อด้วย โดยคุณไม่สามารถเลือกใช้วิธีการคำนวณแบบหักยอดได้ ในทางกลับกัน หากคุณเลือกใช้วิธีการคำนวณแบบหักยอดในการคำนวณภาษีการบริโภคจากการขาย คุณสามารถเลือกใช้วิธีการคำนวณแบบสะสมหรือวิธีการคำนวณแบบหักยอดในการคำนวณภาษีการบริโภคจากการซื้อได้
วิธีคำนวณภาษีการบริโภค
|
ภาษีการบริโภคจากการขาย |
ภาษีการบริโภคจากการซื้อ |
|---|---|
|
หากคุณใช้การคำนวณแบบสะสม |
จากนั้นคุณต้องใช้การคำนวณแบบสะสม |
|
หากคุณใช้การคำนวณแบบหักยอด |
คุณสามารถใช้การคำนวณแบบสะสมหรือการคำนวณแบบหักยอดได้ |
ตัวอย่างวิธีการระบุการรวมและไม่รวมภาษีในใบแจ้งหนี้
การแสดงภาษีการบริโภคในใบแจ้งหนี้มี 2 วิธี คือ แบบรวมภาษี และแบบไม่รวมภาษี พูดง่ายๆ คือ ราคาแบบรวมภาษีจะแสดงราคาสินค้าที่รวมภาษีการบริโภคแล้ว ในขณะที่ราคาแบบไม่รวมภาษีจะแสดงราคาสินค้าโดยไม่รวมภาษี และภาษีการบริโภคจะถูกเพิ่มเข้าไปและแสดงแยกต่างหาก ซึ่งราคาแบบไม่รวมภาษีบางครั้งจะเรียกว่า "ไม่รวมภาษี" หรือ "ภาษีแยก"
ตัวอย่างการแสดงราคารวมภาษี: สำหรับสินค้าที่มีราคารวมภาษี 11,000 เยน สามารถแสดงราคาได้ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งต่อไปนี้
- 11,000 เยน
- 11,000 เยน (รวมภาษี)
- 11,000 เยน (รวมภาษีการบริโภค 1,000 เยน)
- 11,000 เยน (ราคาพื้นฐาน 10,000 เยน, ภาษีการบริโภค 1,000 เยน)
- 11,000 เยน
ตัวอย่างการแสดงราคาไม่รวมภาษี: สำหรับสินค้าที่มีราคารวมภาษี 11,000 เยน สามารถแสดงราคาได้ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งต่อไปนี้
- 10,000 เยน (ไม่รวมภาษี)
- 10,000 เยน (ภาษีการบริโภค 1,000 เยน)
- 10,000 เยน + ภาษีการบริโภค 1,000 เยน
- 10,000 เยน (ไม่รวมภาษี)
วิธีคำนวณภาษีการบริโภคระหว่างการกำหนดราคาแบบรวมและไม่รวมภาษีนั้นแตกต่างกัน และการเลือกใช้วิธีใดวิธีหนึ่งจะมีผลต่อวิธีการแสดงภาษีการบริโภคในใบแจ้งหนี้ นอกจากนี้ ในทั้งสองกรณี เมื่อออกใบแจ้งหนี้ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่เป็นไปตามระบบออกใบแจ้งหนี้ จะต้องระบุอัตราภาษีที่บังคับใช้ (8% หรือ 10%) อย่างชัดเจน และแยกรายการภาษีการบริโภคสำหรับแต่ละอัตราภาษีอย่างชัดเจน
รวมภาษี
การกำหนดราคาแบบรวมภาษี หมายความว่าราคาสินค้าได้รวมภาษีการบริโภคแล้ว โดยจะแสดงยอดรวมทั้งหมดรวมภาษีแล้วทั้งในราคาสินค้าและราคารวมย่อย แต่ทั้งนี้ การแสดงราคาสินค้าและยอดรวมย่อยโดยรวมภาษีแล้วนั้นไม่ได้แสดงถึงจำนวนภาษีการบริโภคที่แท้จริง ซึ่งอาจทำให้เกิดความสับสนได้ ดังนั้น ใบแจ้งหนี้จึงต้องมีช่องสำหรับภาษีการบริโภคอยู่ด้านล่างยอดรวมย่อยโดยตรง โดยระบุว่า "ภาษีการบริโภค (รวมภาษี %): ¥____" ดังตัวอย่างด้านล่าง
- ยอดรวมย่อย: 11,000 เยน
ภาษีการบริโภค (รวมภาษี 10%): 1,000 เยน
ทั้งหมด: 11,000 เยน
สำหรับการคำนวณภาษีการบริโภคสำหรับราคาสินค้าที่รวมภาษีแล้ว ขั้นแรกให้หารราคาสินค้าที่รวมภาษีแล้วด้วย (1 + อัตราภาษี) วิธีนี้จะช่วยให้คุณคำนวณราคาสินค้าก่อนหักภาษีได้ จากนั้นจึงคูณราคาสินค้าก่อนหักภาษีด้วยอัตราภาษีที่ใช้บังคับ เพื่อหาจำนวนภาษีการบริโภค โดยมีสูตรดังนี้
- [ราคารวมภาษี ÷ (1 + อัตราภาษี)] x อัตราภาษี = ภาษีการบริโภค
การใช้สูตรสำหรับสินค้าที่มีอัตราภาษีมาตรฐาน 10% และราคารวมภาษี 11,000 เยน จะแสดงเป็นสูตรดังนี้
- [11,000 เยน ÷ (1 + 0.10)] x 0.10 = 1,000 เยน
หากตัวอย่างข้างต้นเป็นสินค้าที่มีราคารวมภาษี 10,800 เยน และอัตราภาษี 8% หารด้วย 1.08 จะได้ราคาที่ไม่รวมภาษีที่ 10,000 เยน โดยเมื่อคูณด้วย 0.08 จะทำให้คุณได้ภาษีการบริโภคที่ 800 เยน
ไม่รวมภาษี
สำหรับการกำหนดราคาที่ไม่รวมภาษี ราคาต่อหน่วยและยอดรวมย่อยทั้งหมดของแต่ละรายการจะแสดงโดยไม่มีภาษี เมื่อสร้างใบแจ้งหนี้โดยใช้วิธีนี้ ให้ระบุยอดรวมย่อยที่ไม่รวมภาษีก่อน ตามด้วยยอดเงินภาษีการบริโภค แล้วระบุยอดรวมสุดท้ายแบบรวมภาษี
- ยอดรวมย่อย: 10,000 เยน
ภาษีการบริโภค (10%): 1,000 เยน
ทั้งหมด: 11,000 เยน
วิธีการคำนวณภาษีแบบไม่รวมภาษีนั้นง่ายมาก โดยสำหรับยอดรวมย่อยแต่ละรายการที่แยกตามอัตราภาษี (8% และ 10%) ให้คูณยอดรวมย่อยนั้นด้วยอัตราภาษีที่ใช้เพื่อคำนวณภาษีการบริโภค ตัวอย่างเช่น ภาษีการบริโภคสำหรับสินค้าที่มีราคา 10,000 เยนก่อนหักภาษี โดยมีอัตราภาษี 10% จะคำนวณดังนี้
- 10,000 เยน (ราคาไม่รวมภาษี) x 0.10 (อัตราภาษี) = 1,000 เยน
หากตัวอย่างข้างต้นเป็นสินค้าที่ต้องเสียภาษี 8% การคูณด้วย 0.08 จะคำนวณภาษีการบริโภคเป็น 800 เยน
การแสดงยอดรวมภาษีในใบแจ้งหนี้เป็นมาตรฐาน
จากตัวอย่างข้างต้น เมื่อบันทึกราคาต่อหน่วยและยอดรวมย่อยในใบแจ้งหนี้ ก็จะสามารถแสดงภาษีการบริโภคได้ทั้งแบบรวมอยู่ในราคา (รวมภาษี) หรือไม่รวมในราคา (ไม่รวมภาษี) แต่ยอดรวมในใบแจ้งหนี้ต้องระบุจำนวนเงินที่ลูกค้าต้องชำระอย่างชัดเจน ดังนั้นจึงต้องแสดงยอดรวมทั้งหมดที่รวมภาษีแล้วให้ชัดเจนกว่ายอดที่ไม่รวมภาษี เนื่องจากนี่คือจำนวนเงินขั้นสุดท้ายที่จะเรียกเก็บจากลูกค้า หากลูกค้าได้รับใบแจ้งหนี้ที่แสดงยอดรวมสุดท้ายที่ไม่รวมภาษี ลูกค้าอาจขอให้แก้ไขใบแจ้งหนี้ให้แสดงยอดรวมที่รวมภาษีแล้ว
การสร้างใบแจ้งหนี้ด้วยตนเองจะเพิ่มภาระงานและอาจทำให้เกิดความผิดพลาด เช่น คำนวณภาษีการบริโภคผิดหรือไม่ครบถ้วน ธุรกิจที่ต้องการกระบวนการออกใบแจ้งหนี้ที่ราบรื่นอาจเลือกใช้ระบบสร้างใบแจ้งหนี้อัตโนมัติที่มีฟังก์ชันคำนวณภาษีการบริโภคอัตโนมัติ โดยทั่วไปแล้ว บริษัทผู้ให้บริการประมวลผลการชำระเงิน หรือตัวแทนการชำระเงิน มักมีระบบและเครื่องมือที่สอดคล้องกับระบบใบแจ้งหนี้อยู่แล้ว ระบบเหล่านี้ช่วยให้สามารถรวมงานทุกอย่างไว้ในที่เดียว ตั้งแต่การสร้างและส่งมอบเอกสาร ไปจนถึงการจัดเก็บ ทำให้เป็นโซลูชันที่มีศักยภาพในการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานในส่วนงานสนับสนุน
สิ่งที่ควรทำหากคุณได้รับใบแจ้งหนี้ที่ไม่รวมภาษีการบริโภค
ถึงแม้ในใบแจ้งหนี้จะไม่มีการระบุจำนวนภาษีการบริโภค ก็ไม่มีบทลงโทษทางกฎหมายใดๆ แต่สำหรับธุรกิจที่ต้องเสียภาษี หากใบแจ้งหนี้ไม่มีข้อมูลภาษีการบริโภคที่สอดคล้องกับระบบใบแจ้งหนี้ จะไม่สามารถขอเครดิตภาษีซื้อได้ ดังนั้น หากคุณได้รับใบแจ้งหนี้ที่ไม่มีภาษีการบริโภค คุณควรแก้ไขโดยเร็วที่สุด
โดยมีวิธีดำเนินการตามขั้นตอนด้านล่างนี้
ติดต่อผู้ออกใบแจ้งหนี้
ขั้นแรก ให้ติดต่อผู้ออกใบแจ้งหนี้และยืนยันข้อมูลต่อไปนี้
- ผู้ออกใบแจ้งหนี้เป็นผู้ออกใบแจ้งหนี้ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์หรือไม่
- ผู้ออกใบแจ้งหนี้มีหมายเลขจดทะเบียนในระบบใบแจ้งหนี้หรือไม่ ถ้ามี ให้ตรวจสอบว่าหมายเลขตรงกับของผู้ออกใบแจ้งหนี้ หรือยืนยันผ่านเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของหน่วยงานด้านภาษีแห่งชาติ)
- จำนวนเงินในใบแจ้งหนี้นั้นรวมหรือไม่รวมภาษี
- จำนวนภาษีการบริโภค
- จำนวนเงินทั้งหมดแบบรวมภาษีที่ต้องชำระ
ขอออกใบแจ้งหนี้ใหม่
เมื่อตรวจสอบตามรายการข้างต้นทั้งหมดแล้ว ให้ขอให้ออกใบแจ้งหนี้ใหม่ ในขณะนี้ สิ่งสำคัญคือต้องแจ้งให้ผู้ออกใบแจ้งหนี้ทราบว่าเหตุผลในการร้องขอของคุณคือการขอเครดิตภาษีซื้อ ตามที่อธิบายไว้ก่อนหน้านี้ภายใต้กฎหมายภาษีการบริโภค หากผู้ซื้อขอใบแจ้งหนี้ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์เพื่อขอเครดิตภาษีซื้อและผู้ขายเป็นผู้ออกใบแจ้งหนี้ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ ผู้ขายจะมีหน้าที่ต้องออกเอกสาร ดังนั้นจึงมั่นใจได้ว่าคำขอออกใบแจ้งหนี้ใหม่ของคุณจะได้รับการอนุมัติ
เก็บบันทึกการแลกเปลี่ยนไว้
ถึงแม้จะติดต่อกันทางโทรศัพท์ก็ควรเก็บหลักฐานไว้ เช่น อีเมลที่ระบุข้อความประมาณว่า "ข้าพเจ้ารับทราบว่าจำนวนเงินที่ชำระคือยอดรวมตามใบแจ้งหนี้จำนวน ____ เยน ที่รวมภาษีแล้ว" หลักฐานนี้จะช่วยยืนยันจำนวนเงินที่ชำระถูกต้องและป้องกันไม่ให้เกิดข้อพิพาทระหว่างธุรกิจในอนาคต
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาษีการบริโภคในใบแจ้งหนี้
นี่คือคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการรวมภาษีการบริโภคในใบแจ้งหนี้
จำเป็นต้องรวมภาษีการบริโภคไว้ในใบแจ้งหนี้หรือไม่
สำหรับธุรกิจ การทำความเข้าใจจำนวนภาษีการบริโภคที่เกิดขึ้นในธุรกรรมต่างๆ ถือเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารจัดการธุรกิจ โดยเฉพาะภายใต้ระบบใบแจ้งหนี้ในปัจจุบัน ใบแจ้งหนี้ที่มีคุณสมบัติถูกต้องและระบุภาษีการบริโภคอย่างชัดเจนตามที่ระบบกำหนด ถือเป็นเอกสารที่ธุรกิจจะขาดไม่ได้สำหรับการขอเครดิตภาษีซื้อ
ดังนั้นจึงต้องระบุภาษีการบริโภคไว้ในใบแจ้งหนี้ เพื่อให้คุณและพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจสามารถติดตามการขายและการซื้อที่ต้องเสียภาษีได้อย่างถูกต้อง และขอเครดิตภาษีซื้อได้สำเร็จ
ธุรกิจที่ได้รับการยกเว้นภาษีสามารถเรียกเก็บภาษีการบริโภคได้หรือไม่
เมื่อต้องทำธุรกิจกับเจ้าของธุรกิจรายบุคคล รวมถึงฟรีแลนซ์ คุณเคยสงสัยหรือไม่ว่าคุณสามารถเรียกเก็บภาษีการบริโภคได้หรือไม่ ถึงแม้อีกฝ่ายจะเป็นธุรกิจที่ได้รับการยกเว้นภาษีและมีรายได้ต่อปีไม่เกิน 10 ล้านเยน
คำตอบคือ ได้ เพราะคุณสามารถเรียกเก็บภาษีการบริโภคจากธุรกิจที่ได้รับการยกเว้นภาษีได้ แต่โดยทั่วไปแล้ว ธุรกรรมกับธุรกิจที่ได้รับการยกเว้นภาษีหลังจากเริ่มใช้ระบบใบแจ้งหนี้ จะไม่เข้าเกณฑ์สำหรับการขอเครดิตภาษีซื้อ เครดิตนี้ใช้ได้เฉพาะกับการซื้อจากธุรกิจที่เสียภาษีที่เป็นผู้ออกใบแจ้งหนี้ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์เท่านั้น
ระบบใบแจ้งหนี้ประกอบด้วยมาตรการเปลี่ยนผ่านสำหรับระยะเวลาที่กำหนดเพื่อจัดการกับกรณีดังกล่าว โดยมีเป้าหมายเพื่อลดภาระให้กับธุรกิจที่ต้องเสียภาษีและป้องกันการดำเนินงานหยุดชะงักสำหรับธุรกิจที่ได้รับการยกเว้นภาษี
- 1 ตุลาคม 2023 – 30 กันยายน 2026 (3 ปี): สามารถหักลดหย่อนภาษีซื้อได้ 80% สำหรับการซื้อสินค้าที่ต้องเสียภาษีจากธุรกิจที่ได้รับการยกเว้นภาษี
- 1 ตุลาคม 2026 – 30 กันยายน 2029 (3 ปี): สามารถหักลดหย่อนภาษีซื้อได้ 50% สำหรับการซื้อสินค้าที่ต้องเสียภาษีจากธุรกิจที่ได้รับการยกเว้นภาษี
โปรดทราบว่า ถึงแม้ระยะเวลาการใช้มาตรการชั่วคราวและอัตราการหักลดหย่อนในปัจจุบันจะเป็นไปตามที่ระบุไว้ข้างต้น แต่รัฐบาลญี่ปุ่นอาจเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดกับหน่วยงานด้านภาษีแห่งชาติ
ควรปัดเศษจำนวนภาษีการบริโภคอย่างไร
จำนวนภาษีการบริโภคอาจมีเศษส่วนของค่าเงินเยนอยู่ด้วย ตรงนี้ขึ้นอยู่กับราคาสินค้าหรือบริการ หรืออัตราภาษีที่บังคับใช้ การปัดเศษหมายถึงขั้นตอนทางบัญชีที่ใช้เมื่อจำนวนเงินมีเศษส่วนของค่าเงินเยนเกิดขึ้นในการคำนวณภาษีการบริโภค การปัดเศษอาจเป็นการปัดขึ้น ปัดลง หรือปัดให้เป็นจำนวนเต็มที่ใกล้ที่สุด และเนื่องจากไม่มีกฎเกณฑ์เฉพาะเกี่ยวกับการปัดเศษ การตัดสินใจว่าจะจัดการอย่างไรจึงขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้ประกอบธุรกิจเป็นส่วนใหญ่
แต่สำหรับใบแจ้งหนี้ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ จะไม่อนุญาตให้ปัดเศษจำนวนเงินสำหรับสินค้าแต่ละรายการ โดยอนุญาตให้ปัดเศษได้เพียงครั้งเดียวต่อใบแจ้งหนี้ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์สำหรับแต่ละอัตราภาษี ดังนั้น แทนที่จะคำนวณภาษีการบริโภคแยกกันสำหรับสินค้าหรือบริการแต่ละรายการแล้วนำภาษีมารวมกัน ควรคำนวณภาษีการบริโภคทั้งหมดสำหรับแต่ละอัตราภาษี (8% และ 10%) แยกกันก่อน แล้วจึงปัดเศษจำนวนเหล่านั้น
Stripe Tax ช่วยอะไรได้บ้าง
Stripe Tax ลดความยุ่งยากในการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านภาษี เพื่อให้คุณมีเวลาทุ่มเทกับการพัฒนาธุรกิจให้เติบโต เริ่มเก็บภาษีทั่วโลกโดยเพิ่มโค้ดเพียงบรรทัดเดียวลงในระบบการผสานการทำงานที่มีอยู่ของคุณ คลิกปุ่มในแดชบอร์ด หรือใช้ API อันทรงพลังของเรา
Stripe Tax ช่วยให้คุณตรวจสอบภาระหน้าที่และการแจ้งเตือนเมื่อเกินเกณฑ์การจดทะเบียนภาษีการขายตามธุรกรรมใน Stripe นอกจากนี้ยังสามารถจดทะเบียนเพื่อเก็บภาษีในนามของคุณในสหรัฐอเมริกา และจัดการการยื่นภาษีผ่านพาร์ทเนอร์ที่เชื่อถือได้อีกด้วย Stripe Tax ยังคำนวณและเก็บภาษีการขาย ภาษีมูลค่าเพิ่ม และ GST โดยอัตโนมัติจากรายการต่อไปนี้
- สินค้าและบริการดิจิทัลในทุกรัฐของสหรัฐอเมริกาและกว่า 100 ประเทศ
- สินค้าที่จับต้องได้ในทุกรัฐของสหรัฐอเมริกาและ 42 ประเทศ
Stripe Tax ช่วยคุณทำสิ่งต่อไปนี้ได้
ทำความเข้าใจว่าจะจดทะเบียนและเก็บภาษีที่ไหน: ดูตำแหน่งที่ตั้งที่คุณต้องเก็บภาษีโดยอิงตามธุรกรรมใน Stripe หลังจากจดทะเบียนแล้ว คุณสามารถเปิดใช้การเก็บภาษีในรัฐหรือประเทศใหม่ได้ภายในไม่กี่วินาที คุณสามารถเริ่มเก็บภาษีได้โดยเพิ่มโค้ดเพียงบรรทัดเดียวในการผสานการทำงานกับ Stripe ที่คุณมีอยู่ หรือเพิ่มการเก็บภาษีด้วยการคลิกเพียงปุ่มเดียวในแดชบอร์ด Stripe
จดทะเบียนเพื่อชำระภาษี: หากคุณจำเป็นต้องจดทะเบียนภาษีการขายในสหรัฐอเมริกา ให้ Stripe จัดการการจดทะเบียนภาษีแทนคุณ ช่วยกรอกรายละเอียดการยื่นล่วงหน้าและรับประโยชน์จากขั้นตอนที่ง่ายขึ้น ทำให้คุณประหยัดเวลาและปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับท้องถิ่นได้ง่ายขึ้น หากคุณต้องการความช่วยเหลือในการจดทะเบียนนอกสหรัฐอเมริกา Stripe ก็ร่วมมือกับ Taxually เพื่อช่วยคุณจดทะเบียนกับหน่วยงานด้านภาษีในท้องถิ่น
เก็บภาษีโดยอัตโนมัติ: Stripe Tax คำนวณและเก็บภาษีที่ค้างชำระตามจำนวนที่ถูกต้องไม่ว่าคุณจะจำหน่ายสินค้าอะไรหรือขายที่ไหนก็ตาม โดยรองรับสินค้าและบริการหลายร้อยรายการ และมีข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงกฎและอัตราภาษี
ลดความยุ่งยากในการยื่น: Stripe Tax ผสานการทำงานกับพาร์ทเนอร์ด้านการยื่นภาษีได้อย่างราบรื่น เพื่อให้การยื่นเอกสารทั่วโลกของคุณเป็นไปอย่างถูกต้องและทันเวลา ให้พาร์ทเนอร์ของเราจัดการการยื่นเอกสารแทน เพื่อให้คุณมีเวลาโฟกัสที่การเติบโตของธุรกิจ
ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Stripe Tax หรือเริ่มใช้งานเลยวันนี้
เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นคําแนะนําทางกฎหมายหรือภาษี Stripe ไม่รับประกันหรือรับประกันความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ความไม่เพียงพอ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในบทความ คุณควรขอคําแนะนําจากทนายความที่มีอํานาจหรือนักบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอํานาจศาลเพื่อรับคําแนะนําที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ