ทำความรู้จักสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDC) ในประเทศไทย

Payments
Payments

รับชำระเงินออนไลน์ ที่จุดขาย และทั่วโลกด้วยโซลูชันการชำระเงินที่สร้างมาสำหรับธุรกิจทุกขนาด ตั้งแต่ธุรกิจสตาร์ทอัพไปจนถึงองค์กรใหญ่ระดับโลก

ดูข้อมูลเพิ่มเติม 
  1. บทแนะนำ
  2. ทำความรู้จักสกุลเงินดิจิทัล CBDC
    1. ทำความรู้จักประเภทของ CBDC ในประเทศไทย
    2. CBDC มีความแตกต่างจากคริปโตเคอร์เรนซีทั่วไปอย่างไร
  3. ความสำคัญของ CBDC ต่อเศรษฐกิจไทย
    1. ส่งเสริมการเข้าถึงทางการเงิน
    2. ยกระดับระบบชำระเงิน
    3. ช่วยควบคุมนโยบายเศรษฐกิจ
    4. ลดต้นทุนการผลิต
    5. มาตรฐานด้านความปลอดภัยสูง
    6. เพิ่มประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ
    7. เสริมเสถียรภาพให้ระบบการเงิน
  4. การเริ่มทดลองใช้ CBDC ในประเทศไทย
    1. โครงการบางขุนพรหม
    2. โครงการอินทนนท์
    3. โครงการ mBridge
  5. เทคโนโลยีและมาตรการความปลอดภัยในการปรับใช้ CBDC
    1. การใช้ Distributed Ledger Technology
    2. กรอบกำกับดูแล Regulatory Sandbox
    3. ความปลอดภัยด้านไซเบอร์
    4. ระบบตรวจจับการฉ้อโกงหรือการฟอกเงิน
    5. ระบบตรวจสอบ KYC
    6. การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
  6. การเตรียมความพร้อมในการรับชำระด้วย CBDC
    1. ประเมินความพร้อมของระบบรับชำระเงิน
    2. การเชื่อมต่อ CBDC กับระบบรับชำระเงินในปัจจุบัน
    3. การแปลงค่าระหว่าง CBDC กับเงินบาทปกติ
    4. ใช้ระบบที่มีความปลอดภัยสูง
    5. เตรียมความพร้อมให้บุคลากร
  7. Stripe Payments ช่วยเหลือคุณได้อย่างไร

ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมไร้เงินสด หนึ่งในนวัตกรรมที่กำลังได้รับความสนใจในวงการฟินเทค (Fintech) และระบบการเงินโลก อีกทั้งยังเป็นสิ่งที่ทั้งภาคธุรกิจไทยและผู้บริโภคยุคใหม่ควรทำความรู้จัก คือ สกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (Central Bank Digital Currency: CBDC) ซึ่งในประเทศไทยเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่พัฒนาและออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อยกระดับระบบการชำระเงิน เพิ่มประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ และรองรับการเติบโตของนวัตกรรมทางการเงินในอนาคต

บทความนี้จะพาไปรู้จักกับสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDC) ในบริบทของประเทศไทย ตั้งแต่ความสำคัญของ CBDC ต่อเศรษฐกิจไทย เทคโนโลยีและมาตรการด้านความปลอดภัยในการนำมาใช้งาน ตลอดจนการเริ่มทดลองใช้ CBDC ในประเทศไทย พร้อมแนะนำโซลูชันที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณพร้อมรองรับการใช้งาน CBDC ได้อย่างง่ายดายและผสานเข้ากับระบบชำระเงินปัจจุบันได้อย่างลงตัว

เนื้อหาหลักในบทความ

  • ทำความรู้จักสกุลเงินดิจิทัล CBDC
  • ความสำคัญของ CBDC ต่อเศรษฐกิจไทย
  • การเริ่มทดลองใช้ CBDC ในประเทศไทย
  • เทคโนโลยีและมาตรการความปลอดภัยในการปรับใช้ CBDC
  • การเตรียมความพร้อมในการรับชำระด้วย CBDC
  • Stripe Payments ช่วยเหลือคุณได้อย่างไร

ทำความรู้จักสกุลเงินดิจิทัล CBDC

CBDC (Central Bank Digital Currency) คือ สกุลเงินดิจิทัลหลักของธนาคารกลาง ซึ่งในประเทศไทยเรียกกันว่าเงินบาทดิจิทัล (Digital baht) ซึ่งมีการพัฒนา กำกับดูแล และรับรองโดยธนาคารแห่งประเทศไทย โดย CBDC เป็นนวัตกรรมทางการเงินที่ผสานความน่าเชื่อถือของธนาคารกลางเข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัล ถือเป็นเงินที่ถูกต้องตามกฎหมายและมีมูลค่าเทียบเท่ากับเงินบาทปกติ มีความเสถียรและความน่าเชื่อถือสูง ต่างจากคริปโตเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) ทั่วไปอย่าง Bitcoin และ Ethereum ซึ่งมีการผันผวนของมูลค่าที่สูงมาก

ทำความรู้จักประเภทของ CBDC ในประเทศไทย

การใช้งาน CBDC ในประเทศไทยแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักตามกลุ่มผู้ใช้งาน ดังนี้

  • Retail CBDC
    สกุลเงินดิจิทัลสำหรับประชาชนทั่วไป มีจุดประสงค์เพื่อการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันหรือใช้โอนเงินเหมือนเงินสดเพียงแต่เป็นในรูปแบบดิจิทัล ช่วยลดต้นทุนระบบการเงินเนื่องจากไม่ต้องพึ่งธนาคารพาณิชย์

  • Wholesale CBDC
    ออกแบบและพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของระบบการเงินในประเทศ มีการใช้งานจำกัดเฉพาะสถาบันการเงินและธนาคารพาณิชย์ มีจุดประสงค์เพื่อใช้ชำระและโอนเงินระหว่างองค์กร ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการโอนเงินจำนวนมาก

ในปัจจุบัน CBDC ทั้ง 2 ประเภทยังอยู่ในระหว่างการทดสอบและพัฒนา และยังไม่ได้มีการเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการ

CBDC มีความแตกต่างจากคริปโตเคอร์เรนซีทั่วไปอย่างไร

CBDC (หรือในกรณีของประเทศไทยหมายถึงเงินบาทดิจิทัล) เปรียบเสมือนเงินสดในรูปแบบดิจิทัลและมีจุดประสงค์เพื่อรองรับการชำระเงินในชีวิตประจำวัน ซึ่งต่างจากคริปโตเคอร์เรนซีหรือสินทรัพย์ดิจิทัลทั่วไป ดังนี้

ข้อพิจารณา

CBDC หรือเงินบาทดิจิทัล

คริปโตเคอร์เรนซี (Cryptocurrency)

ผู้ออกสกุลเงิน

ธนาคารกลาง

ไม่มีองค์กรกลาง

สถานะทางกฎหมาย

ถือเป็นเงินถูกต้องตามกฎหมาย

โดยส่วนใหญ่ไม่ใช่เงินที่ถูกต้องตามกฎหมาย

ความน่าเชื่อถือ

ค้ำประกันโดยรัฐหรือธนาคารกลาง

ขึ้นอยู่กับระบบ เทคโนโลยี ตลาด และความเชื่อมั่นของผู้ใช้

ความผันผวนของมูลค่า

แทบไม่มี (มูลค่าเทียบเท่าเงินสด)

ผันผวนสูงตามตลาด

ความเสี่ยง

ต่ำ

สูง

การกำกับดูแล

ควบคุมและกำกับดูแลโดย ธปท.

ไม่มีหรือจำกัด

วัตถุประสงค์

ใช้แทนเงินสดในการใช้จ่าย ตั้งเป้าให้ใช้ได้ในอนาคต

จำกัดมาก ใช้เพื่อการลงทุนและเก็งกำไรเป็นหลัก

ความสำคัญของ CBDC ต่อเศรษฐกิจไทย

CBDC มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย ดังนี้

ส่งเสริมการเข้าถึงทางการเงิน

ส่งเสริมการเข้าถึงทางการเงิน (financial inclusion) ให้กลุ่มประชากรที่ไม่สามารถใช้บริการหรือไม่มีบัญชีธนาคารเข้าถึงบริการทางการเงิน โดย CBDC เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคและธุรกิจรายย่อยเข้าถึงระบบการเงินดิจิทัลได้ง่ายขึ้น รวมถึงช่วยให้กลุ่มคนที่ไม่มีรายได้หรือรายได้น้อยสามารถได้รับสวัสดิการรัฐโดยไม่ต้องพึ่งโครงสร้างที่ซับซ้อน

ยกระดับระบบชำระเงิน

CBDC ช่วยยกระดับให้โครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินของประเทศทันสมัย เพื่อพร้อมรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและนวัตกรรมทางการเงินอย่างเต็มรูปแบบ ส่งผลให้ช่วยดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) โดยเฉพาะบริษัทฟินเทคหรือบริษัทข้ามชาติที่ต้องพึ่งพาโครงสร้างการเงินดิจิทัลที่ทันสมัย

ช่วยควบคุมนโยบายเศรษฐกิจ

CBDC เป็นเครื่องมือให้รัฐบาลหรือธนาคารกลางสามารถใช้ฟังก์ชันทางการเงินเพื่อควบคุมนโยบายทางเศรษฐกิจ ช่วยให้รัฐสามารถจัดการความช่วยเหลือด้านการเงินและสวัสดิการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด ลดการรั่วไหลและทุจริต และวัดผลของนโยบายได้ด้วยข้อมูลดิจิทัลแบบเรียลไทม์ ช่วยให้การวางแผนและการกระจายงบประมาณมีประโยชน์และแม่นยำขึ้น

ลดต้นทุนการผลิต

หากมีการนำ CBDC มาใช้ในวงกว้าง ความต้องการใช้เงินสดจะลดลง ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนของระบบการเงินประเทศ โดยลดค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการเงินสดทั้งด้านการพิมพ์ ขนส่ง และรักษาความปลอดภัย การผลิตธนบัตรมีต้นทุนสูงจากการใช้กระดาษและหมึกพิมพ์ชนิดพิเศษ รวมถึงเทคโนโลยีป้องกันการปลอมแปลง เช่น ลายน้ำและแถบโฮโลแกรม ขณะที่เหรียญกษาปณ์ต้องใช้โลหะและกระบวนการผลิตที่ซับซ้อน

มาตรฐานด้านความปลอดภัยสูง

CBDC ถูกพัฒนาและกำกับดูแลโดยภาครัฐผ่าน ธปท. โครงสร้างของระบบ CBDC มีการออกแบบตามมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล เช่น การเข้ารหัสข้อมูล (Encryption) การป้องกันการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต และมีการใช้เทคโนโลยีที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการปลอมแปลง การโจรกรรมข้อมูล และอาชญากรรมทางการเงิน ช่วยให้การบันทึกธุรกรรมเป็นไปอย่างโปร่งใส สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้

ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนและภาคธุรกิจในการใช้เงินบาทดิจิทัลเมื่อมีการเปิดใช้งานในอนาคต

เพิ่มประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ

CBDC ช่วยให้ระบบเศรษฐกิจในประเทศมีความคล่องตัวยิ่งขึ้น เพราะสามารถโอนและชำระเงินได้แบบเรียลไทม์ มีต้นทุนต่ำด้วยการลดค่าธรรมเนียมตัวกลางทางการเงิน อีกทั้งยังตรวจสอบได้ทันที นอกจากนี้ CBDC ยังเป็นรากฐานของระบบที่ช่วยยกระดับการชำระเงินระหว่างประเทศ (Cross-border payment) ให้มีความรวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งจะเพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และส่งเสริมให้กระบวนการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศมีประสิทธิภาพและปลอดภัยยิ่งขึ้น

เสริมเสถียรภาพให้ระบบการเงิน

CBDC เป็นสกุลเงินดิจิทัลที่มีความน่าเชื่อถือสูงที่สุดเพราะได้รับการกำกับและค้ำประกันโดยภาครัฐหรือธนาคารกลาง ซึ่งจะช่วยเสริมเสถียรภาพให้ระบบการเงินของประเทศ ลดความเสี่ยงจากการใช้งานสกุลเงินดิจิทัลของภาคเอกชนที่ไม่มีกฎหมายหรือเงื่อนไขกำกับอย่างรัดกุม เสริมบทบาทของธนาคารกลางในระบบการเงิน และช่วยเสริมสภาพคล่องในระบบ ส่งผลให้สามารถป้องกันผลกระทบจากความผันผวนของเศรษฐกิจระดับมหภาค

การเริ่มทดลองใช้ CBDC ในประเทศไทย

ปัจจุบัน CBDC ในประเทศไทยยังอยู่ในช่วงทดสอบและยังไม่มีการเปิดใช้เต็มรูปแบบทั่วประเทศ อย่างไรก็ดีผลลัพธ์จากการเริ่มทดลองใช้มีความชัดเจนว่าจะส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมและธุรกิจในหลากหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงิน บริษัทฟินเทค แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ธุรกิจดิจิทัล กิจการค้าปลีกและโลจิสติกส์ รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างประเทศ

การทดลองใช้งาน CBDC สามารถแบ่งออกเป็น 3 โครงการหลัก คือ บางขุนพรหม, อินทนนท์ และ mBridge ซึ่งแต่ละโครงการมีรายละเอียด ดังนี้

โครงการ

ประเภทของ CBDC

ผู้ใช้งาน

จุดประสงค์การใช้งาน

บางขุนพรหม

Retail

ประชาชน

ใช้จ่ายและโอนเงินภายในประเทศ

อินทนนท์

Wholesale

ธนาคารพาณิชย์/สถาบันการเงิน

ชำระเงินและโอนเงินภายในประเทศ

mBridge

Wholesale

ธนาคารพาณิชย์/สถาบันการเงิน

ชำระเงินและโอนเงินระหว่างประเทศ

โครงการบางขุนพรหม

โครงการบางขุนพรหม (Project Bang Khun Phrom) คือโครงการนำร่องที่ใช้ทดสอบเงินบาทดิจิทัลสำหรับประชาชนทั่วไป (Retail CBDC) เพื่อประเมินประสิทธิภาพในการชำระเงินด้วย CBDC เพื่อตรวจสอบถึงความสะดวก ความเสถียร ความปลอดภัย และความสามารถในการใช้งานร่วมกับ e-wallet และแอปโมบายแบงก์กิ้ง ธปท.จัดให้มีกลุ่มผู้เข้าร่วมใช้งานประมาณ 10,000 ราย รวมถึงให้สถาบันการเงินเข้าร่วมทดสอบด้วยอีก 3 ราย

โครงการอินทนนท์

โครงการอินทนนท์ (Project Inthanon) เป็นโครงการทดสอบเงินบาทดิจิทัลสำหรับภาคสถาบันการเงิน (Wholesale CBDC) ใช้ระหว่างธนาคารพาณิชย์และธนาคารกลางเพื่อประเมินประสิทธิภาพด้านการชำระบัญชี การโอนเงินข้ามธนาคาร และธุรกรรมในตลาดการเงิน โดยในระยะแรกมีการทดลองแปลงเงินฝากเป็นสกุลเงินดิจิทัล ต่อมามีการทดสอบการแปลงพันธบัตรสู่รูปแบบโทเค็น และล่าสุดขยายการทดสอบสู่ภาคธุรกิจ โดยการเชื่อมต่อ CBDC เข้ากับระบบบริหารจัดซื้อจัดจ้างระหว่างปูนซิเมนต์ไทยและคู่ค้า

โครงการ mBridge

โครงการ mBridge หรือ Multiple CBDC Bridge เป็นโครงการทดสอบการใช้เงินบาทดิจิทัลสำหรับธุรกรรมระหว่างสถาบันการเงินเพื่อการชำระเงินข้ามประเทศ โดย ธปท. ร่วมมือกับธนาคารกลางสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ธนาคารกลางฮ่องกง และธนาคารกลางจีน ภายใต้การสนับสนุนของศูนย์นวัตกรรม BIS ซึ่งผลการทดสอบในปี 2022 พบว่า CBDC สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการโอนเงินระหว่างประเทศโดยลดระยะเวลาการโอนจากเฉลี่ย 3–5 วัน เหลือเพียงไม่กี่วินาที ลดต้นทุนธุรกรรมได้สูงสุดประมาณ 40%

เทคโนโลยีและมาตรการความปลอดภัยในการปรับใช้ CBDC

เทคโนโลยีและมาตรการความปลอดภัยที่จำเป็นต่อกระบวนการปรับใช้งาน CBDC ในประเทศไทยมีดังนี้

การใช้ Distributed Ledger Technology

เทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลแบบกระจายศูนย์ (Distributed Ledger Technology: DLT) โดยข้อมูลจะถูกคัดลอกและจัดเก็บไว้ในหลายจุด แทนการจัดเก็บไว้ที่ศูนย์กลางเดียว ส่งผลให้ข้อมูลมีความยากต่อการปลอมแปลงและเพิ่มความทนทานของระบบ อีกทั้งยังเอื้อให้สมาชิกในเครือข่ายสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูล ประสานงาน และทำธุรกรรมระหว่างกันโดยตรงได้โดยไม่ต้องผ่านตัวกลางทางการเงิน

กรอบกำกับดูแล Regulatory Sandbox

ก่อนใช้งานจริง CBDC ต้องผ่านการทดลองแบบจำกัดใน Regulatory Sandbox ภายใต้การกำกับของ ธปท. โดยมีการทดสอบกับธนาคาร ธุรกิจ และประชาชนในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด วิธีนี้สามารถลดความเสี่ยง ทำให้เห็นผลลัพธ์เชิงปฏิบัติ ประเมินผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคมได้ รวมถึงช่วยปรับปรุงขั้นตอนการใช้งานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นก่อนเปิดให้บริการจริง

ความปลอดภัยด้านไซเบอร์

ระบบ CBDC จำเป็นต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัยด้านไซเบอร์ (Cybersecurity) ระดับสูง โดยอาศัยเทคโนโลยี เช่น การเข้ารหัส (Encryption) และการตรวจสอบสิทธิ์แบบ 2 ปัจจัย (2 Factors authentication: 2FA) เพื่อเสริมความปลอดภัย ลดความเสี่ยงจากการปลอมแปลงข้อมูล การแอบอ้างตัวตน และการเข้าถึงระบบโดยไม่ได้รับอนุญาต นอกจากนี้ควรมีการทดสอบและประเมินความปลอดภัยของระบบ อย่างสม่ำเสมอ เช่น การทดสอบเจาะระบบ (Penetration testing) หรือการประเมินความเสี่ยงด้านไซเบอร์ เพื่อปรับปรุงระบบ CBDC ให้มีความปลอดภัยสูงสุดอยู่เสมอ

ระบบตรวจจับการฉ้อโกงหรือการฟอกเงิน

CBDC ควรมีระบบตรวจจับการฉ้อโกง (Fraud detection and prevention) ที่มีการใช้เทคโนโลยี AI เพื่อวิเคราะห์รูปแบบและพฤติกรรมที่มีลักษณะผิดปกติของผู้ใช้หรือระบุธุรกรรมที่อาจเป็นการฉ้อโกง การทุจริต หรือเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน (Anti-money laundering: AML) ได้อย่างรวดเร็ว สามารถจับพิรุธและทำการแจ้งเตือนเมื่อมีความผิดปกติในธุรกรรมในประเทศและข้ามประเทศ ช่วยให้สามารถตรวจจับและตอบสนองต่อภัยคุกคามได้ในทันทีด้วยการปิดการเชื่อมต่อจากต้นทาง

ระบบตรวจสอบ KYC

ระบบตรวจสอบตัวตนลูกค้า (Know Your Customer: KYC) คือกระบวนการยืนยันและตรวจสอบตัวตนของผู้ใช้งานทางการเงินที่เข้มงวด ช่วยให้สามารถตรวจสอบและยืนยันตัวตนของลูกค้าได้อย่างถูกต้อง ช่วยสร้างความมั่นคง ความโปร่งใส และความเชื่อมั่นให้แก่ระบบการเงินโดยรวม ลดความเสี่ยงจากการปลอมแปลงตัวตน การฟอกเงิน และการทุจริตในรูปแบบต่างๆ ผ่านการตรวจสอบภาพถ่ายเอกสารและการยืนยันตัวตนด้วยข้อมูลไบโอเมตริก (Biometrics) เช่น ลายนิ้วมือหรือใบหน้า

การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

ความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลถือเป็นหัวใจสำคัญของ CBDC ระบบจะต้องออกแบบให้สอดคล้องกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPA ซึ่งกำหนดให้ผู้ให้บริการทางการเงินต้องจัดเก็บ ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าอย่างปลอดภัย โดยจำกัดการเข้าถึงข้อมูลเท่าที่จำเป็นและป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลผู้ใช้ รวมถึงมีระบบขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลก่อนเสมอและให้สิทธิผู้ใช้งานเข้าถึง แก้ไข หรือเพิกถอนข้อมูลของตนได้ เพื่อช่วยสร้างความเชื่อมั่นและลดความเสี่ยงในการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล

การเตรียมความพร้อมในการรับชำระด้วย CBDC

แนวทางการเตรียมความพร้อมให้ธุรกิจสามารถรองรับการรับชำระด้วย CBDC หรือเงินบาทดิจิทัลได้อย่างราบรื่น มีดังนี้

ประเมินความพร้อมของระบบรับชำระเงิน

ประเมินความพร้อมของธุรกิจในการรองรับการใช้งาน CBDC โดยพิจารณาถึงความเร็วในการประมวลผลธุรกรรม ความสามารถในการบันทึกและตรวจสอบยอดธุรกรรม ตลอดจนการจัดทำรายงานทางบัญชีอย่างถูกต้องแบบเรียลไทม์ ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและความเสถียรของระบบการเงินให้สอดคล้องกับการชำระด้วย CBDC ทั้งนี้ธุรกิจสามารถเลือกใช้โซลูชันการชำระเงินแบบครบวงจรอย่าง Stripe เพื่อช่วยเสริมความพร้อมให้ธุรกิจไทยรองรับเงินบาทดิจิทัลได้เมื่อมีการเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการ

การเชื่อมต่อ CBDC กับระบบรับชำระเงินในปัจจุบัน

เมื่อมีการเปิดใช้งาน CBDC ระบบรับชำระเงินจะต้องสามารถรองรับการใช้งานเงินบาทดิจิทัลได้อย่างราบรื่น โดยเชื่อมต่อกับโครงสร้างพื้นฐานและช่องทางการชำระเงินที่มีอยู่เดิม ซึ่งตัวอย่างแนวในการปรับใช้มีดังนี้

  • พร้อมเพย์ (PromptPay)
    พร้อมเพย์เป็นช่องทางที่เหมาะสมที่สุดสำหรับ CBDC ในระยะแรก เนื่องจากมีฐานผู้ใช้งานจำนวนมากและรองรับมาตรฐาน Thai QR payment อยู่แล้ว ร้านค้าและผู้ใช้สามารถใช้ QR code เดิมได้โดยแค่เลือกแหล่งเงินเป็นเงินบาทดิจิทัลแทนเงินฝากในบัญชี
  • โมบายแบงก์กิ้ง/ e-wallet
    แอปพลิเคชันโมบายแบงก์กิ้งและ e-wallet สามารถฝังฟังก์ชันการใช้งาน CBDC เข้าไปในระบบเดิม ผู้ใช้สามารถเลือกแหล่งเงินได้ทั้งเงินบาทดิจิทัลหรือเงินฝากปกติสำหรับใช้กับการโอนเงิน ชำระค่าสินค้า หรือสแกน QR code โดยประสบการณ์ใช้งานยังคงรูปแบบเดิม เพิ่มเพียงตัวเลือกประเภทเงินเท่านั้น
  • เครื่องรูดบัตร EDC/ POS
    ร้านค้าและธุรกิจสามารถอัปเดตซอฟต์แวร์ของเครื่องรูดบัตร EDC (Electronic data capture) และระบบ POS (Point-of-sale) ให้รองรับ CBDC โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนอุปกรณ์ใหม่ในหลายกรณี การชำระเงินสามารถทำได้ผ่าน QR code, เทคโนโลยี NFC หรือผ่านแอปพลิเคชันที่รองรับ CBDC ซึ่งช่วยลดต้นทุนในการปรับตัวของผู้ประกอบการ
  • เกตเวย์การชำระเงิน (Payment Gateway)/API ชำระเงิน
    แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและผู้ให้บริการทางการเงินสามารถเชื่อมต่อ CBDC เข้ากับระบบเดิมผ่านเกตเวย์การชำระเงินหรือ API การชำระเงินเพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภค โดยปรับหน้าชำระเงิน (Checkout Page) ให้รองรับเงินบาทดิจิทัล (CBDC) เป็นอีกหนึ่งช่องทาง เช่นเดียวกับบัตรเครดิต การโอนผ่านบัญชีธนาคาร หรือ e-wallet เพื่อให้ผู้ใช้งานเลือกชำระเงินได้อย่างสะดวก

การแปลงค่าระหว่าง CBDC กับเงินบาทปกติ

ระบบต้องรองรับการแปลงค่าแบบ 1:1 ระหว่าง CBDC และเงินบาทปกติอย่างถูกต้องและโปร่งใสโดยผ่านสถาบันการเงินที่ได้รับอนุญาต และควรกำหนดกระบวนการแปลงค่าให้ชัดเจน เช่น แลก CBDC เป็นเงินบาทเพื่อโอนเข้าบัญชีธนาคาร หรือแปลงเงินบาทเป็น CBDC เพื่อใช้จ่ายหรือชำระบิล นอกจากนี้ควรคำนึงถึงระยะเวลาในการแปลงค่า ค่าธรรมเนียม (ถ้ามี) รวมถึงการบันทึกบัญชีและภาษี โดยแยกรายการระหว่าง CBDC และเงินบาทปกติเพื่อความถูกต้องในการรายงานภาษีและการตรวจสอบภายหลัง

ใช้ระบบที่มีความปลอดภัยสูง

การรับชำระด้วย CBDC จำเป็นต้องมีระบบตรวจจับการฉ้อโกงที่มีประสิทธิภาพ โดยการนำ AI มาใช้ในการวิเคราะห์และระบุธุรกรรมที่มีความเสี่ยงได้แบบเรียลไทม์ ระบบสามารถตรวจจับความผิดปกติ แจ้งเตือน และปิดกั้นธุรกรรมที่มีความเสี่ยงสูงได้โดยอัตโนมัติ เช่น การใช้โซลูชันอย่าง Stripe Radar ที่สามารถกำหนดคะแนนความเสี่ยงให้กับการชำระเงินแต่ละครั้ง ทุกธุรกรรมมีการบันทึก ตรวจสอบย้อนหลังได้ และมีการยืนยันตัวตนผู้ใช้งานก่อนทำธุรกรรม

เตรียมความพร้อมให้บุคลากร

อบรมพนักงานให้มีความเข้าใจการใช้งานและขั้นตอนรับชำระด้วยเงินบาทดิจิทัลอย่างครบถ้วนในเชิงปฏิบัติ โดยให้ความรู้ที่ครอบคลุมถึงการตรวจสอบธุรกรรม การยืนยันการชำระเงิน และการแก้ไขปัญหาเบื้องต้น เพื่อลดข้อผิดพลาดและเพิ่มความคล่องตัวเมื่อมีการเปิดใช้งานระบบ CBDC นอกจากนี้ควรเตรียมบุคลากรให้สามารถสื่อสารและแนะนำลูกค้าเกี่ยวกับกระบวนการชำระเงินด้วย CBDC ตั้งแต่การเริ่มต้นใช้งานจนถึงการทำธุรกรรมสำเร็จ เพื่อสร้างความคุ้นเคยและส่งเสริมการยอมรับการใช้เงินบาทดิจิทัล

Stripe Payments ช่วยเหลือคุณได้อย่างไร

Stripe Payments มอบโซลูชันการชำระเงินระดับโลกแบบครบวงจรที่ช่วยให้ธุรกิจใดๆ ตั้งแต่สตาร์ทอัพที่กำลังเติบโตไปจนถึงองค์กรระดับโลกรับชำระเงินออนไลน์ ที่จุดขาย และทั่วโลกได้

Stripe Payments สามารถช่วยคุณทำสิ่งต่อไปนี้

  • เพิ่มประสิทธิภาพให้ประสบการณ์การชำระเงินของคุณ: สร้างประสบการณ์ที่ราบรื่นให้กับลูกค้าและประหยัดเวลาในการทำงานวิศวกรรมได้หลายพันชั่วโมงด้วย UI การชำระเงินที่สร้างไว้ให้แล้ว, สิทธิ์เข้าถึงวิธีการชำระเงินมากกว่า 125 วิธี และ Link ซึ่งเป็นกระเป๋าเงินที่สร้างโดย Stripe
  • ขยายไปสู่ตลาดใหม่ๆ ได้เร็วขึ้น: เข้าถึงลูกค้าทั่วโลกและลดความซับซ้อนและค่าใช้จ่ายในการจัดการหลายสกุลเงินด้วยตัวเลือกการชำระเงินข้ามพรมแดนที่มีให้บริการใน 195 ประเทศและกว่า 135 สกุลเงิน
  • รวมการชำระเงินที่จุดขายและทางออนไลน์ไว้ด้วยกัน: สร้างประสบการณ์การค้าแบบแพลตฟอร์มรวมในช่องทางออนไลน์และที่จุดขายเพื่อปรับแต่งการโต้ตอบ ตอบแทนความภักดี และเพิ่มรายได้
  • ปรับปรุงประสิทธิภาพการชำระเงิน: เพิ่มรายรับด้วยเครื่องมือการชำระเงินที่กำหนดเองได้และปรับแต่งได้ง่ายๆ ซึ่งรวมถึงระบบป้องกันการฉ้อโกงแบบไม่ต้องเขียนโค้ดและความสามารถขั้นสูงเพื่อเพิ่มอัตราการอนุมัติ
  • เดินหน้าได้เร็วขึ้นด้วยแพลตฟอร์มที่ยืดหยุ่นและเชื่อถือได้เพื่อการเติบโต: สร้างบนแพลตฟอร์มที่ออกแบบมาเพื่อขยับขยายไปพร้อมกับคุณ โดยมีระยะเวลาให้บริการที่แทบจะไม่หยุดทำงานเลย และมีความน่าเชื่อถือระดับแนวหน้าของวงการ

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีที่ Stripe Payments สามารถช่วยให้คุณรับการชำระเงินออนไลน์และที่จุดขายได้ หรือเริ่มใช้งานเลยวันนี้

เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นคําแนะนําทางกฎหมายหรือภาษี Stripe ไม่รับประกันหรือรับประกันความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ความไม่เพียงพอ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในบทความ คุณควรขอคําแนะนําจากทนายความที่มีอํานาจหรือนักบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอํานาจศาลเพื่อรับคําแนะนําที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ

บทความอื่นๆ

  • เกิดข้อผิดพลาดบางอย่าง โปรดลองอีกครั้งหรือติดต่อฝ่ายสนับสนุน

หากพร้อมเริ่มใช้งานแล้ว

สร้างบัญชีและเริ่มรับการชำระเงินโดยไม่ต้องทำสัญญาหรือระบุรายละเอียดเกี่ยวกับธนาคาร หรือติดต่อเราเพื่อสร้างแพ็กเกจที่ออกแบบเองสำหรับธุรกิจของคุณ
Payments

Payments

รับชำระเงินออนไลน์ ที่จุดขาย และทั่วโลกด้วยโซลูชันการชำระเงินที่สร้างมาสำหรับธุรกิจทุกขนาด

Stripe Docs เกี่ยวกับ Payments

ค้นหาคู่มือเกี่ยวกับการเชื่อมต่อ Payments API ของ Stripe