ระบบบันทึกการขาย (POS) คือการผสมผสานระหว่างฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่ธุรกิจใช้ในการประมวลผลธุรกรรม ฮาร์ดแวร์อาจรวมถึงอุปกรณ์ต่างๆ เช่น เครื่องคิดเงิน เครื่องอ่านบัตร เครื่องสแกนบาร์โค้ด เครื่องพิมพ์ใบเสร็จ และจอแสดงผลแบบสัมผัส ในขณะที่ซอฟต์แวร์จะจัดการการขาย สินค้าคงคลัง ข้อมูลลูกค้า และรายงานต่างๆ ตลาด POS ทั่วโลกคาดว่าจะเติบโตจาก 33,410 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 เป็น 110,220 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2032
ระบบ POS ช่วยอำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรม เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการสินค้าคงคลัง และช่วยธุรกิจวิเคราะห์แนวโน้มการขายและพฤติกรรมของลูกค้า ต่อไปในบทความนี้ เราจะอธิบายถึงระบบ POS ประเภทต่างๆ รวมถึงวิธีการทำงานที่ธุรกิจจะได้รับจนถึงวิธีแก้ไขปัญหาที่พบบ่อย
เนื้อหาหลักในบทความ
- ระบบ POS แบ่งออกเป็นประเภทใดบ้าง
- ระบบ POS มีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่
- ฉันต้องใช้ระบบ POS อย่างไร
- ระบบ POS ที่เหมาะสมจะช่วยธุรกิจของคุณได้อย่างไร
- ความท้าทายในการใช้ระบบ POS
- ต้นทุนค่าซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ POS
- Stripe Terminal ช่วยอะไรได้บ้าง
ระบบ POS แบ่งออกเป็นประเภทใดบ้าง
ระบบ POS ประเภทต่างๆ ออกแบบมาให้เหมาะกับอุตสาหกรรมและโมเดลธุรกิจที่แตกต่างกันไป โดยแต่ละประเภทต่างก็มีข้อดีเป็นของตนเอง
ระบบ POS แบบเดิม: พบได้ทั่วไปในร้านค้าแบบมีหน้าร้านและมักเป็นระบบที่ติดตั้งอยู่กับที่ ซึ่งประกอบด้วยคอมพิวเตอร์ เครื่องลงทะเบียนเงินสด เครื่องสแกนบาร์โค้ด เครื่องพิมพ์ใบเสร็จ และเครื่องอ่านบัตร ระบบแบบนี้จำเป็นต้องมีเซิร์ฟเวอร์อยู่ในสถานที่เดียวกันและอยู่ในเครือข่ายที่เชื่อมต่อกัน
ระบบ POS แบบเคลื่อนที่: ระบบเหล่านี้ใช้แท็บเล็ตหรือสมาร์ทโฟนเป็นอุปกรณ์ POS ซึ่งมีความยืดหยุ่น พกพาสะดวก และมักจะใช้ระบบคลาวด์ ช่วยให้ธุรกิจทำธุรกรรมได้จากทุกที่ ระบบประเภทนี้ได้รับความนิยมในหมู่ธุรกิจขนาดเล็ก รถบรรทุกอาหาร และร้านป๊อบอัป ไปจนถึงการออกร้านกลางแจ้ง
ระบบ POS บนระบบคลาวด์: เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า POS แบบบริการซอฟต์แวร์ (SaaS) ซึ่งทำงานผ่านอินเทอร์เน็ตและจัดเก็บข้อมูลไว้ในระบบคลาวด์ ระบบประเภทนี้มีค่าใช้จ่ายในการติดตั้งน้อยกว่า รวมทั้งเข้าถึงและขยายระบบได้ง่าย จึงเหมาะกับธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง
ระบบ POS แบบบริการตัวเอง: พบได้ทั่วไปในซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด ช่วยให้ลูกค้าสแกนและชำระเงินค่าสินค้าด้วยตัวเองได้ ระบบ POS แบบบริการตัวเองช่วยลดต้นทุนค่าแรงและเพิ่มความเร็วในการชำระเงินได้เป็นอย่างดี
ระบบ POS แบบคีออสก์: คีออสก์คือระบบแบบสแตนด์อโลนที่ลูกค้าใช้ส่งคำสั่งซื้อหรือทำการซื้อ คล้ายกับระบบ POS แบบบริการตัวเอง พบได้บ่อยในร้านอาหาร โรงภาพยนตร์ และสนามบิน
ระบบ POS แบบหลายช่องทาง: ระบบนี้จะเชื่อมต่อการขายภายในร้านกับทางออนไลน์เข้าด้วยกัน ช่วยให้ธุรกิจจัดการสินค้าคงคลัง ข้อมูลลูกค้า และการขายได้ในทุกช่องทาง เหมาะกับธุรกิจที่มีทั้งร้านค้าออนไลน์และหน้าร้าน
ระบบ POS มีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่
ระบบ POS จัดการงานจำนวนมาก รวมถึงการประมวลผลการชำระเงินและรวบรวมข้อมูลลูกค้า การทำงานของระบบ POS มีดังต่อไปนี้
อนุญาตให้ลูกค้าสร้างรถเข็นสำหรับซื้อสินค้า: ลูกค้าเลือกสินค้าหรือบริการโดยการสแกนบาร์โค้ดของสินค้า ป้อนข้อมูลสินค้าด้วยตนเอง หรือใช้หน้าจอสัมผัส และสินค้าจะถูกเพิ่มลงในรถเข็นสำหรับซื้อสินค้าเสมือนจริงในระบบ POS
คำนวณต้นทุน: ระบบ POS จะคำนวณค่าใช้จ่ายทั้งหมด รวมถึงภาษีและส่วนลดหรือโปรโมชันที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ยังสามารถนำคะแนนสะสมหรือค่าบริการแบบพิเศษมาคำนวณได้ด้วย
ประมวลผลการชำระเงิน: เมื่อลูกค้าพร้อมชำระเงินแล้ว ระบบ POS จะประมวลผลการชำระเงิน หากลูกค้าชำระเงินผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่น บัตรเครดิตหรือบัตรเดบิต ระบบจะเชื่อมต่อกับเกตเวย์การชำระเงินเพื่ออนุมัติธุรกรรมนั้น
สร้างใบเสร็จ: หลังจากชำระเงิน ระบบจะสร้างใบเสร็จ ซึ่งสามารถพิมพ์หรือส่งให้ลูกค้าทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ ใบเสร็จจะแสดงรายการสินค้าและบริการที่ซื้อ รวมทั้งราคา ภาษี และวิธีการชำระเงินที่ใช้
ช่วยจัดการสินค้าคงคลัง: ระบบ POS จะอัปเดตสินค้าคงคลังแบบเรียลไทม์ โดยหักสินค้าที่ขายแล้วออกจากสต็อก ช่วยให้ธุรกิจต่างๆ ติดตามระดับสินค้าคงคลังและสั่งซื้อใหม่ได้เมื่อจำเป็น
รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล: ระบบ POS รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับยอดขาย ความต้องการของลูกค้า และแนวโน้มสินค้าคงคลัง ธุรกิจจะใช้ข้อมูลนี้มาสร้างรายงาน วิเคราะห์ประสิทธิภาพ และตัดสินใจอย่างมีข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าคงคลัง โปรโมชัน และพนักงาน
ผสานการทำงานกับระบบอื่น: ระบบ POS ที่ทันสมัยมักจะผสานการทำงานกับซอฟต์แวร์ธุรกิจอื่นๆ เช่น การทำบัญชี การจัดการความสัมพันธ์ลูกค้า (CRM) หรือแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจแชร์ข้อมูลและจัดการการดำเนินงานของทุกแผนกได้ง่ายขึ้น
ฉันต้องใช้ระบบ POS อย่างไร
หากต้องการใช้ระบบ POS ธุรกิจจำเป็นต้องมีส่วนประกอบหลัก ตลอดจนฟีเจอร์เสริมที่เป็นประโยชน์กับธุรกิจแต่ละประเภท
ส่วนประกอบหลัก
ระหว่างติดตั้งระบบ POS ตรวจสอบให้แน่ใจว่าส่วนประกอบฮาร์ดแวร์ทั้งหมดของคุณเข้ากันได้กับซอฟต์แวร์ POS ที่เลือก
ซอฟต์แวร์ POS: ซอฟต์แวร์ที่จัดการการขาย สินค้าคงคลัง และข้อมูลลูกค้า
ฮาร์ดแวร์ POS: อุปกรณ์ที่โต้ตอบกับระบบและประมวลผลธุรกรรม ระบบ POS แบบเคลื่อนที่มักใช้ส่วนประกอบฮาร์ดแวร์เพิ่มน้อยกว่าระบบ POS แบบอื่น
- คอมพิวเตอร์/แท็บเล็ต/สมาร์ทโฟน: เรียกใช้งานซอฟต์แวร์ POS
- ลิ้นชักเงินสด: จัดเก็บเงินสดอย่างปลอดภัยระหว่างทำธุรกรรม
- เครื่องพิมพ์ใบเสร็จ: มอบเอกสารบันทึกการซื้อให้กับลูกค้า
- เครื่องอ่านบัตร: ใช้เพื่อรับชำระเงินผ่านบัตรเครดิตและบัตรเดบิต
- คอมพิวเตอร์/แท็บเล็ต/สมาร์ทโฟน: เรียกใช้งานซอฟต์แวร์ POS
สัญญาณอินเทอร์เน็ตที่เสถียร: สัญญาณอินเทอร์เน็ตที่เสถียรสำหรับใช้งานระบบ POS แบบคลาวด์และประมวลผลธุรกรรมผ่านบัตร
แหล่งจ่ายไฟและระบบสำรองข้อมูล: แหล่งจ่ายไฟที่จ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับระบบ POS ได้อย่างเสถียร แนะนำให้ซื้อเครื่องสำรองไฟฟ้าและปรับแรงดันไฟฟ้าอัตโนมัติ (UPS) เพื่อป้องกันกระแสไฟขัดข้องและไฟดับที่อาจทำให้ระบบหยุดทำงานได้
บัญชีประมวลผลการชำระเงิน: บัญชีผู้ค้าหรือเกตเวย์การชำระเงินสำหรับประมวลผลธุรกรรมบัตรเครดิตและบัตรเดบิต โดยปกติแล้วมักจะต้องทำสัญญากับผู้ประมวลผลการชำระเงินและอาจมีค่าธรรมเนียมธุรกรรมด้วย
มาตรการรักษาความปลอดภัย: แนวทางการรักษาความปลอดภัยเพื่อปกป้องข้อมูลของลูกค้าและป้องกันการเข้าถึงที่ไม่ได้รับอนุญาต เช่น รหัสผ่านที่ปลอดภัย สิทธิ์เข้าถึงแบบจำกัดของผู้ใช้ การปฏิบัติตามมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูล เช่น มาตรฐานการรักษาความปลอดภัยข้อมูลสำหรับอุตสาหกรรมบัตรชำระเงิน (PCI DSS)
ฟีเจอร์เสริม
ธุรกิจบางประเภทอาจต้องเพิ่มฟีเจอร์เสริมบางอย่างให้กับระบบ POS
ระบบแสดงผลในครัว (KDS): KDS พบได้บ่อยในร้านอาหาร และทำหน้าที่แจ้งคำสั่งซื้อกับพนักงานในครัว
เครื่องชั่ง: เครื่องชั่งแบบดิจิทัลเชื่อมต่อการทำงานกับ POS เพื่อให้คำนวณราคาได้อย่างถูกต้องหากคุณขายสินค้าตามน้ำหนัก
เครื่องพิมพ์ฉลาก: เครื่องพิมพ์สำหรับฉลากแบบกำหนดเอง บาร์โค้ด หรือป้ายราคา
ระบบติดตามชั่วโมงทำงานของพนักงาน: ระบบติดตามเวลาในตัวจะทำหน้าที่จัดการชั่วโมงทำงานของพนักงาน
ระบบ POS ที่เหมาะสมจะช่วยธุรกิจของคุณได้อย่างไร
การเลือกระบบ POS ที่เหมาะสม ช่วยยกระดับการดำเนินธุรกิจ ความสัมพันธ์กับลูกค้า และการรักษาความปลอดภัยได้ โปรดดูตัวอย่างประโยชน์และข้อควรพิจารณาดังต่อไปนี้
การทำงานที่ง่ายขึ้น: ระบบ POS ที่ดีช่วยเร่งความเร็วในการทำธุรกรรมและลดข้อผิดพลาด จึงช่วยปรับปรุงประสบการณ์ของลูกค้าและลดความตึงเครียดของพนักงาน
การควบคุมสินค้าคงคลัง: ระบบ POS ช่วยติดตามสินค้าคงคลังแบบเรียลไทม์ ช่วยให้คุณทราบว่าสินค้าใดขายดีและต้องเติมสินค้าเมื่อใด ข้อมูลนี้จะช่วยป้องกันเหตุการณ์ที่คุณไม่มีสินค้ายอดนิยมเหลืออยู่ในร้านหรือเติมสินค้าที่ขายไม่ได้เร็วเกินไป และสามารถลดการสูญเสียที่เกิดจากการขโมยหรือการจัดการผิดพลาดได้
ความยืดหยุ่นในการชำระเงิน: เมื่อใช้ระบบ POS ที่เหมาะสม คุณจะรับชำระเงินด้วยวิธีการชำระเงินที่หลากหลาย เช่น บัตรเครดิต การชำระเงินผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ และการชำระเงินแบบไร้สัมผัส ความยืดหยุ่นนี้จะทำให้ลูกค้าชำระเงินด้วยวิธีที่ต้องการได้ง่ายขึ้น
ความสัมพันธ์กับลูกค้า: ระบบ POS บางระบบสามารถติดตามการซื้อของลูกค้าและช่วยอำนวยความสะดวกให้กับการทำกิจกรรมส่งเสริมการขายเฉพาะบุคคลหรือโปรแกรมสะสมคะแนน ซึ่งเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับลูกค้าและส่งเสริมให้พวกเขากลับมาซื้ออีกครั้ง
ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับธุรกิจ: ระบบ POS สามารถสร้างรายงานเกี่ยวกับแนวโน้มยอดขาย ช่วงเวลาที่ปริมาณการใช้งานสูง และผลิตภัณฑ์ที่ขายดีที่สุดได้ ข้อมูลนี้มีประโยชน์อย่างมากต่อการตัดสินใจทางธุรกิจ ทั้งในด้านการจัดสรรพนักงาน การจัดการคลังสินค้า และกลยุทธ์การตลาด
การเชื่อมต่อการทำงานกับระบบอื่นๆ: ระบบ POS ที่ทันสมัยจำนวนมากเชื่อมต่อกับซอฟต์แวร์ธุรกิจอื่นๆ ได้ เช่น แพลตฟอร์มการทำบัญชีหรือการขายออนไลน์ จึงลดความจำเป็นในการป้อนข้อมูลด้วยตัวเอง ลดข้อผิดพลาด และช่วยให้จัดการธุรกิจแบบรวมศูนย์มากขึ้นได้
การรักษาความปลอดภัยและการปฏิบัติตามข้อกำหนด: ระบบ POS ที่เหมาะสมจะช่วยให้ประมวลผลการชำระเงินได้อย่างปลอดภัย ปกป้องข้อมูลลูกค้า และปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับของอุตสาหกรรม จึงลดความเสี่ยงในการจ่ายค่าปรับ การละเมิดข้อมูล และสิ่งที่จะทำให้ชื่อเสียงของธุรกิจเสียหาย
เมื่อเลือกระบบ POS ให้พิจารณาปัจจัยต่อไปนี้
การสนับสนุนลูกค้าและบริการบำรุงรักษา: เลือกระบบ POS ที่มีบริการสนับสนุนลูกค้าที่เชื่อถือได้เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาทางเทคนิคหรือการอัปเดตซอฟต์แวร์ การบำรุงรักษาเป็นประจำ เช่น การอัปเดตซอฟต์แวร์และการตรวจสอบฮาร์ดแวร์ จะช่วยให้ระบบทำงานได้อย่างราบรื่น
โปรแกรมสะสมคะแนนและเครดิตสะสม: หากธุรกิจของคุณมีโปรแกรมสะสมคะแนนหรือโปรแกรมเครดิตสะสม ตรวจสอบให้แน่ใจว่าระบบ POS ของคุณรองรับโปรแกรมเหล่านี้ได้ โดยคุณอาจจะต้องเชื่อมต่อการทำงานกับซอฟต์แวร์สะสมคะแนนของบริษัทอื่นหรือใช้ฟีเจอร์ที่มีมาให้ในตัว
การปฏิบัติตามกฎระเบียบ: คุณอาจจะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบบางอย่าง ขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรมของคุณ ดังนั้นโปรดตรวจสอบว่าระบบ POS ของคุณเป็นไปตามกฎระเบียบเหล่านี้ ไม่ว่าจะกฎระเบียบดังกล่าวจะกำกับดูแลการคุ้มครองข้อมูล การปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านภาษี หรือมาตรฐานเฉพาะอุตสาหกรรมหรือไม่ก็ตา
อุปกรณ์ที่ลูกค้าเห็น: หากคุณต้องการหน้าจอแสดงผลหรือคีออสก์แบบบริการตัวเองที่ให้ลูกค้าโต้ตอบด้วยตัวเอง ให้เลือกระบบ POS ที่รองรับฟีเจอร์เหล่านี้
ความท้าทายในการใช้ระบบ POS
ธุรกิจสามารถลดปัญหาที่พบได้บ่อยของระบบ POS ได้ด้วยการวางแผนและหาข้อมูลของผู้ให้บริการอย่างถี่ถ้วน รวมทั้งขอบริการสนับสนุนแบบต่อเนื่องเมื่อเลือกและติดตั้งระบบ POS ความท้าทายที่พบบ่อย ได้แก่
การเรียนรู้: การฝึกอบรมวิธีใช้ระบบแก่พนักงานอาจใช้เวลานานและต้องใช้ทรัพยากรเพิ่มเติม หากระบบซับซ้อนเกินไป ก็อาจทำให้การปฏิบัติงานล่าช้าและเกิดข้อผิดพลาดได้
การเชื่อมต่อการทำงาน: ระบบ POS มักต้องเชื่อมต่อกับซอฟต์แวร์อื่น เช่น เครื่องมือการทำบัญชี การจัดการสินค้าคงคลัง หรือ CRM การเชื่อมต่อระบบเหล่านี้อาจไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมาจากผู้ให้บริการหลายรายหรือทำงานเข้ากันไม่ได้ ปัญหาการเชื่อมต่ออาจทำให้ข้อมูลไม่สอดคล้องกันและเพิ่มภาระงานที่ต้องทำด้วยตัวเอง
ปัญหาทางเทคนิค: ระบบ POS อาจเกิดปัญหาทางเทคนิค เช่น ข้อบกพร่องของซอฟต์แวร์หรือฮาร์ดแวร์ทำงานล้มเหลว ปัญหาเหล่านี้อาจทำให้ธุรกิจต้องหยุดชะงัก สร้างความขัดข้องในการขาย และทำให้ลูกค้าเกิดความยุ่งยาก ปัญหาทางเทคนิคที่พบบ่อยยังอาจทำให้ต้นทุนค่าบำรุงรักษาเพิ่มขึ้นและส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของธุรกิจด้วย
การรักษาความปลอดภัยข้อมูล: ระบบ POS จะจัดการข้อมูลที่ละเอียดอ่อนของลูกค้า จึงช่วยให้ตรวจจับการโจมตีทางไซเบอร์และการละเมิดข้อมูลได้ การไม่ปกป้องข้อมูลของลูกค้าอาจทำให้ธุรกิจต้องเสียค่าปรับและสูญเสียความไว้วางใจจากลูกค้าได้
ต้นทุน: การติดตั้งและบำรุงรักษาระบบ POS อาจมีราคาแพง เพราะนอกจากการซื้อในครั้งแรกแล้ว ยังมีค่าฮาร์ดแวร์ ใบอนุญาตใช้ซอฟต์แวร์ การฝึกอบรม และการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องด้วย สำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่มีงบประมาณจำกัด ค่าใช้จ่ายเหล่านี้อาจรวมกันกลายเป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ได้
การปรับแต่งและการขยายระบบ: ธุรกิจต่างก็ต้องการระบบ POS ที่สามารถปรับให้เหมาะกับความต้องการและขยายระบบเมื่อธุรกิจเติบโต บางระบบมีความยืดหยุ่นจำกัดหรือต้องอัปเกรดขยายระบบโดยเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ซึ่งขัดขวางการเติบโตของธุรกิจ
การสนับสนุนจากผู้ให้บริการ: ผู้ให้บริการ POS ทุกรายอาจไม่ได้ให้บริการสนับสนุนในระดับเดียวกัน การบริการลูกค้าที่ไม่มีประสิทธิภาพ ใช้เวลาตอบกลับยาวนาน หรือขาดความเชี่ยวชาญทางเทคนิค อาจทำให้ปัญหายิ่งลุกลามและส่งผลให้ระบบต้องหยุดทำงานเป็นเวลานาน
ประสบการณ์ของผู้ใช้: หากระบบ POS เข้าใจยากหรือมีอินเทอร์เฟซเทอะทะก็อาจทำให้พนักงานและลูกค้าหงุดหงิดและไม่ประทับใจ ทั้งยังทำให้การดำเนินธุรกิจเชื่องช้าลง
ความเข้ากันได้: ระบบ POS ต้องรองรับวิธีการชำระเงิน อุปกรณ์ และการอัปเดตซอฟต์แวร์ใหม่ๆ ได้ ซึ่งบางระบบอาจต้องเปลี่ยนใหม่หรือทำการอัปเกรดที่มีราคาแพง
ต้นทุนค่าซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ POS
ซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ POS แต่ละตัวมาพร้อมกับค่าใช้จ่าย คุณจึงควรพิจารณาเรื่องนี้ด้วยในการวางแผนและจัดสรรงบประมาณของธุรกิจ
ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับซอฟต์แวร์
แบบสมัครสมาชิก: ระบบ POS หลายระบบเสนอบริการแบบสมัครสมาชิกต่อเครื่อง โดยค่าธรรมเนียมรายเดือนซึ่งอาจมีตั้งแต่ 60 ถึง 200 ดอลลาร์ต่อเดือน มักจะครอบคลุมการอัปเดตซอฟต์แวร์ การสนับสนุนลูกค้า และพื้นที่จัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์
การซื้อครั้งเดียว: ระบบ POS บางระบบต้องซื้อครั้งเดียว โดยราคาจะแตกต่างกันไปตามคุณสมบัติและความสามารถในการขยายขนาด การซื้อใบอนุญาตแบบครั้งเดียวอาจมีราคาตั้งแต่ 1,500 ถึง 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ รูปแบบนี้มักเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมสำหรับการอัปเดตและการสนับสนุน
ฟีเจอร์เสริมและการผสานการทำงาน: ฟีเจอร์เสริมต่างๆ เช่น โปรแกรมสะสมคะแนน การวิเคราะห์ขั้นสูง หรือการผสานการทำงานกับซอฟต์แวร์อื่นอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับฮาร์ดแวร์
เครื่องบันทึกเงินสดและเทอร์มินัล: ธุรกิจอาจจำเป็นต้องซื้อเครื่องบันทึกเงินสดพื้นฐาน เครื่องรับชำระเงิน POS ที่มีฟังก์ชันครบครัน หรือฮาร์ดแวร์ระดับกลาง ตรงนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการของธุรกิจ โดยเครื่องรับชำระเงินมาตรฐานมีราคาตั้งแต่ 300 ถึง 2,000 ดอลลาร์ ในขณะที่เครื่องรับชำระเงินแบบพกพามีราคาตั้งแต่ 200 ถึง 600 ดอลลาร์
อุปกรณ์ต่อพ่วง: ธุรกิจอาจต้องใช้อุปกรณ์อีกหลายอย่าง เช่น เครื่องสแกนบาร์โค้ด เครื่องพิมพ์ใบเสร็จ เครื่องอ่านบัตร ลิ้นชักเงินสด หรือแท็บเล็ตและสมาร์ทโฟนสำหรับใช้เป็นระบบ POS เคลื่อนที่
คีออสก์และระบบบริการตัวเอง: คีออสก์และระบบบริการตัวเองมีค่าใช้จ่ายสูงถึงหลายพันดอลลาร์ต่อเครื่อง โดยเฉพาะระบบที่สั่งทำเป็นพิเศษหรือใช้ฟีเจอร์เฉพาะทาง
ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
การติดตั้งและการฝึกอบรม: ธุรกิจทุกแห่งควรเตรียมพร้อมที่จะชำระค่าติดตั้งล่วงหน้า นอกจากนี้บางธุรกิจอาจต้องจ่ายค่าฝึกอบรมพนักงานด้วย ค่าใช้จ่ายจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของการติดตั้ง แต่โดยทั่วไปแล้วจะอยู่ตั้งแต่ 200 ถึง 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ
การบำรุงรักษาและการสนับสนุน: ธุรกิจจะต้องจ่ายค่าบริการสนับสนุนทางเทคนิคและการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่การสนับสนุนขั้นพื้นฐานอาจรวมอยู่ในรูปแบบการสมัครสมาชิก แต่สัญญาบำรุงรักษาสำหรับระบบที่เป็นเจ้าของเองอาจมีราคาตั้งแต่ 20 ถึง 250 ดอลลาร์ต่อเดือน
ค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรม: หากระบบ POS มีระบบประมวลผลการชำระเงิน อาจมีค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมซึ่งคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของมูลค่าการทำธุรกรรม บวกกับค่าธรรมเนียมคงที่ โดยทั่วไปค่าธรรมเนียมจะอยู่ระหว่าง 2.3% ถึง 3.5% ของมูลค่าการทำธุรกรรม บวกกับค่าธรรมเนียมแยกต่างหากอีก 0.10 ถึง 0.30 ดอลลาร์สหรัฐต่อธุรกรรม
การปรับแต่ง: การปรับแต่งระบบให้ตรงตามความต้องการเฉพาะอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นธุรกิจที่แตกต่างจากปกติทั่วไปด้วยแล้ว
Stripe Terminal ช่วยอะไรได้บ้าง
Stripe Terminal ขับเคลื่อนและผสานการทำงานกับระบบ POS สำหรับสตาร์ทอัพ แพลตฟอร์ม และองค์กรที่มีการเติบโตสูงและต้องการประสิทธิภาพและฟังก์ชันด้านการชำระเงินระดับแนวหน้า โปรดอ่านข้อมูลเพิ่มเติมจากStripe Docs ของเรา
เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นคําแนะนําทางกฎหมายหรือภาษี Stripe ไม่รับประกันหรือรับประกันความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ความไม่เพียงพอ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในบทความ คุณควรขอคําแนะนําจากทนายความที่มีอํานาจหรือนักบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอํานาจศาลเพื่อรับคําแนะนําที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ