ลูกหนี้การค้าเป็นตัวบ่งชี้สถานะทางการเงินที่สำคัญสำหรับธุรกิจที่ขายสินค้าและบริการ คำนี้หมายถึงยอดคงค้างที่ลูกค้าค้างชำระภายในกำหนดเวลาที่วางไว้ และถือเป็นกระแสเงินสดของธุรกิจ ในฝรั่งเศสซึ่งมีระยะเวลาการชำระเงินนานกว่าที่อื่นๆ ในยุโรป การมีลูกหนี้การค้ามากเกินไปอาจส่งผลเสียต่อความสามารถในการทำกำไรและความสามารถในการจัดหาเงินทุนของธุรกิจ
การจัดการลูกหนี้การค้าช่วยปกป้องกระแสเงินสดของธุรกิจ ทำให้มั่นใจได้ถึงการเติบโต และรักษาความเป็นอิสระทางการเงิน ในบทความนี้ เราจะอธิบายว่าลูกหนี้การค้าคืออะไร ตลอดจนวิธีการคำนวณและจัดการลูกหนี้การค้า
ประเด็นสำคัญ
- ลูกหนี้การค้าคือจำนวนเงินที่เรียกเก็บจากลูกค้าแต่ยังไม่ได้รับการชำระเงิน กรณีนี้รวมถึงใบแจ้งหนี้ที่เลยกำหนดชำระหรือกำลังจะออกด้วย
- การจัดการลูกหนี้การค้ามีความสำคัญในการปกป้องกระแสเงินสด รับประกันการชำระเงิน เข้าถึงแหล่งเงินทุนภายนอก และรักษาความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับลูกค้าได้
- การมีลูกหนี้การค้ามากเกินไปมีความเสี่ยง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีการชำระเงินล่าช้า ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศฝรั่งเศสระบุว่าโอกาสที่ใบแจ้งหนี้จะผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้นเป็น 40% เมื่อการชำระเงินล่าช้าเกิน 1 เดือน
- ในการคำนวณลูกหนี้การค้าของธุรกิจ ให้รวมใบแจ้งหนี้ปัจจุบัน ใบแจ้งหนี้ที่เลยกำหนดชำระ และใบแจ้งหนี้ที่ยังไม่ได้ออก จากนั้นให้หักออกด้วยเงินที่ชำระล่วงหน้าและเงินมัดจำ
- ปัจจัยที่อาจช่วยในการจัดการลูกหนี้การค้ามี 3 ข้อ ได้แก่ นโยบายสินเชื่อที่ระบุไว้ล่วงหน้า การติดตามการชำระเงินอย่างเคร่งครัดโดยใช้เครื่องมือต่างๆ เช่น รายงานยอดคงเหลือทดลองตามอายุหนี้และการให้คะแนนลูกค้า และการดำเนินการเฉพาะ เช่น แฟกเตอริงใบแจ้งหนี้ ส่วนลดเมื่อชำระเงินก่อนกำหนด และระบบแจ้งเตือนที่เป็นระเบียบ
ลูกหนี้การค้าคืออะไร
ลูกหนี้การค้า คือเงินที่ค้างชำระแก่ธุรกิจ แต่ยังไม่ได้รับการชำระภายในระยะเวลาที่กำหนด ในทางปฏิบัติ ลูกหนี้การค้าแสดงถึงยอดรวม (รวมภาษี) ของใบแจ้งหนี้ทั้งหมดที่จะออก หรือที่ออกไปแล้วแต่ยังเรียกเก็บไม่ได้ ไม่ว่าจะเลยกำหนดชำระหรือไม่ก็ตาม ลูกหนี้การค้าจะปรากฏอยู่ในฝั่งสินทรัพย์ของงบดุล ในบรรทัดรายการ "ลูกหนี้การค้า"
ลูกหนี้การค้าประกอบด้วยใบแจ้งหนี้ 3 ประเภท ได้แก่
- ใบแจ้งหนี้ที่เลยกำหนดชำระ: ใบแจ้งหนี้ที่เลยวันครบกำหนดชำระ
- ใบแจ้งหนี้ปัจจุบัน: ใบแจ้งหนี้ที่ออกแล้วแต่ยังไม่ถึงวันครบกำหนด
- ใบแจ้งหนี้ที่จะออก: ใบแจ้งหนี้ที่ยังไม่ได้ออก แม้ว่าจะมีการจัดหาสินค้าหรือบริการให้แล้วก็ตาม
ลูกหนี้การค้าถือได้ว่าเป็นเครดิตรูปแบบหนึ่งที่ธุรกิจมอบให้แก่ลูกค้า แม้ว่าสินค้าหรือบริการจะได้รับการส่งมอบแล้ว แต่ลูกค้ายังไม่ได้ชำระเงิน ลูกค้าจะมีระยะเวลาที่กำหนดว่าจะต้องชำระค่าสินค้าหรือบริการตามใบแจ้งหนี้เมื่อใด
ลูกหนี้การค้ากับเจ้าหนี้การค้าต่างกันอย่างไร
ลูกหนี้การค้า หรือที่เรียกว่า "บัญชีลูกหนี้" คือจำนวนเงินที่ลูกค้าเป็นหนี้ธุรกิจ ส่วนเจ้าหนี้การค้า หรือที่เรียกว่า "บัญชีเจ้าหนี้การค้า" คือจำนวนเงินที่ธุรกิจเป็นหนี้ซัพพลายเออร์ ลูกหนี้การค้าถือเป็นสินทรัพย์ ส่วนเจ้าหนี้การค้าถือเป็นหนี้สิน
ลูกหนี้การค้าและเจ้าหนี้การค้าสะท้อนคนละด้านของแนวคิดเดียวกัน นั่นคือเงินกู้ระหว่างบริษัท ตัวอย่างเช่น หากบริษัท A ขายสินค้าให้บริษัท B และกำหนดระยะเวลาชำระเงินไว้ 60 วัน ยอดดังกล่าวจะถือเป็นลูกหนี้การค้าสำหรับบริษัท A และเป็นเจ้าหนี้การค้าสำหรับบริษัท B จนกว่าใบแจ้งหนี้จะได้รับการชำระเรียบร้อย
จำนวนเงินทั้งสองนี้สำคัญต่อเจ้าของธุรกิจ เมื่อนำมารวมกันจะได้ยอดดุลการค้า (Balance of Trade) ของธุรกิจ ซึ่งคือส่วนต่างระหว่างจำนวนเงินที่ลูกค้าเป็นหนี้อยู่กับจำนวนเงินที่ธุรกิจเป็นหนี้ซัพพลายเออร์ เมื่อเทียบกับรายรับ หากดุลการค้าเป็นบวก หมายความว่าโดยพื้นฐานแล้วธุรกิจกำลังใช้สภาพคล่องของตนในการปล่อยเครดิตให้ลูกค้า แต่หากดุลการค้าเป็นลบ หมายความว่าธุรกิจกำลังได้รับเครดิตสุทธิจากซัพพลายเออร์ ในปี 2023 ดุลการค้าเฉลี่ยของธุรกิจในฝรั่งเศส (ไม่รวมผู้ประกอบอาชีพอิสระ) อยู่ที่ประมาณ 12 วันของรายได้
ทำไมลูกหนี้การค้าจึงมีความสำคัญ
ลูกหนี้การค้าเป็นตัวบ่งชี้สถานะทางการเงินที่สำคัญของธุรกิจ ซึ่งสะท้อนถึงความเสี่ยงทางการเงินที่ธุรกิจต้องแบกรับชั่วคราวในระหว่างที่รอให้มีการชำระเงินตามใบแจ้งหนี้ ข้อมูลจากสถาบันสถิติและการศึกษาเศรษฐกิจแห่งชาติของฝรั่งเศส (National Institute of Statistics and Economic Studies หรือ Insee) ระบุว่าลูกหนี้การค้าคิดเป็นเกือบ 8% ของงบดุลรวมของธุรกิจในฝรั่งเศส ซึ่งมีมูลค่าเทียบเท่ากับ 9.68 แสนล้านยูโรในปี 2023
เมื่อมีการจัดการที่ดี ลูกหนี้การค้าจะช่วยธุรกิจปกป้องกระแสเงินสด รับประกันการชำระเงิน เข้าถึงแหล่งเงินทุนภายนอก และรักษาความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับลูกค้าได้
ปกป้องกระแสเงินสด
ยิ่งมียอดลูกหนี้การค้าสูง ธุรกิจก็ยิ่งต้องสำรองจ่ายเงินสดล่วงหน้ามากขึ้นตามไปด้วย เพื่อรักษาวงจรการดำเนินงานของธุรกิจ เนื่องจากเงินสดของธุรกิจยังคงค้างอยู่จนกว่าจะเก็บเงินที่ค้างชำระได้ การบริหารลูกหนี้การค้าอย่างมีประสิทธิภาพช่วยให้ธุรกิจมีสภาพคล่องเพียงพอที่จะชำระค่าใช้จ่ายปัจจุบัน ลงทุน และขยายกิจการได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องพึ่งพาการเบิกเงินเกินบัญชีหรือแหล่งเงินทุนภายนอกที่มีต้นทุนสูง
รับประกันการชำระเงิน
การติดตามลูกหนี้การค้าทำให้ธุรกิจสามารถระบุลูกค้าที่มีใบแจ้งหนี้ค้างชำระสะสม ชำระเงินล่าช้า และลูกค้าที่ตอบสนองต่อคำแจ้งเตือนได้อย่างรวดเร็ว ยิ่งใบแจ้งหนี้ค้างชำระนาน โอกาสที่จะได้รับชำระเงินเต็มจำนวนก็ยิ่งลดลง ใบแจ้งหนี้ที่ล่าช้าหลายเดือนมักไม่ได้รับการชำระเลย
ช่วยให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนภายนอก
ลูกหนี้การค้ามีผลต่อความสามารถของธุรกิจในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนระยะสั้นด้วยเงื่อนไขที่แข่งขันได้ โดยเฉพาะในช่วงที่ธุรกิจกำลังเติบโตหรือประสบปัญหาทางการเงิน ธุรกิจที่บริหารจัดการลูกหนี้การค้าได้ดีจะมีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น เช่น สินเชื่อธนาคาร สินเชื่อรายย่อย และสินเชื่อระยะสั้น
รักษาความสัมพันธ์กับลูกค้า
การจัดการลูกหนี้การค้าอย่างมีประสิทธิภาพยังเป็นเครื่องมือทางธุรกิจที่สำคัญอีกด้วย การติดตามอย่างเข้มงวดช่วยให้ธุรกิจวางข้อกำหนดการชำระเงินที่เหมาะกับลูกค้าแต่ละรายตามระดับความเสี่ยงของลูกค้าได้ นอกจากนี้ ธุรกิจยังสามารถกำหนดให้มีการสื่อสารที่เป็นมืออาชีพกับลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ (เช่น การส่งการแจ้งเตือนอย่างสุภาพแต่ชัดเจน การแก้ไขข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการเรียกเก็บเงินอย่างรวดเร็ว และการปรับข้อกำหนดการชำระเงินเมื่อจำเป็น)
ในทางกลับกัน การจัดการที่ไม่ดี หรือการส่งข้อความล่าช้าหรือรุนแรงเกินไป อาจเสี่ยงต่อการทำลายความสัมพันธ์ทางธุรกิจหรือทำให้สูญเสียลูกค้าได้
การมีลูกหนี้การค้ามากเกินไปมีความเสี่ยงอย่างไรบ้าง
การมีลูกหนี้การค้าสูงไม่ได้ส่งผลเสียเสมอไป เพราะแสดงให้เห็นว่าธุรกิจมียอดขายสูงในช่วงเวลาหนึ่ง อย่างไรก็ตาม หากมีลูกหนี้การค้ามากเกินไป อาจก่อให้เกิดปัญหาสภาพคล่องทางการเงินได้หากชำระเงินล่าช้า ซึ่งอาจส่งผลให้มีต้นทุนทางการเงินเพิ่มเติมและมีความเสี่ยงผิดนัดชำระที่สูงขึ้น
หากมีลูกหนี้การค้ามากเกินไปจะเพิ่มความเสี่ยงเกี่ยวกับปัญหากระแสเงินสด การชำระเงินล่าช้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในฝรั่งเศส โดยมีการชำระเงินตามใบแจ้งหนี้ล่าช้าเฉลี่ย 13.6 วันในช่วงปลายปี 2024 ซึ่งคิดเป็นกระแสเงินสดค้างจ่ายเพิ่มเติมถึง 1.5 หมื่นล้านยูโร
ในกรณีที่รุนแรง ลูกหนี้การค้าที่มากเกินไปอาจทำให้ธุรกิจล้มเหลวได้ แม้ว่าธุรกิจจะมีกำไรในทางบัญชีก็ตาม ตามข้อมูลของธนาคารกลางฝรั่งเศส การชำระเงินล่าช้าส่งผลให้ธุรกิจมีโอกาสล้มเหลวเพิ่มขึ้น 25% และความเสี่ยงนี้อาจสูงถึง 40% หากค้างชำระเงินตั้งแต่ 1 เดือนขึ้นไป
วิธีคำนวณยอดลูกหนี้การค้า
คำนวณยอดลูกหนี้การค้าโดยนำยอดรวม (รวมภาษี) ของใบแจ้งหนี้ทั้งหมดที่ออกหรือกำลังจะออกซึ่งยังไม่ได้เรียกเก็บเงิน ณ วันที่กำหนดมารวมกัน จากนั้นให้หักออกด้วยเงินที่ชำระล่วงหน้าและเงินมัดจำที่ได้รับ ซึ่งรวมถึงเงินสดที่บริษัทเรียกเก็บแล้วจากธุรกรรมทางการค้าที่กำลังดำเนินอยู่ ผลลัพธ์ที่ได้คือจำนวนเงินค้างชำระต่อธุรกิจ
ยอดลูกหนี้การค้า = (ใบแจ้งหนี้ที่เลยกำหนดชำระ + ใบแจ้งหนี้ปัจจุบัน + ใบแจ้งหนี้ที่จะออก) – เงินที่ชำระล่วงหน้าและเงินมัดจำ
ตัวอย่างเช่น: ณ วันที่ 31 มีนาคม ผู้ให้บริการ B2B มีใบแจ้งหนี้หลายรายการที่รอการชำระเงิน ได้แก่ ยอด 40,000 ยูโรที่ออกในเดือนมกราคม, ยอด 120,000 ยูโรที่ออกในเดือนกุมภาพันธ์ และยอด 180,000 ยูโรที่ออกในเดือนมีนาคม ในช่วงเวลาเดียวกัน ธุรกิจยังได้รับเงินมัดจำ 2 ยอด แม้ว่าจะยังไม่ได้ชำระยอดคงค้างตามใบแจ้งหนี้ก็ตาม โดยมีเงินมัดจำยอด 15,000 ยูโรที่จ่ายในเดือนกุมภาพันธ์สำหรับโปรเจกต์ปัจจุบัน และเงินมัดจำยอด 25,000 ยูโรที่จ่ายในเดือนมีนาคมสำหรับคำสั่งซื้ออื่น ยอดรวมลูกหนี้การค้าสุทธิอยู่ที่ 300,000 ยูโร (รวมภาษี)
ยอดลูกหนี้การค้า = (40,000 ยูโร + 120,000 ยูโร + 180,000 ยูโร) – (15,000 ยูโร + 25,000 ยูโร) = 300,000 ยูโร (รวมภาษี)
การคำนวณยอดลูกหนี้การค้าเฉลี่ยของธุรกิจก็มีประโยชน์เช่นกัน เพราะช่วยสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของลูกหนี้การค้าในช่วงเวลาต่างๆ และวัดต้นทุนทางการเงินจริงของลูกหนี้การค้า วิธีคำนวณคือ นำรายรับต่อวันคูณด้วยจำนวนวันขายค้างรับ (Days Sales Outstanding หรือ DSO) ซึ่งเป็นระยะเวลาเฉลี่ยที่ลูกค้าใช้ในการชำระเงิน
ยอดลูกหนี้การค้าเฉลี่ย = (รายรับรวมภาษี ÷ จำนวนวัน) x DSO
ตัวอย่างเช่น: ในปี 2025 ผู้ให้บริการ B2B รายเดียวกันมียอดขาย 2 ล้านยูโร (รวมภาษี) และมีระยะเวลาชำระเงินเฉลี่ย 40 วัน ซึ่งหมายความว่ายอดลูกหนี้การค้าเฉลี่ยของบริษัทสำหรับปีนั้นคือ 219,178 ยูโร (รวมภาษี)
ยอดลูกหนี้การค้าเฉลี่ย = (2,000,000 ยูโร ÷ 365) = 5,479.45 ยูโร × 40 = 219,178 ยูโร (รวมภาษี)
วิธีจัดการลูกหนี้การค้า
มีปัจจัยที่เกี่ยวข้องกัน 3 ประการในการจัดการและลดยอดลูกหนี้การค้า ได้แก่ การกำหนดนโยบายเครดิตที่ชัดเจนล่วงหน้า การติดตามการชำระเงินรายวันแบบอัตโนมัติ และการตอบสนองอย่างรวดเร็วเมื่อเริ่มพบสัญญาณบ่งบอกปัญหา
แนวทางที่เป็นรูปธรรมในการจัดการและลดยอดลูกหนี้การค้ามีดังนี้
- กำหนดนโยบายเครดิต
ร่างเงื่อนไขทั่วไปในการขายเป็นลายลักษณ์อักษร เช่น ข้อกำหนดการชำระเงินที่ชัดเจนภายในขอบเขตทางกฎหมายที่กำหนดโดยมาตรา L441-10 และ L441-11 ของประมวลกฎหมายพาณิชย์ (เช่น 30 วัน 60 วันสุทธิ หรือ 45 วันนับจากสิ้นเดือน) นอกจากนี้ ให้ระบุบทลงโทษและค่าปรับในกรณีที่ชำระเงินล่าช้า และบังคับใช้ตั้งแต่วันแรกหลังจากวันครบกำหนดชำระของใบแจ้งหนี้ - ประเมินความสามารถในการชำระเงินของลูกค้ารายใหม่ก่อนเริ่มทำธุรกิจร่วมกัน
ก่อนให้เงื่อนไขการชำระเงินที่ผ่อนปรน ควรศึกษาข้อมูลทางการเงินของลูกค้า โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับสถานะทางการเงินและประวัติการชำระเงิน คุณสามารถใช้เครื่องมือช่วย เช่น เว็บไซต์อย่าง Infogreffe, ฐานข้อมูล Bank File of Companies (FIBEN) ของธนาคารกลางฝรั่งเศส หรือบริษัทจัดอันดับเครดิต และควรกำหนดวงเงินลูกหนี้การค้าสูงสุดสำหรับลูกค้าแต่ละรายตามระดับความเสี่ยง และทบทวนวงเงินใหม่เป็นระยะๆ - สร้างระบบการให้คะแนนลูกค้า
กำหนดคะแนนความเสี่ยงให้ลูกค้าแต่ละราย ซึ่งโดยทั่วไปจะอยู่ในระดับ A–E หรือ 1–10 คำนวณโดยใช้ตัวชี้วัดที่เป็นรูปธรรมร่วมกัน เช่น สถานะทางการเงิน ประวัติการชำระเงินในอดีต ระยะเวลาของความสัมพันธ์ทางธุรกิจ อุตสาหกรรม และขนาดธุรกิจ จากนั้นจึงปรับเงื่อนไขเครดิตตามคะแนนนี้ ตัวอย่างเช่น ลูกค้าที่ได้ระดับ A อาจได้รับวงเงินลูกหนี้การค้ารวมที่สูงกว่า ระยะเวลาการชำระเงินตามมาตรฐาน หรือแม้แต่สถานะพิเศษ ในขณะที่ลูกค้าที่ได้ระดับ C อาจได้รับวงเงินลูกหนี้การค้ารวมที่ต่ำกว่าและจะได้รับการแจ้งเตือนการชำระเงินแต่เนิ่นๆ - จัดทำรายงานยอดคงเหลือทดลองตามอายุหนี้
รายงานยอดคงเหลือทดลองตามอายุหนี้เป็นตารางที่แสดงลูกหนี้การค้าของธุรกิจโดยจัดเรียงตามอายุ (เช่น ปัจจุบัน, เลยกำหนดชำระ 0–30 วัน, เลยกำหนดชำระ 30–60 วัน, เลยกำหนดชำระ 60–90 วัน และเลยกำหนดชำระมากกว่า 90 วัน) วิธีนี้ช่วยให้มองเห็นภาพการชำระเงินล่าช้าและการผิดนัดชำระหนี้ที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว และจัดลำดับความสำคัญของการแจ้งเตือนได้ - ส่งใบแจ้งหนี้ทันที
ใช้ซอฟต์แวร์ใบแจ้งหนี้ในการออกใบแจ้งหนี้อัตโนมัติเพื่อขจัดความล่าช้าจากขั้นตอนที่ต้องดำเนินการด้วยตนเองและหลีกเลี่ยงการเลื่อนวันครบกำหนดของใบแจ้งหนี้ การตั้งค่าการออกใบแจ้งหนี้อิเล็กทรอนิกส์ยังช่วยให้ธุรกิจเตรียมพร้อมสำหรับกฎหมายกฎหมายการออกใบแจ้งหนี้อิเล็กทรอนิกส์ฉบับใหม่ของฝรั่งเศส ซึ่งมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 กันยายน 2026 อีกด้วย - กำหนดให้ชำระเงินล่วงหน้า
ควรเรียกเก็บเงินมัดจำสำหรับคำสั่งซื้อที่มียอดสูง และขอหลักประกันจากลูกค้าที่มีความเสี่ยงสูง (เช่น หนังสือค้ำประกันจากธนาคาร ตราสารเครดิต หรือหนังสือค้ำประกันแบบชำระเมื่อทวงถาม) นอกจากนี้ยังสามารถพิจารณาซื้อประกันเครดิตเพื่อถ่ายเทความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระให้บุคคลที่สาม - ใช้แฟกเตอริงใบแจ้งหนี้กับลูกหนี้การค้า
แฟกเตอริงใบแจ้งหนี้คือการขายลูกหนี้การค้าให้สถาบันการเงิน ซึ่งจะชำระหนี้ให้ทันทีโดยหักค่าคอมมิชชัน วิธีนี้ช่วยเพิ่มสภาพคล่องอย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องรอการชำระเงินตามใบแจ้งหนี้ นอกจากนี้ยังลดภาระในการติดตามการชำระเงินและความเสี่ยงจากการผิดนัด แฟกเตอริงเป็นวิธีที่นิยมมากในฝรั่งเศส โดยในปี 2024 มีการขายหนี้รวมมูลค่ากว่า 4.31 แสนล้านยูโร - เสนอส่วนลดเมื่อชำระเงินก่อนกำหนด
การเสนอส่วนลด 1%–3% เมื่อชำระเงินล่วงหน้าหรือเมื่อชำระด้วยเงินสดสามารถช่วยป้องกันการชำระเงินล่าช้า และลดความจำเป็นในการพึ่งพาแหล่งเงินทุนระยะสั้นที่มีต้นทุนสูงเพื่อรักษาสภาพคล่อง - เปลี่ยนมาใช้ขั้นตอนการชำระเงินแบบดิจิทัลและปรับให้ง่ายขึ้น
ควรมีวิธีการชำระเงินหลายรูปแบบ เช่น การโอนผ่าน Single Euro Payments Area (SEPA), บัตรเครดิต หรือลิงก์ชำระเงินที่ใส่ไว้ในใบแจ้งหนี้โดยตรง ยิ่งขั้นตอนการชำระเงินง่ายสำหรับลูกค้า ธุรกิจก็ยิ่งได้รับเงินเร็วขึ้น - สร้างระบบการแจ้งเตือนแบบหลายระดับ
สร้างระบบการเตือนให้ชำระเงินเป็นระยะ เช่น การเตือนแบบสุภาพก่อนใบแจ้งหนี้ถึงกำหนดชำระ การเตือนแบบเป็นมิตรในวันถัดจากวันครบกำหนด การเตือนอย่างจริงจังนับจากวันครบกำหนด 7 วัน การส่งคำเตือนหลังครบกำหนด 2 สัปดาห์ และการส่งเรื่องให้บริษัทติดตามหนี้หลังครบกำหนด 30 วัน
Stripe Capital ช่วยอะไรได้บ้าง
Stripe Capital มอบโซลูชันด้านการจัดหาเงินทุนตามรายรับเพื่อช่วยให้ธุรกิจของคุณเข้าถึงเงินทุนที่จำเป็นต่อการเติบโต
Capital สามารถช่วยคุณทำสิ่งต่อไปนี้ได้
- เข้าถึงเงินทุนเพื่อการเติบโตได้เร็วขึ้น: รับการอนุมัติเงินกู้หรือการจ่ายเงินสดล่วงหน้าให้กับผู้ค้าในไม่กี่นาที โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการสมัครที่ยาวนานและข้อกำหนดหลักประกันของเงินกู้ธนาคารแบบดั้งเดิม
- ปรับการจัดหาเงินทุนให้สอดคล้องกับรายรับของคุณ: โครงสร้างตามรายรับของ Capital จะให้คุณจ่ายเงินเป็นเปอร์เซ็นต์คงที่จากยอดขายประจำวันของคุณ ดังนั้นการชำระเงินจึงปรับตามผลการดำเนินงานของธุรกิจของคุณ หากยอดเงินที่คุณจ่ายผ่านการขายไม่ถึงจำนวนขั้นต่ำที่ต้องชำระในแต่ละรอบ Capital จะหักเงินส่วนที่เหลือจากบัญชีธนาคารของคุณโดยอัตโนมัติเมื่อสิ้นสุดรอบบิล
- ขยายธุรกิจด้วยความมั่นใจ: มอบเงินทุนสำหรับโครงการริเริ่มเพื่อการเติบโต เช่น แคมเปญการตลาด การจ้างงานใหม่ การขยายสินค้าคงคลัง และอื่นๆ โดยไม่ทำให้มูลค่าหุ้นหรือสินทรัพย์ส่วนตัวของคุณลดลง
- ใช้ความเชี่ยวชาญของ Stripe: Capital ให้บริการโซลูชันทางการเงินที่คุณปรับแต่งได้ โดยใช้ความเชี่ยวชาญอันลึกซึ้งและข้อมูลการชำระเงินของ Stripe
ดูข้อมูลเพิ่มเติมว่า Stripe Capital จะช่วยกระตุ้นการเติบโตของธุรกิจได้อย่างไร หรือเริ่มใช้งานเลยวันนี้
เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นคําแนะนําทางกฎหมายหรือภาษี Stripe ไม่รับประกันหรือรับประกันความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ความไม่เพียงพอ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในบทความ คุณควรขอคําแนะนําจากทนายความที่มีอํานาจหรือนักบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอํานาจศาลเพื่อรับคําแนะนําที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ