การชำระเงินล่าช้าเป็นปัญหาหนึ่งที่สร้างความเสียหายให้กับบริษัทในฝรั่งเศสได้มากที่สุด โดยเฉพาะกับธุรกิจขนาดเล็กมากๆ และธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ทั้งนี้ ข้อมูลจากธนาคารกลางฝรั่งเศส (Bank of France) ระบุว่า ในปี 2024 ธุรกิจต่างๆ มีการชำระเงินล่าช้าโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 13.6 วัน ซึ่งนานกว่าค่าเฉลี่ยของยุโรป การชำระเงินเลยกำหนดอาจส่งผลเสียร้ายแรงต่อสถานภาพทางการเงินของบริษัทได้ ซึ่งทำให้มีเงินสดไม่คล่องตัว มีหนี้สินล้นพ้นตัว หรือล้มละลายได้
ในการแก้ไขปัญหานี้ เจ้าหนี้อาจคิดค่าปรับกรณีชำระเงินล่าช้าได้ ซึ่งเป็นบทลงโทษทางการเงินที่กฎหมายอนุญาตให้ทำได้ เพื่อป้องกันการค้างชำระใบเรียกเก็บเงินและชดเชยความสูญเสียทางการเงินที่เกี่ยวข้องให้กับเจ้าหนี้
บทความนี้จะพูดถึงค่าปรับกรณีชำระเงินล่าช้าในประเทศนี้ ไม่ว่าจะเป็นกรอบการกำกับดูแล อัตราที่ใช้ได้ วิธีการคำนวณ การออกใบแจ้งหนี้ให้กับลูกค้าที่เป็นลูกหนี้ และวิธีป้องกันความล่าช้า
เนื้อหาหลักในบทความ
- การชำระเงินล่าช้าในประเทศฝรั่งเศส
- ค่าปรับกรณีชำระเงินล่าช้า
- ค่าปรับกรณีชำระเงินล่าช้าประเภทต่างๆ
- ค่าปรับกรณีชำระเงินล่าช้าจะมีผลบังคับใช้เมื่อใด
- ค่าปรับกรณีชำระเงินล่าช้าคำนวณอย่างไร
- ค่าปรับกรณีชำระเงินล่าช้ามีการกำหนดไว้อย่างไร
- มีบทลงโทษใดบ้างหากคู่สัญญาไม่ระบุค่าปรับจากการชำระเงินล่าช้า
- ต้องออกใบแจ้งหนี้สำหรับค่าปรับกรณีชำระเงินล่าช้าหรือไม่
- มีทางเลือกใดบ้างเมื่อมีการชำระเงินล่าช้า
- การหลีกเลี่ยงการชำระเงินล่าช้า
- Stripe Invoicing ช่วยอะไรได้บ้าง
การชำระเงินล่าช้าในประเทศฝรั่งเศส
การเรียกเก็บเงินจะเลยกำหนดเมื่อไม่มีการชำระเงินตามใบแจ้งหนี้ภายในกำหนดเวลาที่ตกลงกันไว้หลังจากส่งมอบสินค้าหรือบริการไปแล้ว โดยในประเทศฝรั่งเศส กฎหมายได้ระบุกรอบเวลาการชำระเงินเหล่านี้เอาไว้ โดยถือว่ามีการชำระเงินล่าช้าเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติตั้งแต่วันที่เลยวันครบกำหนด โดยไม่มีขั้นตอนทางการใดๆ ที่ต้องทำและมีค่าปรับเกิดขึ้นทันที
กำหนดเวลาการชำระเงินในประเทศฝรั่งเศส
กำหนดเวลาต่างๆ มีระบุไว้ในกฎหมาย Modernization of the Economy Act ปี 2008 และมีการกล่าวถึงเพิ่มเติมในกฎหมาย Hamon Law ปี 2014 และกฎหมาย PACTE (แผนปฏิบัติการเพื่อการเติบโตและการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ) ปี 2019 โดยข้อบังคับเหล่านี้ (ซึ่งบัญญัติไว้ในมาตรา L441-10 และมาตราอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องของประมวลกฎหมายพาณิชย์) จะมีผลบังคับใช้กับการทำธุรกรรมแบบ B2B ทั้งหมดสำหรับบริษัททุกขนาดหรือทุกประเภทในทุกอุตสาหกรรม
หากไม่มีข้อตกลงตามสัญญา ระยะเวลาในการชำระเงินจะอยู่ที่ 30 วันนับจากวันที่ส่งมอบสินค้าหรือให้บริการ แต่ทั้ง 2 ฝ่ายอาจทำสัญญาเพื่อระบุกำหนดเวลาได้ดังต่อไปนี้
- สูงสุด 60 วันตามปฏิทินนับจากวันที่ออกใบแจ้งหนี้
- 45 วันนับจากสิ้นเดือนของวันที่ออกใบแจ้งหนี้
- สูงสุด 45 วันนับจากวันที่ออกใบแจ้งหนี้สำหรับใบแจ้งหนี้แบบประจำ
- น้อยกว่า 30 วัน โดยเฉพาะสำหรับการชำระเป็นเงินสดเมื่อมีการส่งมอบสินค้าหรือให้บริการ
เหตุผลในการชำระเงินล่าช้า
หลายๆ กรณีอาจทำให้เกิดการชำระเงินล่าช้าได้ ซึ่งคุณควรค้นหากรณีเหล่านี้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความล่าช้าดังกล่าวและวางกลยุทธ์การเรียกเก็บเงินแบบตรงจุด
- ลูกหนี้มีปัญหาเกี่ยวกับเงินสดแบบชั่วคราวหรือระยะยาว (กิจกรรมที่ลดน้อยลง ลูกค้าชำระเงินล่าช้า ความผันผวนตามฤดูกาล)
- มีข้อพิพาททางการค้าอยู่ (คุณภาพหรือปริมาณของสินค้า บริการที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนด การส่งมอบที่ไม่ครบถ้วน)
- ปัญหาด้านการบริหารจัดการภายใน (ขั้นตอนการรับรองคุณภาพที่ไร้ประสิทธิภาพ การขาดการวางแผน การวางใบแจ้งหนี้ผิดที่)
- การจงใจล่าช้าเพื่อให้มีกระแสเงินสดที่คล่องตัวขึ้น โดยเฉพาะในบริษัทขนาดใหญ่
- การขาดหรือไม่มีระบบในการเฝ้าติดตามกำหนดเวลา
ผลที่ตามมาจากการชำระเงินล่าช้า
การชำระเงินล่าช้าอาจส่งผลร้ายแรงต่อทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ ในส่วนของเจ้าหนี้ ความล่าช้าจะส่งผลอย่างมากต่อกระแสเงินสด และอาจส่งผลให้ไม่สามารถชำระเงินแก่ซัพพลายเออร์ รองรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน หรือลงทุนกับโปรเจ็กต์การพัฒนาใหม่ๆ ได้ นอกจากนี้ยังอาจทำให้เจ้าหนี้ต้องกู้ยืมเงินระยะสั้นเพื่อธุรกิจก่อนเวลาอันควรด้วย ในกรณีที่ร้ายแรงที่สุด ลูกหนี้ที่เลยกำหนดอาจแจ้งว่าไม่สามารถชำระหนี้และยื่นขอล้มละลายได้ (ปี 2024 มีการล้มละลายเชิงพาณิชย์ถึง 25% ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการไม่ชำระหนี้)
ในส่วนของลูกหนี้ที่เลยกำหนดชำระเงิน ก็อาจมีความเสี่ยงตามมาเช่นกัน เมื่อชำระเงินล่าช้า อาจมีการสั่งจ่ายค่าปรับสูงถึง 2 ล้านยูโร (4 ล้านยูโรสำหรับผู้กระทำความผิดซ้ำ) เจ้าหน้าที่อาจเผยแพร่ชื่อของผู้ที่ชำระเงินล่าช้าผ่าน General Directorate for Competition Policy, Consumer Affairs and Fraud Protection (DGCCRF) เมื่อมีมาตรการคว่ำบาตร ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติที่เรียกว่า "name and shame" (การเปิดเผยชื่อให้อับอาย) ส่วนในด้านความสัมพันธ์ทางธุรกิจ การชำระเงินล่าช้าจะบั่นทอนความไว้วางใจและส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างลูกค้ากับซัพพลายเออร์ ซึ่งสำคัญต่อการดำเนินงานเชิงพาณิชย์ให้อยู่รอดต่อไปได้
ค่าปรับกรณีชำระเงินล่าช้า
ค่าปรับกรณีชำระเงินล่าช้าเป็นบทลงโทษทางการเงินที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติเมื่อธุรกิจที่เป็นลูกหนี้ไม่ชำระใบแจ้งหนี้ภายในวันครบกำหนดตามที่ระบุไว้ ค่าธรรมเนียมเหล่านี้จะคำนวณสะสมโดยอัตโนมัติในทุกๆ วันจากเอกสารเรียกเก็บเงินทุกฉบับที่ค้างชำระอยู่ โดยเริ่มนับในวันถัดจากกำหนดเวลาที่ระบุไว้ในเอกสาร โดยที่เจ้าหนี้ไม่ต้องดำเนินการใดๆ
กลไกทางกฎหมายสำหรับค่าปรับกรณีชำระเงินล่าช้าเกิดขึ้นจากกฎหมาย New Economic Regulations ปี 2001 และยกระดับให้รัดกุมขึ้นด้วย LME ซึ่งทำให้องค์กรต่างๆ จำเป็นต้องจ่ายค่าปรับเหล่านี้ ค่าธรรมเนียมเหล่านี้มีเป้าหมายอยู่ 2 ประการ ได้แก่ จูงใจไม่ให้ลูกค้าชำระเงินล่าช้า (และส่งเสริมให้ชำระเงินตรงเวลา) และชดเชยความสูญเสียทางการเงินต่างๆ ที่เกิดจากใบแจ้งหนี้ที่เลยกำหนดชำระให้กับเจ้าหนี้
หมายเหตุ: ค่าปรับเพิ่มเติมจากการชำระเงินเลยกำหนดจะมีผลบังคับใช้กับความสัมพันธ์แบบ B2B เท่านั้น โดยไม่มีผลกับธุรกรรมที่มีบุคคลทั่วไปเข้ามาเกี่ยวข้อง (B2C) หน่วยงานกำกับดูแลต่างๆ กำหนดให้ต้องระบุค่าปรับนี้ไว้ในรายละเอียดการเรียกเก็บเงินที่จำเป็นและในเงื่อนไขการขายทั่วไป โดยจะมีบทลงโทษหากไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนด
ค่าปรับกรณีชำระเงินล่าช้าประเภทต่างๆ
ในประเทศฝรั่งเศส ค่าปรับกรณีล่าช้ามีอยู่ 2 ประเภทหลักๆ ได้แก่ ค่าปรับตามกฎหมาย ซึ่งจะบังคับใช้อยู่แล้วหากไม่มีข้อกำหนดในสัญญา กับค่าปรับตามสัญญา ซึ่งกำหนดโดยธุรกิจและระบุไว้ในใบแจ้งหนี้และในข้อกำหนดและเงื่อนไขการขาย นอกจากนี้ยังมีค่าธรรมเนียมอัตโนมัติประเภทที่ 3 นั่นคือ ค่าชดเชยแบบเหมาจ่ายสำหรับค่าใช้จ่ายในการเรียกเก็บหนี้
- ค่าปรับตามกฎหมาย
อัตราค่าปรับกรณีชำระเงินล่าช้าตามกฎหมายจะเท่ากับอัตรารีไฟแนนซ์ในปัจจุบันของธนาคารกลางยุโรป (CEB) สำหรับระยะเวลาครึ่งปี บวก 10 จุดเปอร์เซ็นต์ เจ้าหน้าที่จะกำหนดอัตราสำหรับช่วงครึ่งปีแรกในวันที่ 1 มกราคม และกำหนดเปอร์เซ็นต์ของช่วงครึ่งปีหลังในวันที่ 1 กรกฎาคม\
ตัวอย่างเช่น ณ วันที่ 1 มกราคม 2026 อัตรารีไฟแนนซ์ในปัจจุบันของ CEB อยู่ที่ 2.15% อัตราค่าปรับกรณีชำระเงินล่าช้าในช่วงนี้จึงอยู่ที่ 12.15%
หมายเหตุ: เปอร์เซ็นต์ที่บังคับใช้ คือ เปอร์เซ็นต์ที่มีผลบังคับใช้ในเวลาที่ต้องชำระค่าธรรมเนียม และจะคงที่ตลอดระยะเวลาที่เลยกำหนด
- ค่าปรับตามสัญญา
ธุรกิจสามารถกำหนดเปอร์เซ็นต์ค่าปรับกรณีชำระเงินล่าช้าได้ตามต้องการ โดยต้องมีจำนวนเงินอย่างน้อย 3 เท่าของอัตราดอกเบี้ยตามกฎหมาย ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 เกณฑ์ขั้นต่ำนี้อยู่ที่ 2.62% ซึ่งส่งผลให้มีขั้นต่ำที่ 7.86% (3 x 2.62%) ทั้งนี้ ไม่มีการกำหนดขีดจำกัดของค่าปรับกรณีชำระเงินล่าช้าไว้ แต่ศาลอาจสั่งลดค่าปรับดังกล่าวได้หากเห็นว่าสูงเกินไป
เปอร์เซ็นต์ที่ 12% ถึง 15% สำหรับค่าธรรมเนียมการชำระเงินเลยกำหนดมักจะช่วยป้องกันการชำระเงินล่าช้าได้ดีและสอดคล้องกับเกณฑ์มาตรฐานของ CEB
- ค่าชดเชยแบบเหมาจ่ายสำหรับค่าใช้จ่ายในการเรียกเก็บหนี้
ค่าธรรมเนียมคงที่จำนวน 40 ยูโรจะคิดรวมโดยอัตโนมัติไปกับค่าปรับกรณีชำระเงินล่าช้าอยู่แล้ว โดยจ่ายให้กับเจ้าหนี้เป็นค่าบริหารจัดการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการทวงถามหนี้ (การส่งจดหมายติดตามหนี้และการติดต่อเจ้าหน้าที่บังคับคดี) ซึ่งต่างจากค่าธรรมเนียมรายวันตรงที่จะมีการเรียกเก็บเงินเป็นจำนวนคงที่เพียงครั้งเดียวและยังคงต้องชำระอยู่แม้จะมีการชำระใบเรียกเก็บเงินไปบางส่วนแล้วก็ตาม ทั้งนี้ ระเบียบข้อบังคับกำหนดให้ระบุค่าธรรมเนียมนี้ไว้ในข้อกำหนดและเงื่อนไขการขายและในใบแจ้งหนี้ที่ออกเช่นเดียวกับค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมต่างๆ ในกรณีที่ล่าช้า
เมื่อค่าใช้จ่ายตามจริงในการเรียกเก็บยอดคงค้างสูงกว่าค่าชดเชยแบบเหมาจ่ายนี้ เจ้าหนี้สามารถขอให้ลูกหนี้ชำระเงินเพิ่มได้โดยแสดงหลักฐานประกอบ
ค่าปรับกรณีชำระเงินล่าช้าใช้อัตราดอกเบี้ยแบบใด
ในการกำหนดค่าปรับกรณีชำระเงินล่าช้า ประมวลกฎหมายพาณิชย์แนะนำให้ใช้เปอร์เซ็นต์ตามเกณฑ์มาตรฐานของ CEB แต่หากบริษัทเห็นว่าการชำระเงินล่าช้าเป็นความเสี่ยง ก็สามารถใช้ข้อกำหนดตามสัญญาเพื่อจูงใจไม่ให้ลูกค้าที่เป็นลูกหนี้ชำระเงินล่าช้าได้โดยการกำหนดอัตราที่สูงไว้ในเงื่อนไขการขายทั่วไป
ค่าปรับกรณีล่าช้าและดอกเบี้ยกรณีล่าช้าแตกต่างกันอย่างไร
ค่าธรรมเนียมสำหรับการชำระเงินเลยกำหนดกับดอกเบี้ยนั้นเป็นภาระหน้าที่ทางการเงิน 2 อย่างที่เกิดขึ้นเมื่อไม่ได้ชำระใบเรียกเก็บเงินภายในวันครบกำหนด อัตรารีไฟแนนซ์พื้นฐานของ CEB บวก 10 จุดเปอร์เซ็นต์จะเป็นตัวกำหนดระดับค่าธรรมเนียม ส่วนเปอร์เซ็นต์พื้นฐานตามกฎหมายที่กฎกระทรวง (Ministerial Decree) ระบุไว้จะเป็นตัวกำหนดดอกเบี้ย
ค่าปรับกรณีชำระเงินล่าช้าจะมีผลบังคับใช้เมื่อใด
ค่าปรับกรณีล่าช้าจะเริ่มนับตั้งแต่วันแรกหลังพ้นกำหนดเวลาที่ระบุไว้ และจะดำเนินต่อไปจนกว่าจะมีการชำระเงินเต็มจำนวน ยิ่งล่าช้ามากเท่าไร ค่าปรับก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น
ตัวอย่างเช่น หากครบกำหนดชำระเงินตามใบแจ้งหนี้วันที่ 31 มีนาคม 2026 แต่ชำระเงินแล้วเสร็จในวันที่ 14 เมษายน 2026 ค่าปรับกรณีชำระเงินล่าช้าก็จะเริ่มนับสะสมตั้งแต่วันที่ 1 ถึง 14 เมษายน รวมเป็นเวลา 14 วัน วันที่ชำระเงินแล้วเสร็จจะคิดจากวันที่ผู้รับได้รับเงิน ไม่ใช่วันที่ผู้ชำระเงินเริ่มการโอน
โปรดทราบว่า วันครบกำหนดจะเป็นไปตามข้อตกลงระหว่างสองฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยใช้กำหนดเวลา 30 วันตามกฎหมายหรือกำหนดเวลาตามสัญญา (น้อยกว่า 30 วันสำหรับการชำระเป็นเงินสด, 45 วัน หรือ 60 วัน)
ค่าปรับกรณีชำระเงินล่าช้าคำนวณอย่างไร
ค่าปรับสำหรับการชำระเงินที่เลยกำหนดใช้สูตรง่ายๆ ดังนี้
ค่าปรับกรณีล่าช้า = (จำนวนเงินในใบแจ้งหนี้โดยรวมภาษี x อัตราค่าปรับ x จำนวนวันที่ล่าช้า) ÷ 365
ตัวอย่างเช่น ซัพพลายเออร์ส่งใบแจ้งหนี้มูลค่า 5,000 ยูโร ก่อนคำนวณภาษี (โดยมีอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่ 20% ซึ่งจะมียอดเป็น 6,000 ยูโรเมื่อรวมภาษี) วันครบกำหนดคือวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026\ แล้วสุดท้ายแล้ว ลูกค้าก็ชำระเงินในวันที่ 30 มีนาคม 2026 ซึ่งล่าช้าไป 30 วัน
- หากใช้อัตราตามกฎหมายที่ 12.15% ค่าปรับกรณีล่าช้าจะเป็นดังนี้
6,000 ยูโร x 12.15% x 30 ÷ 365 = 59.92 ยูโร
- หากใช้อัตราตามสัญญาที่ 15% ค่าปรับกรณีล่าช้าจะเป็นดังนี้
6,000 ยูโร x 15% x 30 ÷ 365 = 73.97 ยูโร
ค่าธรรมเนียมคงที่ที่ 40 ยูโรจะทำให้ยอดรวมเพิ่มขึ้นอีก เจ้าหนี้จะเรียกเก็บ 99.92 ยูโร (อัตราตามกฎหมาย) หรือ 113.97 ยูโร (อัตราตามสัญญา) จากลูกค้า
ค่าปรับกรณีชำระเงินล่าช้ามีการกำหนดไว้อย่างไร
ประมวลกฎหมายพาณิชย์มาตรา L441-9 ระบุว่า ค่าปรับกรณีล่าช้าจะต้องปรากฏในใบเรียกเก็บเงินทุกใบที่ออกและในเงื่อนไขการขายทั่วไป รายละเอียดเกี่ยวกับค่าปรับจะต้องชัดเจนและอ่านง่ายในเอกสารแต่ละฉบับเหล่านี้
ตัวอย่างเช่น ใบแจ้งหนี้อาจมีข้อมูลดังนี้
"Tout retard de paiement donnera lieu, de plein droit et sans mise en demeure préalable, à l’application de pénalités de retard calculées au taux annuel de 15 % sur le montant TTC dû, à compter du lendemain de la date d’échéance. En cas de retard de paiement, une indemnité forfaitaire de 40 € pour frais de recouvrement sera également exigible (art. L.441-10 et D.441-5 du Code de commerce). (การชำระเงินล่าช้าทั้งหมดจะส่งผลให้มีการคิดค่าปรับกรณีล่าช้าโดยอัตโนมัติและไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ซึ่งคำนวณโดยใช้อัตรารายปีที่ 15% ของจำนวนเงินที่ต้องชำระรวมภาษีแล้ว โดยนับจากวันถัดจากวันครบกำหนด หากชำระเงินล่าช้า จะต้องชำระค่าชดเชยแบบเหมาจ่ายจำนวน 40 ยูโรสำหรับการทวงถามหนี้ด้วย (ประมวลกฎหมายพาณิชย์ มาตรา L.441-10 และ D.441-5))"
มีบทลงโทษใดบ้างหากคู่สัญญาไม่ระบุค่าปรับจากการชำระเงินล่าช้า
การไม่ระบุค่าปรับกรณีชำระเงินล่าช้าไว้ในใบแจ้งหนี้และข้อกำหนดและเงื่อนไขการขายถือเป็นการละเมิดประมวลกฎหมายพาณิชย์ โดยมาตรา 441-9 กำหนดบทลงโทษในกรณีที่ไม่ระบุข้อมูลนี้ไว้ในใบเรียกเก็บเงิน ส่วนมาตรา 441-16 กำหนดค่าปรับในกรณีที่ไม่ระบุข้อมูลนี้ไว้ในเงื่อนไขการขายทั่วไป
- มาตรา 441-9 กำหนดให้สามารถสั่งปรับได้สูงสุด 75,000 ยูโรสำหรับบุคคลทั่วไปและสูงสุด 375,000 ยูโรสำหรับนิติบุคคล ในกรณีที่มีการกระทำความผิดซ้ำภายใน 2 ปี ค่าปรับก็จะเพิ่มขึ้นเป็นสูงสุด 150,000 ยูโรสำหรับบุคคลทั่วไปและสูงสุด 750,000 ยูโรสำหรับนิติบุคคล
- มาตรา 441-16 กำหนดให้สามารถสั่งปรับได้ 75,000 ยูโรสำหรับบุคคลทั่วไปและ 2 ล้านยูโรสำหรับนิติบุคคล ในกรณีที่มีการกระทำความผิดซ้ำภายใน 2 ปี ค่าปรับก็จะเพิ่มขึ้นเป็นสูงสุด 150,000 ยูโรสำหรับบุคคลทั่วไปและสูงสุด 4 ล้านยูโรสำหรับนิติบุคคล
หมายเหตุ: การไม่ระบุค่าปรับกรณีล่าช้าไม่ได้ทำให้เจ้าหนี้เสียสิทธิ์ในการเรียกร้องค่าปรับเหล่านี้ไป ส่วนลูกหนี้ก็ยังคงต้องชำระค่าปรับเหล่านี้ตามที่กฎหมายกำหนดไว้อยู่ดี
ต้องออกใบแจ้งหนี้สำหรับค่าปรับกรณีชำระเงินล่าช้าหรือไม่
กฎหมายไม่ได้บังคับให้ออกใบแจ้งหนี้สำหรับค่าปรับกรณีชำระเงินล่าช้า เนื่องจากเป็นเงินที่ต้องจ่ายโดยอัตโนมัติ แต่การเรียกเก็บค่าปรับดังกล่าวจะทำให้บัญชีของลูกค้ามียอดค้างชำระเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จะไม่ใช้กับค่าปรับกรณีล่าช้าที่มีการออกใบแจ้งหนี้
ในการสานสัมพันธ์ทางธุรกิจให้แน่นแฟ้นและยั่งยืน เจ้าหนี้อาจยกเว้นหรือลดค่าธรรมเนียมกรณีล่าช้าเพื่อแสดงไมตรีจิต โดยแลกกับการชำระยอดคงค้างอย่างรวดเร็ว
มีทางเลือกใดบ้างเมื่อมีการชำระเงินล่าช้า
เมื่อมีการชำระเงินล่าช้า ธุรกิจที่เป็นเจ้าหนี้จะมีทางเลือกตามกฎหมายหลายอย่างเพื่อให้อีกฝ่ายชำระเงิน ได้แก่ หนังสือแจ้งเตือนอย่างสุภาพ หนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการ คำสั่งศาลให้ชำระเงิน และการดำเนินคดีทางกฎหมาย ซึ่งทางเลือกที่ดีที่สุดก็จะขึ้นอยู่กับจำนวนเงินในใบแจ้งหนี้ที่เลยกำหนดและระดับความกดดันที่ต้องการ
- การแจ้งเตือนอย่างสุภาพ: การแจ้งเตือน (หรือการติดตามหนี้) อย่างสุภาพเป็นขั้นตอนแรกเสมอเมื่อมีการชำระเงินล่าช้า การติดต่อลูกค้าโดยตรงหรือการส่งหนังสือติดตามหนี้จะช่วยให้บริษัทได้รับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุผลที่เกิดการชำระเงินล่าช้าและแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว
- การแจ้งอย่างเป็นทางการด้วยไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ: หากแจ้งเตือนอย่างสุภาพแล้วไม่ได้ผล ธุรกิจที่เป็นเจ้าหนี้ก็จะต้องส่งหนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการผ่านไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ เอกสารทางกฎหมายนี้จะต้องระบุยอดค้างชำระทั้งหมด ใบแจ้งหนี้ที่เกี่ยวข้อง วันครบกำหนดชำระในตอนแรก การคำนวณค่าปรับกรณีล่าช้า และกำหนดเวลาในการชำระยอดคงค้าง นอกจากนี้ยังต้องระบุอย่างชัดเจนว่าหากไม่ชำระเงินจะมีการดำเนินคดีตามกฎหมาย
- คำสั่งศาลให้ชำระเงิน: คำสั่งศาลให้ชำระเงินเป็นขั้นตอนง่ายๆ ที่กำหนดไว้ในมาตรา 1405 และมาตราที่เกี่ยวข้องของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งช่วยให้เรียกเก็บเงินตามใบแจ้งหนี้ที่ค้างชำระได้อย่างรวดเร็วผ่านคำสั่งศาลโดยไม่ต้องมีการไต่สวน เมื่อมีคำสั่งศาลออกมา ลูกหนี้จะมีเวลา 1 เดือนในการยื่นเรื่องโต้แย้ง ซึ่งหลังจากนั้น คำสั่งศาลดังกล่าวก็จะมีผลบังคับใช้ได้
- การดำเนินคดีตามกฎหมายโดยมีการพิจารณาคดี: สำหรับหนี้ที่มีการโต้แย้งหรือเงินจำนวนมาก คุณสามารถขอดำเนินคดีอย่างรวบรัดหรือดำเนินคดีตามกฎหมายโดยมีการพิจารณาคดีต่อศาลได้ การดำเนินคดีตามกฎหมายช่วยให้เจ้าหนี้สามารถขอให้ชำระเงินต้น ค่าปรับกรณีล่าช้า และค่าธรรมเนียมศาลอย่างเร่งด่วนได้
การหลีกเลี่ยงการชำระเงินล่าช้า
การวางแผนให้ดีเป็นวิธีที่ช่วยหลีกเลี่ยงการชำระเงินล่าช้าได้ดีที่สุด การระบุระยะเวลาในการชำระเงินให้ชัดเจน การส่งใบแจ้งหนี้ที่ไม่มีข้อผิดพลาดโดยเร็ว และการใช้การหักบัญชีอัตโนมัติแบบ SEPA อัตโนมัติเป็นวิธีที่ช่วยป้องกันความล่าช้าได้
- การร่างเงื่อนไขการขายทั่วไปโดยตรง: การร่างเงื่อนไขการขายทั่วไปให้ชัดเจน และให้ลูกค้าลงนามก่อนที่จะมีการทำธุรกรรมใดๆ (รวมถึงกำหนดเวลาชำระเงินที่แน่นอน อัตราค่าปรับที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน และการกล่าวถึงค่าธรรมเนียมชดเชย 40 ยูโร) จะช่วยหลีกเลี่ยงข้อพิพาทส่วนใหญ่ได้
- การส่งใบแจ้งหนี้โดยเร็ว: การชำระเงินตามกำหนดเวลาในใบแจ้งหนี้ การเก็บบันทึกที่ไม่มีข้อผิดพลาด และการใส่รายละเอียดที่จำเป็นครบถ้วนเพื่อป้องกันความล่าช้าจากปัญหาด้านการบริหารจัดการ เช่น หากส่งใบแจ้งหนี้ช้า ก็อาจทำให้ต้องประมวลผลในรอบการชำระเงินถัดไปแทน ซึ่งทำให้มีความเสี่ยงที่จะชำระเงินล่าช้าเพิ่มขึ้น
- การใช้ระบบการติดตามหนี้แบบอัตโนมัติ: การใช้ซอฟต์แวร์การออกใบแจ้งหนี้ที่ส่งการแจ้งเตือนอัตโนมัติก่อนครบกำหนดเวลา และส่งการแจ้งเตือนตั้งแต่วันแรกที่ล่าช้าจะช่วยลดความเสี่ยงที่ลูกค้าจะละเลยการชำระเงินให้เหลือน้อยที่สุดได้
- การใช้การโอนแบบ SEPA โดยตรง: สำหรับลูกค้าประจำ การโอนแบบ SEPA จะช่วยรับรองว่าการชำระเงินจะเกิดขึ้นตามวันที่กำหนดไว้ โดยที่ลูกค้าไม่ต้องดำเนินการใดๆ ซึ่งช่วยให้จัดการใบแจ้งหนี้ได้ง่ายขึ้นและลดการชำระเงินล่าช้า
- การคิดค่าปรับกรณีล่าช้า: เมื่อมีการชำระเงินล่าช้า คุณจะต้องคิดค่าปรับตามที่ระบุไว้ในใบแจ้งหนี้หรือตามเงื่อนไขการขายทั่วไปเพื่อให้ลูกค้ามีระเบียบวินัยในการชำระเงินและส่งเสริมให้พาร์ทเนอร์ทางการค้าชำระเงินตามกำหนดเวลา
Stripe Invoicing ช่วยอะไรได้บ้าง
Stripe Invoicing ทำให้ขั้นตอนลูกหนี้การค้า (AR) ของคุณง่ายขึ้น ตั้งแต่การสร้างใบแจ้งหนี้ไปจนถึงการเรียกเก็บเงิน ไม่ว่าคุณจะจัดการการเรียกเก็บเงินแบบครั้งเดียวหรือการเรียกเก็บเงินตามแบบแผนล่วงหน้า Stripe ช่วยให้ธุรกิจได้รับเงินเร็วขึ้นและปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพ:
- สร้างการจัดการลูกหนี้การค้าแบบอัตโนมัติ: สร้าง ปรับ และส่งใบแจ้งหนี้อย่างเป็นมืออาชีพได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องเขียนโค้ด Stripe จะติดตามสถานะใบแจ้งหนี้ ส่งการแจ้งเตือนการชำระเงิน และดำเนินการคืนเงินโดยอัตโนมัติ ช่วยให้คุณสามารถควบคุมกระแสเงินสดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- เร่งกระแสเงินสด: ลดวันขายคงค้าง (DSO) และได้รับเงินเร็วขึ้นด้วยการชำระเงินทั่วโลกที่ผสานรวม การแจ้งเตือนอัตโนมัติ และเครื่องมือการติดตามหนี้ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ที่ช่วยให้คุณสามารถกู้คืนรายได้ได้มากขึ้น
- ปรับปรุงประสบการณ์ของลูกค้า: มอบประสบการณ์การชำระเงินที่ทันสมัยด้วยการรองรับภาษามากกว่า 25 ภาษา, สกุลเงินมากกว่า 135 สกุลเงิน และวิธีการชำระเงินมากกว่า 100 วิธี โดยสามารถเข้าถึงและชำระใบแจ้งหนี้ได้ง่ายผ่านพอร์ทัลลูกค้าแบบบริการตนเอง
- ลดภาระงานในสำนักงาน: สร้างใบแจ้งหนี้ในไม่กี่นาทีและลดเวลาที่ใช้ในการเรียกเก็บเงินผ่านการแจ้งเตือนอัตโนมัติ และหน้าการชำระเงินใบแจ้งหนี้ในระบบ Stripe
- ผสานการทำงานกับระบบที่มีอยู่: Stripe Invoicing สามารถผสานการทำงานกับซอฟต์แวร์การบัญชีและการวางแผนทรัพยากรองค์กร (ERP) ที่เป็นที่นิยมได้ ซึ่งจะช่วยให้คุณรักษาระบบให้ซิงค์กันและลดการป้อนข้อมูลด้วยตนเอง
ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีที่ Stripe สามารถทำให้ขั้นตอนลูกหนี้การค้าของคุณง่ายขึ้นได้ หรือเริ่มใช้งานเลยวันนี้
เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นคําแนะนําทางกฎหมายหรือภาษี Stripe ไม่รับประกันหรือรับประกันความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ความไม่เพียงพอ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในบทความ คุณควรขอคําแนะนําจากทนายความที่มีอํานาจหรือนักบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอํานาจศาลเพื่อรับคําแนะนําที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ