คำอธิบายเกี่ยวกับอัตราการรักษารายรับสุทธิ (NDR): วิธีคํานวณและสิ่งที่ธุรกิจต้องรู้

Billing
Billing

Stripe Billing เสริมศักยภาพให้กับทุกรูปแบบค่าบริการ ไม่ว่าจะเป็นแบบเรียกเก็บเงินตามแบบแผนล่วงหน้า แบบแบ่งระดับราคา หรือแบบผสมผสาน เพื่อให้คุณบริหารจัดการลูกค้าได้ในแบบที่ต้องการ

ดูข้อมูลเพิ่มเติม 
  1. บทแนะนำ
  2. อัตราการรักษารายรับสุทธิ (NDR) คืออะไร
  3. วิธีคำนวณอัตราการรักษารายรับสุทธิ
  4. เหตุใดอัตราการรักษารายรับสุทธิจึงสำคัญต่อธุรกิจ
    1. NDR บอกอะไร
    2. ผลกระทบของ NDR ต่อธุรกิจ
  5. NDR เทียบกับ NRR: ทั้งสองวิธีนี้แตกต่างกันอย่างไร
  6. เกณฑ์มาตรฐานของ NDR ที่ดีคือเท่าใด
    1. ทำความเข้าใจเกณฑ์มาตรฐาน NDR
    2. ปัจจัยที่ส่งผลต่อเกณฑ์มาตรฐานในอุดมคติ
  7. วิธีปรับปรุงอัตราการรักษารายรับสุทธิ
  8. Stripe Billing ช่วยอะไรได้บ้าง

อัตราการรักษารายรับสุทธิ (NDR) เป็นเมตริกที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจที่ต้องการทำความเข้าใจรูปแบบรายรับจากลูกค้าปัจจุบันของตน NDR ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการรักษาลูกค้าและการเปลี่ยนแปลงรายรับอันเนื่องมาจากการอัปเกรด การดาวน์เกรด และการเลิกใช้บริการของลูกค้า นอกจากนี้ยังช่วยบริษัทประเมินความมั่นคงทางการเงินและค้นพบสิ่งที่อาจจะช่วยเพิ่มการเติบโตและการปรับปรุงการดำเนินงานของธุรกิจ

ต่อไปนี้ เราจะอธิบายข้อมูลพื้นฐานของ NDR คำจำกัดความและวิธีการคำนวณ ข้อมูลบ่งชี้จาก NDR ตลอดจนวิธีการนำมาใช้เพื่อวิเคราะห์หาข้อมูลเชิงลึกที่เป็นประโยชน์อย่างมากต่อธุรกิจของคุณ

เนื้อหาหลักในบทความ

  • อัตราการรักษารายรับสุทธิ (NDR) คืออะไร
  • วิธีคำนวณอัตราการรักษารายรับสุทธิ
  • เหตุใดอัตราการรักษารายรับสุทธิจึงสำคัญต่อธุรกิจ
  • NDR เทียบกับ NRR: ทั้งสองวิธีนี้แตกต่างกันอย่างไร
  • เกณฑ์มาตรฐานของ NDR ที่ดีคือเท่าใด
  • วิธีปรับปรุงอัตราการรักษารายรับสุทธิ
  • Stripe Billing ช่วยอะไรได้บ้าง

อัตราการรักษารายรับสุทธิ (NDR) คืออะไร

อัตราการรักษารายรับสุทธิ (NDR) คือสิ่งที่วัดว่าธุรกิจรักษารายรับจากลูกค้าปัจจุบันได้ดีเพียงใด โดยพิจารณาจากการอัปเกรด การดาวน์เกรด และการเลิกใช้บริการ/ซื้อสินค้าของลูกค้า NDR จะพิจารณาช่วงเวลาที่กำหนดเพื่อคำนวณตัวเลขนี้ ดังนั้นจึงทำหน้าที่เป็นภาพรวมของสถานะรายรับของลูกค้า

ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับ NDR มีดังต่อไปนี้

  • แสดงเป็นเปอร์เซ็นต์
  • NDR มากกว่า 100% แสดงว่ารายรับจากลูกค้าปัจจุบันกำลังเติบโต
  • NDR ต่ำกว่า 100% แสดงว่าบริษัทกำลังสูญเสียรายรับจากฐานลูกค้าปัจจุบัน
  • ส่วนที่เพิ่มขึ้น (การอัปเกรดหรือการซื้อเพิ่มเติม) ส่วนที่ลดลง (การดาวน์เกรด) และการเลิกใช้บริการ /ซื้อสินค้า (ลูกค้าที่เลิกใช้บริการ) ล้วนแต่เป็นปัจจัยที่นำมาใช้คำนวณ NDR

หาก NDR สูงก็แสดงว่าลูกค้ายังเห็นคุณค่าในผลิตภัณฑ์หรือบริการของธุรกิจอยู่ ซึ่งอาจจะส่งผลให้มีการขายต่อยอดเพิ่มขึ้น การดาวน์เกรดและอัตราการเลิกใช้บริการลดลง NDR ต่ำอาจเป็นสัญญาณว่าลูกค้ายังไม่พึงพอใจอย่างเต็มที่

วิธีคำนวณอัตราการรักษารายรับสุทธิ

ในการคำนวณ NDR คุณควรพิจารณาการเปลี่ยนแปลงทั้งเชิงบวกและเชิงลบในรายรับของลูกค้าในช่วงเวลาหนึ่งๆ

สูตรการคำนวณ NDR มีดังต่อไปนี้

NDR = ((MRR เริ่มต้น + ส่วนที่เพิ่มขึ้น − ส่วนที่ลดลง − การเลิกใช้บริการ) ÷ MRR เริ่มต้น) × 100%

ความหมายของคำศัพท์แต่ละคำมีดังต่อไปนี้

  • MRR เริ่มต้น: นี่คือรายรับตามแบบแผนล่วงหน้ารายเดือนเมื่อเริ่มต้นรอบระยะเวลาหนึ่งๆ
  • ส่วนที่เพิ่มขึ้น: รายรับที่เพิ่มขึ้นจากลูกค้าปัจจุบันเนื่องจากการขายต่อยอดหรือการขายที่เกี่ยวเนื่อง
  • ส่วนที่ลดลง: รายรับที่ลดลงจากการดาวน์เกรดโดยลูกค้าปัจจุบัน
  • การเลิกใช้บริการ: รายรับทั้งหมดที่สูญเสียไปเนื่องจากจากลูกค้ายุติการสมัครใช้บริการหรือสัญญา
NDR formula example - Visual guide showing an example calculation of the NDR formula.

เหตุใดอัตราการรักษารายรับสุทธิจึงสำคัญต่อธุรกิจ

ธุรกิจสามารถใช้ NDR เพื่อวัดสถานะทางการเงินโดยพิจารณาจากฐานลูกค้าปัจจุบันได้ ทั้งยังมอบข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับแนวโน้มรายรับ รวมถึงกลยุทธ์การเติบโต และความพึงพอใจของลูกค้าที่นำไปใช้ประโยชน์ได้จริง

NDR บอกอะไร

  • ความมั่นคงของรายรับ: NDR ที่สม่ำเสมอหรือเติบโตบ่งชี้ว่าธุรกิจกำลังรักษาหรือเพิ่มรายรับจากลูกค้าที่มีอยู่

  • ประสิทธิภาพในแง่ของค่าใช้จ่าย: NDR สูงแสดงว่าธุรกิจสร้างรายรับจากลูกค้าปัจจุบันได้อย่างเต็มที่ ทั้งยังหมายความว่าธุรกิจใช้กลยุทธ์การเติบโตได้อย่างคุ้มค่าเนื่องจากการหาลูกค้าใหม่มักจะเสียค่าใช้จ่ายมากกว่าการรักษาลูกค้าเดิมไว้

  • ความพึงพอใจของลูกค้า: การคำนวณ NDR จำเป็นจะต้องตรวจสอบว่าลูกค้าอัปเกรดและยังคงสัญญาเดิมไว้หรือไม่ หรือกำลังดาวน์เกรดและยุติสัญญาหรือไม่ หากลูกค้าอัปเกรดและคงสัญญาไว้ แสดงว่าลูกค้ามีความพึงพอใจกับธุรกิจและเห็นคุณค่าในผลิตภัณฑ์หรือบริการของบริษัท แต่หากว่าลูกค้าดาวน์เกรดและยุติสัญญา อาจมีปัญหาบางอย่างที่ธุรกิจต้องแก้ไข

  • คุณค่าที่รับรู้: NDR สูงมักจะหมายความว่าลูกค้าตระหนักถึงคุณค่าของผลิตภัณฑ์หรือบริการ ลูกค้าอาจใช้ฟีเจอร์ต่างๆ มากขึ้น ผสานบริการเข้ากับการปฏิบัติงานของตนมากขึ้น หรืออาจจะค้นพบคุณประโยชน์มากขึ้นระหว่างสมัครใช้บริการไปเรื่อยๆ

  • โอกาสในการขายต่อยอดและการขายที่เกี่ยวเนื่อง: NDR ซึ่งเป็นเมตริกจะบอกคุณได้ว่ากลยุทธ์การขายต่อยอดและการขายที่เกี่ยวเนื่องมีประสิทธิภาพหรือไม่ หากรายรับเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง นั่นหมายความว่าลูกค้าสนใจที่จะซื้อบริการเพิ่ม

ผลกระทบของ NDR ต่อธุรกิจ

  • การวางแผนเชิงกลยุทธ์: การติดตาม NDR อยู่เสมอจะช่วยให้ธุรกิจตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูล หาก NDR ลดลง ธุรกิจอาจจำเป็นต้องประเมินฟีเจอร์ของผลิตภัณฑ์ โมเดลค่าบริการ หรือแผนการบริการลูกค้าใหม่อีกครั้ง

  • การดึงดูดนักลงทุน: NDR ที่แข็งแกร่งอาจส่งผลให้ธุรกิจได้รับความสนใจจากนักลงทุนได้ เพราะแสดงให้เห็นว่าธุรกิจมีรากฐานมั่นคงและไม่ได้พึ่งพาการให้บริการลูกค้ารายใหม่เพื่อการเติบโต

  • การจัดสรรทรัพยากร: NDR ต่ำอาจหมายความว่าธุรกิจควรจัดสรรทรัพยากรให้กับกลยุทธ์การรักษาลูกค้าแทนการหาลูกค้าใหม่ เช่น ปรับปรุงการฝึกอบรมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ ยกระดับการสนับสนุน หรือเปิดตัวโปรแกรมสะสมคะแนน

NDR แสดงให้เห็นว่าธุรกิจควรตอบสนองต่อลูกค้าปัจจุบันอย่างไร นอกจากนี้ยังมอบแผนกลยุทธ์สำหรับการเติบโตในอนาคตและช่วยให้ตัดสินใจว่าจะจัดสรรเวลาและทรัพยากรอย่างไรจึงจะดีที่สุด ธุรกิจที่มีจุดมุ่งหมายจะสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนจะได้รับข้อมูลมากมายจาก NDR ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการจัดทำกลยุทธ์

NDR เทียบกับ NRR: ทั้งสองวิธีนี้แตกต่างกันอย่างไร

การรักษา NDR และรายรับสุทธิ (NRR) มีความเชื่อมโยงกัน แต่มีฟังก์ชันที่แตกต่างกันเล็กน้อย NDR จะวัดว่าธุรกิจรักษารายได้จากลูกค้าที่มีอยู่ได้ดีเพียงใด ขณะที่ NRR วัดแนวคิดเดียวกันในช่วงเวลาที่กำหนด ในทางปฏิบัติ ทั้งสองตัวบ่งชี้ถึงสุขภาพของลูกค้าและประสิทธิภาพการเติบโต

เกณฑ์มาตรฐานของ NDR ที่ดีคือเท่าใด

เกณฑ์มาตรฐานของอัตราการรักษารายรับสุทธิมอบเครื่องมือชี้วัดประสิทธิภาพการทำงานของธุรกิจ โดยเปรียบเทียบกับมาตรฐานอุตสาหกรรมหรือธุรกิจที่คล้ายคลึงกัน รายงาน OpenView ปี 2022 พบว่า NDR เฉลี่ยของบริษัท SaaSที่มีขนาดแตกต่างกันไปอยู่ระหว่าง 100% ถึง 111% แต่เกณฑ์มาตรฐาน NDR ที่ "ดี" คือเท่าใดกันแน่

อัตราการรักษารายรับสุทธิตามลูกค้าเป้าหมาย – เปอร์เซ็นไทล์ที่ 50 และ เปอร์เซ็นไทล์ที่ 80

ลูกค้าเป้าหมาย

พนักงาน

ดี (50)

ยอดเยี่ยม (80)

VSMB / ผู้บริโภคมืออาชีพ

<20

100%

107%

SMB

20–100

100%

116%

ตลาดกลาง

101–1,000

110%

125%

องค์กร

1,000+

110%

125%

แหล่งที่มา:รายงานการวัดประสิทธิภาพ SaaS ปี 2022 ของ OpenView

ทำความเข้าใจเกณฑ์มาตรฐาน NDR

  • มากกว่า 100%: NDR ที่สูงกว่า 100% บ่งชี้ว่าธุรกิจจะมีรายรับเติบโตขึ้นจากลูกค้าที่มีอยู่ ซึ่งหมายความว่าบริษัทไม่เพียงแต่รักษาลูกค้าปัจจุบันไว้ได้ แต่ยังทำการขายต่อยอดหรือขายพ่วงกับลูกค้าเหล่านั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยเช่นกัน โดยทั่วไปแล้ว ตัวเลขนี้จึงถือว่าอยู่ในระดับยอดเยี่ยม

  • เกือบ 100%: NDR เกือบ 100% บ่งชี้ว่าธุรกิจมีเสถียรภาพ ธุรกิจรักษาลูกค้าเดิมไว้ได้ แต่รายได้อาจจะไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก ตัวเลขนี้ถือว่าธุรกิจมีความเสถียรและแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการเติบโตในอนาคต

  • ต่ำกว่า 100%: NDR ต่ำกว่า 100% หมายความว่าธุรกิจกำลังสูญเสียรายรับจากฐานลูกค้าปัจจุบันเนื่องจากลูกค้าที่เลิกใช้บริการหรือดาวน์เกรดการสมัครใช้บริการ ซึ่งเป็นสัญญาณว่าอาจมีปัญหาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ บริการ หรือความสัมพันธ์ที่จำเป็นจะต้องตรวจสอบ

ปัจจัยที่ส่งผลต่อเกณฑ์มาตรฐานในอุดมคติ

  • มาตรฐานอุตสาหกรรม: อุตสาหกรรมต่างๆ อาจมีเกณฑ์มาตรฐาน NDR ที่แตกต่างกันไป ตัวเลขที่ถือว่าดีในภาคธุรกิจหนึ่งอาจต่ำกว่ามาตรฐานในอีกภาคธุรกิจหนึ่ง ตัวอย่างเช่น บริษัท SaaS สำหรับองค์กรและบริษัทฟินเทคมักจะมี NDR สูงกว่าบริษัท SaaS สำหรับผู้บริโภคและบริษัทฟินเทค จึงควรเปรียบเทียบ NDR กับบริษัทอื่นๆ ในอุตสาหกรรมเดียวกัน

  • โมเดลธุรกิจ: โมเดลการสมัครใช้บริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี มักจะกำหนดให้มี NDR สูงกว่า 100% โดยปกติแล้ว โมเดลธุรกิจที่มีรายรับตามแบบแผนล่วงหน้าต่ำ อัตราการเลิกใช้บริการสูง หรือมีโอกาสในการขายต่อยอดน้อยกว่าจะมี NDR ต่ำกว่า

  • ระยะการเติบโต: ธุรกิจสตาร์ทอัพและบริษัทที่เติบโตอย่างรวดเร็วอาจให้ความสำคัญกับการหาลูกค้าใหม่มากกว่าการเพิ่มรายรับ ส่งผลให้ NDR ในช่วงแรกต่ำ ส่วนธุรกิจที่ก่อตั้งมานานแล้วและมีฐานลูกค้าขนาดใหญ่อาจจะเน้นการเพิ่มรายรับและตั้งเป้าเพิ่ม NDR ให้สูงขึ้น

  • สภาวะเศรษฐกิจ: ปัจจัยภายนอก เช่น ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว อาจส่งผลกระทบต่อรูปแบบการใช้จ่ายของลูกค้า ในช่วงเวลาดังกล่าว ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เกณฑ์มาตรฐาน NDR จะต่ำกว่าปกติและสะท้อนสภาวะภายนอก ไม่ใช่ผลการดำเนินงานของธุรกิจที่แท้จริง

โดยปกติแล้ว ถึงแม้ว่า NDR สูงกว่า 100% ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี แต่ธุรกิจควรกำหนดเกณฑ์เปรียบเทียบตามมาตรฐานอุตสาหกรรม ระยะการเติบโตของบริษัท และสภาวะเศรษฐกิจ การพิจารณา NDR ควบคู่ไปกับเมตริกอื่นๆ เช่น มูลค่าตลอดอายุการใช้งานของลูกค้า (LTV) และต้นทุนการหาลูกค้าใหม่ (CAC)เพื่อให้เข้าใจภาพรวมของสถานะทางธุรกิจอย่างครอบคลุมยังเป็นเรื่องที่สำคัญ

วิธีปรับปรุงอัตราการรักษารายรับสุทธิ

ธุรกิจที่ต้องการรักษาฐานลูกค้าเดิมไว้และเพิ่มรายรับจากลูกค้าเหล่านี้ควรมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มอัตราการรักษารายรับสุทธิ หากคุณต้องการเพิ่ม NDR ลองดำเนินการต่อไปนี้ในธุรกิจของคุณ

  • แผนส่งเสริมความสำเร็จของลูกค้า: ลงทุนสร้างทีมส่งเสริมความสำเร็จของลูกค้าที่เข้มแข็ง ซึ่งคอยช่วยให้ลูกค้าบรรลุเป้าหมายที่ต้องการด้วยผลิตภัณฑ์หรือบริการของคุณ วิธีนี้จะช่วยรักษาลูกค้าและเพิ่มโอกาสในการขายต่อยอดได้

  • การต่อยอดการขาย: หาโอกาสสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างต่อเนื่อง เพื่อมอบเหตุผลให้ลูกค้าอยากอัปเกรด ลูกค้าจะต้องการอัปเกรดแพ็กเกจ หากมองเห็นคุณประโยชน์อย่างชัดเจนและตอบโจทย์ ช่วยแก้ปัญหาของลูกค้าได้จริง

  • การฝึกอบรมและกระบวนการเริ่มต้นใช้งาน: สร้างกระบวนการเริ่มต้นใช้งานที่จัดโครงสร้างอย่างดี ซึ่งแสดงให้ลูกค้าเห็นถึงวิธีสร้างคุณค่าจากผลิตภัณฑ์ของคุณตั้งแต่แรก วิธีนี้ช่วยลดอัตราการเลิกใช้บริการของลูกค้าได้

  • การติดต่อกับลูกค้ากลุ่มเสี่ยง: ทำการวิเคราะห์เพื่อมองหาลูกค้ากลุ่มเสี่ยงที่อาจจะดาวน์เกรดหรือเลิกใช้บริการ/ซื้อสินค้า และติดต่อเพื่อสอบถามข้อกังวลของลูกค้าในเชิงรุก

  • การมีส่วนร่วมของชุมชน: เปิดโอกาสให้ลูกค้าปฏิสัมพันธ์กัน แชร์แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด และกลายเป็นผู้สนับสนุนธุรกิจของคุณ วิธีนี้จะช่วยรักษาลูกค้าและเปิดโอกาสให้ทำการขายที่เกี่ยวเนื่องด้วย

  • การปรับปรุงกลยุทธ์ค่าบริการ: ประเมินกลยุทธ์ค่าบริการอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะในกรณีที่พบว่าลูกค้าดาวน์เกรดอย่างต่อเนื่อง คุณอาจจะพบว่าผู้ใช้ไม่ได้รับรู้คุณค่าของผลิตภัณฑ์ระดับสูงอย่างเพียงพอ ซึ่งการปรับฟีเจอร์หรือค่าบริการอาจช่วยแก้ปัญหานี้ได้

  • วงจรคำติชม: ใช้กลไกคำติชมเป็นประจำเพื่อทำความเข้าใจว่าลูกค้าชอบอะไรและไม่ชอบอะไรเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของคุณ จากนั้นแก้ไขปัญหาเหล่านี้เพื่อเพิ่มมูลค่าสัญญาและลดการดาวน์เกรด

  • การตรวจสอบสัญญา: ก่อนจะต่ออายุ โปรดตรวจสอบสัญญากับลูกค้าเพื่อจะได้ทราบเพิ่มเติมเกี่ยวกับความต้องการของลูกค้า รวมทั้งดูว่าผลิตภัณฑ์หรือบริการของคุณจะตอบโจทย์ความต้องการเหล่านั้นได้อย่างไร วิธีนี้ช่วยให้คุณต่อรองเงื่อนไขที่เป็นประโยชน์กับทั้งสองฝ่าย

การเพิ่ม NDR ไม่ได้อาศัยแค่การรักษารายรับเท่านั้น แต่ต้องมีการเพิ่มรายรับจากฐานลูกค้าปัจจุบันด้วย การยกระดับการมีส่วนร่วมของลูกค้า การเพิ่มมูลค่า และการปรับปรุงอื่นๆ ตามความคิดเห็น จะช่วยให้ธุรกิจเพิ่ม NDR ได้สำเร็จ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการกระชับความสัมพันธ์กับลูกค้าและการเพิ่มรายรับ

Stripe Billing ช่วยอะไรได้บ้าง

Stripe Billing ช่วยให้คุณเรียกเก็บเงินและบริหารจัดการลูกค้าได้ตามที่คุณต้องการ ตั้งแต่การเรียกเก็บเงินตามแบบแผนล่วงหน้าง่ายๆ ไปจนถึงการเรียกเก็บเงินตามการใช้งานและสัญญาที่ตกลงกันทางการขาย เริ่มรับชำระเงินแบบตามแผนล่วงหน้าจากทั่วโลกได้ภายในไม่กี่นาที โดยไม่ต้องเขียนโค้ด หรือใช้วิธีสร้างการผสานการทำงานแบบกำหนดเองโดยใช้ API

Stripe Billing ช่วยคุณทำสิ่งต่อไปนี้ได้

  • เสนอการตั้งราคาที่ยืดหยุ่น: ตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้ได้เร็วขึ้นด้วยโมเดลการตั้งราคาที่ยืดหยุ่น ซึ่งมีทั้งแบบตามการใช้งาน แบ่งระดับ ค่าธรรมเนียมคงที่บวกค่าธรรมเนียมส่วนเกิน และอีกมากมาย ทั้งยังรองรับคูปอง การทดลองใช้งานฟรี การแบ่งชำระตามสัดส่วน และส่วนเสริมอีกด้วย

  • ขยายไปทั่วโลก: เพิ่มอัตราการเปลี่ยนเป็นผู้ใช้แบบชำระเงินด้วยการเสนอวิธีการชำระเงินที่ลูกค้าต้องการ นอกจากนี้ Stripe ยังรองรับวิธีการชำระเงินในแต่ละประเทศมากกว่า 125 วิธีและกว่า 130 สกุลเงิน

  • เพิ่มรายได้และลดอัตราการเลิกใช้บริการ: ให้คุณเก็บรายรับได้มากขึ้นและลดการเลิกใช้บริการโดยไม่สมัครใจด้วย Smart Retries และระบบอัตโนมัติสำหรับกระบวนการกู้คืน เครื่องมือการกู้คืนของ Stripe ช่วยให้ผู้ใช้สามารถกู้คืนรายรับกว่า 6,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024

  • เพิ่มประสิทธิภาพ: ใช้เครื่องมือภาษีแบบโมดูลาร์ รายงานรายรับ และเครื่องมือข้อมูลของ Stripe เพื่อรวมระบบรายรับหลายระบบให้เป็นหนึ่งเดียว พร้อมผสานการทำงานกับซอฟต์แวร์ของบริษัทอื่นได้อย่างง่ายดาย

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Stripe Billing หรือเริ่มใช้งานเลยวันนี้

เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นคําแนะนําทางกฎหมายหรือภาษี Stripe ไม่รับประกันหรือรับประกันความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ความไม่เพียงพอ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในบทความ คุณควรขอคําแนะนําจากทนายความที่มีอํานาจหรือนักบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอํานาจศาลเพื่อรับคําแนะนําที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ

บทความอื่นๆ

  • เกิดข้อผิดพลาดบางอย่าง โปรดลองอีกครั้งหรือติดต่อฝ่ายสนับสนุน

หากพร้อมเริ่มใช้งานแล้ว

สร้างบัญชีและเริ่มรับการชำระเงินโดยไม่ต้องทำสัญญาหรือระบุรายละเอียดเกี่ยวกับธนาคาร หรือติดต่อเราเพื่อสร้างแพ็กเกจที่ออกแบบเองสำหรับธุรกิจของคุณ
Billing

Billing

เรียกเก็บและรักษารายรับได้มากขึ้น ใช้วิธีอัตโนมัติกับขั้นตอนการจัดการรายรับ ตลอดจนรับการชำระเงินได้ทั่วโลก

Stripe Docs เกี่ยวกับ Billing

สร้างและจัดการการชำระเงินตามรอบบิล ติดตามการใช้งาน และออกใบแจ้งหนี้