รหัสโปรโมชันคืออะไร คู่มือภาคปฏิบัติสำหรับธุรกิจยุคใหม่

Checkout
Checkout

Stripe Checkout เป็นแบบฟอร์มการชำระเงินสำเร็จรูปที่คุณสามารถปรับแต่งให้เหมาะสำหรับเพิ่มยอดขาย นอกจากนี้คุณยังผสานรวม Checkout เข้ากับเว็บไซต์โดยตรงหรือนำลูกค้าไปยังหน้าเว็บที่จัดการโดย Stripe ได้อย่างง่ายดาย รวมถึงยังรับการชำระเงินแบบครั้งเดียวหรือการชำระเงินตามรอบบิลได้อีกด้วย

ดูข้อมูลเพิ่มเติม 
  1. บทแนะนำ
  2. รหัสโปรโมชันคืออะไร
  3. รหัสโปรโมชันทำงานอย่างไรในขั้นตอนการชำระเงิน
  4. ทำไมธุรกิจจึงใช้รหัสโปรโมชัน
  5. รหัสโปรโมชันที่พบบ่อยมีประเภทใดบ้าง
  6. กฎและข้อจำกัดใดบ้างที่ใช้กับรหัสโปรโมชัน
  7. ธุรกิจติดตามผลการใช้รหัสโปรโมชันอย่างไร
  8. รหัสโปรโมชันแตกต่างจากคูปองหรือส่วนลดอย่างไร
  9. Stripe Checkout ช่วยอะไรได้บ้าง

รหัสโปรโมชันถูกใช้เพื่อกระตุ้นการตัดสินใจซื้อ ทดสอบกลยุทธ์ราคา และติดตามว่าลูกค้าตอบสนองต่อข้อเสนอแต่ละแบบอย่างไร เมื่อใช้อย่างมีกลยุทธ์ รหัสโปรโมชันจะช่วยเพิ่มการเปลี่ยนเป็นผู้ใช้แบบชำระเงินได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนโครงสร้างราคาหลักหรือมูลค่าระยะยาวของ ปัจจุบันรหัสโปรโมชันหรือรูปแบบส่วนลดต่างๆ ถูกใช้ใน 38% ของการซื้อผลิตภัณฑ์ออนไลน์ทั้งหมด

ด้านล่างนี้ เราจะอธิบายว่ารหัสโปรโมชันคืออะไร ทำงานอย่างไรในขั้นตอนการชำระเงิน และธุรกิจใช้รหัสเหล่านี้เพื่อกำหนดทิศทางความต้องการซื้อและวัดผลลัพธ์อย่างไร

เนื้อหาหลักในบทความ

  • รหัสโปรโมชันคืออะไร
  • รหัสโปรโมชันทำงานอย่างไรในขั้นตอนการชำระเงิน
  • ทำไมธุรกิจจึงใช้รหัสโปรโมชัน
  • รหัสโปรโมชันที่พบบ่อยมีประเภทใดบ้าง
  • กฎและข้อจำกัดใดบ้างที่ใช้กับรหัสโปรโมชัน
  • ธุรกิจติดตามผลการใช้รหัสโปรโมชันอย่างไร
  • รหัสโปรโมชันแตกต่างจากคูปองหรือส่วนลดอย่างไร
  • Stripe Checkout ช่วยอะไรได้บ้าง

รหัสโปรโมชันคืออะไร

รหัสโปรโมชันคือชุดตัวอักษรและ/หรือตัวเลขสั้นๆ ที่ลูกค้ากรอกใน หน้าการชำระเงิน เพื่อปลดล็อกข้อเสนอเฉพาะ ข้อเสนอส่งเสริมการขายนั้นอาจเป็นการลดราคา การจัดส่งฟรี ของแถม หรือสิทธิประโยชน์อื่นที่ผูกกับการซื้อ

รหัสโปรโมชันช่วยให้ธุรกิจดึงดูดลูกค้าใหม่ และเข้าใจได้ดีขึ้นว่าช่องทางและกลยุทธ์ด้านราคาใดให้ผลลัพธ์ดีที่สุด

รหัสโปรโมชันทำงานอย่างไรในขั้นตอนการชำระเงิน

ลูกค้ากรอกรหัสโปรโมชันในช่องที่กำหนดระหว่างขั้นตอนการชำระเงิน ซึ่งมักระบุว่า "รหัสโปรโมชัน" "รหัสส่วนลด" หรือชื่อใกล้เคียงกัน ระบบจะตรวจสอบความถูกต้องของรหัส โดยยืนยันว่ารหัสยังไม่หมดอายุ ไม่เกินจำนวนครั้งที่กำหนด และลูกค้ารายนั้นยังไม่เคยใช้รหัสดังกล่าวมาก่อน จากนั้นระบบจะตรวจสอบว่าคำสั่งซื้อเป็นไปตามเงื่อนไขของรหัสหรือไม่ เช่น ยอดสั่งซื้อขั้นต่ำ ผลิตภัณฑ์หรือแพ็กเกจที่ร่วมรายการ ประเภทลูกค้า (เช่น ลูกค้าใหม่หรือลูกค้าเดิม) หรือข้อจำกัดด้านพื้นที่

ถ้ารหัสใช้ได้ ระบบชำระเงินจะคำนวณส่วนลดตามโครงสร้างของรหัส ซึ่งอาจเป็นการลดตามเปอร์เซ็นต์ การหักจำนวนเงินคงที่ การยกเว้นค่าจัดส่ง หรือการเพิ่มของแถม ทั้งหมดนี้จะแสดงในยอดรวมใหม่ทันที โดยแสดงส่วนลดให้เห็นอย่างชัดเจนก่อนชำระเงินขึ้นสุดท้าย

หากรหัสไม่ตรงเกณฑ์ที่กำหนด ขั้นตอนการชำระเงินจะแสดงข้อความอธิบายสาเหตุ โดยเหตุผลที่พบบ่อย ได้แก่ รหัสหมดอายุ ไม่ถึงยอดขั้นต่ำ หรือมีผลิตภัณฑ์ในตะกร้าที่ไม่ร่วมรายการ เมื่อลูกค้าชำระเงินแล้ว ระบบจะบันทึกธุรกรรมพร้อมรหัสโปรโมชันที่ใช้ เพื่อให้ธุรกิจสามารถติดตามได้ว่ารหัสดังกล่าวถูกใช้ที่ใดและอย่างไร

ทำไมธุรกิจจึงใช้รหัสโปรโมชัน

รหัสโปรโมชันช่วยให้ธุรกิจปรับพฤติกรรมการซื้อของลูกค้าได้ โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้างค่าบริการหรือโครงสร้างผลิตภัณฑ์หลัก รหัสโปรโมชันช่วยรักษาการรับรู้มูลค่าของผลิตภัณฑ์ไว้ แทนที่จะลดราคาปกติ ลูกค้าที่ได้รับส่วนลดจะรู้สึกได้รับสิทธิพิเศษ ขณะที่ค่าบริการพื้นฐานยังคงเท่าเดิมสำหรับลูกค้ารายอื่น

ธุรกิจนิยมใช้รหัสโปรโมชันด้วยเหตุผลดังนี้

  • กระตุ้นการสั่งซื้อครั้งแรก: ข้อเสนอพิเศษสำหรับลูกค้าใหม่ที่เจาะจงกลุ่มเป้าหมาย สามารถเปลี่ยนความสนใจให้เป็นการซื้อครั้งแรกได้ โดยไม่ทำให้ธุรกิจต้องผูกมัดกับส่วนลดแบบถาวร

  • เพิ่มอัตราการเปลี่ยนเป็นผู้ใช้แบบชำระเงิน: เมื่อลูกค้าลังเลในขั้นตอนการชำระเงิน รหัสโปรโมชันอาจเป็นแรงกระตุ้นที่ช่วยปิดการขายได้ โดยเฉพาะกับผลิตภัณฑ์ที่ลูกค้าให้ความสำคัญต่อราคา

  • การกระตุ้นให้กลับมาซื้อซ้ำ: การส่งรหัสหลังการสั่งซื้อ ระหว่างช่วงต่ออายุ หรือเป็นส่วนหนึ่งของแผนรักษาลูกค้า สามารถดึงให้ลูกค้ากลับมาซื้ออีกเร็วขึ้นและบ่อยขึ้น

  • ควบคุมช่วงเวลาและรูปแบบส่วนลด: สามารถกำหนดให้รหัสโปรโมชันใช้ได้เฉพาะบางผลิตภัณฑ์ ยอดสั่งซื้อบางระดับ กลุ่มลูกค้าเฉพาะ หรือช่วงเวลาที่กำหนด จึงช่วยควบคุมโครงสร้างราคาได้ดี

  • รองรับแคมเปญการตลาดเฉพาะทาง: รหัสโปรโมชันสามารถใช้ร่วมกับอีเมล โซเชียลมีเดีย โฆษณาแบบชำระเงิน พันธมิตรธุรกิจ และโปรแกรมแอฟฟิลิเอต รหัสเฉพาะทำให้ติดตามรายรับกลับไปยังแคมเปญหรือช่องทางที่มาของลูกค้าได้ง่าย

  • ทดสอบราคาและข้อเสนอ: ธุรกิจสามารถทดสอบระดับส่วนลด โครงสร้าง หรือกฎคุณสมบัติที่แตกต่างกัน และเปรียบเทียบผลลัพธ์ได้ โดยไม่ต้องปรับเปลี่ยนราคาแบบระยะยาว

  • ระบายสินค้าคงคลังหรือปรับทิศทางความต้องการซื้อ: รหัสโปรโมชันจะช่วยระบายสินค้าคงคลังส่วนเกิน โปรโมตผลิตภัณฑ์ที่ทำผลงานไม่ดี หรือกระตุ้นให้ลูกค้าเลือกชุดผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงกว่า

  • การสร้างความเร่งด่วนโดยไม่กดดัน: รหัสที่มีระยะเวลาใช้งานจำกัด หรือจำนวนการใช้งานจำกัดจะสร้างเหตุผลตามธรรมชาติให้ลูกค้าตัดสินใจทันที ซึ่งมักได้ผลดีกว่าและกระทบน้อยกว่าการลดราคาถาวร

รหัสโปรโมชันที่พบบ่อยมีประเภทใดบ้าง

รหัสโปรโมชันมักแบ่งได้เป็นหลายรูปแบบตามวิธีการกระจายและประเภทของสิทธิประโยชน์ที่มอบให้

รหัสโปรโมชันที่พบบ่อยตามลักษณะการใช้งาน มีดังนี้

  • รหัสโปรโมชันสาธารณะ: เปิดให้ใช้งานในวงกว้างและค้นหาได้ง่าย มักโปรโมตผ่านเว็บไซต์ โฆษณา และโซเชียลมีเดีย นิยมใช้กับแคมเปญตามฤดูกาล การเปิดตัวผลิตภัณฑ์หรือแคมเปญที่ต้องการการเข้าถึงจำนวนมาก

  • รหัสโปรโมชันส่วนตัว: มักส่งผ่านอีเมล การติดต่อโดยตรง หรือข้อความภายในบัญชี สามารถใช้เพื่อ ตอบแทนความภักดี กระตุ้นการซื้อซ้ำ หรือรองรับข้อเสนอแบบเจาะกลุ่ม

  • รหัสแบบใช้ครั้งเดียวหรือรหัสเฉพาะบุคคล เหมาะสำหรับการแนะนำเพื่อน การชดเชยจากฝ่ายบริการลูกค้า หรือโปรโมชันที่ต้องการควบคุมอย่างเข้มงวดและไม่ต้องการให้มีการแชร์ต่อ

  • รหัสโปรโมชันแบบจำกัด: ซึ่งจะจำกัดตามมูลค่าคำสั่งซื้อ ประเภทผลิตภัณฑ์ สถานะลูกค้า พื้นที่ หรือช่องทางการสั่งซื้อ

รหัสโปรโมชันยังสามารถปลดล็อกข้อเสนอได้หลายรูปแบบดังนี้

  • ส่วนลดแบบเปอร์เซ็นต์: ลดราคาตามเปอร์เซ็นต์ที่กำหนด เช่น ลด 10% หรือ 20% โดยจะปรับตามยอดสั่งซื้อโดยอัตโนมัติ จึงเหมาะสำหรับกระตุ้นให้ลูกค้าซื้อในมูลค่าที่สูงขึ้น

  • ส่วนลดแบบจำนวนเงินคงที่: ซึ่งเข้าใจง่าย และใช้ได้ดีเมื่อจับคู่กับยอดซื้อขั้นต่ำ เช่น ลด $5 เมื่อซื้อครบ $50 ขึ้นไป

  • รหัสจัดส่งฟรี: มีประสิทธิภาพอย่างยิ่งเมื่อค่าจัดส่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิด การละทิ้งรถเข็น โดยธุรกิจมักกำหนดยอดสั่งซื้อขั้นต่ำร่วมกับรหัสประเภทนี้

  • ข้อเสนอยิ่งซื้อยิ่งคุ้ม: ออกแบบมาเพื่อเพิ่มมูลค่าคำสั่งซื้อเฉลี่ย โดยกระตุ้นให้ลูกค้าเพิ่มรายการผลิตภัณฑ์ในคำสั่งซื้อ เช่น รับส่วนลด 10% เมื่อซื้อผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวกัน 2 ชิ้น

  • รหัสรับของแถม: เพิ่มของแถมเมื่อมียอดซื้อถึงเกณฑ์ที่กำหนด เป็นการให้รางวัลลูกค้าโดยไม่กระทบรายรับเท่าการลดราคาโดยตรง

กฎและข้อจำกัดใดบ้างที่ใช้กับรหัสโปรโมชัน

กฎเหล่านี้คือสิ่งที่ทำให้รหัสโปรโมชันไม่ใช่แค่ส่วนลดธรรมดา แต่เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ

กฎของรหัสที่ควรพิจารณามีดังนี้

  • ช่วงเวลาหมดอายุ: การจำกัดเวลาใช้ช่วยป้องกันไม่ให้ข้อเสนอค้างอยู่โดยไม่จำเป็น และสร้างแรงกระตุ้นให้ลูกค้าตัดสินใจภายในช่วงที่รหัสใช้งานได้

  • ข้อจำกัดในการใช้งาน: ธุรกิจอาจจำกัดการใช้รหัสเพียงครั้งเดียวต่อลูกค้าหนึ่งราย และ/หรือจำกัดจำนวนการแลกใช้ทั้งหมดเพื่อป้องกันการใช้งานมากเกินไป

  • ข้อกำหนดการซื้อขั้นต่ำ: รหัสโปรโมชันหลายรหัสจะใช้ได้ก็ต่อเมื่อยอดคำสั่งซื้อถึงมูลค่าที่กำหนดเท่านั้น ซึ่งจะกระตุ้นให้ลูกค้าเพิ่มผลิตภัณฑ์ลงในรถเข็นมากขึ้น และช่วยชดเชยต้นทุนของส่วนลด

  • คุณสมบัติของผลิตภัณฑ์: รหัสบางรหัสใช้ได้เฉพาะกับผลิตภัณฑ์ หมวดหมู่ หรือระดับการสมัครสมาชิกที่เฉพาะเจาะจงเท่านั้น ซึ่งจะช่วยให้ส่วนลดมุ่งเน้นไปที่ผลิตภัณฑ์ที่ธุรกิจต้องการโปรโมต แทนที่จะลดราคาผลิตภัณฑ์ทั้งหมด

  • คุณสมบัติของลูกค้า: รหัสโปรโมชันมักจำกัดเฉพาะกลุ่มลูกค้าบางกลุ่ม เช่น ผู้ซื้อครั้งแรก ลูกค้าที่กลับมาใช้บริการหรือบัญชีเฉพาะ โดยทั่วไปสิทธิ์จะพิจารณาจากสถานะบัญชีหรือประวัติการซื้อ

  • ข้อจำกัดด้านพื้นที่และช่องทาง: รหัสบางรายการอาจใช้ได้เฉพาะบางประเทศ ภูมิภาค หรือบางช่องทาง ข้อจำกัดเหล่านี้ช่วยรองรับความแตกต่างด้านราคา ค่าจัดส่ง ข้อกำหนดตามกฎหมาย หรือแคมเปญเฉพาะช่องทาง

  • กฎการใช้รหัสเดียวต่อคำสั่งซื้อ: ระบบการชำระเงินส่วนใหญ่จะอนุญาตให้ใช้รหัสโปรโมชันได้เพียงรหัสเดียวต่อธุรกรรม เพื่อป้องกันการใช้ส่วนลดหลายรายการซ้อนกันในลักษณะที่อาจทำให้กำไรลดลงหรือสร้างผลลัพธ์ด้านราคาที่ไม่พึงประสงค์

  • เงื่อนไขการใช้งานครั้งเดียว: รหัสโปรโมชันบางรหัสสร้างขึ้นเพื่อใช้เพียงครั้งเดียวหรือสำหรับลูกค้าเฉพาะราย ไม่สามารถแชร์หรือใช้ซ้ำได้ เหมาะสำหรับระบบแนะนำเพื่อน หรือการปรับลดราคาเฉพาะรายโดยฝ่ายบริการลูกค้า

ธุรกิจติดตามผลการใช้รหัสโปรโมชันอย่างไร

รหัสโปรโมชันมีคุณค่าอย่างหนึ่งตรงที่การแลกรับแต่ละครั้งจะผูกธุรกรรมเฉพาะเข้ากับ ข้อเสนอเฉพาะได้โดยตรง ทำให้ธุรกิจเข้าใจได้ง่ายว่า กลยุทธ์แบบไหนได้ผล และทำไมถึงได้ผล

เมตริกต่อไปนี้ช่วยให้คุณประเมินประสิทธิภาพของรหัสโปรโมชันได้:

  • ปริมาณการแลกรับ: จำนวนครั้งที่รหัสโปรโมชันถูกใช้ตลอดช่วงอายุการใช้งาน

  • อัตราการแลกรับ: จำนวนผู้ที่ได้รับรหัสเทียบกับจำนวนผู้ที่นำไปใช้จริง

  • ** รายรับที่เกิดขึ้นจากรหัส:** รายรับที่โปรโมชันนั้นสร้างขึ้น

  • ผลกระทบต่อมูลค่าคำสั่งซื้อเฉลี่ย: รหัสโปรโมชันใดที่เพิ่มมูลค่าคำสั่งซื้อเฉลี่ย และรหัสใดที่ไม่เพิ่ม โดยปกติข้อกำหนดยอดขั้นต่ำหรือข้อเสนอแบบแพ็กเกจมักส่งผลมากกว่าส่วนลดทั่วไป

  • การวิเคราะห์ตามประเภทลูกค้า: การใช้รหัสโปรโมชันแบ่งระหว่างลูกค้าใหม่และลูกค้าเดิมอย่างไร ซึ่งช่วยให้ธุรกิจรู้ว่าโปรโมชันช่วยในการหาลูกค้าใหม่ การรักษาลูกค้า หรือทั้งสองอย่าง

  • การระบุแหล่งที่มาของช่องทางและแคมเปญ: ช่องทางหรือแคมเปญใดที่สร้างการเปลี่ยนเป็นผู้ใช้แบบชำระเงินมากที่สุด

  • สัญญาณด้านช่วงเวลาและความเร่งด่วน: ลูกค้าใช้รหัสเมื่อใดเมื่อเทียบกับเวลาที่ได้รับรหัส การใช้รหัสอย่างรวดเร็วอาจสะท้อนถึงความเร่งด่วนสูง ขณะที่การใช้ช้ากว่าอาจบ่งชี้ว่าลูกค้าใช้เวลาพิจารณานานขึ้น

  • พฤติกรรมของลูกค้าในระยะยาว: อัตราการซื้อซ้ำและอัตราการเลิกใช้บริการ หลังจากใช้รหัสโปรโมชัน ซึ่งช่วยประเมินได้ว่าโปรโมชันนั้นดึงดูดลูกค้าระยะยาว หรือเพียงผู้ที่มองหาส่วนลดครั้งเดียว

รหัสโปรโมชันแตกต่างจากคูปองหรือส่วนลดอย่างไร

คำศัพท์เหล่านี้มักใช้แทนกันได้ แต่จริงๆ แล้วหมายถึงแนวคิดที่แตกต่างกันเล็กน้อยภายในระบบการค้า ความแตกต่างนี้มีความสำคัญต่อการออกแบบและจัดการโปรโมชันของธุรกิจมากกว่าประสบการณ์ของลูกค้า

ความหมายของแต่ละคำมีดังนี้

  • รหัสโปรโมชัน: คือชุดตัวอักษรและตัวเลขที่ลูกค้ากรอก ในขั้นตอนการชำระเงิน เพื่อเปิดใช้งานข้อเสนอ ทำหน้าที่เป็นตัวกระตุ้นให้ระบบรู้ว่าจะใช้โปรโมชันใดและภายใต้เงื่อนไขใด รหัสโปรโมชันช่วยให้สามารถแบ่งปันข้อเสนอแบบเฉพาะกลุ่ม ติดตามแหล่งที่มา และจำกัดการใช้งานได้ ซึ่งทำได้ยากกว่าสำหรับส่วนลดแบบอัตโนมัติที่ใช้ในวงกว้าง

  • คูปอง: ในหลายระบบ คูปองคือส่วนที่กำหนดกฎของข้อเสนอ เช่น จำนวนส่วนลด เงื่อนไขคุณสมบัติ และวันหมดอายุ จากนั้นจึงสร้างรหัสโปรโมชันหนึ่งชุดหรือหลายโค้ดเพื่อใช้แลกรับคูปองนั้น

  • ส่วนลด: ส่วนลดคือผลลัพธ์ ไม่ใช่กลไก เป็นราคาที่ลดลงที่ลูกค้าได้รับ ซึ่งอาจถูกใช้โดยอัตโนมัติ หรือถูกเปิดใช้งานผ่านรหัสโปรโมชันก็ได้

รหัสโปรโมชันต้องให้ลูกค้าดำเนินการเอง ขณะที่ส่วนลดบางประเภทจะถูกใช้โดยอัตโนมัติเมื่อเข้าเงื่อนไข ทั้งสองแบบอาจให้ผลลัพธ์เป็นราคาที่ลดลงเท่ากัน แต่ประสบการณ์ของลูกค้าจะแตกต่างกัน โดยลูกค้ามักมองว่า "ฉันมีโค้ดอยู่" มากกว่า "ฉันได้รับส่วนลด" ความรู้สึกว่ามีสิทธิ์พิเศษหรือเข้าถึงบางอย่างได้ สามารถมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการซื้อ แม้ว่าส่วนลดที่แท้จริงจะเท่ากันก็ตาม

Stripe Checkout ช่วยอะไรได้บ้าง

Stripe Checkout เป็นรูปแบบการชำระเงินสำเร็จรูปที่สามารถปรับแต่งได้อย่างเต็มที่ ซึ่งจะช่วยให้คุณรับชำระเงินบนเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันได้ง่ายๆ

Checkout สามารถช่วยคุณทำสิ่งเหล่านี้ได้

  • เพิ่มการเปลี่ยนเป็นผู้ใช้แบบชำระเงิน: การออกแบบที่เหมาะกับอุปกรณ์เคลื่อนที่และขั้นตอนการชำระเงินแบบคลิกเดียวของ Checkout ทำให้ลูกค้าสามารถป้อนและนำข้อมูลการชำระเงินกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างง่ายดาย

  • ลดเวลาในการพัฒนา: ฝัง Checkout ลงในเว็บไซต์ของคุณโดยตรง หรือส่งลูกค้าไปยังหน้าเว็บที่โฮสต์โดย Stripe ด้วยโค้ดเพียงไม่กี่บรรทัด

  • ปรับปรุงความปลอดภัย: Checkout จะจัดการข้อมูลบัตรที่ละเอียดอ่อน ทำให้ปฏิบัติตามข้อกำหนดของ PCI ได้ง่ายขึ้น

  • ขยายไปทั่วโลก: แปลงค่าบริการเป็นสกุลเงินต่างๆ ได้มากกว่า 100 สกุลเงินด้วย Adaptive Pricing ซึ่งรองรับมากกว่า 30 ภาษา และแสดงวิธีการชำระเงินแบบไดนามิกที่มีแนวโน้มจะเพิ่มการเปลี่ยนเป็นลูกค้าแบบชำระเงินได้มากที่สุด

  • ใช้ฟีเจอร์ขั้นสูง: ผสานการทำงานของ Checkout กับสินค้าอื่นๆ ของ Stripe เช่น Billing สำหรับการชำระเงินตามรอบบิล, Radar สำหรับการป้องกันการฉ้อโกง และอื่นๆ อีกมากมาย

  • รักษาการควบคุม: ปรับแต่งประสบการณ์การชำระเงินได้อย่างเต็มที่ รวมถึงการบันทึกวิธีการชำระเงินและการตั้งค่าการดำเนินการหลังการซื้อ

ดูข้อมูลเพิ่มเติมว่า Checkout ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ขั้นตอนการชำระเงินได้อย่างไร หรือเริ่มใช้งานเลยวันนี้

เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นคําแนะนําทางกฎหมายหรือภาษี Stripe ไม่รับประกันหรือรับประกันความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ความไม่เพียงพอ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในบทความ คุณควรขอคําแนะนําจากทนายความที่มีอํานาจหรือนักบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอํานาจศาลเพื่อรับคําแนะนําที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ

บทความอื่นๆ

  • เกิดข้อผิดพลาดบางอย่าง โปรดลองอีกครั้งหรือติดต่อฝ่ายสนับสนุน

หากพร้อมเริ่มใช้งานแล้ว

สร้างบัญชีและเริ่มรับการชำระเงินโดยไม่ต้องทำสัญญาหรือระบุรายละเอียดเกี่ยวกับธนาคาร หรือติดต่อเราเพื่อสร้างแพ็กเกจที่ออกแบบเองสำหรับธุรกิจของคุณ
Checkout

Checkout

ผสานรวม Checkout เข้ากับเว็บไซต์โดยตรงหรือนำลูกค้าไปยังหน้าเว็บที่จัดการโดย Stripe เพื่อให้รับการชำระเงินแบบครั้งเดียวหรือการชำระเงินตามรอบบิลได้อย่างปลอดภัยและง่ายดาย

Stripe Docs เกี่ยวกับ Checkout

สร้างแบบฟอร์มการชำระเงินที่เขียนโค้ดเพียงเล็กน้อยและผสานรวมกับเว็บไซต์ของคุณหรือโฮสต์ไว้ในระบบของ Stripe