บัตรดิจิทัลทำงานอย่างไรสำหรับธุรกิจ

Issuing

Stripe Issuing เป็นผู้มอบระบบออกบัตรสำหรับธุรกิจสตาร์ทอัพรูปแบบใหม่ แพลตฟอร์มที่ล้ำนวัตกรรม และองค์กรที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยมีบัตรกว่า 75 ล้านใบที่สร้างขึ้นในระบบ

ดูข้อมูลเพิ่มเติม 
  1. บทแนะนำ
  2. บัตรดิจิทัลคืออะไร
  3. บัตรดิจิทัลใช้เพื่อจุดประสงค์ใด
  4. บัตรดิจิทัลทำงานอย่างไร
  5. บัตรดิจิทัลปลอดภัยหรือไม่
  6. ข้อดีและข้อเสียของบัตรดิจิทัล
    1. ข้อดีของบัตรดิจิทัล
    2. ข้อเสียของบัตรดิจิทัล
  7. วิธีเลือกผู้ให้บริการบัตรเครดิตดิจิทัล
  8. วิธีรับบัตรดิจิทัลสําหรับธุรกิจของคุณ
  9. Stripe Issuing ช่วยอะไรได้บ้าง
  10. คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับบัตรดิจิทัล

บัตรดิจิทัลได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บัตรประเภทนี้เป็นโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับการทำงานระยะไกล การจัดซื้อทางออนไลน์ และการรักษาความปลอดภัยทางดิจิทัล แม้ว่าบัตรแบบดั้งเดิมจะยังคงใช้งานได้ แต่ก็มักจะมีข้อจำกัดที่ไม่สอดคล้องกับลักษณะการทำงานที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาของบริษัทร่วมสมัย ในฐานะวิธีการชำระเงิน บัตรดิจิทัลมีความยืดหยุ่นและมีความปลอดภัยสูง อีกทั้งยังมีฟังก์ชันการทำงานที่ช่วยกำหนดแนวทางการจัดการค่าใช้จ่ายและการชำระเงินให้แก่ผู้ให้บริการเสียใหม่ได้

ตลาดบัตรดิจิทัลทั่วโลกคาดว่าจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นจากเกือบ 23,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 เป็นเกือบ 113,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2033 ด้านล่างนี้เราจะพาไปดูข้อมูลที่ธุรกิจควรทราบเกี่ยวกับบัตรดิจิทัล ซึ่งรวมถึงวิธีการทำงานและวิธีเลือกผู้ให้บริการ

เนื้อหาหลักในบทความ

  • บัตรดิจิทัลคืออะไร
  • บัตรดิจิทัลใช้ทำอะไรได้บ้าง
  • บัตรดิจิทัลทำงานอย่างไร
  • บัตรดิจิทัลปลอดภัยหรือไม่
  • ข้อดีและข้อเสียของบัตรดิจิทัล
  • วิธีเลือกผู้ให้บริการบัตรเครดิตดิจิทัล
  • วิธีรับบัตรดิจิทัลสำหรับธุรกิจของคุณ
  • Stripe Issuing ช่วยอะไรได้บ้าง
  • คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับบัตรดิจิทัล

บัตรดิจิทัลคืออะไร

บัตรดิจิทัลคือบัตรจริงในรูปแบบดิจิทัล เช่น บัตรเครดิตหรือบัตรเดบิต โดยส่วนใหญ่จะใช้สำหรับทำธุรกรรมออนไลน์ บัตรดิจิทัลมีหมายเลขบัตร วันหมดอายุ และรหัสความปลอดภัยเช่นเดียวกับบัตรแบบดั้งเดิม โดยทั่วไปจะเป็น ค่าการตรวจสอบบัตร (CVV) หรือรหัสการตรวจสอบบัตร (CVC) รายละเอียดเหล่านี้จะสร้างขึ้นทางอิเล็กทรอนิกส์

บัตรดิจิทัลใช้เพื่อจุดประสงค์ใด

บัตรดิจิทัลมักจะใช้สำหรับการสั่งซื้อทางออนไลน์หรือธุรกรรมที่ไม่จำเป็นต้องแสดงบัตรจริง บัตรประเภทนี้ได้รับความนิยมอย่างมากเมื่อเร็วๆ นี้ โดยส่วนใหญ่เป็นเพราะความสามารถในการปรับตัวและฟีเจอร์ด้านความปลอดภัย ต่อไปนี้คือวิธีที่ธุรกิจมักจะนำไปใช้งาน

  • การสั่งซื้อออนไลน์: เนื่องจากเป็นวิธีการชำระเงินที่เน้นระบบดิจิทัลเป็นหลัก บัตรดิจิทัลจึงเป็นที่นิยมสำหรับธุรกรรมอีคอมเมิร์ซ โดยจะเป็นช่องทางในการทำธุรกรรมโดยไม่ต้องเปิดเผยรายละเอียดของบัตรหลักหรือรายละเอียดธนาคาร ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงต่อการฉ้อโกงที่อาจเกิดขึ้น

  • การจัดการการสมัครใช้บริการ: ธุรกิจมักเลือกใช้บัตรดิจิทัลเมื่อลงทะเบียนเพื่อใช้งานซอฟต์แวร์หรือบริการออนไลน์ หากไม่ต้องการใช้บริการอีกต่อไป ก็จะปิดใช้งานบัตรดิจิทัลดังกล่าวได้ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการเรียกเก็บเงินอีก

  • การจัดการค่าใช้จ่าย: บริษัทต่างๆ มักใช้บัตรดิจิทัลเพื่อจัดการค่าใช้จ่าย รวมถึงการเดินทางของพนักงาน บริษัทจะออกบัตรดิจิทัลให้แก่พนักงานสำหรับการสั่งซื้อแบบเฉพาะเจาะจงได้ ซึ่งเป็นอีกชั้นหนึ่งในการควบคุมและดูแลการใช้จ่าย

  • การชำระเงินให้ผู้ให้บริการ: ธุรกิจจะสร้างบัตรดิจิทัลที่มีการกำหนดวงเงินให้ผู้ให้บริการได้ ซึ่งช่วยให้จัดการและติดตามการชำระเงินได้ง่ายขึ้น

  • กรณีการใช้งานครั้งเดียว: สำหรับธุรกรรมที่ต้องการความปลอดภัยเพิ่มเติม ธุรกิจจะสร้างบัตรดิจิทัลแบบใช้ครั้งเดียวได้ หลังจากทำธุรกรรมเสร็จสิ้น รายละเอียดของบัตรจะไม่สามารถใช้งานได้อีกต่อไป ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบจากการละเมิดข้อมูล

  • รายจ่ายของพนักงาน: แทนที่จะออกบัตรจริงขององค์กร ธุรกิจบางแห่งเลือกที่จะมอบบัตรดิจิทัลที่กำหนดวงเงินล่วงหน้าให้พนักงานสำหรับการสั่งซื้อที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ

  • แคมเปญโฆษณา: เมื่อดำเนินแคมเปญโฆษณาออนไลน์ ธุรกิจอาจใช้บัตรดิจิทัลเพื่อจัดสรรงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ หากงบประมาณของแคมเปญหมดลง บัตรจะช่วยป้องกันไม่ให้ใช้จ่ายเกินได้

  • การเรียกเก็บเงินตามการใช้งาน: สำหรับบริการที่เรียกเก็บเงินตามการใช้งาน เช่น คลาวด์โฮสติ้ง บัตรดิจิทัลสามารถช่วยธุรกิจจัดการค่าใช้จ่ายที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ด้วยการกำหนดวงเงินสำหรับค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้น

บัตรดิจิทัลทำงานอย่างไร

บัตรดิจิทัลช่วยให้บริษัทควบคุมการใช้จ่ายของพนักงานและผู้ให้บริการเมื่อขยายธุรกิจได้ โดยขั้นตอนพื้นฐานมีดังนี้

  • การออกบัตร: ธนาคารของบริษัทหรือแพลตฟอร์มการจัดการการใช้จ่ายจะสร้างหมายเลขบัตรดิจิทัลที่เชื่อมโยงกับบัญชีธุรกิจส่วนกลาง ซึ่งมักจะออกบัตรหลายสิบหรือหลายร้อยใบพร้อมกันให้แก่พนักงาน ทีม หรือผู้ให้บริการแต่ละราย

  • การควบคุมแบบ Custom: ผู้ดูแลระบบจะกำหนดวงเงินการใช้จ่าย จำกัดการใช้บัตรให้เฉพาะผู้ให้บริการหรือหมวดหมู่ที่ระบุ (เช่น การสมัครใช้บริการซอฟต์แวร์ การเดินทาง) และเลือกได้ว่าบัตรนั้นจะนำกลับมาใช้ใหม่ได้หรือใช้ได้เพียงครั้งเดียวสำหรับการชำระเงินแบบครั้งเดียว

  • การมอบหมาย: จะออกบัตรให้บุคคลทั่วไป แผนก หรือโปรเจ็กต์เฉพาะได้ ซึ่งช่วยให้ติดตามได้ง่ายขึ้นว่าใครใช้จ่ายอะไรไปบ้างโดยไม่ต้องแจกบัตรจริงของบริษัท

  • การกำหนดเส้นทางธุรกรรม: ระบบจะดำเนินการกับการสั่งซื้อเหมือนการชำระเงินด้วยบัตรตามปกติ โดยค่าใช้จ่ายจะถูกกำหนดเส้นทางไปยังบัญชีส่วนกลางของธุรกิจโดยอัตโนมัติและมีการจัดหมวดหมู่เพื่อการลงบัญชี

  • การติดตามและการกระทบยอดแบบเรียลไทม์: ทีมการเงินจะมองเห็นธุรกรรมได้ในขณะที่เกิดขึ้น ซึ่งมักจะซิงค์กับซอฟต์แวร์บัญชีเพื่อเร่งการรายงานค่าใช้จ่ายและลดการกระทบยอดด้วยตนเอง

  • วันหมดอายุหรือการเพิกถอน: จะตั้งค่าให้บัตรหมดอายุโดยอัตโนมัติหรือปิดการใช้งานในทันทีได้หากพนักงานลาออก สิ้นสุดความสัมพันธ์กับผู้ให้บริการ หรือสงสัยว่ามีการฉ้อโกงเกิดขึ้น

บัตรดิจิทัลปลอดภัยหรือไม่

บัตรดิจิทัลมีฟีเจอร์ความปลอดภัยหลายอย่างที่ช่วยแก้ปัญหาช่องโหว่ทั่วไปที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมผ่านบัตรแบบดั้งเดิม โดยมีรายละเอียดเพิ่มเติมดังต่อไปนี้

  • ลดความเสี่ยงในการเปิดเผยข้อมูล: เนื่องจากธุรกิจมักสร้างบัตรดิจิทัลขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ จึงไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดธนาคารหรือบัตรหลักระหว่างการทำธุรกรรม ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการถูกขโมยข้อมูล

  • บัตรแบบใช้ครั้งเดียว: บัตรดิจิทัลจำนวนมากสร้างขึ้นเพื่อใช้งานเพียงครั้งเดียว หลังจากทำธุรกรรมตามที่ตั้งใจไว้แล้ว รายละเอียดของบัตรจะใช้งานไม่ได้ ทำให้ผู้ที่อาจเป็นมิจฉาชีพไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้

  • การควบคุมการใช้จ่าย: ผู้ใช้สามารถกำหนดวงเงินเฉพาะสำหรับบัตรดิจิทัลได้ ทั้งในแง่ของจำนวนเงินรวม ระยะเวลาที่มีผล หรือหมวดหมู่ผู้ค้า ซึ่งเป็นการเพิ่มการควบคุมอีกระดับและช่วยลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการทำธุรกรรมที่ไม่ได้รับอนุญาต

  • บัตรเฉพาะธุรกิจ: บัตรดิจิทัลบางใบอาจล็อกไว้สำหรับธุรกิจบางแห่งโดยเฉพาะ แม้ว่ารายละเอียดของบัตรจะรั่วไหล แต่ก็ไม่สามารถนำไปใช้ที่อื่นได้

  • การออกและยกเลิกบัตรทันที: คุณสามารถสร้างและยกเลิกบัตรดิจิทัลได้ทันที หากสงสัยว่ามีการละเมิดหรือนำไปใช้ในทางที่ผิด คุณสามารถปิดใช้งานบัตรได้ทันที

  • การแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์: แพลตฟอร์มหลายแห่งที่ให้บริการบัตรดิจิทัลจะแจ้งเตือนการทำธุรกรรมแต่ละรายการแบบเรียลไทม์ ทำให้สามารถตรวจพบและรายงานกิจกรรมที่ไม่ได้รับอนุญาตได้ง่ายขึ้น

  • ไม่มีความเสี่ยงทางกายภาพ: หากไม่มีบัตรที่จับต้องได้ ก็จะไม่มีความเสี่ยงที่จะทำบัตรหายหรือถูกขโมยในรูปแบบเดิมๆ

แม้ว่าบัตรดิจิทัลจะมีกลไกความปลอดภัยที่รัดกุม แต่วิธีการชำระเงินทุกวิธีก็มีความเสี่ยง แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด (เช่น การใช้เครือข่ายที่เชื่อถือได้ การอัปเดตซอฟต์แวร์ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดเสมอ การตรวจสอบประวัติการทำธุรกรรมเป็นประจำ) จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับบัตรดิจิทัลได้

ข้อดีและข้อเสียของบัตรดิจิทัล

บัตรดิจิทัลเป็นโซลูชันสำหรับความท้าทายทางการเงินหลากหลายรูปแบบที่ธุรกิจมักต้องเผชิญ แต่การใช้วิธีการชำระเงินนี้ก็ยังมีข้อเสียอยู่ ก่อนที่คุณจะตัดสินใจว่าบัตรดิจิทัลเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับธุรกิจของคุณหรือไม่ ควรชั่งน้ำหนักระหว่างข้อดีและข้อเสียก่อน

ข้อดีของบัตรดิจิทัล

  • การลดความเสี่ยง: บัตรดิจิทัล โดยเฉพาะประเภทใช้งานครั้งเดียว ช่วยลดโอกาสเกิดการฉ้อโกงได้อย่างมาก เมื่อใช้งานแล้ว รายละเอียดของบัตรเหล่านี้จะไม่สามารถใช้งานได้อีก ซึ่งทำให้แทบจะไม่มีโอกาสเกิดธุรกรรมที่ไม่ได้รับอนุญาตเลย สำหรับธุรกิจแล้ว สิ่งนี้ช่วยลดความจำเป็นในการควบคุมความเสียหายที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดทางการเงิน

  • การควบคุมงบประมาณ: ธุรกิจจะออกบัตรดิจิทัลที่กำหนดวงเงินล่วงหน้าได้ ตัวอย่างเช่น หากแผนกหนึ่งได้รับการจัดสรรงบประมาณเฉพาะสำหรับการซื้อซอฟต์แวร์ แผนกนั้นก็จะสร้างบัตรดิจิทัลที่มีวงเงินตรงตามนั้นได้ เพื่อป้องกันการใช้จ่ายเกินงบ

  • การออกบัตรทันที: การรอรับบัตรจริงอาจทำให้การดำเนินงานล่าช้า โดยเฉพาะเมื่อต้องการทำธุรกรรมทันที บัตรดิจิทัลช่วยขจัดระยะเวลารอนี้ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

  • การใช้งานแบบ Custom: ผู้ใช้จะตั้งค่าบัตรดิจิทัลให้ใช้งานได้กับธุรกิจเฉพาะเจาะจงเท่านั้นได้ ซึ่งจะช่วยลดการใช้งานในทางที่ผิดหรือการจัดสรรเงินทุนที่ผิดพลาด

  • การกระทบยอดที่ง่ายดาย: สำหรับทีมบัญชี บัตรดิจิทัลอาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ ธุรกิจกำหนดให้บัตรแต่ละใบเชื่อมโยงกับโปรเจ็กต์หรือแผนกเฉพาะได้ เมื่อเกิดธุรกรรม ระบบจะจัดหมวดหมู่โดยอัตโนมัติ ซึ่งช่วยให้ขั้นตอนการกระทบยอดช่วงสิ้นเดือนง่ายขึ้น

  • ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม: การไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการผลิตหรือจัดส่งพลาสติก ทำให้บัตรดิจิทัลเป็นตัวเลือกที่ยั่งยืนกว่าและสอดคล้องกับเป้าหมายความรับผิดชอบต่อสังคมของหลายๆ องค์กร

  • ความปลอดภัย: หนึ่งในข้อได้เปรียบหลักของบัตรดิจิทัลคือความปลอดภัยของการชำระเงินที่ดียิ่งขึ้น บัตรดิจิทัลบางใบได้รับการออกแบบมาให้ใช้งานแบบครั้งเดียว ดังนั้นเมื่อนำไปใช้ในการทำธุรกรรมแล้ว บัตรดังกล่าวจะไม่สามารถใช้งานได้อีก สิ่งนี้ช่วยลดความเสี่ยงของการนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตหรือการฉ้อโกงได้ บัตรดิจิทัลแบบอื่นๆ อาจมีการกำหนดวงเงินหรือจะล็อกไว้ให้ใช้กับธุรกิจที่ระบุไว้โดยเฉพาะได้

  • ความยืดหยุ่น: บัตรดิจิทัลเชื่อมโยงกับบัญชีธนาคารแบบเดิมหรือวงเงินสินเชื่อ หรืออาจเป็นการเติมเงินทุนล่วงหน้าได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับสถาบันผู้ออกบัตร นอกจากนี้ยังจะกำหนดค่าบัตรดิจิทัลเพื่อควบคุมการใช้จ่ายได้ เช่น การจำกัดจำนวนเงินในการทำธุรกรรม ยอดใช้จ่ายรวม ช่วงวันที่ หรือหมวดหมู่ร้านค้า

ข้อเสียของบัตรดิจิทัล

  • ไม่ได้รับการยอมรับในระดับสากล: แม้ว่าบัตรดิจิทัลจะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น แต่บางธุรกิจก็ยังไม่รองรับการชำระเงินประเภทนี้และกำหนดให้ต้องใช้บัตรจริงในการชำระเงิน

  • การพึ่งพาเทคโนโลยีมากเกินไป: แม้ว่าลักษณะทางดิจิทัลของบัตรดิจิทัลจะมอบความสะดวกสบาย แต่ก็หมายความว่าธุรกิจต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มผู้ออกบัตรด้วยเช่นกัน ความขัดข้องทางเทคนิค การหยุดชะงักของระบบ หรือการโจมตีทางไซเบอร์อาจรบกวนการดำเนินงานได้

  • ช่วงการเรียนรู้: การนำบัตรดิจิทัลเข้ามาใช้ในธุรกิจอาจต้องอาศัยการฝึกอบรมพนักงาน โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ถนัดด้านเทคโนโลยี ซึ่งอาจทำให้เกิดการต่อต้านหรือข้อผิดพลาดในช่วงแรกได้

  • ความท้าทายในการผสานการทำงาน: ระบบบัญชีหรือระบบจัดการค่าใช้จ่ายไม่ได้รองรับบัตรดิจิทัลทั้งหมด ซึ่งอาจทำให้ขั้นตอนการผสานการทำงานซับซ้อน สิ่งนี้อาจทำให้ต้องมีการลงทุนด้านซอฟต์แวร์เพิ่มเติมหรือใช้วิธีดำเนินการด้วยตนเองเพื่อแก้ไขปัญหา

  • การเสียสิทธิประโยชน์ของบัตรจริง: บัตรขององค์กรแบบจริงบางใบจะมาพร้อมกับสิทธิพิเศษต่างๆ เช่น การเข้าใช้เลานจ์ในสนามบินและประกันการเดินทาง การเปลี่ยนไปใช้รูปแบบดิจิทัลทั้งหมดอาจหมายถึงการเสียสิทธิประโยชน์เหล่านี้ไป

วิธีเลือกผู้ให้บริการบัตรเครดิตดิจิทัล

ผู้ให้บริการบัตรดิจิทัลไม่ได้มีฟังก์ชันการทำงานในระดับเดียวกันทุกราย ดังนั้นจึงควรประเมินปัจจัย 2-3 ประการก่อนที่จะตัดสินใจเลือกผู้ให้บริการสำหรับธุรกิจของคุณ

  • ความเข้ากันได้กับเครือข่ายบัตร: ผู้ให้บริการมักจะออกบัตรผ่านเครือข่ายต่างๆ เช่น Visa หรือ Mastercard ก่อนที่คุณจะลงทะเบียน โปรดตรวจสอบว่าผู้จัดจำหน่ายและซัพพลายเออร์ประจำของคุณรับชำระเงินบนเครือข่ายนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาในภายหลัง

  • การผสานการทำงานกับเครื่องมือที่มีอยู่: พิจารณาว่าผู้ให้บริการสามารถเชื่อมต่อกับซอฟต์แวร์ด้านการบัญชี ค่าใช้จ่าย หรือการเงินที่บริษัทของคุณใช้งานอยู่แล้วได้ดีเพียงใด การผสานการทำงานที่มีประสิทธิภาพสามารถช่วยให้ทีมการเงินของคุณประหยัดเวลาหลายชั่วโมงในการป้อนข้อมูลด้วยตนเองและการกระทบยอดในแต่ละเดือนได้

  • การควบคุมและความยืดหยุ่นในการใช้จ่าย: เปรียบเทียบความละเอียดของการควบคุมของผู้ให้บริการแต่ละราย คุณอาจต้องการความสามารถในการจำกัดยอดการใช้จ่าย จำกัดการซื้อเฉพาะบางหมวดหมู่หรือผู้จัดจำหน่าย และกำหนดความถี่ของการใช้งานเพื่อให้บัตรสอดคล้องกับนโยบายภายในของคุณ

  • การรายงานและการมองเห็น: ผู้ให้บริการบางรายมีแดชบอร์ดและการวิเคราะห์แบบเรียลไทม์ที่มีประสิทธิภาพมากกว่ารายอื่นๆ การมองเห็นธุรกรรมที่เกิดขึ้นได้ดีขึ้นจะช่วยให้สามารถตรวจพบกิจกรรมที่ผิดปกติและติดตามงบประมาณได้ง่ายขึ้น

  • ราคาและค่าธรรมเนียม: ทำความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการคิดค่าบริการของผู้ให้บริการแต่ละราย ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียมการชำระเงินตามรอบบิล ค่าใช้จ่ายต่อบัตร หรือค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรม และเปรียบเทียบกับฟีเจอร์ที่คุณต้องการ

วิธีรับบัตรดิจิทัลสําหรับธุรกิจของคุณ

การรับบัตรดิจิทัลสําหรับธุรกิจของคุณนั้นทำได้ง่าย แต่ขั้นตอนดังกล่าวอาจแตกต่างกันเล็กน้อยขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการ ต่อไปนี้คือขั้นตอนทั่วไปที่ธุรกิจส่วนใหญ่สามารถปฏิบัติตามได้

  • ค้นหาผู้ให้บริการ: มีบริการบัตรดิจิทัลหลากหลายรูปแบบ ซึ่งแต่ละแบบมีฟีเจอร์ โครงสร้างค่าธรรมเนียม และการผสานการทำงานที่ไม่เหมือนกัน คุณควรใช้เวลาทำความเข้าใจว่าบริการใดสอดคล้องกับความต้องการของธุรกิจคุณมากที่สุด

  • ตั้งค่าบัญชีของคุณ: หลังจากเลือกผู้ให้บริการแล้ว โดยปกติแล้วคุณจะต้องตั้งค่าบัญชีธุรกิจ ซึ่งมักจะต้องให้รายละเอียดเกี่ยวกับธุรกิจของคุณ รวมถึงชื่อทางกฎหมาย ที่อยู่ และหมายเลขประจำตัวผู้เสียภาษี

  • ยืนยันให้เสร็จสมบูรณ์: ผู้ให้บริการส่วนใหญ่จะดำเนินการขั้นตอนการยืนยันเพื่อตรวจสอบสิทธิ์ความถูกต้องตามกฎหมายของธุรกิจของคุณ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการส่งเอกสาร เช่น ใบอนุญาตประกอบธุรกิจ รายการเดินบัญชีธนาคาร และการคืนภาษี

  • ตั้งค่าการควบคุมบัตร: เมื่อธุรกิจของคุณได้รับการยืนยันแล้ว คุณจะกำหนดการตั้งค่าบัตรดิจิทัลเองได้ ซึ่งรวมถึงการตั้งขีดจำกัดการใช้จ่าย การกำหนดพนักงานที่มีสิทธิ์เข้าถึง และการระบุหมวดหมู่ร้านค้าหากจำเป็น

  • ผสานการทำงานกับซอฟต์แวร์การบัญชี: ผู้ให้บริการบัตรดิจิทัลหลายรายมีการผสานการทำงานกับเครื่องมือการบัญชีและการจัดการค่าใช้จ่ายยอดนิยม การเชื่อมต่อเครื่องมือเหล่านี้สามารถลดความซับซ้อนของการติดตามค่าใช้จ่ายและการกระทบยอดได้

  • ออกบัตร: หลังจากการกำหนดค่า คุณสามารถเริ่มออกบัตรดิจิทัลให้กับพนักงานหรือแผนกที่เกี่ยวข้องได้ แพลตฟอร์มส่วนใหญ่ช่วยให้สามารถสร้างบัตรเหล่านี้ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นการให้สิทธิ์การเข้าถึงในทันที

  • จัดการดูแลอย่างต่อเนื่อง: คุณอาจต้องการตรวจสอบธุรกรรม ปรับการตั้งค่าบัตรตามความจำเป็น และตรวจสอบกิจกรรมที่น่าสงสัยเป็นประจำ แพลตฟอร์มส่วนใหญ่ให้ข้อมูลเชิงลึกและรายงานแบบเรียลไทม์เพื่อช่วยในการดูแลเรื่องนี้

บัตรดิจิทัลไม่ใช่แค่กระแส แต่ยังเป็นเครื่องมือที่ธุรกิจต่างๆ ใช้เพิ่มความปลอดภัยและปรับปรุงประสบการณ์ในการทำธุรกรรมได้ ธุรกิจต่างๆ สามารถตรวจสอบค่าใช้จ่ายได้อย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้นและปรับตัวได้อย่างรวดเร็วตามข้อมูลแบบเรียลไทม์เมื่อใช้บัตรดิจิทัล

Stripe Issuing ช่วยอะไรได้บ้าง

Stripe Issuing ให้คุณสร้าง แจกจ่าย และจัดการบัตรที่กำหนดเองได้อย่างง่ายดาย ซึ่งจะสร้างช่องทางรายรับใหม่ๆ และยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า

Issuing ช่วยคุณทำสิ่งต่อไปนี้ได้

  • เปิดตัวผลิตภัณฑ์บัตรใหม่ๆ: สร้างบัตรจริง บัตรเสมือน หรือบัตรที่แปลงเป็นโทเค็นที่ปรับแต่งให้เหมาะกับความต้องการทางธุรกิจของคุณได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นบัตรชำระค่าใช้จ่าย รางวัล หรืออื่นๆ

  • ปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน: ออกบัตรและจัดการโดยอัตโนมัติผ่านอินเทอร์เฟซการเขียนโปรแกรมแอปพลิเคชัน (API) ของ Stripe ซึ่งช่วยลดความซับซ้อนในการทำงานร่วมกับสถาบันผู้ออกบัตรหลายแห่ง

  • ยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า: ให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ใช้งานบัตรจากแบรนด์ต่างๆ ที่ผสานการทำงานกับผลิตภัณฑ์และบริการที่คุณมีอยู่ได้อย่างราบรื่น

  • เพิ่มการมองเห็นข้อมูลและการควบคุม: เข้าถึงรายละเอียดข้อมูลธุรกรรมและมาตรการควบคุมเพื่อติดตามการใช้บัตร กำหนดวงเงินใช้จ่าย และระงับบัตรเมื่อจำเป็น

  • เพิ่มโอกาสสร้างรายรับ: สร้างรายได้จากโปรแกรมบัตรโดยการเรียกเก็บค่าธุรกรรมผ่านบัตรระหว่างธนาคารหรือโดยการเสนอบริการเสริม

  • เข้าถึงความเชี่ยวชาญของ Stripe: รับประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งและการสนับสนุนด้านการปฏิบัติตามข้อกำหนด ซึ่งเป็นผลมาจากประสบการณ์ของ Stripe ในการขับเคลื่อนโปรแกรมบัตรสำหรับบริษัทชั้นนำมากมาย

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีที่ Stripe Issuing สามารถช่วยกระตุ้นการเติบโตของคุณด้วยโปรแกรมบัตรที่กำหนดเอง หรือเริ่มใช้งานเลยวันนี้

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับบัตรดิจิทัล

ต่อไปนี้คือคำถามที่ธุรกิจต่างๆ มักถามเกี่ยวกับการใช้บัตรดิจิทัลสำหรับการใช้จ่ายของบริษัท

เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นคําแนะนําทางกฎหมายหรือภาษี Stripe ไม่รับประกันหรือรับประกันความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ความไม่เพียงพอ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในบทความ คุณควรขอคําแนะนําจากทนายความที่มีอํานาจหรือนักบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอํานาจศาลเพื่อรับคําแนะนําที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ

บทความอื่นๆ

  • เกิดข้อผิดพลาดบางอย่าง โปรดลองอีกครั้งหรือติดต่อฝ่ายสนับสนุน

หากพร้อมเริ่มใช้งานแล้ว

สร้างบัญชีและเริ่มรับการชำระเงินโดยไม่ต้องทำสัญญาหรือระบุรายละเอียดเกี่ยวกับธนาคาร หรือติดต่อเราเพื่อสร้างแพ็กเกจที่ออกแบบเองสำหรับธุรกิจของคุณ
Issuing

Issuing

ระบบการให้บริการธนาคารสำหรับธุรกิจสตาร์ทอัพรูปแบบใหม่ แพลตฟอร์มที่ล้ำนวัตกรรม และองค์กรที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง

Stripe Docs เกี่ยวกับ Issuing

ดูวิธีใช้ Stripe Issuing API สร้าง จัดการ และแจกจ่ายบัตรชำระเงินสำหรับธุรกิจของคุณ