เว็บไซต์ช้อปปิ้งออนไลน์ในญี่ปุ่น รวมถึงตลาดอีคอมเมิร์ซมีผู้ใช้งานอย่างแพร่หลาย และการช้อปปิ้งออนไลน์ก็กลายเป็นเรื่องธรรมดาสามัญในชีวิตประจำวันไปแล้ว ด้วยเหตุนี้เอง บรรดาผู้ค้าปลีกออนไลน์จึงมีตัวเลือกวิธีการชำระเงินออนไลน์หลากหลายวิธีพร้อมให้บริการแก่ลูกค้า
วิธีการชำระเงินบนเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซของญี่ปุ่น ได้แก่ การชำระเงินด้วยบัตรเครดิต, การชำระเงินด้วยเงินอิเล็กทรอนิกส์, การชำระเงินที่ร้านสะดวกซื้อ และอื่นๆ อีกมากมาย แต่หากจะให้ลูกค้าสบายใจเมื่อซื้อสินค้าออนไลน์ ธุรกิจอีคอมเมิร์ซก็จำเป็นต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่รัดกุม
ในบทความนี้ เราจะอธิบายว่าธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่ประกอบการในญี่ปุ่นจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับร้านค้าออนไลน์ของตนได้อย่างไร รวมถึงวิธีการชำระเงินที่ควรใช้และวิธีนำไปใช้
เนื้อหาหลักในบทความ
- วิธีการชำระเงินใดสำหรับการช้อปปิ้งออนไลน์ที่ปลอดภัย 100%
- วิธีเพิ่มความปลอดภัยในการชำระเงินเมื่อช้อปปิ้งออนไลน์
- วิธีการชำระเงินที่ร้านค้าออนไลน์ควรมี
- วิธีนำบริการชำระเงินมาใช้สำหรับการช้อปปิ้งออนไลน์
- Stripe Radar ช่วยอะไรได้บ้าง
วิธีการชำระเงินใดสำหรับการช้อปปิ้งออนไลน์ที่ปลอดภัย 100%
ข้อกังวลหลักข้อหนึ่งสำหรับลูกค้าที่ซื้อสินค้าออนไลน์คือคำถามที่ว่าเว็บไซต์ปลอดภัยหรือไม่ ดังนั้นธุรกิจจึงต้องเตรียมสภาพแวดล้อมการชำระเงินให้ปลอดภัยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ อย่างไรก็ตาม เหล่ามิจฉาชีพเองก็พัฒนากลอุบายที่มีความแยบยลมากขึ้นเรื่อยๆ โชคร้ายที่ไม่มีวิธีการชำระเงินใดที่สามารถป้องกันการฉ้อโกงในขณะซื้อสินค้าออนไลน์ได้อย่างเบ็ดเสร็จ ซ้ำร้าย มูลค่าความเสียหายที่เกิดจากการฉ้อโกงออนไลน์ยังคงเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี
ตัวอย่างเช่น บัตรเครดิตเป็นวิธีการ การชำระเงินที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซของญี่ปุ่น ตามข้อมูลที่เผยแพร่โดยสมาคมเครดิตผู้บริโภคของญี่ปุ่นในเดือนธันวาคม 2025 มูลค่าความสูญเสียจากการฉ้อโกงบัตรเครดิตในปี 2024 พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 5.55 หมื่นล้านเยน คิดเป็นมากกว่า 2 เท่าของความเสียหายในปี 2020 ซึ่งเกิน 2.5 หมื่นล้านเยนมาเล็กน้อย แสดงให้เห็นว่าความเสียหายยังคงแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ยิ่งไปกว่านั้น การฉ้อโกงในเดือนมกราคมถึงเดือนกันยายน 2025 ก็มีมูลค่าสูงกว่า 4.1 หมื่นล้านเยน นับว่าสูงกว่ามูลค่าความเสียหายสำหรับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2024 ซึ่งมีมูลค่าสูงกว่า 3.9 หมื่นล้านเยน จากตัวเลขเหล่านี้จึงคาดว่ายอดความเสียหายรวมทั้งปี 2025 จะสูงกว่าปีก่อนหน้า
การรักษาความปลอดภัยให้ได้โดยสมบูรณ์ในสภาพแวดล้อมการชำระเงินยังคงเป็นโจทย์ท้าทายธุรกิจออนไลน์ แต่ในไม่กี่ปีที่ผ่านมาก็มีการนำมาตรการต่างๆ มาใช้เพื่อเพิ่มความปลอดภัยอย่างมีประสิทธิภาพ
วิธีเพิ่มความปลอดภัยในการชำระเงินเมื่อช้อปปิ้งออนไลน์
แม้ว่าการรักษาความปลอดภัยในการชำระเงินในร้านค้าออนไลน์ให้ได้โดยสมบูรณ์จะเป็นเรื่องที่ทำได้ยากยิ่ง แต่ก็ยังสามารถควบคุมระดับความปลอดภัยให้อยู่ในระดับสูงสุดได้ ด้านล่างนี้คือหลากหลายวิธีในการปรับปรุงการรักษาความปลอดภัยในร้านค้าออนไลน์
เปิดใช้งานการเข้ารหัส Secure Sockets Layer (SSL)
เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซต้องพร้อมรองรับและเปิดใช้งานการเข้ารหัส SSL ซึ่งจะเข้ารหัสข้อมูลการสื่อสารบนอินเทอร์เน็ตเป็นสตริงแบบสุ่มก่อนที่จะส่งและรับข้อมูลดังกล่าว สำหรับเว็บไซต์ที่รองรับ SSL นั้น Uniform Resource Locator (URL) จะเริ่มต้นด้วย "https" แทน "http" ซึ่งช่วยให้ลูกค้าจำแนกได้ว่าร้านค้าได้เปิดใช้ SSL หรือไม่
นอกจากนี้ เว็บไซต์ที่ไม่รองรับ SSL มักจะแสดงคำเตือนว่า "เว็บไซต์นี้ไม่ปลอดภัย" หรือ "This site is not secure." ซึ่งอาจทำให้ลูกค้ารู้สึกไม่สบายใจหรือไม่เชื่อถือ ดังนั้นการนำ SSL มาใช้จึงมีความสำคัญต่อการเพิ่มความปลอดภัยในการช้อปปิ้งออนไลน์
หากเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซรองรับการเข้ารหัส SSL ลูกค้าจะรู้สึกปลอดภัยในการใช้งานและแน่ใจว่าข้อมูลส่วนตัวของตนได้รับการปกป้องเป็นอย่างดี
ใช้ระบบตรวจจับการฉ้อโกง
วิธีหนึ่งที่จะช่วยสร้างร้านค้าออนไลน์ที่ลูกค้าสามารถช้อปปิ้งได้อย่างปลอดภัยคือใช้ระบบตรวจจับการฉ้อโกง ระบบตรวจจับการฉ้อโกงสามารถป้องกันความเสียหายต่อเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยการตรวจจับและบล็อกธุรกรรมที่เป็นการฉ้อโกงหลากหลายรูปแบบโดยอัตโนมัติ
ตัวอย่างเช่น เครื่องมือป้องกันฉ้อโกงที่ให้บริการโดยตัวแทนชำระเงิน เช่น Stripe Radar สามารถปรับตัวตามรูปแบบการฉ้อโกงที่เปลี่ยนแปลงไปผ่านแมชชีนเลิร์นนิง ซึ่งช่วยให้สามารถวางมาตรการป้องกันการฉ้อโกงขั้นสูงที่ทันสมัย เมื่อใช้เครื่องมือภายนอกเหล่านี้ ธุรกิจจะไม่จำเป็นต้องเสียเวลาอันยาวนานไปกับการพัฒนาและสร้างระบบป้องกันฉ้อโกงขึ้นมาเอง
สร้างระบบการจัดการภายในที่ละเอียดถี่ถ้วน
นอกเหนือจากการป้องกันการฉ้อโกงทางออนไลน์แล้ว ธุรกิจต่างๆ ยังต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัยในสภาพแวดล้อมออฟไลน์ด้วย เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ สิ่งสำคัญคือการเพิ่มการตระหนักรู้ทั่วทั้งบริษัทให้พนักงานทุกคนรู้วิธีป้องกันการฉ้อโกง โดยอาจรวมถึงวิธีการดังต่อไปนี้
- ห้ามลบเอกสารที่มีข้อมูลส่วนตัว
- ย่อยเอกสารที่ไม่จำเป็นก่อนกำจัด
- สร้างคู่มือที่ช่วยให้ตอบสนองทันทีเมื่อเกิดปัญหา และสร้างความคุ้นเคยให้พนักงานทุกคน
- กระตุ้นให้ลูกค้าจัดการความเสี่ยง (เช่น กำหนดรหัสผ่านที่ซับซ้อนและหลีกเลี่ยงการซื้อสินค้าผ่าน Wi-Fi สาธารณะ)
วิธีการชำระเงินที่ร้านค้าออนไลน์ควรมี
ลูกค้ามักจะชอบร้านค้าออนไลน์ที่นำเสนอวิธีการชำระเงินที่คุ้นเคย ดังนั้นร้านค้าจึงต้องนำเสนอวิธีการชำระเงินที่หลากหลาย วิธีการชำระเงินที่นิยมใช้กันสำหรับการช้อปปิ้งออนไลน์ ได้แก่
- การชำระเงินด้วยบัตรเครดิต
บัตรเครดิตเป็นวิธีการการชำระเงินที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในอีคอมเมิร์ซ และยังใช้สำหรับวัตถุประสงค์ต่างๆ ในชีวิตประจำวันด้วย - การชำระเงินที่คอนบินิ (ร้านสะดวกซื้อ)
ลูกค้าสามารถชำระเงินที่ร้านสะดวกซื้อส่วนใหญ่ในญี่ปุ่นได้ วิธีนี้ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่ลูกค้าที่ไม่มีบัตรเครดิตและผู้ที่ไม่อยากป้อนข้อมูลบัตรเครดิตบนเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ - การเก็บเงินปลายทาง (Cash on Delivery หรือ COD)
บริษัทจัดส่งจะเรียกเก็บ ค่าธรรมเนียมสินค้าเมื่อจัดส่งสินค้าถึงบ้านของลูกค้า สำหรับการชำระเงินแบบ COD มักจะใช้เงินสดเป็นวิธีการหลัก แต่เริ่มมีการรับบัตรเครดิตแล้วในตอนนี้ - ซื้อตอนนี้ จ่ายทีหลัง (BNPL)
ซื้อตอนนี้ จ่ายทีหลังจะเปิดโอกาสให้ลูกค้าชำระเงินในภายหลังแทนที่จะชำระเงินตอนซื้อทันที บริการชำระเงินที่เลื่อนเวลาไปยังเปิดให้ชำระเงินเป็นงวดได้ แม้ว่าจะไม่ใช้บัตรเครดิต ในกรณีส่วนใหญ่จะไม่มีดอกเบี้ย จึงเป็นวิธีการชำระเงินที่สะดวกสำหรับลูกค้า - การโอนเงินผ่านธนาคาร
การชำระเงินด้วยการโอนเงินผ่านธนาคารจากหน้าเคาน์เตอร์ธนาคาร, ตู้เอทีเอ็ม (ATM) หรืออินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง - การชำระเงินด้วยสมาร์ทโฟน
ตัวอย่างเช่น การชำระเงินด้วยรหัส QR, ผู้ให้บริการมือถือ, เงินอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น ด้วยการชำระเงินผ่านสมาร์ทโฟน ลูกค้าสามารถชำระเงินผ่านแอปการชำระเงินที่ดาวน์โหลดลงในอุปกรณ์ของตนได้
วิธีนำบริการชำระเงินมาใช้สำหรับการช้อปปิ้งออนไลน์
การนำบริการชำระเงินมาใช้มีอยู่ 2 วิธี ได้แก่ การทำสัญญาโดยตรงและตัวแทนชำระเงิน แต่เราขอแนะนำให้ใช้ตัวแทน การชำระเงินเนื่องจากสะดวกสบายกว่ามาก
ในการทำสัญญากับบริการชำระเงินโดยตรง จะต้องมีข้อตกลงและการตรวจสอบแยกกันสำหรับแต่ละบริการ โดยผ่านขั้นตอนการเตรียมการเฉพาะ รวมถึงจำเป็นต้องมีความรู้เกี่ยวกับการนำบริการนั้นๆ ไปใช้โดยเฉพาะด้วย
ในทางกลับกัน การใช้ตัวแทนชำระเงินจะช่วยให้บริษัทสามารถกระจายงานที่เกี่ยวข้องกับการทำสัญญากับบริษัทแต่ละแห่งและการติดตั้งระบบชำระเงินให้ผู้ให้บริการภายนอกทำแทนได้ ซึ่งช่วยประหยัดเวลาและแรงงานที่จำเป็นต้องใช้ในการสร้างสภาพแวดล้อมการชำระเงินภายในบริษัท ข้อดีอีกอย่างคือข้อมูลการขายและลูกค้าจะได้รับการจัดการแบบรวมศูนย์หลังจากติดตั้งใช้งาน จึงบริหารจัดการอีคอมเมิร์ซได้ง่ายขึ้น
ก่อนที่ตัวแทนชำระเงินจะนำฟังก์ชันการชำระเงินมาใช้บนเว็บไซต์ บริษัทควรขอใบเสนอราคาและให้ความสำคัญกับประเด็นต่อไปนี้
- ความเหมาะสม: บริการชำระเงินนั้นเข้ากันได้กับสินค้าและบริการของบริษัทหรือไม่
- วิธีการชำระเงิน: ตัวแทนชำระเงินสามารถติดตั้งใช้งานวิธีการชำระเงินที่จำเป็นได้หรือไม่
- การรักษาความปลอดภัย: มีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่ครอบคลุมหรือไม่
- ความคุ้นค่า: โครงสร้างค่าธรรมเนียม (เช่น ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายเบื้องต้น) และรอบการเบิกจ่ายช่วยเอื้อให้มีกระแสเงินสดหรือไม่
หากจะสร้างร้านค้าออนไลน์ที่สะดวกและมีความปลอดภัยสูงในญี่ปุ่น สิ่งสำคัญคือการทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้เกี่ยวกับข้อควรพิจารณาหลักๆ และขั้นตอนที่จำเป็นในการติดตั้งใช้งานในระบบ เพื่อความสะดวกของลูกค้า ธุรกิจต้องเลือกใช้วิธีการชำระเงินนิยมใช้กันหลากหลายวิธีให้ตรงตามความต้องการของลูกค้า ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้าใช้งานร้านค้าออนไลน์ได้ง่ายขึ้น การเพิ่มตัวเลือกวิธีการชำระเงินจะแสดงให้เห็นว่าบริษัทให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายของลูกค้าในขณะยังคงให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ด้วยเหตุนี้เอง การใช้มาตรการรักษาความปลอดภัยที่รัดกุม เช่น ระบบป้องกันการฉ้อโกงที่มีความแม่นยำสูง จึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้
Stripe Radar ช่วยอะไรได้บ้าง
Stripe Radar ใช้โมเดล AI ในการตรวจจับและป้องกันการฉ้อโกง โดยฝึกด้วยข้อมูลจากเครือข่ายทั่วโลกของ Stripe ซึ่งโมเดลเหล่านี้จะได้รับการอัปเดตอย่างต่อเนื่องตามแนวโน้มการฉ้อโกงล่าสุด เพื่อปกป้องธุรกิจของคุณเมื่อการฉ้อโกงพัฒนา
Stripe ยังมี Radar for Fraud Teams ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้เพิ่มกฎที่กำหนดเองเพื่อจัดการกับสถานการณ์การฉ้อโกงเฉพาะสำหรับธุรกิจของตนและเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการฉ้อโกงที่ล้ำสมัย
Radar สามารถช่วยธุรกิจของคุณได้ดังนี้
- ป้องกันการสูญเสียจากการฉ้อโกง: Stripe ประมวลผลการชำระเงินมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี ปริมาณที่มากเช่นนี้ช่วยให้ Radar ตรวจจับและป้องกันการฉ้อโกงได้อย่างแม่นยำ ซึ่งช่วยประหยัดเงินให้คุณ
- เพิ่มรายรับ: โมเดล AI ของ Radar ได้รับการฝึกฝนจากข้อมูลการโต้แย้งการชำระเงินที่เกิดขึ้นจริง ข้อมูลลูกค้า ข้อมูลการเรียกดู และอื่นๆ ซึ่งทำให้ Radar สามารถค้นหาธุรกรรมที่มีความเสี่ยงและลดการตรวจพบที่ผิดพลาดได้ ซึ่งส่งผลให้คุณมีรายรับเพิ่มขึ้น
- ประหยัดเวลา: Radar ถูกสร้างขึ้นใน Stripe และไม่ต้องใช้โค้ดในการตั้งค่า คุณยังสามารถติดตามตรวจสอบประสิทธิภาพในการจัดการการฉ้อโกง เขียนกฎ และอื่นๆ อีกมากมายได้ในแพลตฟอร์มเดียว ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ
ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Stripe Radar หรือเริ่มใช้งานเลยวันนี้
เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นคําแนะนําทางกฎหมายหรือภาษี Stripe ไม่รับประกันหรือรับประกันความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ความไม่เพียงพอ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในบทความ คุณควรขอคําแนะนําจากทนายความที่มีอํานาจหรือนักบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอํานาจศาลเพื่อรับคําแนะนําที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ