ข้อเสนอที่ไม่มีผลผูกพัน: ข้อกำหนด ความเสี่ยง และคำแนะนำสำหรับธุรกิจในเยอรมนี

Billing
Billing

Stripe Billing ช่วยให้คุณเรียกเก็บเงินและจัดการลูกค้าได้ในทุกแบบที่ต้องการ ตั้งแต่การเรียกเก็บเงินแบบตามรอบไปจนถึงการเรียกเก็บเงินตามการใช้งาน และสัญญาการเจรจาการขาย

ดูข้อมูลเพิ่มเติม 
  1. บทแนะนำ
  2. ข้อเสนอที่ไม่มีผลผูกพันคืออะไร
  3. ข้อเสนอที่ไม่มีผลผูกพันต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดทางกฎหมายใดบ้าง
  4. เปลี่ยนจากข้อเสนอเป็นสัญญาไปจนถึงใบแจ้งหนี้
    1. เปลี่ยนจากข้อเสนอเป็นสัญญา
    2. เปลี่ยนจากสัญญาเป็นใบแจ้งหนี้
  5. ความเสี่ยงและสาเหตุของข้อผิดพลาดเมื่อออกข้อเสนอที่ไม่มีผลผูกพัน
  6. ผู้ประกอบอาชีพอิสระและ SME จะนำข้อเสนอที่ไม่มีผลผูกพันไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อย่างไร

เมื่อธุรกิจในเยอรมนีส่งข้อเสนอ (หรือในบางกรณีอาจเรียกว่าใบเสนอราคา) ให้แก่ลูกค้าเป้าหมาย กรณีนี้จะถือว่าเป็นการสร้างข้อผูกพันที่มีผลตามกฎหมาย ทันทีที่ลูกค้าตอบรับ ประมวลกฎหมายแพ่งเยอรมัน (BGB) จะบังคับให้ธุรกิจต้องปฏิบัติตามสัญญานั้น ภาระผูกพันดังกล่าวอาจก่อให้เกิดปัญหา โดยเฉพาะสำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระและองค์กรขนาดเล็กและขนาดกลาง (SME) ที่ต้องเผชิญกับต้นทุนที่ผันผวนหรือการเปลี่ยนแปลงในสภาพแวดล้อมการดำเนินงาน ธุรกิจในเยอรมนีสามารถหลีกเลี่ยงความเสี่ยงเหล่านี้ได้โดยการออกข้อเสนอที่ไม่มีผลผูกพัน

บทความนี้จะอธิบายว่าข้อเสนอที่ไม่มีผลผูกพันคืออะไร ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดทางกฎหมายใดบ้าง รวมถึงวิธีการเปลี่ยนข้อเสนอดังกล่าวให้เป็นสัญญาและใบแจ้งหนี้ นอกจากนี้ เรายังได้รวบรวมวิธีป้องกันข้อผิดพลาดที่มักเกิดขึ้นบ่อยครั้ง เพื่อให้กลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระและ SME สามารถนำข้อเสนอรูปแบบนี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

เนื้อหาหลักในบทความ

  • ข้อเสนอที่ไม่มีผลผูกพันคืออะไร
  • ข้อเสนอที่ไม่มีผลผูกพันต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดทางกฎหมายใดบ้าง
  • เปลี่ยนจากข้อเสนอเป็นสัญญาไปจนถึงใบแจ้งหนี้
  • ความเสี่ยงและสาเหตุของข้อผิดพลาดเมื่อออกข้อเสนอที่ไม่มีผลผูกพัน
  • ผู้ประกอบอาชีพอิสระและ SME จะนำข้อเสนอที่ไม่มีผลผูกพันไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อย่างไร

ข้อเสนอที่ไม่มีผลผูกพันคืออะไร

ข้อเสนอแบบไม่มีผลผูกพันคือข้อเสนอที่ธุรกิจยังไม่มีพันธสัญญาที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญาจริง ซึ่งแตกต่างจากข้อเสนอที่เป็นทางการ เนื่องจากไม่มีผลทางกฎหมายในการแสดงเจตนา ทั้งนี้ รายละเอียดต่างๆ เช่น ราคา ปริมาณ หรือระยะเวลาการส่งมอบ อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้เมื่อทั้งสองฝ่ายเข้าทำสัญญาสรุปผลสุดท้าย

ใบเสนอราคานี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับบริษัทที่ต้องเผชิญกับต้นทุนที่ผันผวน หรือไม่สามารถคาดการณ์ความพร้อมและระยะเวลาการส่งมอบได้อย่างแม่นยำ ความสามารถในการแก้ไขข้อมูลย้อนหลังได้นั้นจะช่วยป้องกันความเสี่ยงทางการเงิน และทำให้มั่นใจได้ว่าบริษัทจะสามารถปฏิบัติตามข้อตกลงในสัญญาได้อย่างครบถ้วน

การประมาณการต้นทุนที่ไม่มีผลผูกพันมีบทบาทในลักษณะเดียวกัน โดยทำหน้าที่เป็นแนวทางคร่าวๆ มากกว่าจะเป็นคำมั่นสัญญาที่ผูกมัด อย่างไรก็ตาม ข้อแตกต่างสำคัญคือ โดยปกติแล้วใบเสนอราคาจะมีการแจกแจงรายละเอียดค่าใช้จ่ายที่คาดการณ์ไว้สำหรับการดำเนินงานหรือการส่งมอบที่เฉพาะเจาะจง ในขณะที่ข้อเสนอที่ไม่มีผลผูกพันนั้นอาจมีการเปลี่ยนแปลงราคาหรือปริมาณได้ นอกจากนี้ยังสามารถรวมเอกสารทั้งสองฉบับเข้าด้วยกันได้ด้วย เช่น บริษัทรับเหมาก่อสร้างมักจะจัดทำข้อเสนอเหล่านี้สำหรับโครงการที่อยู่อาศัยควบคู่ไปกับการประเมินราคา

ข้อเสนอที่ไม่มีผลผูกพันต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดทางกฎหมายใดบ้าง

หากต้องการให้ใบเสนอราคาสามารถเปลี่ยนแปลงได้ในภายหลัง ผู้ออกเอกสารต้องระบุสถานะดังกล่าวให้ชัดเจน คุณสามารถใช้ข้อความที่ระบุว่าไม่มีผลผูกพันได้ คำที่ใช้กันทั่วไป ได้แก่ “ไม่มีผลผูกพัน” หรือ “อาจมีการเปลี่ยนแปลง” คุณสามารถใช้ข้อความเหล่านี้กำกับทั้งข้อเสนอ หรือเลือกใช้เฉพาะบางส่วนก็ได้ นอกจากนี้ยังสามารถใช้ข้อความระบุความไม่แน่นอนหลายรูปแบบร่วมกันได้ โดยตัวอย่างข้อความที่ใช้เพื่อระบุเงื่อนไขเฉพาะเจาะจงในข้อเสนอมีดังนี้

  • ข้อจำกัดด้านราคา: “ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลง” หรือ “ขอสงวนสิทธิ์ในการปรับราคา”
  • ข้อจำกัดเกี่ยวกับปริมาณ: “จนกว่าสินค้าจะหมด” หรือ “ขึ้นอยู่กับความพร้อมในการวางจำหน่าย”
  • ข้อจำกัดเกี่ยวกับเวลา: “ข้อเสนอนี้ใช้ได้จนถึงวันที่” หรือ “ระยะเวลาจัดส่งขึ้นอยู่กับสต็อกสินค้า”

โดยหลักการแล้ว คุณสามารถสงวนสิทธิ์ในประเด็นต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้นได้ทั้งหมด แต่ควรเลือกใช้ข้อความที่ระบุว่าไม่มีผลผูกพันเพียงเท่าที่จำเป็นเท่านั้น โปรดตระหนักว่าลูกค้าให้ความสำคัญกับความแน่นอนในการวางแผน และความไม่ชัดเจนที่มากเกินไปอาจทำให้ลูกค้าเกิดความกังวลได้

เปลี่ยนจากข้อเสนอเป็นสัญญาไปจนถึงใบแจ้งหนี้

กระบวนการที่ราบรื่นตั้งแต่ข้อเสนอที่ไม่มีผลผูกพันไปจนถึงการทำสัญญาที่มีผลผูกพันและการชำระเงินตามใบแจ้งหนี้คือหัวใจสำคัญสู่ความสำเร็จของธุรกิจ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีที่เหมาะสมและการเฝ้าระวังข้อผิดพลาดด้านการบริหารจัดการทั่วไป การวางลำดับขั้นตอนการทำงานที่ดีจะช่วยให้การดำเนินงานไม่ติดขัด พร้อมทั้งป้องกันความเสี่ยงด้านภาษีและข้อกฎหมาย

เปลี่ยนจากข้อเสนอเป็นสัญญา

เมื่อคุณยื่นข้อเสนอที่ไม่มีผลผูกพัน ลูกค้าสามารถเลือกตอบรับหรือปฏิเสธก็ได้ หากพ้นกำหนดเวลาที่ระบุไว้ ข้อเสนอจะหมดอายุ ในกรณีที่ลูกค้าตอบรับ คุณต้องดำเนินการตอบกลับโดยทันที ซึ่งในขั้นตอนนี้คุณยังสามารถเพิกถอนข้อเสนอหรือเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขได้ แต่ต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้น หากไม่มีการตอบสนองใดๆ กฎหมายจะถือว่าข้อเสนอนั้นได้รับการยอมรับและมีผลบังคับใช้ทันที คุณจะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดและเงื่อนไขที่ระบุไว้ในสัญญาอย่างเคร่งครัด

ในหลายกรณี การร่างสัญญาที่ระบุข้อกำหนดที่กำหนดไว้ของข้อเสนออย่างเป็นทางการนับเป็นแนวทางที่ดี โดยข้อตกลงนี้จะต้องระบุราคาและภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจนที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ นอกจากนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องระบุข้อกำหนดการชำระเงินให้ละเอียดถี่ถ้วนเพื่อป้องกันการเข้าใจผิด โดยต้องระบุข้อกำหนดและตัวเลือกในการชำระเงิน รวมถึงส่วนลดที่อาจเกิดขึ้นให้ชัดเจน

เปลี่ยนจากสัญญาเป็นใบแจ้งหนี้

คุณสามารถออกใบแจ้งหนี้ได้ทันทีหลังลงนามในสัญญา หรือเมื่อส่งมอบสินค้าและบริการเสร็จสิ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อตกลงที่กำหนดไว้ โปรดตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้ระบุข้อมูลตามมาตราที่ 14 ของกฎหมายภาษีมูลค่าเพิ่มของเยอรมนี (UStG) อย่างถูกต้องและครบถ้วน ซึ่งรวมถึงรายละเอียดดังต่อไปนี้

  • ชื่อ-นามสกุลและที่อยู่ของบริษัทที่จัดหาสินค้าหรือให้บริการ
  • ชื่อ-นามสกุลและที่อยู่ของผู้ซื้อ
  • หมายเลขใบแจ้งหนี้ โดยเรียงตามลำดับและไม่ซ้ำกัน
  • วันที่ออกใบแจ้งหนี้
  • วันที่นำส่งหรือบริการอื่นๆ
  • หมายเลขประจำตัวผู้เสียภาษีที่สำนักงานภาษีออกให้กับผู้ขายหรือหมายเลขประจำตัวผู้เสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่ออกโดย Federal Central Tax Office
  • ปริมาณและประเภทของสินค้าที่จัดหาให้ หรือขอบเขตและประเภทของบริการที่มอบให้
  • จำนวนเงินที่เป็นยอดสุทธิและยอดรวม
  • อัตราภาษีที่ใช้และจำนวนภาษีที่เกี่ยวข้อง หรือในกรณีที่ได้รับการยกเว้นภาษี ให้อ้างอิงถึงการยกเว้น

การระบุอัตราภาษีและบันทึกภาษีมูลค่าเพิ่มให้ถูกต้องเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากความผิดพลาดในข้อมูลภาษีมูลค่าเพิ่มไม่เพียงแต่จะทำให้ลูกค้าของคุณหักภาษีซื้อได้ยากขึ้นเท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลให้ข้อมูลในเอกสารแบบแสดงรายการภาษีไม่ถูกต้อง ซึ่งอาจทำให้สำนักงานการคลังเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมหรือประเมินภาษีใหม่ จนนำไปสู่ยอดภาษีค้างชำระและดอกเบี้ย ยิ่งไปกว่านั้น หากเกิดข้อผิดพลาดซ้ำๆ เจ้าหน้าที่อาจกำหนดโทษปรับหรือสั่งตรวจสอบภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นกรณีพิเศษได้

ความเสี่ยงและสาเหตุของข้อผิดพลาดเมื่อออกข้อเสนอที่ไม่มีผลผูกพัน

ข้อเสนอที่ไม่มีผลผูกพันทำให้ธุรกิจในเยอรมนีมีความยืดหยุ่นและความปลอดภัยในระดับสูง แต่ก็มีความเสี่ยงเช่นกัน

หัวใจสำคัญประการแรกที่ต้องจำไว้คือ ข้อเสนอจะไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายก็ต่อเมื่อมีการระบุไว้อย่างชัดเจนเท่านั้น คุณต้องทำให้แน่ใจว่าใบเสนอราคาของคุณไม่มีผลผูกพันและอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ สิ่งสำคัญคือต้องเขียนข้อกำหนดในการสงวนสิทธิ์ให้มีความแม่นยำเพียงพอ เพราะข้อความที่เปิดช่องให้ตีความได้หลายทางอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิด หรือในกรณีที่ร้ายแรงที่สุดคือการฟ้องร้องทางกฎหมาย

นอกจากนี้ ข้อเสนอที่ไม่มีผลผูกพันยังมีความเสี่ยงที่ลูกค้าจะปฏิเสธการทำสัญญาหากคุณปรับขึ้นราคาในภายหลัง หากส่วนต่างของราคานั้นมากเกินไป ลูกค้าอาจรู้สึกว่าถูกหลอกและมองว่าบริษัทขาดความน่าเชื่อถือ ซึ่งในกรณีนี้ คุณไม่เพียงแต่เสี่ยงที่จะสูญเสียโอกาสทางธุรกิจเท่านั้น แต่ยังเสี่ยงต่อการเสียชื่อเสียงขององค์กรอีกด้วย

เมื่อลูกค้าตอบรับข้อเสนอที่ไม่มีผลผูกพัน คุณจำเป็นต้องตอบกลับทันที หากคุณนิ่งเฉยหรือไม่ดำเนินการเปลี่ยนแปลงใดๆ ข้อกฎหมายจะถือว่าคุณได้รับข้อเสนอแล้ว และสัญญาจะมีผลบังคับใช้ตามข้อกำหนดและเงื่อนไขเดิมทุกประการ ซึ่งหากต้นทุนวัตถุดิบในการผลิตสินค้าเพิ่มสูงขึ้นหลังจากที่คุณส่งใบเสนอราคาไปแล้ว คุณอาจต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่จะขาดทุนได้

ผู้ประกอบอาชีพอิสระและ SME จะนำข้อเสนอที่ไม่มีผลผูกพันไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อย่างไร

ธุรกิจในเยอรมนี โดยเฉพาะผู้ประกอบอาชีพอิสระและ SME สามารถใช้ประโยชน์จากข้อเสนอที่ไม่ผูกพันได้อย่างมีประสิทธิภาพผ่านระบบอัตโนมัติ หัวใจสำคัญคือการผสานการทำงานกับขั้นตอนการทำบัญชีเดิมได้อย่างราบรื่น และการเปลี่ยนสถานะจากข้อเสนอเป็นใบแจ้งหนี้

ทันทีที่ลูกค้าตอบรับข้อเสนอและบรรลุข้อตกลง คุณจะต้องเปลี่ยนข้อกำหนดและเงื่อนไขในสัญญาให้เป็นใบแจ้งหนี้ โดยรวมภาษีมูลค่าเพิ่มไว้อย่างครบถ้วนแม่นยำ ซึ่ง Stripe Billing สามารถช่วยคุณในส่วนนี้ได้ โดยระบบจะออกใบแจ้งหนี้ตามแบบแผนล่วงหน้าอัตโนมัติสำหรับโมเดลการคิดค่าบริการตามการใช้งานจริงและสัญญาที่ปรับแต่งเฉพาะราย เมื่อใช้โมเดลแพ็กเกจค่าธรรมเนียมที่ยืดหยุ่น คุณจะตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการคิดค่าบริการตามการใช้งานจริง แบบลำดับขั้น อัตราคงที่ หรือค่าธรรมเนียมเสริม นอกจากนี้ยังครอบคลุมถึงการใช้เวาเชอร์ การทดลองใช้ฟรี ส่วนลด และฟีเจอร์เพิ่มเติมอื่นๆ ด้วย

Stripe Billing ช่วยลดความซับซ้อนของทั้งขั้นตอนด้วยการลิงก์ข้อเสนอและขั้นตอนการเรียกเก็บเงินเข้าด้วยกันอย่างราบรื่น ข้อมูลราคา ปริมาณ และเงื่อนไขต่างๆ ที่กำหนดไว้ในข้อเสนอจะได้รับการถ่ายโอนโดยอัตโนมัติ ช่วยลดภาระงานที่ต้องทำด้วยตัวเองซึ่งสิ้นเปลืองทรัพยากร ระบบนี้จะทวีความคุ้มค่าเมื่อธุรกิจขยายตัว เพราะคุณสามารถจัดการการชำระเงินตามแบบแผนล่วงหน้าและธุรกรรมซ้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องใช้ทรัพยากรบุคคลในการดูแลเพิ่มเติม

ข้อดีอีกประการคือการลดความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามข้อกำหนด เนื่องจาก Stripe ช่วยจัดการให้คุณปฏิบัติตามข้อกำหนดทางกฎหมายและแสดงภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างถูกต้องโดยอัตโนมัติ จึงช่วยลดโอกาสเกิดข้อผิดพลาดและการเรียกเก็บเงินเพิ่มเติมจากสำนักงานการคลัง พร้อมมั่นใจได้ว่าการออกใบแจ้งหนี้จะเป็นไปตามกฎหมายภาษีล่าสุดเสมอ

เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นคําแนะนําทางกฎหมายหรือภาษี Stripe ไม่รับประกันหรือรับประกันความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ความไม่เพียงพอ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในบทความ คุณควรขอคําแนะนําจากทนายความที่มีอํานาจหรือนักบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอํานาจศาลเพื่อรับคําแนะนําที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ

บทความอื่นๆ

  • เกิดข้อผิดพลาดบางอย่าง โปรดลองอีกครั้งหรือติดต่อฝ่ายสนับสนุน

หากพร้อมเริ่มใช้งานแล้ว

สร้างบัญชีและเริ่มรับการชำระเงินโดยไม่ต้องทำสัญญาหรือระบุรายละเอียดเกี่ยวกับธนาคาร หรือติดต่อเราเพื่อสร้างแพ็กเกจที่ออกแบบเองสำหรับธุรกิจของคุณ
Billing

Billing

เรียกเก็บและรักษารายรับได้มากขึ้น ใช้วิธีอัตโนมัติกับขั้นตอนการจัดการรายรับ ตลอดจนรับการชำระเงินได้ทั่วโลก

Stripe Docs เกี่ยวกับ Billing

สร้างและจัดการการชำระเงินตามรอบบิล ติดตามการใช้งาน และออกใบแจ้งหนี้