นับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 การซื้อสินค้าและบริการผ่านอินเทอร์เน็ต หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า "การช็อปปิ้งออนไลน์" ได้แพร่หลายมากขึ้นในญี่ปุ่น การใช้อินเทอร์เน็ตในชีวิตประจำวันยังส่งผลกระทบอย่างมากต่อวิธีการดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมค้าปลีกด้วย
หากธุรกิจค้าปลีกต้องการประสบความสำเร็จ ธุรกิจเหล่านี้ต้องเข้าใจความท้าทายและแนวโน้มในปัจจุบันเสียก่อน จากนั้นค่อยกำหนดกลยุทธ์ บทความนี้อธิบายมาตรการที่ธุรกิจในอุตสาหกรรมค้าปลีกสามารถนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของความคิดริเริ่มสู่ยุคใหม่ เพื่อรับมือกับความท้าทายที่อุตสาหกรรมกำลังเผชิญอยู่
เนื้อหาหลักในบทความ
- ความท้าทายและปัญหาในอุตสาหกรรมค้าปลีกของญี่ปุ่น
- ความคิดริเริ่มที่ช่วยรับมือกับความท้าทายในอุตสาหกรรมค้าปลีกของญี่ปุ่น
- บริษัทญี่ปุ่นที่รับมือกับความท้าทายในอุตสาหกรรมค้าปลีก
- Stripe Terminal ช่วยอะไรได้บ้าง
ความท้าทายและปัญหาในอุตสาหกรรมค้าปลีกของญี่ปุ่น
อุตสาหกรรมค้าปลีกประกอบด้วยหลายภาคส่วนและโมเดลธุรกิจหลายแบบ ซึ่งแต่ละภาคส่วนต้องเผชิญกับความท้าทายที่แตกต่างกันไป ตัวอย่างความท้าทายที่พบได้ทั่วไปในธุรกิจค้าปลีกทุกแห่งในประเทศญี่ปุ่นมีดังนี้
ประชากรญี่ปุ่นลดลง
จากการสำรวจของสถาบันวิจัยยาโนะ คาดการณ์ว่าตลาดค้าปลีกภายในประเทศจะหดตัวลง 14% ภายในปี 2030 เมื่อเทียบกับปี 2022 ซึ่งเป็นผลมาจากจำนวนประชากรญี่ปุ่นที่ลดลง
ในอุตสาหกรรมค้าปลีก ความผันผวนของจำนวนประชากรส่งผลกระทบอย่างมาก เนื่องจากประชากรญี่ปุ่นมีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่อง จำนวนลูกค้าจึงมีแนวโน้มลดลงตามไปด้วย ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ การป้องกันไม่ให้ตลาดหดตัวอย่างต่อเนื่องจึงเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก ดังนั้นอุตสาหกรรมค้าปลีกจึงจำเป็นต้องนำกลยุทธ์ใหม่ๆ มาใช้เพื่อรับมือกับสถานการณ์นี้
ขายสินค้าได้น้อยลง
บริการต่างๆ เช่น ระบบเศรษฐกิจแบบแบ่งปันและการชำระเงินตามรอบบิลได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตลูกค้ามากขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงค่านิยมจากการบริโภควัตถุไปสู่การบริโภคประสบการณ์ได้กลายเป็นหนึ่งในความท้าทายที่อุตสาหกรรมค้าปลีกต้องเผชิญ
ลูกค้าเริ่มให้คุณค่ากับการใช้งานหรือการแบ่งปันสิ่งของเฉพาะเมื่อจำเป็นมากกว่าการครอบครอง ยกเว้นสิ่งที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น อาหาร แนวโน้มปัจจุบันแสดงให้เห็นว่าความสนใจกำลังเปลี่ยนจากการซื้อสินค้าไปสู่การมีประสบการณ์หรือการใช้บริการมากขึ้น
การขาดแคลนแรงงาน
ในประเทศญี่ปุ่น อัตราการเกิดที่ลดลงและสังคมผู้สูงอายุมาพร้อมกับจำนวนประชากรที่ลดลง ส่งผลให้เกิดปัญหาการขาดแคลนแรงงานอย่างรุนแรงในอุตสาหกรรมค้าปลีก สถานการณ์นี้ทำให้ภาระงานของพนักงานแต่ละคนเพิ่มสูงขึ้น และในหลายกรณี พนักงานจำเป็นต้องทำงานติดต่อกันเป็นเวลานาน ปัญหาดังกล่าวส่งผลให้เกิดสถานการณ์เชิงลบต่อไปนี้ในอุตสาหกรรมค้าปลีก ซึ่งเป็นความท้าทายที่พบได้ทั่วไปในอุตสาหกรรมเครื่องแต่งกายด้วยเช่นกัน
- คุณภาพการให้บริการลดลง
- เวลาเปิดทำการของร้านสั้นลง
- สูญเสียพนักงานที่มีความสามารถ
แม้ว่าการท่องเที่ยวขาเข้ากำลังเฟื่องฟู แต่ก็มีความเสี่ยงที่ธุรกิจจะล้มละลายเนื่องจากปัญหาขาดแคลนแรงงาน กล่าวคือ ผู้ค้าปลีกแต่ละรายอาจไม่สามารถขยายการดำเนินงานได้เพราะไม่สามารถจัดหาพนักงานได้เพียงพอ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องขยายขอบเขตของกลุ่มแรงงานที่ถือว่าสามารถจ้างงานได้ในอนาคต เช่น การรับสมัครผู้สูงอายุและชาวต่างชาติอย่างจริงจัง
โชว์รูมมิงร้านค้าแบบมีหน้าร้านจริง
เว็บไซต์ช็อปปิ้งและศูนย์การค้าอีคอมเมิร์ซเป็นช่องทางที่ได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ การช็อปปิ้งออนไลน์ก็มีความสะดวกมากขึ้นเนื่องจากมีวิธีการชำระเงินอีคอมเมิร์ซให้เลือกหลากหลายขึ้นกว่าเดิม ด้วยเหตุนี้ ลูกค้าจึงนิยมใช้เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซในการค้นหาข้อมูลสินค้าหลายประเภทก่อนตัดสินใจซื้อแทนการไปที่ร้านค้าจริง ตัวอย่างเช่น ในหมวดสินค้าอย่างเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน เดิมทีผู้บริโภคมักจะไปดูสินค้าที่ร้านค้าจริงก่อนซื้อ แต่ปัจจุบันการใช้อีคอมเมิร์ซในหมวดสินค้านี้ได้รับความนิยมมากขึ้น
เนื่องจากเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซมีความสะดวกเหนือกว่า ร้านค้าจริงหลายแห่งจึงกลายเป็นเพียงโชว์รูม ซึ่งหมายความว่าลูกค้าจะเข้ามาดูสินค้าที่ร้าน แล้วค่อยกลับไปสั่งซื้อผ่านเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซแทน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง "โชว์รูมมิง" ทำให้ยอดขายที่ควรเกิดขึ้นในร้านค้าจริงเปลี่ยนไปเกิดขึ้นในเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ ส่งผลให้ร้านค้าแบบมีหน้าร้านจริงมีกำไรลดลง
ผลกระทบด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชน
อุตสาหกรรมโลจิสติกส์กำลังพยายามปรับปรุงสภาพการทำงาน รวมถึงชั่วโมงการทำงานของพนักงานขับรถ ให้สอดคล้องกับกฎหมายปฏิรูปรูปแบบการทำงาน อย่างไรก็ตาม ความคิดริเริ่มดังกล่าวได้ก่อให้เกิดปัญหาต่อไปนี้ตามมา
- ความสามารถในการขนส่งลดลง: กำลังแรงงานหลังการปฏิรูปจะไม่สามารถรองรับความต้องการด้านการขนส่งได้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้ความสามารถในการขนส่งโดยรวมลดลง
- การลาออกเพิ่มขึ้น: เนื่องจากกฎหมายเหล่านี้จำกัดชั่วโมงการทำงานล่วงเวลา รายได้จากการทำงานล่วงเวลาของพนักงานขับรถจะลดลง ส่งผลให้อัตราการลาออกเพิ่มสูงขึ้น
ด้วยเหตุนี้จึงมีความกังวลว่าความล่าช้าในการจัดส่งอาจส่งผลกระทบต่อความพร้อมจำหน่ายของสินค้า
ความคิดริเริ่มที่ช่วยรับมือกับความท้าทายในอุตสาหกรรมค้าปลีกของญี่ปุ่น
เพื่อรับมือกับความท้าทายที่อุตสาหกรรมค้าปลีกกำลังเผชิญอยู่ บริษัทต่างๆ สามารถนำความคิดริเริ่มต่อไปนี้ไปใช้ได้
สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับร้านค้าจริง
แม้ว่าการซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซจะกลายเป็นที่นิยมโดยทั่วไป แต่ก็ยังมีลูกค้าที่เดินทางไปที่ร้านค้าจริงอยู่
ร้านค้าจริงให้มูลค่าเพิ่ม เช่น การได้หยิบจับสินค้าและรับคำแนะนำแบบเฉพาะบุคคลผ่านการให้บริการแบบตัวต่อตัว การยกระดับมูลค่าเพิ่มเหล่านี้ช่วยให้ธุรกิจสามารถสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งรวมถึงเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซได้
เพื่อกระตุ้นแรงจูงใจในการซื้อสินค้าที่ร้านค้าจริง ธุรกิจสามารถออกแบบความคิดริเริ่มที่สร้างความเชื่อมโยงระหว่างร้านค้าและลูกค้าได้ ตัวอย่างความคิดริเริ่มดังกล่าวมีดังต่อไปนี้
- ร้านค้าจัดจำหน่ายสินค้าพิเศษให้กับลูกค้าที่มาซื้อที่ร้านเท่านั้น
- ร้านแต่ละสาขาจัดกิจกรรมลดราคาครบรอบ
- พนักงานร้านค้าแนะนำสินค้าและสาธิตการใช้งานผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย
นอกจากนี้ สิ่งสำคัญคือต้องใช้แนวทางการให้บริการลูกค้าที่ทำให้ลูกค้าอยากมาที่ร้านค้าจริง ซึ่งแนวทางนี้ต้องอาศัยการทำความเข้าใจความคาดหวังและข้อกังวลของลูกค้า จากนั้นจึงให้คำแนะนำสินค้าที่เหมาะกับบุคคลนั้นโดยเฉพาะ
ใช้ระบบการจัดการธุรกิจและปัญญาประดิษฐ์ (AI)
ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในร้านค้าจริงทวีความรุนแรงมากขึ้น หนึ่งในมาตรการรับมือก็คือการนำระบบที่ช่วยปรับปรุงกระบวนการชำระเงินและการจัดการสินค้าคงคลังมาใช้ ซึ่งช่วยให้พนักงานแต่ละคนไม่ต้องเจอกับภาระงานที่มากเกินไป
ตัวอย่างเช่น ภายใต้ระบบใบแจ้งหนี้ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ของญี่ปุ่นในปัจจุบัน จำเป็นต้องให้ความสำคัญเกี่ยวกับอัตราภาษีการบริโภคมากเป็นพิเศษ ดังนั้นเมื่อมีการออกใบแจ้งหนี้หรือใบเสร็จที่สอดคล้องกับระบบใบแจ้งหนี้ ก็อาจเกิดความกังวลเกี่ยวกับภาระงานและเวลาที่ต้องใช้ในการดำเนินการให้ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม การใช้เครื่องมือสร้างใบเสร็จและใบแจ้งหนี้แบบอัตโนมัติช่วยให้สามารถออกเอกสารที่เป็นไปตามข้อกำหนดของระบบนี้ได้ ซึ่งจะช่วยลดภาระในการดำเนินงาน
นอกจากนี้ สำหรับสินค้าที่ไม่มีบาร์โค้ด เช่น ขนมปังและเค้ก เทคโนโลยีวิเคราะห์ภาพจากกล้องที่ขับเคลื่อนด้วย AI (หรือที่เรียกว่าคอมพิวเตอร์วิทัศน์) สามารถระบุสินค้าแต่ละรายการได้โดยอัตโนมัติ ซึ่งจะช่วยลดความผิดพลาดจากความสะเพร่าหรือการตัดสินใจของพนักงานลงได้
ผสานเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซกับร้านค้าจริง
มาตรการรับมือที่สามารถจัดการกับปัญหาที่ร้านค้าจริงกลายเป็นโชว์รูมและความสามารถด้านโลจิสติกส์ที่ลดลงได้ คือกลยุทธ์ออนไลน์ผสานออฟไลน์ (OMO) ซึ่งเป็นการ ผสานร้านค้าออนไลน์เข้ากับร้านค้าจริง
กลยุทธ์ OMO สามารถสร้างผลลัพธ์เชิงบวกให้กับช่องทางการขายทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ ผลลัพธ์เหล่านี้ช่วยยกระดับประสบการณ์การช็อปปิ้งของลูกค้า ตัวอย่างการนำ OMO ไปใช้จริงมีดังนี้
- หลังจากพบสินค้าบนเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซแล้ว ลูกค้าสามารถไปที่ร้านค้าจริงเพื่อตรวจสอบขนาดและสัมผัสสินค้าก่อนตัดสินใจซื้อ
- ลูกค้าสามารถซื้อสินค้าบนเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซได้ แม้ว่าสินค้าจะหมดสต็อกที่ร้านก็ตาม
เพื่อให้สามารถนำกลยุทธ์ OMO ไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ธุรกิจจำเป็นต้องมีระบบที่สามารถจัดการยอดขายและสินค้าคงคลังแบบรวมศูนย์ทั้งในร้านค้าจริงและเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ
ใช้แนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืน
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ลูกค้าจำนวนมากเริ่มให้ความสนใจเรื่องความยั่งยืนมากขึ้น และให้ความสำคัญกับความพึงพอใจทางอารมณ์มากกว่าการครอบครองวัตถุ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและลำดับความสำคัญของผู้บริโภคตั้งแต่ช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งส่งผลให้ค่านิยมในประเด็นต่างๆ รวมถึงเรื่องความยั่งยืนมีความหลากหลายมากขึ้น
สำหรับลูกค้า แนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืนอาจหมายถึงการเลือกเช่าสินค้าชิ้นนั้นๆ แทนการซื้อ ซึ่งแนวทางปฏิบัตินี้จะช่วยลดการสะสมทรัพย์สินที่ไม่จำเป็นได้
สำหรับบริษัทที่ต้องการนำความคิดริเริ่มด้านความยั่งยืนไปใช้ สิ่งสำคัญคือต้องเลือกแนวทางที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อธุรกิจด้วย โดยอาจเป็นการใช้ความคิดริเริ่ม เช่น การจัดการสินค้าคงคลังและการสั่งสินค้าตามการวิเคราะห์ความต้องการจากข้อมูล ซึ่งจะช่วยลดการสูญเสียจากการกำจัดสินค้าคงคลังส่วนเกินได้
ความคิดริเริ่มด้านความยั่งยืนที่ดำเนินการอย่างเหมาะสมจะช่วยเพิ่มผลกำไรและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้
บริษัทญี่ปุ่นที่รับมือกับความท้าทายในอุตสาหกรรมค้าปลีก
Adastria
Adastria ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์ เช่น niko และ LOWRYS FARM เป็นเครือร้านค้าเฉพาะทางด้านแฟชั่นลำลอง ธุรกิจการผลิตและการค้าปลีกของบริษัทนี้มุ่งเน้นที่เครื่องแต่งกายและสินค้าทั่วไปเป็นหลัก
Adastria ตั้งเป้าที่จะเติบโตไปพร้อมกับลูกค้าเมื่อพฤติกรรมและความต้องการของลูกค้าเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ซึ่งรวมถึงการสร้างประสบการณ์ลูกค้าอย่างยั่งยืนในขณะที่บริษัทก้าวเข้าสู่แพลตฟอร์มระหว่างผู้บริโภคกับผู้บริโภค (C2C) รูปแบบใหม่
ในเดือนตุลาคม 2023 Adastria ได้เปิดตัวแอปมาร์เก็ตเพลสสำหรับเสื้อผ้ามือสองชื่อ dot-C ในแพลตฟอร์มนี้ พนักงานประจำร้านของ Adastria Group ทำหน้าที่เป็นผู้ขาย และสมาชิก dot-C สามารถซื้อสินค้ามือสองได้
แอป dot-C เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ต้องการเลียนแบบสไตล์แฟชั่นของพนักงาน Adastria ในมุมมองด้านความยั่งยืน แพลตฟอร์มนี้ช่วยให้ลูกค้าซึ่งก็เป็นแฟนตัวแบรนด์ของแบรนด์ด้วย สามารถนำเสื้อผ้าและกระเป๋ากลับมาใช้ซ้ำได้ ด้วยวิธีนี้ Adastria จึงเป็นแพลตฟอร์มที่ตอบโจทย์ความต้องการของทั้งลูกค้าและพนักงาน พร้อมทั้งสร้างประสบการณ์การช็อปปิ้งที่ปลอดภัย และถือเป็นตัวอย่างที่ดีของบริษัทที่กำลังรับมือกับความท้าทายที่อุตสาหกรรมค้าปลีกเผชิญอยู่ในปัจจุบัน
TENTIAL
TENTIAL นำเสนอผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและการฟื้นฟูร่างกาย เครื่องนอน ผลิตภัณฑ์สำหรับทารก และสินค้าอื่นๆ โดยบริษัทใช้จุดแข็งอันเป็นเอกลักษณ์ของร้านค้าจริงเพื่อให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์กับลูกค้าทุกราย
เดิมที TENTIAL เริ่มต้นธุรกิจในรูปแบบอีคอมเมิร์ซล้วนๆ แต่ปัจจุบันบริษัทได้มุ่งเน้นร้านค้าปลีกที่บริษัทดำเนินงานเองโดยตรงด้วย ร้านค้าจริงของ TENTIAL ก่อตั้งขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าจำนวนมากที่ต้องการเห็น สัมผัส และทดลองสินค้า บริษัทจึงไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการขยายธุรกิจผ่านเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซอีกต่อไป แต่ให้ความสำคัญอย่างมากกับการรักษาร้านค้าจริงเอาไว้เพื่อเป็นช่องทางการขายอีกรูปแบบหนึ่ง ตัวอย่างเช่น เป้าหมายของบริษัทคือการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้เกิดปฏิสัมพันธ์โดยตรงระหว่างลูกค้าและพนักงานขาย ซึ่งช่วยให้ทีมขายสามารถถ่ายทอดความหลงใหลต่อแบรนด์และคุณค่าของสินค้าได้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ แต่ละสาขาจึงมีบุคลากรที่มีทักษะการให้บริการลูกค้าในระดับสูง มีความรู้เกี่ยวกับสินค้าที่ถูกต้องแม่นยำ และมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับพันธกิจและปรัชญาแบรนด์ของ TENTIAL
ด้วยแนวทางดังกล่าว ความคิดริเริ่มของ TENTIAL จึงช่วยสร้างคุณค่าใหม่ให้กับร้านค้าจริง ซึ่งไม่สามารถทำได้ด้วยเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซเพียงอย่างเดียว
Stripe Terminal ช่วยอะไรได้บ้าง
Stripe Terminal ช่วยให้ธุรกิจเพิ่มรายรับได้ด้วยระบบชำระเงินแบบครบวงจรที่ครอบคลุมช่องทางชำระเงินที่จุดขายและการชำระเงินออนไลน์ โดยรองรับวิธีการชำระเงินใหม่ๆ มีลอจิสติกส์ฮาร์ดแวร์ที่เรียบง่าย ครอบคลุมทั่วโลก และการผสานการทำงานกับระบบ POS และแพลตฟอร์มการค้าหลายร้อยรายการเพื่อออกแบบสแต็กการชำระเงินที่เหมาะกับคุณ
Stripe ขับเคลื่อนการค้าแบบแพลตฟอร์มรวมให้แบรนด์มากมาย เช่น Hertz, URBN, Lands’ End, Shopify, Lightspeed และ Mindbody
Stripe Terminal ช่วยคุณทำสิ่งต่อไปนี้ได้
การค้าแบบแพลตฟอร์มรวม: จัดการการชำระเงินออนไลน์และที่จุดขายบนแพลตฟอร์มทั่วโลกด้วยข้อมูลการชำระเงินที่รวมเป็นหนึ่งเดียว
ขยายไปทั่วโลก: ขยายไปยัง 24 ประเทศด้วยการผสานการทำงานเพียงชุดเดียวและวิธีการชำระเงินยอดนิยม
ผสานการทำงานในแบบของคุณ: พัฒนาแอป POS ในแบบของคุณเอง หรือเชื่อมต่อกับสแต็กเทคโนโลยีที่มีอยู่โดยใช้การผสานการทำงานกับระบบ POS และแพลตฟอร์มการค้าของบริษัทอื่น
ลดความซับซ้อนของโลจิสติกส์ฮาร์ดแวร์: สั่งซื้อ จัดการ และติดตามตรวจสอบเครื่องอ่านบัตรที่รองรับ Stripe ได้อย่างง่ายดายไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน
ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Stripe Terminal หรือเริ่มใช้งานเลยวันนี้
เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นคําแนะนําทางกฎหมายหรือภาษี Stripe ไม่รับประกันหรือรับประกันความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ความไม่เพียงพอ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในบทความ คุณควรขอคําแนะนําจากทนายความที่มีอํานาจหรือนักบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอํานาจศาลเพื่อรับคําแนะนําที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ