วิธีเพิ่มฟังก์ชันการชำระเงินไปยังเว็บไซต์ WordPress ของญี่ปุ่น

Checkout
Checkout

Stripe Checkout เป็นแบบฟอร์มการชำระเงินสำเร็จรูปที่คุณสามารถปรับแต่งให้เหมาะสำหรับเพิ่มยอดขาย นอกจากนี้คุณยังผสานรวม Checkout เข้ากับเว็บไซต์โดยตรงหรือนำลูกค้าไปยังหน้าเว็บที่จัดการโดย Stripe ได้อย่างง่ายดาย รวมถึงยังรับการชำระเงินแบบครั้งเดียวหรือการชำระเงินตามรอบบิลได้อีกด้วย

ดูข้อมูลเพิ่มเติม 
  1. บทแนะนำ
  2. วิธีเพิ่มฟังก์ชันการชำระเงินไปยังเว็บไซต์ WordPress
    1. ปลั๊กอิน
    2. บริการชำระเงินออนไลน์
  3. วิธีการชำระเงินที่แนะนำสำหรับเว็บไซต์ WordPress
  4. ฟังก์ชันสำคัญสำหรับเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซบน WordPress
    1. รถเข็นสำหรับซื้อสินค้า
    2. การจัดการข้อมูล
    3. การรักษาความปลอดภัย
    4. การตลาด
    5. การสนับสนุนลูกค้าและฟีเจอร์การติดต่อ
  5. ประโยชน์ของการให้บริการเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซบน WordPress 
    1. ปลั๊กอินที่เรียบง่าย
    2. การเพิ่มประสิทธิภาพด้าน SEO
    3. ความรู้ในการได้มาซึ่งลูกค้าใหม่
  6. ประเด็นที่ควรทราบเมื่อใช้งานเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซบน WordPress
    1. การรักษาความปลอดภัย
    2. ความพร้อมใช้งานของวิธีการชำระเงิน
    3. ความเชี่ยวชาญด้านการปรับแต่ง
  7. ทางเลือกอีคอมเมิร์ซอื่นๆ นอกจาก WordPress
    1. แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ
    2. ห้างสรรพสินค้าอีคอมเมิร์ซ
    3. โซเชียลคอมเมิร์ซ
  8. Stripe Checkout ช่วยอะไรได้บ้าง

WordPress เป็นระบบจัดการเนื้อหา (CMS) ที่ช่วยให้คุณสร้างเว็บไซต์ได้โดยไม่ต้องมีความเชี่ยวชาญด้าน HTML หรือ CSS (Cascading Style Sheet) ซึ่งใช้งานได้ง่ายแม้แต่สำหรับผู้เริ่มต้นที่ไม่มีประสบการณ์การสร้างเว็บไซต์ และในญี่ปุ่นมักใช้เพื่อเผยแพร่บล็อกโพสต์ เปิดร้านค้าออนไลน์ หรือสร้างหลักสูตรออนไลน์

หากต้องการสร้างเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซด้วย WordPress และขายสินค้าหรือบริการบนเว็บไซต์ของคุณ คุณต้องใช้ฟังก์ชันการชำระเงิน สำหรับวิธีที่ดีที่สุดในการผสานการชำระเงินออนไลน์เข้ากับ WordPress นั้น บทความนี้จะอธิบายวิธีการเพิ่มฟังก์ชันการชำระเงินไปยัง WordPress, วิธีการชำระเงินที่แนะนำ รวมถึงประโยชน์และข้อควรพิจารณาของการใช้งานเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซบน WordPress ซึ่งเป็นความรู้พื้นฐานสำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซในญี่ปุ่น

เนื้อหาหลักในบทความ

  • วิธีเพิ่มฟังก์ชันการชำระเงินไปยังเว็บไซต์ WordPress
  • วิธีการชำระเงินที่แนะนำสำหรับเว็บไซต์ WordPress
  • ฟังก์ชันสำคัญสำหรับเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซบน WordPress
  • ประโยชน์ของการให้บริการเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซบน WordPress
  • ประเด็นที่ควรทราบเมื่อใช้งานเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซบน WordPress
  • ทางเลือกอีคอมเมิร์ซอื่นๆ นอกจาก WordPress
  • Stripe Checkout ช่วยอะไรได้บ้าง

วิธีเพิ่มฟังก์ชันการชำระเงินไปยังเว็บไซต์ WordPress

การเพิ่มฟังก์ชันการชำระเงินไปยังเว็บไซต์ WordPress มี 2 วิธีดังนี้

ปลั๊กอิน

วิธีแรกในการเพิ่มฟังก์ชันการชำระเงินไปยัง WordPress คือการติดตั้งปลั๊กอินอีคอมเมิร์ซ (EC) ที่จะเปิดใช้การชำระเงินออนไลน์บนเว็บไซต์ WordPress ของคุณ

ปลั๊กอิน หรือที่เรียกว่า "ส่วนขยาย" คือโปรแกรมที่เพิ่มฟังก์ชันให้กับซอฟต์แวร์หรือระบบที่มีอยู่ เช่น WordPress เพื่อเพิ่มความสามารถในการใช้งานของเว็บไซต์ WordPress มีปลั๊กอินหลากหลายแบบที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มฟังก์ชันและความยืดหยุ่นของเว็บไซต์ สำหรับปลั๊กอินที่เน้นการชำระเงินผ่านอีคอมเมิร์ซโดยเฉพาะ WooCommerce เป็นตัวอย่างที่โดดเด่น

ข้อดีของการเพิ่มฟังก์ชันการชำระเงินไปยังเว็บไซต์ของคุณโดยใช้ปลั๊กอินคือการติดตั้งที่ฟรีเป็นส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าค่าใช้จ่ายในการติดตั้งจะเป็นศูนย์ แต่เมื่อเปิดใช้งานฟังก์ชันการชำระเงินแล้ว ระบบจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมทุกครั้งที่ชำระเงินเสร็จ ข้อเสียของปลั๊กอินคือหากเข้ากันไม่ได้กับปลั๊กอินอื่นที่ติดตั้งอยู่ ก็อาจมีปัญหา เช่น การแสดงผลเว็บไซต์ไม่ถูกต้อง ก่อนที่จะติดตั้งปลั๊กอิน โปรดสร้างสำเนาสำรองของเว็บไซต์ปัจจุบันเพื่อให้คุณสามารถกู้คืนและแก้ไขปัญหาได้ง่าย

บริการชำระเงินออนไลน์

วิธีที่สองในการเพิ่มฟังก์ชันการชำระเงินไปยัง WordPress คือผสานการทำงานกับบริการชำระเงินออนไลน์ภายนอก เช่น ASP-EC เมื่อใช้บริการภายนอก คุณจะไม่จำเป็นต้องจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง และการตั้งค่าเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซนั้นค่อนข้างง่ายตราบใดที่คุณทำตามคำแนะนำ ขั้นตอนทั่วไป ได้แก่ ลงทะเบียนบริการ จากนั้นฝัง URL การชำระเงินไว้ในเว็บไซต์ WordPress ของคุณ ตอนนี้ฟังก์ชันการชำระเงินก็เปิดใช้งานแล้ว

ข้อดีของวิธีนี้ เช่น คุณสามารถใช้งานทั้งบล็อกและเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซภายใต้ URL โดเมนเดียวกันได้ ซึ่งหมายความว่าคุณจะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานร่วมกันของบล็อกและฟังก์ชันอีคอมเมิร์ซบนเว็บไซต์เดียวได้ อีกทั้งยังหลีกเลี่ยงปัญหาเกี่ยวกับการติดตั้งปลั๊กอินด้วย

อย่างไรก็ตาม วิธีนี้มีข้อเสียอยู่บางประการ การผสานการทำงานกับ WordPress มีทั้งค่าธรรมเนียมการตั้งค่าเบื้องต้นและค่าธรรมเนียมการสมัครใช้บริการรายเดือน นอกจากนี้ เนื่องจาก WordPress และ ASP-EC มีบัญชีและอินเทอร์เฟซการดูแลระบบแยกต่างหาก จึงไม่มีความสามารถในการจัดการแบบรวมศูนย์ ซึ่งอาจทำให้การดำเนินธุรกิจยุ่งยากขึ้น

วิธีการชำระเงินที่แนะนำสำหรับเว็บไซต์ WordPress

มาดูข้อมูลจากกระทรวงกิจการภายในและการสื่อสารเพื่อดูว่าวิธีชำระเงินใดเหมาะที่สุดสำหรับเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซที่สร้างบน WordPress

จากข้อมูลนี้ วิธีการชำระเงินต่อไปนี้เป็นวิธีที่ใช้บ่อยที่สุดเมื่อซื้อสินค้าทางออนไลน์ในปี 2023 (ผู้ตอบแบบสำรวจอาจให้คำตอบหลายอย่าง)

  • การชำระเงินด้วยบัตรเครดิต: 76.7%
  • การชำระเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์: 38.5%
  • การชำระเงินผ่าน Konbini (ร้านสะดวกซื้อ): 34.7%
  • การชำระเงินที่เคาน์เตอร์ธนาคารหรือสำนักงานไปรษณีย์และ ATM: 23.0%
  • อินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง: 21.9%
  • ระบบเก็บเงินปลายทาง (Cash on Delivery หรือ COD): 17.8%

ในบรรดาวิธีเหล่านี้ การชำระเงินด้วยบัตรเครดิตเป็นที่นิยมที่สุดอย่างเห็นได้ชัด โดยมีการใช้งานมากกว่า 75% ตามมาด้วยการชำระเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการชำระเงินผ่านรหัส QR และการชำระเงินผ่าน Konbini (ร้านสะดวกซื้อ) ซึ่งแต่ละวิธีมีอัตราการใช้งานเกิน 30% เป็นเครื่องบ่งชี้ว่า 3 วิธีนี้เป็นที่นิยมอย่างมากในตลาดอีคอมเมิร์ซ ดังนั้นจึงควรให้ความสำคัญกับการผสานการชำระเงินเหล่านี้เข้ากับเว็บไซต์ของคุณ

อย่างไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย วิธีการชำระเงินอื่นๆ เช่น การโอนเงินผ่านธนาคาร อาจเป็นตัวเลือกที่ลูกค้าต้องการ ดังนั้นจึงควรเลือกผลิตภัณฑ์และบริการโดยอิงตามความเข้าใจในความต้องการของลูกค้าอย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น การเสนอการชำระเงินผ่านธนาคารที่ผู้มีบัญชีสามารถใช้ได้ จะช่วยให้คุณเข้าถึงลูกค้าจากรุ่นเก่าหรือผู้ที่ไม่มีบัตรเครดิตได้ ดังนั้น การเสนอการโอนเงินผ่านธนาคารจึงเป็นตัวเลือกที่ดี

ฟังก์ชันสำคัญสำหรับเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซบน WordPress

นอกจากการประมวลผลการชำระเงินแล้ว มีฟังก์ชันอื่นๆ ที่จำเป็นสำหรับการสร้างเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซด้วย WordPress ตัวอย่างเช่น

รถเข็นสำหรับซื้อสินค้า

ฟีเจอร์หนึ่งที่ร้านค้าออนไลน์ทั้งหมดมีคือรถเข็นหรือตะกร้าช้อปปิ้ง เมื่อผู้ใช้เพิ่มสินค้าที่ต้องการซื้อลงในรถเข็น ระบบจะคำนวณราคารวมโดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ การคลิกที่ไอคอนรถเข็นจะแสดงรายการสินค้าในรถเข็นพร้อมกับปริมาณของสินค้า ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถลบรายการที่ไม่ต้องการออกหรือเปลี่ยนปริมาณได้โดยตรงภายในรถเข็น

การจัดการข้อมูล

ในการดำเนินธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ทุกเว็บไซต์จำเป็นต้องมีฟังก์ชันในการจัดการข้อมูลดังต่อไปนี้

  • ลูกค้า
  • ผลิตภัณฑ์
  • คำสั่งซื้อ (หรือการคืนสินค้า)
  • สินค้าคงคลัง
  • การขาย

การจัดการข้อมูลนี้ด้วยตนเองต้องใช้ความพยายามอย่างมาก การใช้ระบบการจัดการอัตโนมัติจึงเป็นความคิดที่ดี ซึ่งจะช่วยให้คุณจัดการงานประจำวันและพัฒนากลยุทธ์การตลาดได้ง่ายขึ้น

การรักษาความปลอดภัย

เพื่อเพิ่มความปลอดภัยของเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซที่สร้างด้วย WordPress ให้ใช้ฟีเจอร์การรักษาความปลอดภัยและบังคับใช้มาตรการเพื่อป้องกันปัญหาต่างๆ เช่น การรั่วไหลของข้อมูลส่วนตัว ตัวอย่างเช่น ปลั๊กอินที่บังคับใช้การล็อกบัญชีหลังจากมีการเข้าสู่ระบบที่ล้มเหลวหลายครั้ง ก็อาจมีประโยชน์ การยืนยันแบบ 2 ขั้นตอนผ่านทางอีเมล, ข้อความ SMS หรือแอปสมาร์ทโฟนสามารถป้องกันการเข้าสู่ระบบโดยบุคคลที่ประสงค์ร้ายที่ได้รับรหัสผ่านอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงของการใช้งานโดยไม่ได้รับอนุญาต

การตลาด

กิจกรรมส่งเสริมการขายช่วยเพิ่มรายรับบนเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซได้ด้วยการดึงดูดลูกค้าและกระตุ้นยอดขาย เช่น การส่งอีเมลจดหมายข่าวให้ลูกค้าที่ลงทะเบียน การจัดกิจกรรมลดราคา และการแจกจ่ายคูปองและรหัสโปรโมชัน

ด้วยฟังก์ชันการสนับสนุนด้านการตลาด คุณจะสามารถวิเคราะห์กลุ่มลูกค้าและเข้าใจความต้องการของลูกค้าได้ ซึ่งจะช่วยให้คุณนำกลยุทธ์ต่างๆ มาใช้เพื่อกระตุ้นยอดขายได้ เช่น การติดต่อกับลูกค้าที่ห่างหายไปแต่เคยซื้อสินค้าหรือบริการในอดีต

การสนับสนุนลูกค้าและฟีเจอร์การติดต่อ

ใช้ฟังก์ชันการสนับสนุนลูกค้าเพื่อจัดการคำถามต่างๆ ที่คุณจะได้รับจากลูกค้า คุณสามารถตอบกลับลูกค้าผ่านทางอีเมล โทรศัพท์ หรือแชทได้ การรับฟังความคิดเห็นและข้อกังวลจากผู้ใช้เว็บไซต์จะช่วยให้คุณพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และปรับปรุงคุณภาพบริการได้ การสื่อสารที่ถูกต้องและรวดเร็วก็สามารถนำไปสู่การมีส่วนร่วมของลูกค้ามากขึ้น

ประโยชน์ของการให้บริการเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซบน WordPress 

การใช้การประมวลผลการชำระเงินออนไลน์สำหรับ WordPress มีประโยชน์ดังนี้

ปลั๊กอินที่เรียบง่าย

เมื่อใช้ปลั๊กอิน คุณจะสามารถปรับใช้ฟังก์ชัน การชำระเงินบนเว็บไซต์ WordPress ได้อย่างง่ายดาย โดยมีประโยชน์อย่างยิ่งหากคุณใช้เว็บไซต์ที่มีปริมาณการใช้งานสูงอยู่แล้ว เนื่องจากคุณสามารถใช้กลุ่มเป้าหมายที่มีอยู่สำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซของคุณได้

การเพิ่มประสิทธิภาพด้าน SEO

WordPress มีสถาปัตยกรรมโปรแกรมที่จัดโครงสร้างไว้อย่างดี และเป็นที่นิยมอย่างมากจาก Google ในการเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องมือค้นหา (SEO) กล่าวคือจุดแข็งของเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซที่ขับเคลื่อนด้วย WordPress คือการออกแบบของเว็บไซต์ ซึ่งช่วยให้ Crawler (โปรแกรมสำรวจเว็บและเก็บข้อมูลจากเว็บไซต์ ไฟล์ข้อความ รูปภาพ และวิดีโอ) ทำงานได้ง่ายขึ้นในการทำความเข้าใจโครงสร้างของเว็บไซต์ และยังช่วยให้ผู้ใช้ค้นหาได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

ความรู้ในการได้มาซึ่งลูกค้าใหม่

บล็อกเกอร์ธุรกิจและบุคคลทั่วไปที่ประสบความสำเร็จในการเพิ่มปริมาณการใช้งานโดยใช้ WordPress ได้แบ่งปันกลยุทธ์ที่ผ่านการพิสูจน์มาแล้วอย่างไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งช่วยให้แม้แต่ผู้เริ่มต้นก็เรียนรู้จากตัวอย่างการดำเนินธุรกิจจริงและการใช้งานการชำระเงินออนไลน์ และนำความรู้นี้ไปใช้กับธุรกิจอีคอมเมิร์ซของตัวเองได้

ประเด็นที่ควรทราบเมื่อใช้งานเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซบน WordPress

เมื่อใช้งานเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซบน WordPress คุณควรคำนึงถึงประเด็นต่อไปนี้

การรักษาความปลอดภัย

เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซไม่ว่าจะใช้ WordPress หรือไม่ก็จำเป็นต้องใช้มาตรการรักษาความปลอดภัยที่แข็งแกร่ง นอกจากนี้ ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส เช่น WordPress ที่มีซอร์สโค้ดเป็นสาธารณะก็มีความเสี่ยงต่อการโจมตีมากขึ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปลั๊กอินและธีมที่คุณใช้ การโจมตีอาจใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ ดังนั้นเมื่อใช้ WordPress ให้ปรับปรุงเป็นเวอร์ชันล่าสุดอยู่เสมอ

นอกจากนี้ สิ่งสำคัญคือต้องลบปลั๊กอินที่ติดตั้งแล้วแต่ไม่จำเป็นอีกต่อไป หลีกเลี่ยงการติดตั้งปลั๊กอินเพียงเพราะเป็นที่นิยมในหมู่ผู้ใช้ WordPress โดยไม่เข้าใจฟังก์ชันของปลั๊กอินนั้น ในทางกลับกัน การใช้ปลั๊กอินรักษาความปลอดภัยหรือระบบป้องกันการฉ้อโกงภายนอกจะเป็นประโยชน์มากกว่า

ความพร้อมใช้งานของวิธีการชำระเงิน

เมื่อใช้ WordPress สำหรับการดำเนินงานอีคอมเมิร์ซ โปรดทราบว่าอาจมีสถานการณ์ที่ระบบไม่รองรับวิธีการชำระเงินล่าสุด เพราะว่า WordPress จะกำหนดวิธีการชำระเงินที่พร้อมใช้งานโดยขึ้นอยู่กับปลั๊กอินที่คุณใช้ คุณจึงอาจไม่สามารถใช้บริการล่าสุดหรือวิธีการชำระเงินที่ต้องการได้หากคุณไม่พบปลั๊กอินที่รองรับวิธีการดังกล่าว

การให้บริการวิธีการชำระเงินให้หลากหลายที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้จะช่วยป้องกันการสูญเสียโอกาสในการขาย ดังนั้น นอกเหนือจากการชำระเงินด้วยบัตรเครดิตตามที่กล่าวถึงไปก่อนหน้านี้ ก็ควรใช้วิธีการชำระเงินที่ใช้กันทั่วไปอย่างน้อย 1 วิธี เช่น การชำระเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือการชำระเงินผ่าน Konbini และขยายตัวเลือกที่ให้บริการตามความต้องการของลูกค้า

เพื่อเพิ่มความหลากหลายในการชำระเงิน อีกวิธีหนึ่งคือการเชื่อมโยงระบบอีคอมเมิร์ซของบริการชำระเงินออนไลน์ภายนอกเข้ากับเว็บไซต์ WordPress แทนที่จะใช้ปลั๊กอินเช่นที่กล่าวมาข้างต้น ระบบอีคอมเมิร์ซภายนอกมักจะเสนอวิธีการชำระเงินที่หลากหลายและเพิ่มบริการใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ทำให้เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสำหรับการขยายธุรกิจของคุณในระยะยาว

ความเชี่ยวชาญด้านการปรับแต่ง

ข้อดีหนึ่งของการใช้ WordPress คือความสะดวกในการใช้งาน แม้แต่สำหรับผู้เริ่มต้น อย่างไรก็ตาม การปรับแต่งเว็บไซต์ยังคงต้องอาศัยความเชี่ยวชาญและทักษะในด้าน HTML, CSS และด้านอื่นๆ ในระดับหนึ่ง ตัวอย่างเช่น หากคุณต้องการปรับแต่งสิ่งที่ปลั๊กอินไม่สามารถจัดการได้ คุณอาจจำเป็นต้องเขียนซอร์สโค้ดด้วยตัวเอง การสร้างเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซที่เหมาะสมจึงอาจมีสิ่งที่ต้องจัดการมากกว่าที่คิด หากไม่มีบุคลากรที่มีทักษะด้านการเขียนโปรแกรม การแก้ไขและปรับแต่งอย่างละเอียดก็อาจเป็นเรื่องยาก

หากคุณต้องการจัดการกับข้อกังวลเหล่านี้ล่วงหน้า การผสานการทำงานกับระบบอีคอมเมิร์ซภายนอกที่มีฟีเจอร์ในตัวจำนวนมากจึงอาจเป็นวิธีที่ดีที่สุด แทนการพึ่งพาปลั๊กอิน เมื่อใช้วิธีนี้ คุณจะมีความยืดหยุ่นในการจัดการสถานการณ์ต่างๆ โดยใช้ฟีเจอร์ที่หลากหลายของระบบอีคอมเมิร์ซ โดยไม่ต้องเสียเวลาไปกับการเปลี่ยนแปลงที่ซับซ้อน แม้ว่าการใช้ระบบอีคอมเมิร์ซจะมีค่าใช้จ่ายสูง แต่ก็อาจคุ้มค่าให้พิจารณาหากคุณวางแผนจะขยายธุรกิจในอนาคต

ทางเลือกอีคอมเมิร์ซอื่นๆ นอกจาก WordPress

หากคุณตัดสินใจว่า WordPress ไม่เหมาะกับคุณ คุณอาจพิจารณาเริ่มต้นธุรกิจอีคอมเมิร์ซด้วยวิธีต่อไปนี้

แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ

ทางเลือกอื่นอย่างหนึ่งนอกจาก WordPress คือการใช้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่มีระบบที่จำเป็นสำหรับการสร้างเว็บไซต์อยู่แล้ว แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซมีหลายประเภท จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะเลือกแพลตฟอร์มที่เหมาะกับแบรนด์และผลิตภัณฑ์ของคุณ รวมถึงสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ธุรกิจในอนาคตด้วย ในการเลือก ให้ประเมินฟีเจอร์ การสนับสนุนผลิตภัณฑ์ และประสิทธิภาพด้านต้นทุนก่อนตัดสินใจ

ห้างสรรพสินค้าอีคอมเมิร์ซ

แทนที่จะใช้เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซของคุณเอง คุณยังสามารถขายผลิตภัณฑ์หรือบริการของคุณได้โดยการเปิดร้านค้าบนมาร์เก็ตเพลสอีคอมเมิร์ซ หรือที่เรียกว่าห้างสรรพสินค้าอีคอมเมิร์ซ คุณสามารถเปิดธุรกิจในห้างสรรพสินค้าอีคอมเมิร์ซได้โดยใช้ระบบอีคอมเมิร์ซสำเร็จรูปโดยไม่ต้องสร้างเว็บไซต์ตั้งแต่ต้น ซึ่งช่วยให้คุณประหยัดทั้งเวลาและแรงงาน นอกจากนี้ การใช้ห้างสรรพสินค้าอีคอมเมิร์ซที่รู้จักกันดีแล้วอาจทำให้ดึงดูดลูกค้าได้ง่ายกว่าการทำกิจกรรมการขายบนเว็บไซต์แบบสแตนด์อโลน

โซเชียลคอมเมิร์ซ

คุณสามารถขายสินค้าและบริการได้โดยใช้โซเชียลคอมเมิร์ซ ซึ่งรวมการค้าโซเชียลมีเดียเข้ากับอีคอมเมิร์ซ ควบคู่หรือแทนการใช้เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซแบบดั้งเดิมเพียงอย่างเดียว หลายๆ คนใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียทุกวัน โซเชียลคอมเมิร์ซจึงมีศักยภาพเป็นวิธีการขายใหม่บนแพลตฟอร์มเหล่านี้ ตัวอย่างเช่น การขายผ่านไลฟ์สด ซึ่งเป็นโซเชียลคอมเมิร์ซประเภทหนึ่งที่คุณสามารถใช้โซเชียลมีเดียเพื่อนำเสนอสินค้าและบริการได้แบบเรียลไทม์ และทำการขายได้โดยตรง โซเชียลคอมเมิร์ซจะช่วยให้คุณเชื่อมต่อกับผู้ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในลักษณะที่ทำได้ผ่านโซเชียลมีเดียเท่านั้น

Stripe Checkout ช่วยอะไรได้บ้าง

Stripe Checkout เป็นรูปแบบการชำระเงินสำเร็จรูปที่สามารถปรับแต่งได้อย่างเต็มที่ ซึ่งจะช่วยให้คุณรับชำระเงินบนเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันได้ง่ายๆ

Checkout สามารถช่วยคุณทำสิ่งเหล่านี้ได้

  • เพิ่มการเปลี่ยนเป็นผู้ใช้แบบชำระเงิน: การออกแบบที่เหมาะกับอุปกรณ์เคลื่อนที่และขั้นตอนการชำระเงินแบบคลิกเดียวของ Checkout ทำให้ลูกค้าสามารถป้อนและนำข้อมูลการชำระเงินกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างง่ายดาย

  • ลดเวลาในการพัฒนา: ฝัง Checkout ลงในเว็บไซต์ของคุณโดยตรง หรือส่งลูกค้าไปยังหน้าเว็บที่โฮสต์โดย Stripe ด้วยโค้ดเพียงไม่กี่บรรทัด

  • ปรับปรุงความปลอดภัย: Checkout จะจัดการข้อมูลบัตรที่ละเอียดอ่อน ทำให้ปฏิบัติตามข้อกำหนดของ PCI ได้ง่ายขึ้น

  • ขยายไปทั่วโลก: แปลงค่าบริการเป็นสกุลเงินต่างๆ ได้มากกว่า 100 สกุลเงินด้วย Adaptive Pricing ซึ่งรองรับมากกว่า 30 ภาษา และแสดงวิธีการชำระเงินแบบไดนามิกที่มีแนวโน้มจะเพิ่มการเปลี่ยนเป็นลูกค้าแบบชำระเงินได้มากที่สุด

  • ใช้ฟีเจอร์ขั้นสูง: ผสานการทำงานของ Checkout กับสินค้าอื่นๆ ของ Stripe เช่น Billing สำหรับการชำระเงินตามรอบบิล, Radar สำหรับการป้องกันการฉ้อโกง และอื่นๆ อีกมากมาย

  • รักษาการควบคุม: ปรับแต่งประสบการณ์การชำระเงินได้อย่างเต็มที่ รวมถึงการบันทึกวิธีการชำระเงินและการตั้งค่าการดำเนินการหลังการซื้อ

ดูข้อมูลเพิ่มเติมว่า Checkout ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ขั้นตอนการชำระเงินได้อย่างไร หรือเริ่มใช้งานเลยวันนี้

เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นคําแนะนําทางกฎหมายหรือภาษี Stripe ไม่รับประกันหรือรับประกันความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ความไม่เพียงพอ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในบทความ คุณควรขอคําแนะนําจากทนายความที่มีอํานาจหรือนักบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอํานาจศาลเพื่อรับคําแนะนําที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ

บทความอื่นๆ

  • เกิดข้อผิดพลาดบางอย่าง โปรดลองอีกครั้งหรือติดต่อฝ่ายสนับสนุน

หากพร้อมเริ่มใช้งานแล้ว

สร้างบัญชีและเริ่มรับการชำระเงินโดยไม่ต้องทำสัญญาหรือระบุรายละเอียดเกี่ยวกับธนาคาร หรือติดต่อเราเพื่อสร้างแพ็กเกจที่ออกแบบเองสำหรับธุรกิจของคุณ
Checkout

Checkout

ผสานรวม Checkout เข้ากับเว็บไซต์โดยตรงหรือนำลูกค้าไปยังหน้าเว็บที่จัดการโดย Stripe เพื่อให้รับการชำระเงินแบบครั้งเดียวหรือการชำระเงินตามรอบบิลได้อย่างปลอดภัยและง่ายดาย

Stripe Docs เกี่ยวกับ Checkout

สร้างแบบฟอร์มการชำระเงินที่เขียนโค้ดเพียงเล็กน้อยและผสานรวมกับเว็บไซต์ของคุณหรือโฮสต์ไว้ในระบบของ Stripe