WordPress เป็นระบบจัดการเนื้อหา (CMS) ที่ช่วยให้คุณสร้างเว็บไซต์ได้โดยไม่ต้องมีความเชี่ยวชาญด้าน HTML หรือ CSS (Cascading Style Sheet) ซึ่งใช้งานได้ง่ายแม้แต่สำหรับผู้เริ่มต้นที่ไม่มีประสบการณ์การสร้างเว็บไซต์ และในญี่ปุ่นมักใช้เพื่อเผยแพร่บล็อกโพสต์ เปิดร้านค้าออนไลน์ หรือสร้างหลักสูตรออนไลน์
หากต้องการสร้างเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซด้วย WordPress และขายสินค้าหรือบริการบนเว็บไซต์ของคุณ คุณต้องใช้ฟังก์ชันการชำระเงิน สำหรับวิธีที่ดีที่สุดในการผสานการชำระเงินออนไลน์เข้ากับ WordPress นั้น บทความนี้จะอธิบายวิธีการเพิ่มฟังก์ชันการชำระเงินไปยัง WordPress, วิธีการชำระเงินที่แนะนำ รวมถึงประโยชน์และข้อควรพิจารณาของการใช้งานเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซบน WordPress ซึ่งเป็นความรู้พื้นฐานสำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซในญี่ปุ่น
เนื้อหาหลักในบทความ
- วิธีเพิ่มฟังก์ชันการชำระเงินไปยังเว็บไซต์ WordPress
- วิธีการชำระเงินที่แนะนำสำหรับเว็บไซต์ WordPress
- ฟังก์ชันสำคัญสำหรับเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซบน WordPress
- ประโยชน์ของการให้บริการเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซบน WordPress
- ประเด็นที่ควรทราบเมื่อใช้งานเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซบน WordPress
- ทางเลือกอีคอมเมิร์ซอื่นๆ นอกจาก WordPress
- Stripe Checkout ช่วยอะไรได้บ้าง
วิธีเพิ่มฟังก์ชันการชำระเงินไปยังเว็บไซต์ WordPress
การเพิ่มฟังก์ชันการชำระเงินไปยังเว็บไซต์ WordPress มี 2 วิธีดังนี้
ปลั๊กอิน
วิธีแรกในการเพิ่มฟังก์ชันการชำระเงินไปยัง WordPress คือการติดตั้งปลั๊กอินอีคอมเมิร์ซ (EC) ที่จะเปิดใช้การชำระเงินออนไลน์บนเว็บไซต์ WordPress ของคุณ
ปลั๊กอิน หรือที่เรียกว่า "ส่วนขยาย" คือโปรแกรมที่เพิ่มฟังก์ชันให้กับซอฟต์แวร์หรือระบบที่มีอยู่ เช่น WordPress เพื่อเพิ่มความสามารถในการใช้งานของเว็บไซต์ WordPress มีปลั๊กอินหลากหลายแบบที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มฟังก์ชันและความยืดหยุ่นของเว็บไซต์ สำหรับปลั๊กอินที่เน้นการชำระเงินผ่านอีคอมเมิร์ซโดยเฉพาะ WooCommerce เป็นตัวอย่างที่โดดเด่น
ข้อดีของการเพิ่มฟังก์ชันการชำระเงินไปยังเว็บไซต์ของคุณโดยใช้ปลั๊กอินคือการติดตั้งที่ฟรีเป็นส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าค่าใช้จ่ายในการติดตั้งจะเป็นศูนย์ แต่เมื่อเปิดใช้งานฟังก์ชันการชำระเงินแล้ว ระบบจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมทุกครั้งที่ชำระเงินเสร็จ ข้อเสียของปลั๊กอินคือหากเข้ากันไม่ได้กับปลั๊กอินอื่นที่ติดตั้งอยู่ ก็อาจมีปัญหา เช่น การแสดงผลเว็บไซต์ไม่ถูกต้อง ก่อนที่จะติดตั้งปลั๊กอิน โปรดสร้างสำเนาสำรองของเว็บไซต์ปัจจุบันเพื่อให้คุณสามารถกู้คืนและแก้ไขปัญหาได้ง่าย
บริการชำระเงินออนไลน์
วิธีที่สองในการเพิ่มฟังก์ชันการชำระเงินไปยัง WordPress คือผสานการทำงานกับบริการชำระเงินออนไลน์ภายนอก เช่น ASP-EC เมื่อใช้บริการภายนอก คุณจะไม่จำเป็นต้องจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง และการตั้งค่าเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซนั้นค่อนข้างง่ายตราบใดที่คุณทำตามคำแนะนำ ขั้นตอนทั่วไป ได้แก่ ลงทะเบียนบริการ จากนั้นฝัง URL การชำระเงินไว้ในเว็บไซต์ WordPress ของคุณ ตอนนี้ฟังก์ชันการชำระเงินก็เปิดใช้งานแล้ว
ข้อดีของวิธีนี้ เช่น คุณสามารถใช้งานทั้งบล็อกและเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซภายใต้ URL โดเมนเดียวกันได้ ซึ่งหมายความว่าคุณจะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานร่วมกันของบล็อกและฟังก์ชันอีคอมเมิร์ซบนเว็บไซต์เดียวได้ อีกทั้งยังหลีกเลี่ยงปัญหาเกี่ยวกับการติดตั้งปลั๊กอินด้วย
อย่างไรก็ตาม วิธีนี้มีข้อเสียอยู่บางประการ การผสานการทำงานกับ WordPress มีทั้งค่าธรรมเนียมการตั้งค่าเบื้องต้นและค่าธรรมเนียมการสมัครใช้บริการรายเดือน นอกจากนี้ เนื่องจาก WordPress และ ASP-EC มีบัญชีและอินเทอร์เฟซการดูแลระบบแยกต่างหาก จึงไม่มีความสามารถในการจัดการแบบรวมศูนย์ ซึ่งอาจทำให้การดำเนินธุรกิจยุ่งยากขึ้น
วิธีการชำระเงินที่แนะนำสำหรับเว็บไซต์ WordPress
มาดูข้อมูลจากกระทรวงกิจการภายในและการสื่อสารเพื่อดูว่าวิธีชำระเงินใดเหมาะที่สุดสำหรับเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซที่สร้างบน WordPress
จากข้อมูลนี้ วิธีการชำระเงินต่อไปนี้เป็นวิธีที่ใช้บ่อยที่สุดเมื่อซื้อสินค้าทางออนไลน์ในปี 2023 (ผู้ตอบแบบสำรวจอาจให้คำตอบหลายอย่าง)
- การชำระเงินด้วยบัตรเครดิต: 76.7%
- การชำระเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์: 38.5%
- การชำระเงินผ่าน Konbini (ร้านสะดวกซื้อ): 34.7%
- การชำระเงินที่เคาน์เตอร์ธนาคารหรือสำนักงานไปรษณีย์และ ATM: 23.0%
- อินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง: 21.9%
- ระบบเก็บเงินปลายทาง (Cash on Delivery หรือ COD): 17.8%
ในบรรดาวิธีเหล่านี้ การชำระเงินด้วยบัตรเครดิตเป็นที่นิยมที่สุดอย่างเห็นได้ชัด โดยมีการใช้งานมากกว่า 75% ตามมาด้วยการชำระเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการชำระเงินผ่านรหัส QR และการชำระเงินผ่าน Konbini (ร้านสะดวกซื้อ) ซึ่งแต่ละวิธีมีอัตราการใช้งานเกิน 30% เป็นเครื่องบ่งชี้ว่า 3 วิธีนี้เป็นที่นิยมอย่างมากในตลาดอีคอมเมิร์ซ ดังนั้นจึงควรให้ความสำคัญกับการผสานการชำระเงินเหล่านี้เข้ากับเว็บไซต์ของคุณ
อย่างไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย วิธีการชำระเงินอื่นๆ เช่น การโอนเงินผ่านธนาคาร อาจเป็นตัวเลือกที่ลูกค้าต้องการ ดังนั้นจึงควรเลือกผลิตภัณฑ์และบริการโดยอิงตามความเข้าใจในความต้องการของลูกค้าอย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น การเสนอการชำระเงินผ่านธนาคารที่ผู้มีบัญชีสามารถใช้ได้ จะช่วยให้คุณเข้าถึงลูกค้าจากรุ่นเก่าหรือผู้ที่ไม่มีบัตรเครดิตได้ ดังนั้น การเสนอการโอนเงินผ่านธนาคารจึงเป็นตัวเลือกที่ดี
ฟังก์ชันสำคัญสำหรับเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซบน WordPress
นอกจากการประมวลผลการชำระเงินแล้ว มีฟังก์ชันอื่นๆ ที่จำเป็นสำหรับการสร้างเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซด้วย WordPress ตัวอย่างเช่น
รถเข็นสำหรับซื้อสินค้า
ฟีเจอร์หนึ่งที่ร้านค้าออนไลน์ทั้งหมดมีคือรถเข็นหรือตะกร้าช้อปปิ้ง เมื่อผู้ใช้เพิ่มสินค้าที่ต้องการซื้อลงในรถเข็น ระบบจะคำนวณราคารวมโดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ การคลิกที่ไอคอนรถเข็นจะแสดงรายการสินค้าในรถเข็นพร้อมกับปริมาณของสินค้า ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถลบรายการที่ไม่ต้องการออกหรือเปลี่ยนปริมาณได้โดยตรงภายในรถเข็น
การจัดการข้อมูล
ในการดำเนินธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ทุกเว็บไซต์จำเป็นต้องมีฟังก์ชันในการจัดการข้อมูลดังต่อไปนี้
- ลูกค้า
- ผลิตภัณฑ์
- คำสั่งซื้อ (หรือการคืนสินค้า)
- สินค้าคงคลัง
- การขาย
การจัดการข้อมูลนี้ด้วยตนเองต้องใช้ความพยายามอย่างมาก การใช้ระบบการจัดการอัตโนมัติจึงเป็นความคิดที่ดี ซึ่งจะช่วยให้คุณจัดการงานประจำวันและพัฒนากลยุทธ์การตลาดได้ง่ายขึ้น
การรักษาความปลอดภัย
เพื่อเพิ่มความปลอดภัยของเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซที่สร้างด้วย WordPress ให้ใช้ฟีเจอร์การรักษาความปลอดภัยและบังคับใช้มาตรการเพื่อป้องกันปัญหาต่างๆ เช่น การรั่วไหลของข้อมูลส่วนตัว ตัวอย่างเช่น ปลั๊กอินที่บังคับใช้การล็อกบัญชีหลังจากมีการเข้าสู่ระบบที่ล้มเหลวหลายครั้ง ก็อาจมีประโยชน์ การยืนยันแบบ 2 ขั้นตอนผ่านทางอีเมล, ข้อความ SMS หรือแอปสมาร์ทโฟนสามารถป้องกันการเข้าสู่ระบบโดยบุคคลที่ประสงค์ร้ายที่ได้รับรหัสผ่านอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงของการใช้งานโดยไม่ได้รับอนุญาต
การตลาด
กิจกรรมส่งเสริมการขายช่วยเพิ่มรายรับบนเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซได้ด้วยการดึงดูดลูกค้าและกระตุ้นยอดขาย เช่น การส่งอีเมลจดหมายข่าวให้ลูกค้าที่ลงทะเบียน การจัดกิจกรรมลดราคา และการแจกจ่ายคูปองและรหัสโปรโมชัน
ด้วยฟังก์ชันการสนับสนุนด้านการตลาด คุณจะสามารถวิเคราะห์กลุ่มลูกค้าและเข้าใจความต้องการของลูกค้าได้ ซึ่งจะช่วยให้คุณนำกลยุทธ์ต่างๆ มาใช้เพื่อกระตุ้นยอดขายได้ เช่น การติดต่อกับลูกค้าที่ห่างหายไปแต่เคยซื้อสินค้าหรือบริการในอดีต
การสนับสนุนลูกค้าและฟีเจอร์การติดต่อ
ใช้ฟังก์ชันการสนับสนุนลูกค้าเพื่อจัดการคำถามต่างๆ ที่คุณจะได้รับจากลูกค้า คุณสามารถตอบกลับลูกค้าผ่านทางอีเมล โทรศัพท์ หรือแชทได้ การรับฟังความคิดเห็นและข้อกังวลจากผู้ใช้เว็บไซต์จะช่วยให้คุณพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และปรับปรุงคุณภาพบริการได้ การสื่อสารที่ถูกต้องและรวดเร็วก็สามารถนำไปสู่การมีส่วนร่วมของลูกค้ามากขึ้น
ประโยชน์ของการให้บริการเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซบน WordPress
การใช้การประมวลผลการชำระเงินออนไลน์สำหรับ WordPress มีประโยชน์ดังนี้
ปลั๊กอินที่เรียบง่าย
เมื่อใช้ปลั๊กอิน คุณจะสามารถปรับใช้ฟังก์ชัน การชำระเงินบนเว็บไซต์ WordPress ได้อย่างง่ายดาย โดยมีประโยชน์อย่างยิ่งหากคุณใช้เว็บไซต์ที่มีปริมาณการใช้งานสูงอยู่แล้ว เนื่องจากคุณสามารถใช้กลุ่มเป้าหมายที่มีอยู่สำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซของคุณได้
การเพิ่มประสิทธิภาพด้าน SEO
WordPress มีสถาปัตยกรรมโปรแกรมที่จัดโครงสร้างไว้อย่างดี และเป็นที่นิยมอย่างมากจาก Google ในการเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องมือค้นหา (SEO) กล่าวคือจุดแข็งของเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซที่ขับเคลื่อนด้วย WordPress คือการออกแบบของเว็บไซต์ ซึ่งช่วยให้ Crawler (โปรแกรมสำรวจเว็บและเก็บข้อมูลจากเว็บไซต์ ไฟล์ข้อความ รูปภาพ และวิดีโอ) ทำงานได้ง่ายขึ้นในการทำความเข้าใจโครงสร้างของเว็บไซต์ และยังช่วยให้ผู้ใช้ค้นหาได้ง่ายขึ้นอีกด้วย
ความรู้ในการได้มาซึ่งลูกค้าใหม่
บล็อกเกอร์ธุรกิจและบุคคลทั่วไปที่ประสบความสำเร็จในการเพิ่มปริมาณการใช้งานโดยใช้ WordPress ได้แบ่งปันกลยุทธ์ที่ผ่านการพิสูจน์มาแล้วอย่างไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งช่วยให้แม้แต่ผู้เริ่มต้นก็เรียนรู้จากตัวอย่างการดำเนินธุรกิจจริงและการใช้งานการชำระเงินออนไลน์ และนำความรู้นี้ไปใช้กับธุรกิจอีคอมเมิร์ซของตัวเองได้
ประเด็นที่ควรทราบเมื่อใช้งานเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซบน WordPress
เมื่อใช้งานเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซบน WordPress คุณควรคำนึงถึงประเด็นต่อไปนี้
การรักษาความปลอดภัย
เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซไม่ว่าจะใช้ WordPress หรือไม่ก็จำเป็นต้องใช้มาตรการรักษาความปลอดภัยที่แข็งแกร่ง นอกจากนี้ ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส เช่น WordPress ที่มีซอร์สโค้ดเป็นสาธารณะก็มีความเสี่ยงต่อการโจมตีมากขึ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปลั๊กอินและธีมที่คุณใช้ การโจมตีอาจใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ ดังนั้นเมื่อใช้ WordPress ให้ปรับปรุงเป็นเวอร์ชันล่าสุดอยู่เสมอ
นอกจากนี้ สิ่งสำคัญคือต้องลบปลั๊กอินที่ติดตั้งแล้วแต่ไม่จำเป็นอีกต่อไป หลีกเลี่ยงการติดตั้งปลั๊กอินเพียงเพราะเป็นที่นิยมในหมู่ผู้ใช้ WordPress โดยไม่เข้าใจฟังก์ชันของปลั๊กอินนั้น ในทางกลับกัน การใช้ปลั๊กอินรักษาความปลอดภัยหรือระบบป้องกันการฉ้อโกงภายนอกจะเป็นประโยชน์มากกว่า
ความพร้อมใช้งานของวิธีการชำระเงิน
เมื่อใช้ WordPress สำหรับการดำเนินงานอีคอมเมิร์ซ โปรดทราบว่าอาจมีสถานการณ์ที่ระบบไม่รองรับวิธีการชำระเงินล่าสุด เพราะว่า WordPress จะกำหนดวิธีการชำระเงินที่พร้อมใช้งานโดยขึ้นอยู่กับปลั๊กอินที่คุณใช้ คุณจึงอาจไม่สามารถใช้บริการล่าสุดหรือวิธีการชำระเงินที่ต้องการได้หากคุณไม่พบปลั๊กอินที่รองรับวิธีการดังกล่าว
การให้บริการวิธีการชำระเงินให้หลากหลายที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้จะช่วยป้องกันการสูญเสียโอกาสในการขาย ดังนั้น นอกเหนือจากการชำระเงินด้วยบัตรเครดิตตามที่กล่าวถึงไปก่อนหน้านี้ ก็ควรใช้วิธีการชำระเงินที่ใช้กันทั่วไปอย่างน้อย 1 วิธี เช่น การชำระเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือการชำระเงินผ่าน Konbini และขยายตัวเลือกที่ให้บริการตามความต้องการของลูกค้า
เพื่อเพิ่มความหลากหลายในการชำระเงิน อีกวิธีหนึ่งคือการเชื่อมโยงระบบอีคอมเมิร์ซของบริการชำระเงินออนไลน์ภายนอกเข้ากับเว็บไซต์ WordPress แทนที่จะใช้ปลั๊กอินเช่นที่กล่าวมาข้างต้น ระบบอีคอมเมิร์ซภายนอกมักจะเสนอวิธีการชำระเงินที่หลากหลายและเพิ่มบริการใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ทำให้เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสำหรับการขยายธุรกิจของคุณในระยะยาว
ความเชี่ยวชาญด้านการปรับแต่ง
ข้อดีหนึ่งของการใช้ WordPress คือความสะดวกในการใช้งาน แม้แต่สำหรับผู้เริ่มต้น อย่างไรก็ตาม การปรับแต่งเว็บไซต์ยังคงต้องอาศัยความเชี่ยวชาญและทักษะในด้าน HTML, CSS และด้านอื่นๆ ในระดับหนึ่ง ตัวอย่างเช่น หากคุณต้องการปรับแต่งสิ่งที่ปลั๊กอินไม่สามารถจัดการได้ คุณอาจจำเป็นต้องเขียนซอร์สโค้ดด้วยตัวเอง การสร้างเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซที่เหมาะสมจึงอาจมีสิ่งที่ต้องจัดการมากกว่าที่คิด หากไม่มีบุคลากรที่มีทักษะด้านการเขียนโปรแกรม การแก้ไขและปรับแต่งอย่างละเอียดก็อาจเป็นเรื่องยาก
หากคุณต้องการจัดการกับข้อกังวลเหล่านี้ล่วงหน้า การผสานการทำงานกับระบบอีคอมเมิร์ซภายนอกที่มีฟีเจอร์ในตัวจำนวนมากจึงอาจเป็นวิธีที่ดีที่สุด แทนการพึ่งพาปลั๊กอิน เมื่อใช้วิธีนี้ คุณจะมีความยืดหยุ่นในการจัดการสถานการณ์ต่างๆ โดยใช้ฟีเจอร์ที่หลากหลายของระบบอีคอมเมิร์ซ โดยไม่ต้องเสียเวลาไปกับการเปลี่ยนแปลงที่ซับซ้อน แม้ว่าการใช้ระบบอีคอมเมิร์ซจะมีค่าใช้จ่ายสูง แต่ก็อาจคุ้มค่าให้พิจารณาหากคุณวางแผนจะขยายธุรกิจในอนาคต
ทางเลือกอีคอมเมิร์ซอื่นๆ นอกจาก WordPress
หากคุณตัดสินใจว่า WordPress ไม่เหมาะกับคุณ คุณอาจพิจารณาเริ่มต้นธุรกิจอีคอมเมิร์ซด้วยวิธีต่อไปนี้
แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ
ทางเลือกอื่นอย่างหนึ่งนอกจาก WordPress คือการใช้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่มีระบบที่จำเป็นสำหรับการสร้างเว็บไซต์อยู่แล้ว แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซมีหลายประเภท จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะเลือกแพลตฟอร์มที่เหมาะกับแบรนด์และผลิตภัณฑ์ของคุณ รวมถึงสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ธุรกิจในอนาคตด้วย ในการเลือก ให้ประเมินฟีเจอร์ การสนับสนุนผลิตภัณฑ์ และประสิทธิภาพด้านต้นทุนก่อนตัดสินใจ
ห้างสรรพสินค้าอีคอมเมิร์ซ
แทนที่จะใช้เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซของคุณเอง คุณยังสามารถขายผลิตภัณฑ์หรือบริการของคุณได้โดยการเปิดร้านค้าบนมาร์เก็ตเพลสอีคอมเมิร์ซ หรือที่เรียกว่าห้างสรรพสินค้าอีคอมเมิร์ซ คุณสามารถเปิดธุรกิจในห้างสรรพสินค้าอีคอมเมิร์ซได้โดยใช้ระบบอีคอมเมิร์ซสำเร็จรูปโดยไม่ต้องสร้างเว็บไซต์ตั้งแต่ต้น ซึ่งช่วยให้คุณประหยัดทั้งเวลาและแรงงาน นอกจากนี้ การใช้ห้างสรรพสินค้าอีคอมเมิร์ซที่รู้จักกันดีแล้วอาจทำให้ดึงดูดลูกค้าได้ง่ายกว่าการทำกิจกรรมการขายบนเว็บไซต์แบบสแตนด์อโลน
โซเชียลคอมเมิร์ซ
คุณสามารถขายสินค้าและบริการได้โดยใช้โซเชียลคอมเมิร์ซ ซึ่งรวมการค้าโซเชียลมีเดียเข้ากับอีคอมเมิร์ซ ควบคู่หรือแทนการใช้เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซแบบดั้งเดิมเพียงอย่างเดียว หลายๆ คนใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียทุกวัน โซเชียลคอมเมิร์ซจึงมีศักยภาพเป็นวิธีการขายใหม่บนแพลตฟอร์มเหล่านี้ ตัวอย่างเช่น การขายผ่านไลฟ์สด ซึ่งเป็นโซเชียลคอมเมิร์ซประเภทหนึ่งที่คุณสามารถใช้โซเชียลมีเดียเพื่อนำเสนอสินค้าและบริการได้แบบเรียลไทม์ และทำการขายได้โดยตรง โซเชียลคอมเมิร์ซจะช่วยให้คุณเชื่อมต่อกับผู้ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในลักษณะที่ทำได้ผ่านโซเชียลมีเดียเท่านั้น
Stripe Checkout ช่วยอะไรได้บ้าง
Stripe Checkout เป็นรูปแบบการชำระเงินสำเร็จรูปที่สามารถปรับแต่งได้อย่างเต็มที่ ซึ่งจะช่วยให้คุณรับชำระเงินบนเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันได้ง่ายๆ
Checkout สามารถช่วยคุณทำสิ่งเหล่านี้ได้
เพิ่มการเปลี่ยนเป็นผู้ใช้แบบชำระเงิน: การออกแบบที่เหมาะกับอุปกรณ์เคลื่อนที่และขั้นตอนการชำระเงินแบบคลิกเดียวของ Checkout ทำให้ลูกค้าสามารถป้อนและนำข้อมูลการชำระเงินกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างง่ายดาย
ลดเวลาในการพัฒนา: ฝัง Checkout ลงในเว็บไซต์ของคุณโดยตรง หรือส่งลูกค้าไปยังหน้าเว็บที่โฮสต์โดย Stripe ด้วยโค้ดเพียงไม่กี่บรรทัด
ปรับปรุงความปลอดภัย: Checkout จะจัดการข้อมูลบัตรที่ละเอียดอ่อน ทำให้ปฏิบัติตามข้อกำหนดของ PCI ได้ง่ายขึ้น
ขยายไปทั่วโลก: แปลงค่าบริการเป็นสกุลเงินต่างๆ ได้มากกว่า 100 สกุลเงินด้วย Adaptive Pricing ซึ่งรองรับมากกว่า 30 ภาษา และแสดงวิธีการชำระเงินแบบไดนามิกที่มีแนวโน้มจะเพิ่มการเปลี่ยนเป็นลูกค้าแบบชำระเงินได้มากที่สุด
ใช้ฟีเจอร์ขั้นสูง: ผสานการทำงานของ Checkout กับสินค้าอื่นๆ ของ Stripe เช่น Billing สำหรับการชำระเงินตามรอบบิล, Radar สำหรับการป้องกันการฉ้อโกง และอื่นๆ อีกมากมาย
รักษาการควบคุม: ปรับแต่งประสบการณ์การชำระเงินได้อย่างเต็มที่ รวมถึงการบันทึกวิธีการชำระเงินและการตั้งค่าการดำเนินการหลังการซื้อ
ดูข้อมูลเพิ่มเติมว่า Checkout ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ขั้นตอนการชำระเงินได้อย่างไร หรือเริ่มใช้งานเลยวันนี้
เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นคําแนะนําทางกฎหมายหรือภาษี Stripe ไม่รับประกันหรือรับประกันความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ความไม่เพียงพอ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในบทความ คุณควรขอคําแนะนําจากทนายความที่มีอํานาจหรือนักบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอํานาจศาลเพื่อรับคําแนะนําที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ