ในยุคที่เศรษฐกิจโลกเชื่อมโยงถึงกันมากขึ้น ธุรกรรมการเงินระหว่างประเทศเป็นกลไกสำคัญทั้งในภาคธุรกิจ อีคอมเมิร์ซรายย่อย กลุ่มคนทำงานทางไกลหรือดิจิทัลนอแมด (Digital nomad) ไปจนถึงแรงงานไทยในต่างแดน หนึ่งในนวัตกรรมฟินเทค (Fintech innovation) ที่นักลงทุนและผู้ประกอบการไทยไม่ควรมองข้ามคือสเตเบิลคอยน์ (Stablecoin) ที่มีจุดเด่นด้านความรวดเร็ว ค่าธรรมเนียมต่ำ และความเสถียรของมูลค่าเมื่อเทียบกับคริปโตเคอร์เรนซี (Cyptocurrency) ประเภทอื่น ซึ่งกำลังเปลี่ยนแปลงสมการในระบบชำระเงินระหว่างประเทศ
บทความนี้เราจะทำความรู้จักว่าสเตเบิลคอยน์คืออะไร สเตเบิลคอยน์ใดบ้างที่ได้รับความนิยมในตลาดคริปโตเคอร์เรนซี จุดเด่นของสเตเบิลคอยน์และตัวอย่างการใช้งานสเตเบิลคอยน์ในธุรกรรมระหว่างประเทศ รวมถึงแนะนำโซลูชันที่สามารถเชื่อมต่อธุรกรรมการเงินไทยไปทั่วโลกด้วยสเตเบิลคอยน์ อีกทั้งยังช่วยยกระดับความทันสมัยและความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทย
เนื้อหาหลักในบทความ
- สเตเบิลคอยน์คืออะไร
- จุดเด่นของสเตเบิลคอยน์
- การใช้สเตเบิลคอยน์ในธุรกรรมระหว่างประเทศ
- เชื่อมต่อธุรกรรมการเงินไทยไปทั่วโลกด้วยสเตเบิลคอยน์
- Stripe Payments ช่วยเหลือคุณได้อย่างไร
สเตเบิลคอยน์คืออะไร
สเตเบิลคอยน์ (Stablecoin) หรือเหรียญมูลค่าคงที่ คือ สกุลเงินดิจิทัลหรือคริปโตเคอร์เรนซีที่ออกแบบมาให้มีมูลค่าคงที่โดยมีการตรึงมูลค่ากับสินทรัพย์เสถียร เช่น เงินดอลลาร์สหรัฐ ทองคำ หรือใช้กลไกอัลกอริทึมของเหรียญควบคุมราคา ทำให้ราคาของสเตเบิลคอยน์ไม่ผันผวนมากและมีการใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนที่ปลอดภัยกว่าเหรียญอื่นๆ ในตลาดคริปโต
ประเภทของสเตเบิลคอยน์
สเตเบิลคอยน์โดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลักตามสินทรัพย์ค้ำประกัน ดังนี้
เหรียญที่ค้ำด้วยเงินสำรอง
สเตเบิลคอยน์ที่ค้ำด้วยเงินสำรอง (Fiat-backed stablecoin) เป็นเหรียญที่ผูกมูลค่ากับสกุลเงินทั่วไป เช่น ดอลลาร์สหรัฐ (USD) โดยมีเงินสำรองในสัดส่วนใกล้เคียงกับจำนวนเหรียญที่ออก เหรียญประเภทนี้ได้รับความนิยมเพราะมีเสถียรภาพจากการค้ำประกันมูลค่าแบบ 1:1 ตัวอย่างเช่น
- Binance USD (BUSD): สเตเบิลคอยน์ที่มีสินทรัพย์เทียบเท่าเงินดอลลาร์สหรัฐ กำกับดูแลโดยหน่วยงานรัฐนิวยอร์ก (NYDFS) ผ่าน Paxos เป็นหนึ่งในเหรียญที่มีโครงสร้างด้านกฎหมายชัดเจน
- Tether (USDT): สเตเบิลคอยน์ที่มีมูลค่าตลาดสูงที่สุดและใช้แพร่หลายมากที่สุด ผูกค่าไว้ที่ 1 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1 USDT
- USD Coin (USDC): สเตเบิลคอยน์ที่เน้นความโปร่งใสด้านเงินสำรอง มีมูลค่าตลาดใหญ่อันดับ 2 และมีการตรวจสอบสำรองอย่างสม่ำเสมอ โดยถูกตรึงไว้ที่ 1 USD ต่อโทเค็นหนึ่งหน่วย
เหรียญที่ค้ำด้วยคริปโต
สเตเบิลคอยน์ที่ค้ำด้วยคริปโตเคอร์เรนซีอื่น (Crypto-backed stablecoin) เช่น Bitcoin หรือ Ethereum เป็นหลักประกัน โดยมักมีการวางหลักประกันเกินมูลค่าที่กู้ (Overcollateralized) เพื่อรองรับความผันผวนของตลาด เหรียญประเภทนี้มีความซับซ้อนและมีความเสี่ยงเมื่อราคาคริปโตมีความผันผวนสูง ตัวอย่างเช่น
- Dai (DAI): มีความโปร่งใสสูงเนื่องจากเป็นเหรียญที่เก็บข้อมูลแบบกระจายศูนย์ ค้ำด้วยคริปโต เช่น Ethereum (ETH) หรือโทเค็นอื่นๆ ได้รับความนิยมมากในระบบ DeFi
- Liquity USD (LUSD): สเตเบิลคอยน์แบบกระจายศูนย์ที่ใช้ Ethereum (ETH) เป็นหลักค้ำประกัน มีราคาใกล้เคียง 1 ดอลลาร์สหรัฐและสามารถแลกคืนด้วยหลักประกันได้ตามมูลค่า
- Origin Dollar (OUSD): เหรียญที่ค้ำด้วยคริปโตและสเตเบิลคอยน์อื่นๆ เช่น USDT และ USDC ที่ไม่เพียงคงมูลค่าแต่ยังมีระบบที่ช่วยสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือโดยอัตโนมัติผ่านระบบ DeFi
เหรียญที่ค้ำด้วยอัลกอริทึม
สเตเบิลคอยน์ที่ค้ำด้วยอัลกอริทึม (Algorithmic stablecoin) ใช้กลไกควบคุมปริมาณเหรียญในระบบเพื่อรักษาระดับราคาให้ใกล้เคียงกับมูลค่าที่กำหนด ไม่ได้มีสินทรัพย์ค้ำประกันโดยตรง แม้แนวคิดของเหรียญนี้จะมุ่งเน้นการกระจายศูนย์เพื่อควบคุมอุปสงค์–อุปทานในการรักษาราคาและไม่ต้องใช้เงินสำรองจำนวนมาก แต่ก็มีความเสี่ยงสูงเมื่อความเชื่อมั่นของตลาดลดลงและอาจส่งผลให้ระบบล้มเหลวได้ ตัวอย่างเช่น
- Ampleforth (AMPL): สเตเบิลคอยน์ที่ใช้กลไกปรับปริมาณเหรียญอัตโนมัติ ระบบจะเพิ่มหรือลดจำนวนโทเค็นในกระเป๋าผู้ถือโดยอัตโนมัติเพื่อให้ราคาปรับเข้าหาเป้าหมาย
- Frax (FRAX): เหรียญที่ได้รับความสนใจมากด้วยโมเดลแบบกึ่งอัลกอริทึม คือมีสินทรัพย์สำรองบางส่วน เช่น USDC, USDT และอีกส่วนควบคุมโดยระบบอัลกอริทึมเพื่อการตรึงค่าเงินที่ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ทำให้เสถียรภาพดีกว่าโมเดลที่ใช้กลไกอัลกอริทึมเพียงอย่างเดียว
- TerraUSD (UST): ทำงานร่วมกับโทเค็น LUNA ถูกออกแบบให้มีมูลค่าใกล้เคียง 1 ดอลลาร์สหรัฐแต่ไม่ได้มีเงินดอลลาร์สำรองแบบ 1:1 เคยได้รับความนิยมมากก่อนเกิดวิกฤตใหญ่ในปี 2022
เหรียญที่ค้ำด้วยสินทรัพย์อื่น
สเตเบิลคอยน์ที่ค้ำด้วยสินทรัพย์จริง (Commodity-collateralized stablecoin) เช่น ทองคำ น้ำมัน หรืออสังหาริมทรัพย์ โดยมูลค่าเหรียญจะมีการผูกกับราคาสินทรัพย์นั้นๆ ช่วยป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อได้ดี (โดยเฉพาะทองคำ) ผู้ออกเหรียญต้องมีสินทรัพย์จริงรองรับ 100% ตามจำนวนเหรียญที่หมุนเวียนและมีบริษัทภายนอกตรวจสอบปริมาณสำรองเป็นระยะ นิยมใช้เป็นเครื่องมือกระจายความเสี่ยงในพอร์ตคริปโต ตัวอย่างเช่น
- PAX Gold (PAXG): 1 เหรียญมีมูลค่าเทียบเท่ากับทองคำจริง 1 ทรอยออนซ์ เป็นสเตเบิลคอยน์ที่มีสภาพคล่องสูง โดยผู้ถือจะมีสิทธิ์ในทองคำที่รองรับโทเค็นนั้นแทนที่จะต้องซื้อทองคำแท่งจริงเอง
- Tether Gold (XAUT): ออกโดยบริษัทในเครือเดียวกับ Tether (USDT) หนึ่งเหรียญเท่ากับทองคำ 1 ทรอยออนซ์ ได้รับความนิยมสูงรองจาก PAXG ถือว่ามีสภาพคล่องดีในตลาดเอเชีย
จุดเด่นของสเตเบิลคอยน์
สเตเบิลคอยน์กำลังเป็นที่สนใจในกลุ่มนักลงทุนและตลาดฟินเทค (Fintech) ด้วยประโยชน์และจุดเด่น ดังนี้
รองรับปัญหาเงินเฟ้อ
สเตเบิลคอยน์เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของรูปแบบเงินดิจิทัลที่อิงกับดอลลาร์สหรัฐ เช่น USDT หรือ USDC โดยเฉพาะในประเทศที่ต้องประสบกับปัญหาเงินเสื่อมมูลค่าลงหรือเงินเฟ้อ การถือครองสเตเบิลคอยน์ทำให้ไม่จำเป็นต้องจำกัดการใช้เงินสกุลใดสกุลหนึ่งอีกต่อไป ป้องกันความเสี่ยงจากค่าเงินบาทอ่อนค่า กระจายความเสี่ยงพอร์ตการลงทุน และสามารถเก็บมูลค่าในรูปแบบดิจิทัลที่เคลื่อนย้ายได้ง่าย
รับมือกับความผันผวนของตลาด
ตลาดคริปโตนั้นขึ้นชื่อเรื่องความผันผวนในราคาสินทรัพย์ (Volatility) นักลงทุนจึงมักมีการใช้สเตเบิลคอยน์เพื่ออำนวยความสะดวกในการซื้อ-ขาย ชำระเงิน โอนมูลค่า และเป็นแหล่งพักเงิน โดยไม่ต้องเสี่ยงกับการขึ้น-ลงของมูลค่าในระยะเวลาที่ตลาดผันผวน ลดความเสี่ยงจากตลาดขาลง ล็อกกำไรชั่วคราวได้โดยไม่ต้องถอนกลับเป็นเงินบาท ถือสินทรัพย์ได้อย่างปลอดภัยในช่วงที่ยังไม่สะดวกออกเป็นเงินบาท
สื่อกลางในการแลกเปลี่ยนคริปโต
สามารถใช้สเตเบิลคอยน์เป็นสื่อกลางในการพักเงินระหว่างเทรดจุดเข้า-ออกในตลาดคริปโต โดยไม่ต้องแปลงเป็นเงินบาททันที ทำให้สเตเบิลคอยน์กลายเป็นเหมือนสะพานที่ช่วยให้ผู้ใช้งานที่เริ่มต้นจากเงินบาทเป็นหลัก สามารถเข้า-ออกตลาดคริปโตได้คล่องขึ้นโดยการเปลี่ยนจากเงินบาทเป็นสเตเบิลคอยน์และค่อยเปลี่ยนเป็นเหรียญรูปแบบอื่นๆ โดยแพลตฟอร์มซื้อขายส่วนใหญ่ในไทยและต่างประเทศนิยมใช้เทรดคู่กับ USDT หรือ USDC
โอกาสในการลงทุน
แม้สเตเบิลคอยน์จะมีมูลค่าคงที่แต่ผู้ใช้งานสามารถสร้างผลตอบแทนผ่านช่องทางการลงทุนเหล่านี้ โดยไม่ต้องผ่านธนาคารหรือสถาบันการเงินแบบดั้งเดิม เช่น
- Crypto Lending: การนำคริปโตไปปล่อยกู้เพื่อรับดอกเบี้ย โดยผู้กู้ต้องวางหลักประกันมากกว่ามูลค่าที่กู้ไว้เพื่อป้องกันความเสี่ยง
- Yield Farming: การนำคริปโตไปฝากไว้ในแพลตฟอร์ม DeFi (Decentralized Finance) หรือแพลตฟอร์มการเงินแบบกระจายศูนย์เพื่อเน้นรับผลตอบแทนมากกว่าการเก็งกำไรจากราคา เช่นดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม หรือโทเค็นรางวัล
- DeFi Staking: การนำสินทรัพย์ดิจิทัลไปฝากหรือล็อกไว้ในแพลตฟอร์ม DeFi เพื่อเป็นการสนับสนุนความปลอดภัยของเครือข่าย โดยการรับผลตอบแทนในรูปแบบดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนเป็นเปอร์เซ็นต์ต่อปี
มีกฎหมายรับรองที่ชัดเจน
ประเทศไทยถือเป็นประเทศแรกๆ ในเอเชียที่มีกฎหมายกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างชัดเจน ที่ผู้ให้บริการต้องได้รับใบอนุญาตและจำเป็นต้องมีมาตรการคุ้มครองผู้ลงทุน โดยมีการประกาศจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ว่ามีการเพิ่ม USDC และ USDT ในบัญชีรายชื่อคริปโตเคอร์เรนซีซึ่งมีผลบังคับใช้กลางเดือนมีนาคม ปี 2025 ซึ่งความชัดเจนด้านกฎหมายนี้ช่วยเพิ่มความโปร่งใสและสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ใช้งานสเตเบิลคอยน์ในประเทศไทย
ส่งเสริมระบบโอนเงินระหว่างประเทศ
เนื่องจากประเทศไทยมีการรองรับสเตเบิลคอยน์สำหรับการซื้อขายแลกเปลี่ยนกับเหรียญดิจิทัลอื่นๆ สเตเบิลคอยน์จึงถูกจับตามองในฐานะเครื่องมือชำระเงินดิจิทัลที่อาจเข้ามาเสริมหรือทดแทนระบบโอนเงินระหว่างประเทศในอนาคต ด้วยจุดเด่นด้านความรวดเร็วในการทำธุรกรรม โดยสามารถโอนเงินข้ามประเทศและข้ามแพลตฟอร์มได้อย่างสะดวก (ขึ้นอยู่กับเครือข่ายที่ใช้) มีค่าธรรมเนียมต่ำกว่าวิธีดั้งเดิม โปร่งใสและตรวจสอบได้ผ่านบล็อกเชน (Blockchain) และมีความเสถียรของมูลค่าเมื่อเทียบกับเหรียญคริปโตประเภทอื่นๆ
สนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล
ประเทศไทยกำลังผลักดันนโยบาย Digital transformation หรือการปรับใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้าร่วมกับองค์กรหรือธุรกิจอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งสเตเบิลคอยน์เป็นหนึ่งในเครื่องมือซึ่งช่วยเพิ่มสภาพคล่องในระบบดิจิทัล สนับสนุนอุตสาหกรรมฟินเทคและธุรกิจ Web 3.0 หรือเว็บไซต์แบบกระจายศูนย์ (Decentralized web) และสร้างโอกาสให้สตาร์ทอัพไทยสามารถแข่งขันได้ในระดับโลก
การใช้สเตเบิลคอยน์ในธุรกรรมระหว่างประเทศ
ในอนาคตสเตเบิลคอยน์จะเป็นเครื่องมือสำคัญในระบบการชำระเงินข้ามพรมแดน (Cross-border payment) โดยมีตัวอย่างแนวทางการใช้งานในธุรกรรมระหว่างประเทศ ดังนี้
- การโอนเงินระหว่างประเทศ: ผู้ใช้งานสามารถโอนสเตเบิลคอยน์ เช่น USDT หรือ USDC ไปยัง e-wallet หรือ กระเป๋าเงินดิจิทัล (Digital wallet) ของผู้รับในต่างประเทศได้โดยตรง ทำให้เงินโอนจากบัญชีผู้จ่ายไปยังผู้รับได้แบบเรียลไทม์ (Real-time payment) ลดระยะเวลาโอนจากหลายวันเหลือเพียงไม่กี่นาที มักมีค่าธรรมเนียมต่ำกว่าการโอนผ่านธนาคารหรือระบบ SWIFT
- การชำระค่าสินค้าระหว่างประเทศ: ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้สเตเบิลคอยน์ในการชำระค่าสินค้านำเข้าหรือรับชำระค่าส่งออก ลดขั้นตอนเอกสารและระยะเวลาการเคลียร์เงินเมื่อเทียบกับตราสารเครดิต (Letter of Credit) หรือการโอนผ่านธนาคาร ช่วยลดค่าธรรมเนียมและความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน
- ธุรกิจนำเข้า–ส่งออก: ผู้ประกอบการสามารถใช้สเตเบิลคอยน์ในการชำระค่าสินค้าให้คู่ค้าต่างประเทศได้โดยตรงผ่านระบบชำระเงินผ่านบล็อกเชน ขณะเดียวกันผู้ส่งออกไทยสามารถรับชำระเงินจากลูกค้าต่างประเทศในรูปแบบสเตเบิลคอยน์แล้วจึงแปลงกลับเป็นเงินบาทผ่านผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับอนุญาตในประเทศไทย
- การลงทุน: นักลงทุนสามารถใช้สเตเบิลคอยน์เป็นตัวกลางในการเข้าลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลต่างประเทศ เช่น การใช้ USDC เพื่อเก็บมูลค่าแทนการถือเงินสด USD และใช้เคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ ช่วยลดขั้นตอนการแลกเปลี่ยนสกุลเงินหลายทอดและเข้าถึงแพลตฟอร์ม DeFi ในต่างประเทศได้สะดวกยิ่งขึ้น
- ธุรกิจการท่องเที่ยว: นักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถใช้สเตเบิลคอยน์ในการชำระค่าบริการโรงแรม บริษัททัวร์ ร้านอาหาร หรือบริการขนส่งในประเทศไทยได้ผ่าน e-wallet โดยไม่จำเป็นต้องแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศผ่านธนาคารหรือบริการแลกเงินแบบดั้งเดิม
- ธุรกิจดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซ: ธุรกิจสามารถเลือกรับชำระเงินจากลูกค้าต่างประเทศได้ด้วยสเตเบิลคอยน์ ช่วยลดปัญหาการปฏิเสธการชำระเงิน (Chargeback) และสามารถแปลงกลับเป็นเงินบาทผ่านศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับอนุญาตในประเทศไทย เหมาะกับธุรกิจฟรีแลนซ์ นักพัฒนา หรือผู้ให้บริการออนไลน์ที่มีลูกค้าทั่วโลก
- ค่าจ้างสำหรับแรงงานต่างชาติ: นายจ้างในไทยสามารถจ่ายค่าจ้างให้แรงงานหรือพนักงานต่างชาติด้วยสเตเบิลคอยน์ ช่วยให้พนักงานโอนเงินกลับประเทศได้ทันทีและลดค่าธรรมเนียมการโอนระหว่างประเทศ อีกทั้งยังมีบันทึกการจ่ายเงินที่ชัดเจน สอดคล้องกับข้อกำหนดกฎหมายแรงงานและการตรวจสอบทางบัญชี
- ฟรีแลนซ์ไทยรับเงินจากต่างประเทศ: ฟรีแลนซ์ไทยสามารถรับค่าจ้างจากลูกค้าต่างประเทศเป็นสเตเบิลคอยน์และแปลงเป็นเงินบาทผ่านศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลได้ ฟรีแลนซ์สามารถเก็บสเตเบิลคอยน์ไว้ใน e-wallet และเลือกจังหวะแปลงเป็นเงินบาทเมื่ออัตราแลกเปลี่ยนเหมาะสมตามความต้องการ
เชื่อมต่อธุรกรรมการเงินไทยไปทั่วโลกด้วยสเตเบิลคอยน์
ธุรกิจควรเตรียมความพร้อมในการรองรับการใช้งานสเตเบิลคอยน์อย่างราบรื่นเมื่อมีการนำมาใช้ในวงกว้างอย่างเป็นทางการในอนาคต ปัจจุบันยังไม่มีสเตเบิลคอยน์ที่ออกโดย ธปท. เหรียญที่ใช้งานและได้รับการยอมรับจึงเป็นสเตเบิลคอยน์ที่ออกโดยภาคเอกชน ซึ่งมีการใช้งานจริงในประเทศไทย ดังนี้
โอนเงินข้ามประเทศด้วยสเตเบิลคอยน์
หนึ่งในธนาคารพาณิชย์มีการเปิดบริการชำระและโอนเงินระหว่างประเทศโดยใช้สเตเบิลคอยน์เป็นสื่อกลาง มีจุดมุ่งหมายเพื่อลดระยะเวลาและค่าธรรมเนียมในการโอนเงินไปยังต่างประเทศ การใช้งานยังอยู่ในระยะเริ่มต้นภายใต้กรอบการกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงาน ก.ล.ต.การใช้จ่ายทั่วไปด้วยสเตเบิลคอยน์
ในปี 2025 มีการเปิดตัวแอปกระเป๋าเงินดิจิทัลที่ผู้ใช้สามารถสแกนจ่ายด้วยเหรียญ USDT หรือคริปโตอื่นๆ ผ่านฟีเจอร์แตะแล้วจ่าย หรือ Tap to pay และบัตรคริปโตที่รองรับการใช้จ่ายด้วยสเตเบิลคอยน์ที่สามารถใช้งานเสมือนบัตรเดบิต/เครดิตทั่วไป โดยมุ่งเน้นอำนวยความสะดวกให้กลุ่มนักท่องเที่ยวและผู้ใช้คริปโตเคอร์เรนซี รองรับร้านค้าออนไลน์และออฟไลน์กว่า 100 ล้านแห่งทั่วโลกที่รับบัตร Visa โดยระบบจะตัดยอดจากสเตเบิลคอยน์และแปลงเป็นเงินบาทขณะชำระเงินแบบเรียลไทม์ อย่างไรก็ดี การใช้สเตเบิลคอยน์เพื่อชำระค่าสินค้าและบริการยังไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลโดยตรงของหน่วยงานไทย ผู้ใช้จึงควรพิจารณาถึงความเสี่ยงอย่างรอบคอบ แม้ในทางปฏิบัติจะสามารถใช้จ่ายได้จริงแล้วก็ตามการลงทุน เทรด และแลกเปลี่ยนสเตเบิลคอยน์
ในปี 2025 ภาครัฐได้พัฒนาแนวทางกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างชัดเจน เปิดทางให้นักลงทุนซื้อขายและแลกเปลี่ยนสเตเบิลคอยน์ เช่น USDT และ USDC กับคริปโตเคอร์เรนซีอื่นๆ ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ส่งผลให้สเตเบิลคอยน์กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในด้านการลงทุน การบริหารความเสี่ยง และการโอนมูลค่าระหว่างประเทศ ทั้งยังสามารถใช้ทำกำไรจากส่วนต่างของราคา การฝากเพื่อรับดอกเบี้ย และเป็นตัวกลางในการเทรด โดยนักลงทุนมักแปลงคริปโตเป็นสเตเบิลคอยน์เพื่อรักษาสภาพคล่องและลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดขยายธุรกิจไทยไปทั่วโลก
ผู้ประกอบการไทยสามารถขยายธุรกิจสู่ตลาดโลกได้ด้วยการรับชำระเงินผ่านสเตเบิลคอยน์ โดยสามารถเลือกใช้โซลูชันระดับโลกอย่าง Stripe ด้วยการผสานฟังก์ชันคริปโตผ่าน API ที่ยืดหยุ่น ก็สามารถเพิ่มทางเลือกการชำระเงิน ลดค่าธรรมเนียมธุรกรรมระหว่างประเทศ และแปลงคริปโตเป็นเงินบาทโดยอัตโนมัติก่อนโอนเข้าบัญชีที่ผูกไว้ ช่วยให้ธุรกิจไทยทันสมัยและเข้าถึงตลาดโลกได้อย่างสะดวกและปลอดภัยยิ่งขึ้น
Stripe Payments ช่วยเหลือคุณได้อย่างไร
Stripe Payments มอบโซลูชันการชำระเงินระดับโลกแบบครบวงจรที่ช่วยให้ธุรกิจใดๆ ตั้งแต่สตาร์ทอัพที่กำลังเติบโตไปจนถึงองค์กรระดับโลกสามารถรับชำระเงินออนไลน์ ที่จุดขาย และทั่วโลกได้. ธุรกิจสามารถรับ การชำระเงินด้วยสเตเบิลคอยน์ จากเกือบทุกที่ทั่วโลก โดยยอดเงินจะถูกแปลงเป็นสกุลเงินปกติและบันทึกในบัญชี Stripe
Stripe Payments สามารถช่วยคุณทำสิ่งต่อไปนี้
- เพิ่มประสิทธิภาพให้ประสบการณ์การชำระเงินของคุณ: สร้างประสบการณ์ที่ราบรื่นให้กับลูกค้าและประหยัดเวลาในการทำงานวิศวกรรมได้หลายพันชั่วโมงด้วย UI การชำระเงินที่สร้างไว้ให้แล้ว, สิทธิ์เข้าถึงวิธีการชำระเงินมากกว่า 125 วิธี และ Link ซึ่งเป็นกระเป๋าเงินที่สร้างโดย Stripe
- ขยายไปสู่ตลาดใหม่ๆ ได้เร็วขึ้น: เข้าถึงลูกค้าทั่วโลกและลดความซับซ้อนและค่าใช้จ่ายในการจัดการหลายสกุลเงินด้วยตัวเลือกการชำระเงินข้ามพรมแดนที่มีให้บริการใน 195 ประเทศและกว่า 135 สกุลเงิน
- รวมการชำระเงินที่จุดขายและทางออนไลน์ไว้ด้วยกัน: สร้างประสบการณ์การค้าแบบแพลตฟอร์มรวมในช่องทางออนไลน์และที่จุดขายเพื่อปรับแต่งการโต้ตอบ ตอบแทนความภักดี และเพิ่มรายได้
- ปรับปรุงประสิทธิภาพการชำระเงิน: เพิ่มรายรับด้วยเครื่องมือการชำระเงินที่กำหนดเองได้และปรับแต่งได้ง่ายๆ ซึ่งรวมถึงระบบป้องกันการฉ้อโกงแบบไม่ต้องเขียนโค้ดและความสามารถขั้นสูงเพื่อเพิ่มอัตราการอนุมัติ
- เดินหน้าได้เร็วขึ้นด้วยแพลตฟอร์มที่ยืดหยุ่นและเชื่อถือได้เพื่อการเติบโต: สร้างบนแพลตฟอร์มที่ออกแบบมาเพื่อขยับขยายไปพร้อมกับคุณ โดยมีระยะเวลาให้บริการที่แทบจะไม่หยุดทำงานเลย และมีความน่าเชื่อถือระดับแนวหน้าของวงการ
ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีที่ Stripe Payments สามารถช่วยให้คุณรับการชำระเงินออนไลน์และการชำระเงินที่จุดขายได้ หรือ เริ่มใช้งาน เลยวันนี้
เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นคําแนะนําทางกฎหมายหรือภาษี Stripe ไม่รับประกันหรือรับประกันความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ความไม่เพียงพอ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในบทความ คุณควรขอคําแนะนําจากทนายความที่มีอํานาจหรือนักบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอํานาจศาลเพื่อรับคําแนะนําที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ