ทำความรู้จักสเตเบิลคอยน์ (Stablecoin) ตัวแปรใหม่ในการชำระเงินระหว่างประเทศ

Payments
Payments

รับชำระเงินออนไลน์ ที่จุดขาย และทั่วโลกด้วยโซลูชันการชำระเงินที่สร้างมาสำหรับธุรกิจทุกขนาด ตั้งแต่ธุรกิจสตาร์ทอัพไปจนถึงองค์กรใหญ่ระดับโลก

ดูข้อมูลเพิ่มเติม 
  1. บทแนะนำ
  2. สเตเบิลคอยน์คืออะไร
    1. ประเภทของสเตเบิลคอยน์
    2. เหรียญที่ค้ำด้วยเงินสำรอง
    3. เหรียญที่ค้ำด้วยคริปโต
  3. จุดเด่นของสเตเบิลคอยน์
    1. รองรับปัญหาเงินเฟ้อ
    2. รับมือกับความผันผวนของตลาด
    3. สื่อกลางในการแลกเปลี่ยนคริปโต
    4. โอกาสในการลงทุน
    5. มีกฎหมายรับรองที่ชัดเจน
    6. ส่งเสริมระบบโอนเงินระหว่างประเทศ
    7. สนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล
  4. การใช้สเตเบิลคอยน์ในธุรกรรมระหว่างประเทศ
  5. เชื่อมต่อธุรกรรมการเงินไทยไปทั่วโลกด้วยสเตเบิลคอยน์
  6. Stripe Payments ช่วยเหลือคุณได้อย่างไร

ในยุคที่เศรษฐกิจโลกเชื่อมโยงถึงกันมากขึ้น ธุรกรรมการเงินระหว่างประเทศเป็นกลไกสำคัญทั้งในภาคธุรกิจ อีคอมเมิร์ซรายย่อย กลุ่มคนทำงานทางไกลหรือดิจิทัลนอแมด (Digital nomad) ไปจนถึงแรงงานไทยในต่างแดน หนึ่งในนวัตกรรมฟินเทค (Fintech innovation) ที่นักลงทุนและผู้ประกอบการไทยไม่ควรมองข้ามคือสเตเบิลคอยน์ (Stablecoin) ที่มีจุดเด่นด้านความรวดเร็ว ค่าธรรมเนียมต่ำ และความเสถียรของมูลค่าเมื่อเทียบกับคริปโตเคอร์เรนซี (Cyptocurrency) ประเภทอื่น ซึ่งกำลังเปลี่ยนแปลงสมการในระบบชำระเงินระหว่างประเทศ

บทความนี้เราจะทำความรู้จักว่าสเตเบิลคอยน์คืออะไร สเตเบิลคอยน์ใดบ้างที่ได้รับความนิยมในตลาดคริปโตเคอร์เรนซี จุดเด่นของสเตเบิลคอยน์และตัวอย่างการใช้งานสเตเบิลคอยน์ในธุรกรรมระหว่างประเทศ รวมถึงแนะนำโซลูชันที่สามารถเชื่อมต่อธุรกรรมการเงินไทยไปทั่วโลกด้วยสเตเบิลคอยน์ อีกทั้งยังช่วยยกระดับความทันสมัยและความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทย

เนื้อหาหลักในบทความ

  • สเตเบิลคอยน์คืออะไร
  • จุดเด่นของสเตเบิลคอยน์
  • การใช้สเตเบิลคอยน์ในธุรกรรมระหว่างประเทศ
  • เชื่อมต่อธุรกรรมการเงินไทยไปทั่วโลกด้วยสเตเบิลคอยน์
  • Stripe Payments ช่วยเหลือคุณได้อย่างไร

สเตเบิลคอยน์คืออะไร

สเตเบิลคอยน์ (Stablecoin) หรือเหรียญมูลค่าคงที่ คือ สกุลเงินดิจิทัลหรือคริปโตเคอร์เรนซีที่ออกแบบมาให้มีมูลค่าคงที่โดยมีการตรึงมูลค่ากับสินทรัพย์เสถียร เช่น เงินดอลลาร์สหรัฐ ทองคำ หรือใช้กลไกอัลกอริทึมของเหรียญควบคุมราคา ทำให้ราคาของสเตเบิลคอยน์ไม่ผันผวนมากและมีการใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนที่ปลอดภัยกว่าเหรียญอื่นๆ ในตลาดคริปโต

ประเภทของสเตเบิลคอยน์

สเตเบิลคอยน์โดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลักตามสินทรัพย์ค้ำประกัน ดังนี้

เหรียญที่ค้ำด้วยเงินสำรอง

สเตเบิลคอยน์ที่ค้ำด้วยเงินสำรอง (Fiat-backed stablecoin) เป็นเหรียญที่ผูกมูลค่ากับสกุลเงินทั่วไป เช่น ดอลลาร์สหรัฐ (USD) โดยมีเงินสำรองในสัดส่วนใกล้เคียงกับจำนวนเหรียญที่ออก เหรียญประเภทนี้ได้รับความนิยมเพราะมีเสถียรภาพจากการค้ำประกันมูลค่าแบบ 1:1 ตัวอย่างเช่น

  • Binance USD (BUSD): สเตเบิลคอยน์ที่มีสินทรัพย์เทียบเท่าเงินดอลลาร์สหรัฐ กำกับดูแลโดยหน่วยงานรัฐนิวยอร์ก (NYDFS) ผ่าน Paxos เป็นหนึ่งในเหรียญที่มีโครงสร้างด้านกฎหมายชัดเจน
  • Tether (USDT): สเตเบิลคอยน์ที่มีมูลค่าตลาดสูงที่สุดและใช้แพร่หลายมากที่สุด ผูกค่าไว้ที่ 1 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1 USDT
  • USD Coin (USDC): สเตเบิลคอยน์ที่เน้นความโปร่งใสด้านเงินสำรอง มีมูลค่าตลาดใหญ่อันดับ 2 และมีการตรวจสอบสำรองอย่างสม่ำเสมอ โดยถูกตรึงไว้ที่ 1 USD ต่อโทเค็นหนึ่งหน่วย

เหรียญที่ค้ำด้วยคริปโต

สเตเบิลคอยน์ที่ค้ำด้วยคริปโตเคอร์เรนซีอื่น (Crypto-backed stablecoin) เช่น Bitcoin หรือ Ethereum เป็นหลักประกัน โดยมักมีการวางหลักประกันเกินมูลค่าที่กู้ (Overcollateralized) เพื่อรองรับความผันผวนของตลาด เหรียญประเภทนี้มีความซับซ้อนและมีความเสี่ยงเมื่อราคาคริปโตมีความผันผวนสูง ตัวอย่างเช่น

  • Dai (DAI): มีความโปร่งใสสูงเนื่องจากเป็นเหรียญที่เก็บข้อมูลแบบกระจายศูนย์ ค้ำด้วยคริปโต เช่น Ethereum (ETH) หรือโทเค็นอื่นๆ ได้รับความนิยมมากในระบบ DeFi
  • Liquity USD (LUSD): สเตเบิลคอยน์แบบกระจายศูนย์ที่ใช้ Ethereum (ETH) เป็นหลักค้ำประกัน มีราคาใกล้เคียง 1 ดอลลาร์สหรัฐและสามารถแลกคืนด้วยหลักประกันได้ตามมูลค่า
  • Origin Dollar (OUSD): เหรียญที่ค้ำด้วยคริปโตและสเตเบิลคอยน์อื่นๆ เช่น USDT และ USDC ที่ไม่เพียงคงมูลค่าแต่ยังมีระบบที่ช่วยสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือโดยอัตโนมัติผ่านระบบ DeFi

เหรียญที่ค้ำด้วยอัลกอริทึม

สเตเบิลคอยน์ที่ค้ำด้วยอัลกอริทึม (Algorithmic stablecoin) ใช้กลไกควบคุมปริมาณเหรียญในระบบเพื่อรักษาระดับราคาให้ใกล้เคียงกับมูลค่าที่กำหนด ไม่ได้มีสินทรัพย์ค้ำประกันโดยตรง แม้แนวคิดของเหรียญนี้จะมุ่งเน้นการกระจายศูนย์เพื่อควบคุมอุปสงค์–อุปทานในการรักษาราคาและไม่ต้องใช้เงินสำรองจำนวนมาก แต่ก็มีความเสี่ยงสูงเมื่อความเชื่อมั่นของตลาดลดลงและอาจส่งผลให้ระบบล้มเหลวได้ ตัวอย่างเช่น

  • Ampleforth (AMPL): สเตเบิลคอยน์ที่ใช้กลไกปรับปริมาณเหรียญอัตโนมัติ ระบบจะเพิ่มหรือลดจำนวนโทเค็นในกระเป๋าผู้ถือโดยอัตโนมัติเพื่อให้ราคาปรับเข้าหาเป้าหมาย
  • Frax (FRAX): เหรียญที่ได้รับความสนใจมากด้วยโมเดลแบบกึ่งอัลกอริทึม คือมีสินทรัพย์สำรองบางส่วน เช่น USDC, USDT และอีกส่วนควบคุมโดยระบบอัลกอริทึมเพื่อการตรึงค่าเงินที่ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ทำให้เสถียรภาพดีกว่าโมเดลที่ใช้กลไกอัลกอริทึมเพียงอย่างเดียว
  • TerraUSD (UST): ทำงานร่วมกับโทเค็น LUNA ถูกออกแบบให้มีมูลค่าใกล้เคียง 1 ดอลลาร์สหรัฐแต่ไม่ได้มีเงินดอลลาร์สำรองแบบ 1:1 เคยได้รับความนิยมมากก่อนเกิดวิกฤตใหญ่ในปี 2022

เหรียญที่ค้ำด้วยสินทรัพย์อื่น

สเตเบิลคอยน์ที่ค้ำด้วยสินทรัพย์จริง (Commodity-collateralized stablecoin) เช่น ทองคำ น้ำมัน หรืออสังหาริมทรัพย์ โดยมูลค่าเหรียญจะมีการผูกกับราคาสินทรัพย์นั้นๆ ช่วยป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อได้ดี (โดยเฉพาะทองคำ) ผู้ออกเหรียญต้องมีสินทรัพย์จริงรองรับ 100% ตามจำนวนเหรียญที่หมุนเวียนและมีบริษัทภายนอกตรวจสอบปริมาณสำรองเป็นระยะ นิยมใช้เป็นเครื่องมือกระจายความเสี่ยงในพอร์ตคริปโต ตัวอย่างเช่น

  • PAX Gold (PAXG): 1 เหรียญมีมูลค่าเทียบเท่ากับทองคำจริง 1 ทรอยออนซ์ เป็นสเตเบิลคอยน์ที่มีสภาพคล่องสูง โดยผู้ถือจะมีสิทธิ์ในทองคำที่รองรับโทเค็นนั้นแทนที่จะต้องซื้อทองคำแท่งจริงเอง
  • Tether Gold (XAUT): ออกโดยบริษัทในเครือเดียวกับ Tether (USDT) หนึ่งเหรียญเท่ากับทองคำ 1 ทรอยออนซ์ ได้รับความนิยมสูงรองจาก PAXG ถือว่ามีสภาพคล่องดีในตลาดเอเชีย

จุดเด่นของสเตเบิลคอยน์

สเตเบิลคอยน์กำลังเป็นที่สนใจในกลุ่มนักลงทุนและตลาดฟินเทค (Fintech) ด้วยประโยชน์และจุดเด่น ดังนี้

รองรับปัญหาเงินเฟ้อ

สเตเบิลคอยน์เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของรูปแบบเงินดิจิทัลที่อิงกับดอลลาร์สหรัฐ เช่น USDT หรือ USDC โดยเฉพาะในประเทศที่ต้องประสบกับปัญหาเงินเสื่อมมูลค่าลงหรือเงินเฟ้อ การถือครองสเตเบิลคอยน์ทำให้ไม่จำเป็นต้องจำกัดการใช้เงินสกุลใดสกุลหนึ่งอีกต่อไป ป้องกันความเสี่ยงจากค่าเงินบาทอ่อนค่า กระจายความเสี่ยงพอร์ตการลงทุน และสามารถเก็บมูลค่าในรูปแบบดิจิทัลที่เคลื่อนย้ายได้ง่าย

รับมือกับความผันผวนของตลาด

ตลาดคริปโตนั้นขึ้นชื่อเรื่องความผันผวนในราคาสินทรัพย์ (Volatility) นักลงทุนจึงมักมีการใช้สเตเบิลคอยน์เพื่ออำนวยความสะดวกในการซื้อ-ขาย ชำระเงิน โอนมูลค่า และเป็นแหล่งพักเงิน โดยไม่ต้องเสี่ยงกับการขึ้น-ลงของมูลค่าในระยะเวลาที่ตลาดผันผวน ลดความเสี่ยงจากตลาดขาลง ล็อกกำไรชั่วคราวได้โดยไม่ต้องถอนกลับเป็นเงินบาท ถือสินทรัพย์ได้อย่างปลอดภัยในช่วงที่ยังไม่สะดวกออกเป็นเงินบาท

สื่อกลางในการแลกเปลี่ยนคริปโต

สามารถใช้สเตเบิลคอยน์เป็นสื่อกลางในการพักเงินระหว่างเทรดจุดเข้า-ออกในตลาดคริปโต โดยไม่ต้องแปลงเป็นเงินบาททันที ทำให้สเตเบิลคอยน์กลายเป็นเหมือนสะพานที่ช่วยให้ผู้ใช้งานที่เริ่มต้นจากเงินบาทเป็นหลัก สามารถเข้า-ออกตลาดคริปโตได้คล่องขึ้นโดยการเปลี่ยนจากเงินบาทเป็นสเตเบิลคอยน์และค่อยเปลี่ยนเป็นเหรียญรูปแบบอื่นๆ โดยแพลตฟอร์มซื้อขายส่วนใหญ่ในไทยและต่างประเทศนิยมใช้เทรดคู่กับ USDT หรือ USDC

โอกาสในการลงทุน

แม้สเตเบิลคอยน์จะมีมูลค่าคงที่แต่ผู้ใช้งานสามารถสร้างผลตอบแทนผ่านช่องทางการลงทุนเหล่านี้ โดยไม่ต้องผ่านธนาคารหรือสถาบันการเงินแบบดั้งเดิม เช่น

  • Crypto Lending: การนำคริปโตไปปล่อยกู้เพื่อรับดอกเบี้ย โดยผู้กู้ต้องวางหลักประกันมากกว่ามูลค่าที่กู้ไว้เพื่อป้องกันความเสี่ยง
  • Yield Farming: การนำคริปโตไปฝากไว้ในแพลตฟอร์ม DeFi (Decentralized Finance) หรือแพลตฟอร์มการเงินแบบกระจายศูนย์เพื่อเน้นรับผลตอบแทนมากกว่าการเก็งกำไรจากราคา เช่นดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม หรือโทเค็นรางวัล
  • DeFi Staking: การนำสินทรัพย์ดิจิทัลไปฝากหรือล็อกไว้ในแพลตฟอร์ม DeFi เพื่อเป็นการสนับสนุนความปลอดภัยของเครือข่าย โดยการรับผลตอบแทนในรูปแบบดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนเป็นเปอร์เซ็นต์ต่อปี

มีกฎหมายรับรองที่ชัดเจน

ประเทศไทยถือเป็นประเทศแรกๆ ในเอเชียที่มีกฎหมายกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างชัดเจน ที่ผู้ให้บริการต้องได้รับใบอนุญาตและจำเป็นต้องมีมาตรการคุ้มครองผู้ลงทุน โดยมีการประกาศจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ว่ามีการเพิ่ม USDC และ USDT ในบัญชีรายชื่อคริปโตเคอร์เรนซีซึ่งมีผลบังคับใช้กลางเดือนมีนาคม ปี 2025 ซึ่งความชัดเจนด้านกฎหมายนี้ช่วยเพิ่มความโปร่งใสและสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ใช้งานสเตเบิลคอยน์ในประเทศไทย

ส่งเสริมระบบโอนเงินระหว่างประเทศ

เนื่องจากประเทศไทยมีการรองรับสเตเบิลคอยน์สำหรับการซื้อขายแลกเปลี่ยนกับเหรียญดิจิทัลอื่นๆ สเตเบิลคอยน์จึงถูกจับตามองในฐานะเครื่องมือชำระเงินดิจิทัลที่อาจเข้ามาเสริมหรือทดแทนระบบโอนเงินระหว่างประเทศในอนาคต ด้วยจุดเด่นด้านความรวดเร็วในการทำธุรกรรม โดยสามารถโอนเงินข้ามประเทศและข้ามแพลตฟอร์มได้อย่างสะดวก (ขึ้นอยู่กับเครือข่ายที่ใช้) มีค่าธรรมเนียมต่ำกว่าวิธีดั้งเดิม โปร่งใสและตรวจสอบได้ผ่านบล็อกเชน (Blockchain) และมีความเสถียรของมูลค่าเมื่อเทียบกับเหรียญคริปโตประเภทอื่นๆ

สนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล

ประเทศไทยกำลังผลักดันนโยบาย Digital transformation หรือการปรับใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้าร่วมกับองค์กรหรือธุรกิจอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งสเตเบิลคอยน์เป็นหนึ่งในเครื่องมือซึ่งช่วยเพิ่มสภาพคล่องในระบบดิจิทัล สนับสนุนอุตสาหกรรมฟินเทคและธุรกิจ Web 3.0 หรือเว็บไซต์แบบกระจายศูนย์ (Decentralized web) และสร้างโอกาสให้สตาร์ทอัพไทยสามารถแข่งขันได้ในระดับโลก

การใช้สเตเบิลคอยน์ในธุรกรรมระหว่างประเทศ

ในอนาคตสเตเบิลคอยน์จะเป็นเครื่องมือสำคัญในระบบการชำระเงินข้ามพรมแดน (Cross-border payment) โดยมีตัวอย่างแนวทางการใช้งานในธุรกรรมระหว่างประเทศ ดังนี้

  • การโอนเงินระหว่างประเทศ: ผู้ใช้งานสามารถโอนสเตเบิลคอยน์ เช่น USDT หรือ USDC ไปยัง e-wallet หรือ กระเป๋าเงินดิจิทัล (Digital wallet) ของผู้รับในต่างประเทศได้โดยตรง ทำให้เงินโอนจากบัญชีผู้จ่ายไปยังผู้รับได้แบบเรียลไทม์ (Real-time payment) ลดระยะเวลาโอนจากหลายวันเหลือเพียงไม่กี่นาที มักมีค่าธรรมเนียมต่ำกว่าการโอนผ่านธนาคารหรือระบบ SWIFT
  • การชำระค่าสินค้าระหว่างประเทศ: ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้สเตเบิลคอยน์ในการชำระค่าสินค้านำเข้าหรือรับชำระค่าส่งออก ลดขั้นตอนเอกสารและระยะเวลาการเคลียร์เงินเมื่อเทียบกับตราสารเครดิต (Letter of Credit) หรือการโอนผ่านธนาคาร ช่วยลดค่าธรรมเนียมและความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน
  • ธุรกิจนำเข้า–ส่งออก: ผู้ประกอบการสามารถใช้สเตเบิลคอยน์ในการชำระค่าสินค้าให้คู่ค้าต่างประเทศได้โดยตรงผ่านระบบชำระเงินผ่านบล็อกเชน ขณะเดียวกันผู้ส่งออกไทยสามารถรับชำระเงินจากลูกค้าต่างประเทศในรูปแบบสเตเบิลคอยน์แล้วจึงแปลงกลับเป็นเงินบาทผ่านผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับอนุญาตในประเทศไทย
  • การลงทุน: นักลงทุนสามารถใช้สเตเบิลคอยน์เป็นตัวกลางในการเข้าลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลต่างประเทศ เช่น การใช้ USDC เพื่อเก็บมูลค่าแทนการถือเงินสด USD และใช้เคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ ช่วยลดขั้นตอนการแลกเปลี่ยนสกุลเงินหลายทอดและเข้าถึงแพลตฟอร์ม DeFi ในต่างประเทศได้สะดวกยิ่งขึ้น
  • ธุรกิจการท่องเที่ยว: นักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถใช้สเตเบิลคอยน์ในการชำระค่าบริการโรงแรม บริษัททัวร์ ร้านอาหาร หรือบริการขนส่งในประเทศไทยได้ผ่าน e-wallet โดยไม่จำเป็นต้องแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศผ่านธนาคารหรือบริการแลกเงินแบบดั้งเดิม
  • ธุรกิจดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซ: ธุรกิจสามารถเลือกรับชำระเงินจากลูกค้าต่างประเทศได้ด้วยสเตเบิลคอยน์ ช่วยลดปัญหาการปฏิเสธการชำระเงิน (Chargeback) และสามารถแปลงกลับเป็นเงินบาทผ่านศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับอนุญาตในประเทศไทย เหมาะกับธุรกิจฟรีแลนซ์ นักพัฒนา หรือผู้ให้บริการออนไลน์ที่มีลูกค้าทั่วโลก
  • ค่าจ้างสำหรับแรงงานต่างชาติ: นายจ้างในไทยสามารถจ่ายค่าจ้างให้แรงงานหรือพนักงานต่างชาติด้วยสเตเบิลคอยน์ ช่วยให้พนักงานโอนเงินกลับประเทศได้ทันทีและลดค่าธรรมเนียมการโอนระหว่างประเทศ อีกทั้งยังมีบันทึกการจ่ายเงินที่ชัดเจน สอดคล้องกับข้อกำหนดกฎหมายแรงงานและการตรวจสอบทางบัญชี
  • ฟรีแลนซ์ไทยรับเงินจากต่างประเทศ: ฟรีแลนซ์ไทยสามารถรับค่าจ้างจากลูกค้าต่างประเทศเป็นสเตเบิลคอยน์และแปลงเป็นเงินบาทผ่านศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลได้ ฟรีแลนซ์สามารถเก็บสเตเบิลคอยน์ไว้ใน e-wallet และเลือกจังหวะแปลงเป็นเงินบาทเมื่ออัตราแลกเปลี่ยนเหมาะสมตามความต้องการ

เชื่อมต่อธุรกรรมการเงินไทยไปทั่วโลกด้วยสเตเบิลคอยน์

ธุรกิจควรเตรียมความพร้อมในการรองรับการใช้งานสเตเบิลคอยน์อย่างราบรื่นเมื่อมีการนำมาใช้ในวงกว้างอย่างเป็นทางการในอนาคต ปัจจุบันยังไม่มีสเตเบิลคอยน์ที่ออกโดย ธปท. เหรียญที่ใช้งานและได้รับการยอมรับจึงเป็นสเตเบิลคอยน์ที่ออกโดยภาคเอกชน ซึ่งมีการใช้งานจริงในประเทศไทย ดังนี้

  • โอนเงินข้ามประเทศด้วยสเตเบิลคอยน์
    หนึ่งในธนาคารพาณิชย์มีการเปิดบริการชำระและโอนเงินระหว่างประเทศโดยใช้สเตเบิลคอยน์เป็นสื่อกลาง มีจุดมุ่งหมายเพื่อลดระยะเวลาและค่าธรรมเนียมในการโอนเงินไปยังต่างประเทศ การใช้งานยังอยู่ในระยะเริ่มต้นภายใต้กรอบการกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงาน ก.ล.ต.

  • การใช้จ่ายทั่วไปด้วยสเตเบิลคอยน์
    ในปี 2025 มีการเปิดตัวแอปกระเป๋าเงินดิจิทัลที่ผู้ใช้สามารถสแกนจ่ายด้วยเหรียญ USDT หรือคริปโตอื่นๆ ผ่านฟีเจอร์แตะแล้วจ่าย หรือ Tap to pay และบัตรคริปโตที่รองรับการใช้จ่ายด้วยสเตเบิลคอยน์ที่สามารถใช้งานเสมือนบัตรเดบิต/เครดิตทั่วไป โดยมุ่งเน้นอำนวยความสะดวกให้กลุ่มนักท่องเที่ยวและผู้ใช้คริปโตเคอร์เรนซี รองรับร้านค้าออนไลน์และออฟไลน์กว่า 100 ล้านแห่งทั่วโลกที่รับบัตร Visa โดยระบบจะตัดยอดจากสเตเบิลคอยน์และแปลงเป็นเงินบาทขณะชำระเงินแบบเรียลไทม์ อย่างไรก็ดี การใช้สเตเบิลคอยน์เพื่อชำระค่าสินค้าและบริการยังไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลโดยตรงของหน่วยงานไทย ผู้ใช้จึงควรพิจารณาถึงความเสี่ยงอย่างรอบคอบ แม้ในทางปฏิบัติจะสามารถใช้จ่ายได้จริงแล้วก็ตาม

  • การลงทุน เทรด และแลกเปลี่ยนสเตเบิลคอยน์
    ในปี 2025 ภาครัฐได้พัฒนาแนวทางกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างชัดเจน เปิดทางให้นักลงทุนซื้อขายและแลกเปลี่ยนสเตเบิลคอยน์ เช่น USDT และ USDC กับคริปโตเคอร์เรนซีอื่นๆ ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ส่งผลให้สเตเบิลคอยน์กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในด้านการลงทุน การบริหารความเสี่ยง และการโอนมูลค่าระหว่างประเทศ ทั้งยังสามารถใช้ทำกำไรจากส่วนต่างของราคา การฝากเพื่อรับดอกเบี้ย และเป็นตัวกลางในการเทรด โดยนักลงทุนมักแปลงคริปโตเป็นสเตเบิลคอยน์เพื่อรักษาสภาพคล่องและลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด

  • ขยายธุรกิจไทยไปทั่วโลก
    ผู้ประกอบการไทยสามารถขยายธุรกิจสู่ตลาดโลกได้ด้วยการรับชำระเงินผ่านสเตเบิลคอยน์ โดยสามารถเลือกใช้โซลูชันระดับโลกอย่าง Stripe ด้วยการผสานฟังก์ชันคริปโตผ่าน API ที่ยืดหยุ่น ก็สามารถเพิ่มทางเลือกการชำระเงิน ลดค่าธรรมเนียมธุรกรรมระหว่างประเทศ และแปลงคริปโตเป็นเงินบาทโดยอัตโนมัติก่อนโอนเข้าบัญชีที่ผูกไว้ ช่วยให้ธุรกิจไทยทันสมัยและเข้าถึงตลาดโลกได้อย่างสะดวกและปลอดภัยยิ่งขึ้น

Stripe Payments ช่วยเหลือคุณได้อย่างไร

Stripe Payments มอบโซลูชันการชำระเงินระดับโลกแบบครบวงจรที่ช่วยให้ธุรกิจใดๆ ตั้งแต่สตาร์ทอัพที่กำลังเติบโตไปจนถึงองค์กรระดับโลกสามารถรับชำระเงินออนไลน์ ที่จุดขาย และทั่วโลกได้. ธุรกิจสามารถรับ การชำระเงินด้วยสเตเบิลคอยน์ จากเกือบทุกที่ทั่วโลก โดยยอดเงินจะถูกแปลงเป็นสกุลเงินปกติและบันทึกในบัญชี Stripe

Stripe Payments สามารถช่วยคุณทำสิ่งต่อไปนี้

  • เพิ่มประสิทธิภาพให้ประสบการณ์การชำระเงินของคุณ: สร้างประสบการณ์ที่ราบรื่นให้กับลูกค้าและประหยัดเวลาในการทำงานวิศวกรรมได้หลายพันชั่วโมงด้วย UI การชำระเงินที่สร้างไว้ให้แล้ว, สิทธิ์เข้าถึงวิธีการชำระเงินมากกว่า 125 วิธี และ Link ซึ่งเป็นกระเป๋าเงินที่สร้างโดย Stripe
  • ขยายไปสู่ตลาดใหม่ๆ ได้เร็วขึ้น: เข้าถึงลูกค้าทั่วโลกและลดความซับซ้อนและค่าใช้จ่ายในการจัดการหลายสกุลเงินด้วยตัวเลือกการชำระเงินข้ามพรมแดนที่มีให้บริการใน 195 ประเทศและกว่า 135 สกุลเงิน
  • รวมการชำระเงินที่จุดขายและทางออนไลน์ไว้ด้วยกัน: สร้างประสบการณ์การค้าแบบแพลตฟอร์มรวมในช่องทางออนไลน์และที่จุดขายเพื่อปรับแต่งการโต้ตอบ ตอบแทนความภักดี และเพิ่มรายได้
  • ปรับปรุงประสิทธิภาพการชำระเงิน: เพิ่มรายรับด้วยเครื่องมือการชำระเงินที่กำหนดเองได้และปรับแต่งได้ง่ายๆ ซึ่งรวมถึงระบบป้องกันการฉ้อโกงแบบไม่ต้องเขียนโค้ดและความสามารถขั้นสูงเพื่อเพิ่มอัตราการอนุมัติ
  • เดินหน้าได้เร็วขึ้นด้วยแพลตฟอร์มที่ยืดหยุ่นและเชื่อถือได้เพื่อการเติบโต: สร้างบนแพลตฟอร์มที่ออกแบบมาเพื่อขยับขยายไปพร้อมกับคุณ โดยมีระยะเวลาให้บริการที่แทบจะไม่หยุดทำงานเลย และมีความน่าเชื่อถือระดับแนวหน้าของวงการ

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีที่ Stripe Payments สามารถช่วยให้คุณรับการชำระเงินออนไลน์และการชำระเงินที่จุดขายได้ หรือ เริ่มใช้งาน เลยวันนี้

เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นคําแนะนําทางกฎหมายหรือภาษี Stripe ไม่รับประกันหรือรับประกันความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ความไม่เพียงพอ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในบทความ คุณควรขอคําแนะนําจากทนายความที่มีอํานาจหรือนักบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอํานาจศาลเพื่อรับคําแนะนําที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ

บทความอื่นๆ

  • เกิดข้อผิดพลาดบางอย่าง โปรดลองอีกครั้งหรือติดต่อฝ่ายสนับสนุน

หากพร้อมเริ่มใช้งานแล้ว

สร้างบัญชีและเริ่มรับการชำระเงินโดยไม่ต้องทำสัญญาหรือระบุรายละเอียดเกี่ยวกับธนาคาร หรือติดต่อเราเพื่อสร้างแพ็กเกจที่ออกแบบเองสำหรับธุรกิจของคุณ
Payments

Payments

รับชำระเงินออนไลน์ ที่จุดขาย และทั่วโลกด้วยโซลูชันการชำระเงินที่สร้างมาสำหรับธุรกิจทุกขนาด

Stripe Docs เกี่ยวกับ Payments

ค้นหาคู่มือเกี่ยวกับการเชื่อมต่อ Payments API ของ Stripe