ธุรกิจในเยอรมนีสามารถจัดทำสัญญากับผู้ให้บริการและพนักงานภายนอกได้โดยใช้แนวทางที่แตกต่างกันไป โดยสองทางเลือกที่มักใช้กันบ่อยที่สุดคือสัญญาการให้บริการและสัญญาการทำงาน บทความนี้จะอธิบายความแตกต่างระหว่างสัญญาทั้งสองประเภท ซึ่งรวมถึงแง่มุมของการออกใบแจ้งหนี้และการเก็บภาษีด้วย
เนื้อหาหลักในบทความ
- หลักเกณฑ์ทางกฎหมายของสัญญาการให้บริการและสัญญาการทำงาน
- กฎหมายเยอรมนีระบุว่าการยอมรับงานที่เสร็จสมบูรณ์แล้วต้องเป็นอย่างไร
- สัญญาการให้บริการกับสัญญาการทำงานต่างกันอย่างไรในเรื่องการออกใบแจ้งหนี้
- ภาระทางภาษีของสัญญาการให้บริการและสัญญาการทำงาน
หลักเกณฑ์ทางกฎหมายของสัญญาการให้บริการและสัญญาการทำงาน
สัญญาการให้บริการและสัญญาการทำงานเกิดขึ้นจากหลักเกณฑ์ทางกฎหมายที่แตกต่างกัน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย
สัญญาการให้บริการ
ในเยอรมนี สัญญาการให้บริการอยู่ภายใต้กฎหมายแพ่งของเยอรมนี (BGB) โดยเริ่มที่มาตรา 611 สัญญาการให้บริการคือข้อตกลงแบบสัญญาที่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งจะให้บริการที่เฉพาะเจาะจง ส่วนอีกฝ่ายจะใช้บริการนี้โดยชำระค่าธรรมเนียมให้ บริการทุกอย่างสามารถอยู่ภายใต้สัญญาการให้บริการได้ โดยทั่วไปแล้ว ผู้ทำสัญญาในสัญญาการให้บริการจะมอบเฉพาะบริการที่ตกลงกันไว้เท่านั้น ไม่จำเป็นต้องบรรลุผลลัพธ์ที่เฉพาะเจาะจง ซึ่งหมายความว่า ภายในกรอบของสัญญาการให้บริการ "ความสำเร็จ" หมายถึงการให้บริการอย่างสมบูรณ์และถูกต้อง ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่วัดผลได้แต่อย่างใด
ในสัญญาการให้บริการ คู่สัญญามักจะกำหนดลักษณะ ขอบเขต ระยะเวลาที่ให้บริการ และอาจกำหนดสถานที่ที่ให้บริการด้วย นอกจากนี้คู่สัญญายังสามารถตกลงเวลาครบกำหนดสำหรับการดำเนินงานให้เสร็จสมบูรณ์หรือลุล่วงได้ คู่สัญญามักจะเจรจาค่าธรรมเนียมที่เจาะจงสำหรับสัญญาแต่ละฉบับ โดยกำหนดอัตราค่าบริการเป็นรายชั่วโมง ค่าธรรมเนียมคงที่ หรือใช้โมเดลการเรียกเก็บเงินอื่นๆ นอกเหนือจากจำนวนเงินแล้ว สัญญาการให้บริการก็อาจระบุข้อกำหนดและเงื่อนไขในการชำระเงินด้วย โดยสัญญาจะสิ้นสุดลงเมื่อถึงเวลาที่ตกลงกันไว้ เมื่อถูกบอกเลิกโดยคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือเมื่อมีการยกเลิกข้อตกลงร่วมกัน
ธุรกิจมักใช้คำว่า "สัญญาการให้บริการ" โดยมีความหมายเหมือนกับ "สัญญาจ้าง" แม้ว่าสัญญาทั้งสองแบบนี้จะมีลักษณะร่วมกันอยู่บ้าง แต่ในทางกฎหมายถือว่าไม่เหมือนกัน ผู้ทำสัญญาที่อยู่ภายใต้สัญญาการให้บริการจะไม่ได้มีภาระหน้าที่เหมือนกับพนักงานภายใต้สัญญาจ้าง ผู้ทำสัญญาไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามคำแนะนำแบบเดียวกับพนักงานสัญญาจ้าง และต้องรับผิดชอบในส่วนบุคคลมากกว่าพนักงานที่จ้างงานแบบดั้งเดิม
กฎหมาย BGB กำหนดว่าสัญญาการให้บริการต้องเป็นไปตามมาตรฐานขั้นต่ำทางกฎหมายดังต่อไปนี้
- ภาระหน้าที่ตามสัญญาทั่วไปของคู่สัญญาแต่ละฝ่าย (มาตรา 611)
- สิทธิและหน้าที่ในกรณีโอนธุรกิจ (มาตรา 613a)
- ภาระหน้าที่ในการดูแลสุขภาพ (มาตรา 617)
- กฎระเบียบสำหรับการสิ้นสุดความสัมพันธ์เชิงบริการ (มาตรา 620)
- ระยะเวลาแจ้งเตือนสำหรับความสัมพันธ์เชิงบริการ (มาตรา 621)
- ส่วนขยายสัญญาโดยนัย (มาตรา 625)
- ภาระหน้าที่ในการให้ข้อมูลอ้างอิง (มาตรา 630)
สัญญาการทำงาน
สัญญาเพื่อผลิตงานที่เสร็จสมบูรณ์นั้นให้ความสำคัญกับการบรรลุผลลัพธ์ที่เฉพาะเจาะจงและตรวจสอบได้ แทนที่จะเป็นเพียงการให้บริการเพียงเท่านั้น โดย BGB มาตรา 631 ระบุไว้ว่าผู้ทำสัญญาจะผลิตงานตามที่ตกลงกันไว้ ส่วนลูกค้าก็มีภาระผูกพันในการชำระค่าทำงานนั้น วัตถุประสงค์ของสัญญาการทำงานอาจเป็นการผลิต การปรับเปลี่ยนแก้ไข หรือผลลัพธ์ที่บรรลุได้ผ่านการทำงานหรือการให้บริการ นี่คือหนึ่งความแตกต่างที่สำคัญระหว่างสัญญาการทำงานกับสัญญาการให้บริการ ซึ่งอย่างหลังไม่มีการกำหนดผลลัพธ์ที่เฉพาะเจาะจง
ตามกฎหมาย BGB สัญญาการทำงานจะกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับงาน ช่วงเวลาดำเนินงาน และมาตรฐานด้านคุณภาพ โดยทั่วไปแล้ว ค่าตอบแทนจะกำหนดตามอัตราคงที่ ซึ่งต้องชำระเมื่องานเสร็จสมบูรณ์และได้รับการยอมรับแล้วเท่านั้น นอกจากนี้สัญญาบางฉบับยังสามารถกำหนดให้ออกใบแจ้งหนี้แบบแบ่งเก็บตามกำหนดสำหรับแต่ละเป้าหมายสำคัญของโครงการได้ด้วย
สัญญาเพื่อผลิตงานที่เสร็จสมบูรณ์มักจะสิ้นสุดลงเมื่อมีการยอมรับงานนั้นๆ คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายสามารถยกเลิกสัญญาได้ โดยลูกค้าสามารถยกเลิกได้ทุกเมื่อ แต่ผู้ทำสัญญาจะยกเลิกสัญญาได้เฉพาะในกรณีที่สัญญาตั้งความคาดหวังที่ไม่สมเหตุสมผลหรือลูกค้าไม่สามารถปฏิบัติตามภาระหน้าที่ในการให้ความร่วมมือภายในระยะเวลาที่สมเหตุสมผลเท่านั้น ในกรณีนี้จะต้องจดบันทึกงานที่ดำเนินการจนแล้วเสร็จให้เรียบร้อยและมอบให้ลูกค้า
ตามกฎหมาย BGB สัญญาเพื่อผลิตงานที่เสร็จสมบูรณ์ต้องเป็นไปตามมาตรฐานขั้นต่ำทางกฎหมายดังต่อไปนี้
* กฎหมายเยอรมนีระบุว่าการยอมรับงานที่เสร็จสมบูรณ์แล้วต้องเป็นอย่างไร
การยอมรับงานที่เสร็จสมบูรณ์หมายความว่า ลูกค้าต้องตรวจสอบงานที่เสร็จสมบูรณ์แล้วและรับทราบว่างานนั้นบรรลุเงื่อนไขตามสัญญา โดยมีข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องระบุไว้ใน BGB มาตรา 640 ซึ่งมาตรานี้มีระบุไว้ว่า โดยหลักแล้ว ลูกค้ามีภาระผูกพันที่จะต้องยอมรับงานที่เสร็จสมบูรณ์ เว้นแต่ลักษณะของงานนั้นจะทำให้ไม่สามารถยอมรับได้ ซึ่งจะเกิดขึ้นเฉพาะในกรณีที่งานมีข้อบกพร่องอันเป็นสาระสำคัญซึ่งละเมิดข้อตกลงตามสัญญา และ BGB มาตรา 640.1 ก็ระบุไว้ว่า ลูกค้าไม่อาจปฏิเสธที่จะยอมรับงานได้หากงานมีข้อบกพร่องเพียงเล็กน้อย
หากลูกค้าไม่ได้ยอมรับงานภายในระยะเวลาที่สมเหตุสมผลหลังจากงานเสร็จ งานที่เสร็จสมบูรณ์จะถือว่าได้รับการยอมรับโดยปริยาย นอกจากนี้ หากลูกค้าไม่แจ้งข้อบกพร่องที่ชัดเจน งานที่เสร็จสมบูรณ์ก็จะถือว่าได้รับการยอมรับเช่นกัน หากบุคคลทั่วไปสั่งงาน บุคคลนั้นต้องได้รับแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรเกี่ยวกับผลที่ตามมาในกรณีที่ไม่ยอมรับงานหรือไม่รายงานข้อบกพร่องใดๆ
หากลูกค้ายอมรับงานที่เสร็จสมบูรณ์ซึ่งทราบว่ามีข้อบกพร่อง ลูกค้าจะสามารถยื่นคำร้องในภายหลังได้เท่านั้นหากลูกค้าได้สงวนสิทธิ์เหล่านี้ไว้โดยชัดแจ้งเมื่อยอมรับงาน
สัญญาการให้บริการกับสัญญาการทำงานต่างกันอย่างไรในเรื่องการออกใบแจ้งหนี้
สัญญาการให้บริการกับสัญญาการทำงานมีความแตกต่างที่สำคัญมากมาย ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือวิธีออกใบแจ้งหนี้นั่นเอง โดยทั่วไปแล้วสัญญาการให้บริการจะออกใบแจ้งหนี้ตามเวลาที่ใช้จริง ตัวอย่างเช่น ผู้ทำสัญญาจะออกใบแจ้งหนี้ให้กับบริษัทตามจำนวนชั่วโมงหรือวันทำงานที่ใช้ในการให้บริการ โดยปกติแล้วจะคำนวณโดยการนำอัตราค่าบริการรายชั่วโมงหรือรายวันที่ตกลงกันไว้มาคูณด้วยเวลาที่ใช้จริง การออกใบแจ้งหนี้จะดำเนินการเป็นระยะๆ จนกว่าจะถึงวันครบกำหนดหรือจนกว่าสัญญาการให้บริการจะสิ้นสุดลง
หากคุณต้องการความช่วยเหลือเกี่ยวกับการเรียกเก็บเงินตามแบบแผนล่วงหน้าหรือการเรียกเก็บเงินตามสัญญาที่เจรจาเป็นรายการแยก Stripe Billing สามารถช่วยคุณได้ โซลูชันนี้จะช่วยให้คุณจัดการใบแจ้งหนี้และการเรียกเก็บเงินตามรอบบิลได้โดยอัตโนมัติ และใช้ระบบการรับชำระเงินที่ทันสมัยของ Stripe เพื่อดำเนินการชำระเงินอย่างปลอดภัยทั่วโลก นอกจากนี้ยังมอบเครื่องมือแบบแยกต่างหากสำหรับจัดการเรื่องภาษี การวิเคราะห์ข้อมูล และรายงานรายรับ
สัญญาการทำงานส่วนใหญ่จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมแบบคงที่ มักมีการกำหนดค่าธรรมเนียมไว้ล่วงหน้าสำหรับงานทั้งหมดหรือบางส่วนที่กำหนดไว้ ในกรณีหลัง ผู้ทำสัญญาจะออกใบแจ้งหนี้แบบแบ่งตามกำหนดให้ ตัวอย่างเช่น ผู้ทำสัญญาจะออกใบแจ้งหนี้เมื่อมีการบรรลุเป้าหมายบางอย่าง และส่งใบแจ้งหนี้ขั้นสุดท้ายเมื่องานทั้งหมดเสร็จสมบูรณ์ โดยทั่วไปแล้ว หากยังไม่ยอมรับงาน ก็ยังไม่จำเป็นต้องชำระเงิน และในกรณีที่งานไม่เป็นไปตามข้อกำหนดที่ตกลงกันหรือมีข้อบกพร่อง ลูกค้าก็มีสิทธิ์ขอแก้ไขหรือลดค่าตอบแทน
ทำให้การออกใบแจ้งหนี้สำหรับสัญญาการทำงานของคุณเป็นเรื่องง่ายขึ้นด้วย Stripe Invoicing นี่คือโซลูชันอัตโนมัติที่ช่วยให้คุณสร้างและส่งใบแจ้งหนี้ออนไลน์ได้ภายในไม่กี่คลิก
ภาระทางภาษีของสัญญาการให้บริการและสัญญาการทำงาน
สัญญาการให้บริการและสัญญาการทำงานมีภาระผูกพันทางภาษีมากพอสมควร ทั้งสองฝ่ายควรประเมินเรื่องนี้อย่างรอบคอบ ต่อไปนี้เราขอนำเสนอภาพรวมของผลกระทบที่สำคัญที่สุด
ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
โดยทั่วไปแล้ว ใบแจ้งหนี้ที่ออกภายใต้สัญญาทั้งสองประเภทจะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ในทั้งสองกรณี จะมีการเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากงานที่ดำเนินการเสร็จแล้ว และต้องนำส่งข้อมูลไปยังสำนักงานภาษี โดยสัญญาการให้บริการจะถูกเรียกเก็บภาษีตามค่าตอบแทนที่ตกลงกันไว้ ส่วนสัญญาการทำงานจะใช้ราคาของงาน
กฎหมายภาษีมูลค่าเพิ่มของเยอรมนี (UStG) มาตรา 19 กำหนดไว้ว่า ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็กสามารถรับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มได้ โดยหากต้องการรับการยกเว้นนี้ รายรับต่อปีของผู้ประกอบการจะต้องต่ำกว่า 22,000 ยูโรในปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะต้องไม่เกิน 50,000 ยูโรในปีการเงินปัจจุบัน
ประกันสังคม
ธุรกิจในเยอรมนีควรศึกษาให้ทราบว่าตนต้องนำส่งเงินประกันสังคมเมื่อทำสัญญากับพนักงาน หรือไม่ต้องนำส่งเงินในกรณีใดบ้าง โดยเกณฑ์พิจารณาหลักคือให้ดูว่าการทำสัญญานั้นเป็นไปในลักษณะของการว่าจ้างหรือการทำสัญญากับผู้ประกอบอาชีพอิสระ สัญญาการให้บริการมักจะถือว่าผู้ทำสัญญาเป็นพนักงานภายใต้ข้อกำหนดของประกันสังคมเนื่องจากสัญญาประเภทนี้คล้ายกับความสัมพันธ์เชิงจ้างงาน ในกรณีนี้ธุรกิจที่ทำสัญญาจะต้องนำส่งเงินประกันสังคมให้พนักงานด้วย
ในทางกลับกัน เมื่อทำสัญญาการทำงาน ผู้ทำสัญญามักจะส่งเงินประกันสังคมด้วยตนเอง ซึ่งหมายความว่าธุรกิจไม่จำเป็นต้องนำส่งเงินประกันสังคมเมื่อทำงานร่วมกับผู้ให้บริการอิสระ
การหักภาษี
โดยทั่วไปแล้ว ลูกค้าสามารถ ระบุให้ค่าใช้จ่ายสำหรับบริการและงานที่เสร็จสมบูรณ์เป็นค่าใช้จ่ายทางธุรกิจได้เพื่อลดผลกำไรที่ต้องเสียภาษีของตน ซึ่งค่าใช้จ่ายนั้นจะต้องเกี่ยวข้องกับธุรกิจและมีเอกสารที่ถูกต้อง นอกจากนี้ ผู้ทำสัญญายังสามารถหักค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการทำงานเป็นค่าใช้จ่ายทางธุรกิจได้หากค่าใช้จ่ายนั้นเกี่ยวข้องกับงานที่เสร็จสมบูรณ์โดยตรง สำหรับทั้งสองกรณีนี้ ควรขอคำแนะนำด้านภาษีเป็นกรณีส่วนตัวเพื่อหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดและลดหย่อนภาษีให้ได้มากที่สุด
เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นคําแนะนําทางกฎหมายหรือภาษี Stripe ไม่รับประกันหรือรับประกันความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ความไม่เพียงพอ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในบทความ คุณควรขอคําแนะนําจากทนายความที่มีอํานาจหรือนักบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอํานาจศาลเพื่อรับคําแนะนําที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ