แอปมักจะดาวน์โหลดฟรี แต่หลายๆ แอปเสนอตัวเลือกการซื้อในแอป ซึ่งมีทั้งฟีเจอร์เพิ่มเติม การเข้าถึงเพิ่มเติม หรือเป็นเนื้อหาโบนัสที่ผู้ใช้สามารถซื้อได้ ข้อเสนอแบบชำระเงินเหล่านี้จะช่วยให้คุณขยายธุรกิจแอปบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ได้ ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2024 รายรับจากการซื้อในแอป (IAP) ทั่วโลกบน iOS และ Google Play มีมูลค่าสูงถึง 39,400 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเพิ่มขึ้นประมาณ 13.5% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
ด้านล่างนี้ เราจะอธิบายว่าการซื้อในแอปคืออะไร มีการทำงานอย่างไร และมีผลต่อผลิตภัณฑ์ ผู้ใช้ และ รายรับของคุณอย่างไร
เนื้อหาหลักในบทความ
- การซื้อในแอปคืออะไร
- การซื้อในแอปมีการทำงานอย่างไรสำหรับแอปบนอุปกรณ์เคลื่อนที่
- การซื้อในแอปประเภทหลักๆ มีอะไรบ้าง
- ตัวอย่างการซื้อในแอปที่พบได้บ่อยในแต่ละอุตสาหกรรมมีอะไรบ้าง
- การซื้อในแอปมีประโยชน์และมีความท้าทายอะไรบ้าง
- ค่าธรรมเนียมการซื้อในแอปใน Apple และ Google Play คิดเป็นเท่าไร
- Stripe Payments ช่วยอะไรได้บ้าง
การซื้อในแอปคืออะไร
การซื้อในแอป (IAP) ช่วยให้ผู้ใช้ซื้อสิ่งต่างๆ ได้โดยตรงภายในแอปอุปกรณ์เคลื่อนที่ IAP อาจมีฟีเจอร์เพิ่มเติม (เช่น การลบโฆษณา เครื่องมือขั้นสูง), เนื้อหาดิจิทัล (เช่น ตัวกรองใหม่ ระดับ), การสมัครใช้บริการ (เช่น การเข้าถึงคอนเทนต์พรีเมียมรายเดือน) หรือสกุลเงินดิจิทัล (เช่น เพชร เครดิต)
โมเดล IAP ช่วยให้แอปฟรีสามารถดึงดูดฐานผู้ใช้ได้กว้างขึ้น และหากมีผู้ใช้ส่วนหนึ่งซื้อสินค้า/บริการ ก็จะสามารถสร้างรายรับจากการเรียกเก็บเงินตามแบบแผนล่วงหน้าได้ นอกจากนี้ IAP ยังเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้ เนื่องจากผู้ใช้สามารถลองใช้แอปได้ สามารถตัดสินใจว่าควรใช้ต่อหรือไม่ และสามารถชำระเงินได้หากผู้ใช้คิดว่าแอปเหมาะกับตัวเอง
การซื้อในแอปมีการทำงานอย่างไรสำหรับแอปบนอุปกรณ์เคลื่อนที่
IAP จะจัดลำดับขั้นตอนการซื้อภายในแอปโดยตรง เมื่อผู้ใช้แตะ "ซื้อ" ในแอป แอปสโตร์ของอุปกรณ์ (App Store ของ Apple หรือ Google Play) ก็จะทำการตรวจสอบการชำระเงินและเปิดใช้งานการซื้อ
โดยปกติแล้วขั้นตอนการทำงานจะมีดังนี้:
ผู้ใช้แตะปุ่มซื้อในแอป (เช่น "ปลดล็อก Pro" "ซื้อ 500 เหรียญ")
แอปสโตร์จัดการธุรกรรมผ่านข้อความแจ้งจาก Apple หรือ Google ซึ่งขอให้ลูกค้ายืนยันด้วยข้อมูลไบโอเมตริกหรือรหัสผ่าน
การชำระเงินจะดำเนินการผ่านระบบการเรียกเก็บเงินของแอปสโตร์ และผู้ใช้จะถูกเรียกเก็บเงินผ่านบัญชี Apple หรือ Google ของตน
แอปได้รับการแจ้งเตือนและระบบส่งมอบคอนเทนต์ IAP ให้ผู้ใช้
สโตร์จะหักส่วนแบ่งค่าธรรมเนียมไว้ไป และนักพัฒนาจะได้รับรายรับที่เหลือ
IAP ที่จัดการโดยร้านค้าจะใช้ได้เฉพาะกับสินค้าหรือบริการดิจิทัลที่ส่งมอบภายในแอปเท่านั้น ผลิตภัณฑ์ที่จับต้องได้หรือบริการจริง เช่น สินค้าอุปโภคบริโภค บริการรถรับส่ง และสินค้าไม่ถือเป็น IAP และจะไม่ผ่านระบบการเรียกเก็บเงินของร้านค้า
การซื้อในแอปประเภทหลักๆ มีอะไรบ้าง
แอปสโตร์กำหนดให้ IAP มีอยู่ 4 ประเภทหลัก โดยแต่ละประเภทจะมีกรณีการใช้งานและพฤติกรรมของตัวเอง:
ผลิตภัณฑ์ที่ใช้แล้วหมดไป: ผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะหายไปหลังจากใช้งานและสามารถซื้อซ้ำได้ โดยมักเป็นสินค้าใช้ในเกม (เช่น เหรียญ จำนวนชีวิตเพิ่มเติม)
ผลิตภัณฑ์ที่ใช้แล้วไม่หมดไป: ผลิตภัณฑ์นี้จะไม่มีวันหมดอายุและมักจะผูกกับบัญชีผู้ใช้ ซึ่งได้แก่ บริการการลบโฆษณา และฟีเจอร์ระดับโปร
การต่ออายุการสมัครใช้บริการโดยอัตโนมัติ: การต่ออายุเหล่านี้จะเรียกเก็บเงินจากผู้ใช้เป็นประจำจนกว่าจะยกเลิกการสมัครใช้บริการ ซึ่งรวมถึงบริการต่อเนื่อง เช่น แอปฟิตเนสหรือแอปข่าว
การสมัครใช้บริการที่ไม่มีการต่ออายุ: การสมัครใช้บริการเหล่านี้มีระยะเวลาที่กำหนด และมีกำหนดวันสิ้นสุด ตัวอย่างของบริการรูปแบบนี้ได้แก่หลักสูตรออนไลน์และตั๋วสำหรับช่วงเทศกาล
ตัวอย่างการซื้อในแอปที่พบได้บ่อยในแต่ละอุตสาหกรรมมีอะไรบ้าง
อุตสาหกรรมต่างๆ นำเสนอการซื้อในแอปหลายประเภท ตั้งแต่ประเภทเนื้อหาไปจนถึงฟังก์ชันการทำงานต่างๆ หรือโอกาสในการโต้ตอบโดยตรง
ตัวอย่างที่พบได้บ่อยในแต่ละอุตสาหกรรมดังต่อไปนี้:
เกม: นี่เป็นหมวดหมู่ IAP ที่ใหญ่ที่สุด โดยเกมฟรีจะสร้างรายได้ผ่านสกุลเงินดิจิทัล พลังเสริม จำนวนชีวิตเพิ่มเติม การปลดล็อกเลเวล และสกิน หรือการอัปเกรดอุปกรณ์ตกแต่งอื่นๆ
โซเชียลและการสตรีมสด: ผู้ใช้ซื้อ IAP เพื่อเชื่อมต่อกับครีเอเตอร์ ซึ่งมักจะได้รับส่วนแบ่งรายได้ การซื้อที่พบบ่อยได้แก่ ของขวัญดิจิทัล สติกเกอร์ ป้ายแบดจ์ และการแสดงปฏิกิริยาต่างๆ
แอปหาคู่: องค์ประกอบแบบชำระเงินของแอปหาคู่ที่ใช้งานฟรีอาจได้แก่การปัดได้ไม่จำกัด และฟีเจอร์เพิ่มการมองเห็นโปรไฟล์
สื่อ: IAP สามารถให้สิทธิ์เข้าถึงคอนเทนต์แบบไม่มีโฆษณาหรือคอนเทนต์พรีเมียม หรือแสดงในรูปแบบเพย์วอลล์หลังจากผู้ใช้เข้าถึงเนื้อหาฟรีครบตามจำนวนที่กำหนดแล้ว
แอปประสิทธิภาพการทำงาน การศึกษา และสุขภาพ: IAP ในแอปพัฒนาตนเองอาจมีเพื่อให้ผู้ใช้สามารถปลดล็อกฟีเจอร์ระดับโปร การเข้าถึงหลักสูตรใหม่ หรือมีระดับการสมัครใช้บริการระดับต่างๆ ได้
การซื้อในแอปมีประโยชน์และมีความท้าทายอะไรบ้าง
การซื้อในแอปจะสร้างรายรับภายในแอปบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ แต่ก็มาพร้อมกับข้อแลกเปลี่ยนเช่นกัน ต่อไปนี้คือสิ่งที่ควรพิจารณาเมื่อคุณตัดสินใจว่าจะรวม IAP ไว้ในผลิตภัณฑ์ของคุณหรือไม่ (และจะรวมอย่างไร)
ประโยชน์ของ IAP
ศักยภาพในการสร้างรายรับที่สูง: โมเดล IAP มีศักยภาพสูงที่จะสามารถขยายธุรกิจได้ โดยคุณสามารถทำให้แอปพื้นฐานเป็นแอปฟรีสำหรับผู้ใช้ทุกคน แต่ยังสามารถสร้างรายได้จากผู้ใช้ที่ต้องการฟีเจอร์มากขึ้นได้ด้วย
** ประสบการณ์ของผู้ใช้ที่ตรงจุด:** ผู้ใช้สามารถลองใช้แอป ดูมูลค่า และซื้อเมื่อเห็นว่าเหมาะกับตัวเอง ซึ่งเป็นกระบวนการที่มีความเสี่ยงต่ำ และมีโอกาสเกิดปัญหาติดขัดในด้านการตัดสินใจต่ำ
อัตราการมีส่วนร่วมและการรักษาลูกค้าที่สูงขึ้น: เมื่อผู้ใช้ชำระเงิน แม้จะชำระแค่เพียงเล็กน้อย พวกเขาก็มีแนวโน้มที่จะใช้แอปต่อมากขึ้น โดย IAP ช่วยเพิ่มมูลค่าและยกระดับความสัมพันธ์ของผู้ใช้กับแอปของคุณอย่างต่อเนื่อง
ความไว้วางใจและความสะดวกสบายในตัว: การชำระเงินผ่านแอปสโตร์ทั้งทำได้รวดเร็วและเป็นที่คุ้นเคย ซึ่งช่วยเพิ่มอัตราการเปลี่ยนเป็นผู้ใช้แบบชำระเงิน โดยเฉพาะในอุปกรณ์เคลื่อนที่
ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่ผู้ใช้ให้ความสำคัญ: พฤติกรรม IAP เป็นในรูปแบบวงจรป้อนกลับ ซึ่ง IAP จะบอกคุณว่าฟีเจอร์ใดบ้างที่กระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจ ผู้ใช้ยินดีจ่ายเงินเท่าใด และต้องลงทุนที่ไหน
ความท้าทายของ IAP
ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม: Apple และ Google หักค่าธรรมเนียมในอัตรา 15%–30% ซึ่งสูงกว่าการประมวลผลการชำระเงินมาตรฐาน และอาจถือว่าสูงเกินไปสำหรับทีมขนาดเล็ก
อัตราการเปลี่ยนเป็นผู้ใช้แบบชำระเงินต่ำ: มีผู้ใช้เพียง 1%–2% ที่เปลี่ยนจากผู้ใช้ฟรีเป็นแบบชำระเงินเมื่อผู้ใช้ติดตั้งแอป จึงต้องมีกลยุทธ์การสร้างรายที่เน้นไปที่การซื้อซ้ำเป็นจำนวนมากหรือมีมูลค่าสูง
ความสมดุลของผลิตภัณฑ์ที่ละเอียดอ่อน: หากคุณเน้นการสร้างรายได้มากเกินไป อาจเป็นการทำลายความไว้วางใจได้ แต่หากคุณให้มากเงินไป ผู้คนก็อาจมีแนวโน้มที่จะซื้อน้อยลง การกำหนดจุดสมดุลที่เหมาะสม รวมถึงการออกแบบประสบการณ์สำหรับทั้งผู้ใช้ฟรีและผู้ใช้แบบชำระเงินจึงเป็นงานที่ต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
การพึ่งพาแพลตฟอร์ม: กฎของแอปสโตร์สามารถเปลี่ยนแปลง (และจะเปลี่ยนแปลง) ตามนโยบายของ Apple และ Google ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา นักพัฒนาสามารถควบคุมการเข้าถึงได้ จึงต้องยอมแลกการควบคุมเพื่อเข้าถึงผู้ใช้บนแพลตฟอร์ม
ค่าธรรมเนียมการซื้อในแอปใน Apple และ Google Play คิดเป็นเท่าไร
ค่าธรรมเนียมของแอปสโตร์เป็นหนึ่งในส่วนที่มีการพิจารณาตรวจสอบอย่างละเอียดที่สุดของโมเดล IAP โดยทั้ง Apple และ Google จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเป็นเปอร์เซ็นต์จากการรายการซื้อในแอปแต่ละรายการที่เกิดขึ้นผ่านแพลตฟอร์มของตน
ค่าธรรมเนียม Apple App Store
ค่าธรรมเนียมมาตรฐานของแอปสโตร์คือ 30% ของราคาซื้อ แต่นักพัฒนาที่มีรายได้ไม่ถึง 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีจะมีสิทธิ์ได้รับค่าธรรมเนียมในอัตราที่ลดลงเป็น 15% ค่าธรรมเนียมการสมัครใช้บริการเริ่มต้นที่ 30% และลดลงเป็น 15% หลังจากมีการเรียกเก็บเงินต่อเนื่องครบหนึ่งปี
Apple เรียกเก็บค่าคอมมิชชันจากเฉพาะคอนเทนต์ดิจิทัลและฟีเจอร์ที่จำหน่ายภายในแอปเท่านั้น สินค้าที่จับต้องได้หรือบริการในโลกจริงจะต้องใช้วิธีการชำระเงินอื่น เช่น Apple Pay และการป้อนข้อมูลบัตรเครดิตตามมาตรฐาน ทั้งนี้ ในบางภูมิภาคและบางหมวดหมู่แอป เช่น แอปอ่านหนังสือ Apple อนุญาตให้สามารถใส่ลิงก์ที่พาไปยังการซื้อผ่านเว็บไซต์ได้
ค่าธรรมเนียม Google Play Store
ค่าธรรมเนียมมาตรฐานของ Google Play จะอยู่ที่ 15%–30% ขึ้นอยู่กับรายรับและประเภทผลิตภัณฑ์ โดยจะมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากผลกำไรรายปีจำนวน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐโดยอัตโนมัติที่ 15% สำหรับนักพัฒนาทั้งหมด ค่าธรรมเนียมการสมัครใช้บริการจะเท่ากับ 15% ส่วนค่าธรรมเนียมสำหรับสินค้าที่จับต้องได้และบริการในโลกจริงจะได้รับการยกเว้นจากโครงสร้างค่าธรรมเนียมของ Google
สำหรับผู้ใช้ในบางภูมิภาค เช่น อินเดียและเกาหลีใต้ นักพัฒนาสามารถเสนอวิธีการชำระเงินที่ไม่ใช่ Google ได้ โดยมีค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่า (เช่น ต่ำกว่าแบบมาตรฐานถึง 4%)
ค่าธรรมเนียมเหล่านี้มีความยืดหยุ่นมากกว่าสำหรับนักพัฒนาที่มีรายรับไม่มาก แต่หากคุณขายสินค้าดิจิทัลผ่านระบบการชำระเงินของแอปสโตร์ ให้คาดว่าคุณจะต้องแบ่งส่วนแบ่ง 15%–30% จากธุรกรรมแต่ละรายการ ตัวเลขที่สูงนี้กระตุ้นให้นักพัฒนามองหาขั้นตอนทางเลือกอื่น เมื่อนโยบายอนุญาตให้ใช้ได้
Stripe Payments ช่วยอะไรได้บ้าง
Stripe Payments มอบโซลูชันการชำระเงินระดับโลกแบบครบวงจรที่ช่วยให้ธุรกิจทุกขนาด ตั้งแต่สตาร์ทอัพที่กำลังเติบโตไปจนถึงองค์กรระดับโลก สามารถรับชำระเงินออนไลน์ ที่จุดขาย และทั่วโลกได้
Stripe Payments ช่วยคุณทำสิ่งต่อไปนี้ได้
เพิ่มประสิทธิภาพให้ประสบการณ์การชำระเงินของคุณ: สร้างประสบการณ์ที่ราบรื่นให้กับลูกค้าและประหยัดเวลาในการทำงานวิศวกรรมได้หลายพันชั่วโมงด้วย UI การชำระเงินที่สร้างไว้ให้แล้ว, สิทธิ์เข้าถึงวิธีการชำระเงินมากกว่า 125 วิธี และ Link ซึ่งเป็นกระเป๋าเงินที่สร้างโดย Stripe
ขยายไปสู่ตลาดใหม่ๆ ได้เร็วขึ้น: เข้าถึงลูกค้าทั่วโลกและลดความซับซ้อนและค่าใช้จ่ายในการจัดการหลายสกุลเงินด้วยตัวเลือกการชำระเงินข้ามพรมแดนที่มีให้บริการใน 195 ประเทศและกว่า 135 สกุลเงิน
รวมการชำระเงินที่จุดขายและทางออนไลน์ไว้ด้วยกัน: สร้างประสบการณ์การค้าแบบแพลตฟอร์มรวมในช่องทางออนไลน์และที่จุดขายเพื่อปรับแต่งการโต้ตอบให้ตรงกลุ่ม ตอบแทนความภักดี และเพิ่มรายได้
ปรับปรุงประสิทธิภาพการชำระเงิน: เพิ่มรายรับด้วยเครื่องมือการชำระเงินที่กำหนดเองได้และปรับแต่งได้ง่ายๆ ซึ่งรวมถึงระบบป้องกันการฉ้อโกงแบบไม่ต้องเขียนโค้ดและฟังก์ชันขั้นสูงเพื่อเพิ่มอัตราการอนุมัติ
เดินหน้าได้เร็วขึ้นด้วยแพลตฟอร์มที่ยืดหยุ่นและเชื่อถือได้เพื่อการเติบโต: สร้างบนแพลตฟอร์มที่ออกแบบมาเพื่อขยับขยายไปพร้อมกับคุณ โดยมีประวัติระยะเวลาให้บริการ 99.999% โดยแทบจะไม่หยุดทำงานเลย และมีความน่าเชื่อถือสูงเป็นระดับแนวหน้าของอุตสาหกรรม
ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีที่ Stripe Payments สามารถขับเคลื่อนการชำระเงินออนไลน์และที่จุดขายได้ หรือเริ่มใช้งานเลยวันนี้
เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นคําแนะนําทางกฎหมายหรือภาษี Stripe ไม่รับประกันหรือรับประกันความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ความไม่เพียงพอ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในบทความ คุณควรขอคําแนะนําจากทนายความที่มีอํานาจหรือนักบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอํานาจศาลเพื่อรับคําแนะนําที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ