การซื้อในแอปคืออะไร คำอธิบายเกี่ยวกับประเภท ตัวอย่าง และค่าธรรมเนียม

Payments
Payments

รับชำระเงินออนไลน์ ที่จุดขาย และทั่วโลกด้วยโซลูชันการชำระเงินที่สร้างมาสำหรับธุรกิจทุกขนาด ตั้งแต่ธุรกิจสตาร์ทอัพไปจนถึงองค์กรใหญ่ระดับโลก

ดูข้อมูลเพิ่มเติม 
  1. บทแนะนำ
  2. การซื้อในแอปคืออะไร
  3. การซื้อในแอปมีการทำงานอย่างไรสำหรับแอปบนอุปกรณ์เคลื่อนที่
  4. การซื้อในแอปประเภทหลักๆ มีอะไรบ้าง
  5. ตัวอย่างการซื้อในแอปที่พบได้บ่อยในแต่ละอุตสาหกรรมมีอะไรบ้าง
  6. การซื้อในแอปมีประโยชน์และมีความท้าทายอะไรบ้าง
    1. ประโยชน์ของ IAP
    2. ความท้าทายของ IAP
  7. ค่าธรรมเนียมการซื้อในแอปใน Apple และ Google Play คิดเป็นเท่าไร
    1. ค่าธรรมเนียม Apple App Store
    2. ค่าธรรมเนียม Google Play Store
  8. Stripe Payments ช่วยอะไรได้บ้าง

แอปมักจะดาวน์โหลดฟรี แต่หลายๆ แอปเสนอตัวเลือกการซื้อในแอป ซึ่งมีทั้งฟีเจอร์เพิ่มเติม การเข้าถึงเพิ่มเติม หรือเป็นเนื้อหาโบนัสที่ผู้ใช้สามารถซื้อได้ ข้อเสนอแบบชำระเงินเหล่านี้จะช่วยให้คุณขยายธุรกิจแอปบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ได้ ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2024 รายรับจากการซื้อในแอป (IAP) ทั่วโลกบน iOS และ Google Play มีมูลค่าสูงถึง 39,400 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเพิ่มขึ้นประมาณ 13.5% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

ด้านล่างนี้ เราจะอธิบายว่าการซื้อในแอปคืออะไร มีการทำงานอย่างไร และมีผลต่อผลิตภัณฑ์ ผู้ใช้ และ รายรับของคุณอย่างไร

เนื้อหาหลักในบทความ

  • การซื้อในแอปคืออะไร
  • การซื้อในแอปมีการทำงานอย่างไรสำหรับแอปบนอุปกรณ์เคลื่อนที่
  • การซื้อในแอปประเภทหลักๆ มีอะไรบ้าง
  • ตัวอย่างการซื้อในแอปที่พบได้บ่อยในแต่ละอุตสาหกรรมมีอะไรบ้าง
  • การซื้อในแอปมีประโยชน์และมีความท้าทายอะไรบ้าง
  • ค่าธรรมเนียมการซื้อในแอปใน Apple และ Google Play คิดเป็นเท่าไร
  • Stripe Payments ช่วยอะไรได้บ้าง

การซื้อในแอปคืออะไร

การซื้อในแอป (IAP) ช่วยให้ผู้ใช้ซื้อสิ่งต่างๆ ได้โดยตรงภายในแอปอุปกรณ์เคลื่อนที่ IAP อาจมีฟีเจอร์เพิ่มเติม (เช่น การลบโฆษณา เครื่องมือขั้นสูง), เนื้อหาดิจิทัล (เช่น ตัวกรองใหม่ ระดับ), การสมัครใช้บริการ (เช่น การเข้าถึงคอนเทนต์พรีเมียมรายเดือน) หรือสกุลเงินดิจิทัล (เช่น เพชร เครดิต)

โมเดล IAP ช่วยให้แอปฟรีสามารถดึงดูดฐานผู้ใช้ได้กว้างขึ้น และหากมีผู้ใช้ส่วนหนึ่งซื้อสินค้า/บริการ ก็จะสามารถสร้างรายรับจากการเรียกเก็บเงินตามแบบแผนล่วงหน้าได้ นอกจากนี้ IAP ยังเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้ เนื่องจากผู้ใช้สามารถลองใช้แอปได้ สามารถตัดสินใจว่าควรใช้ต่อหรือไม่ และสามารถชำระเงินได้หากผู้ใช้คิดว่าแอปเหมาะกับตัวเอง

การซื้อในแอปมีการทำงานอย่างไรสำหรับแอปบนอุปกรณ์เคลื่อนที่

IAP จะจัดลำดับขั้นตอนการซื้อภายในแอปโดยตรง เมื่อผู้ใช้แตะ "ซื้อ" ในแอป แอปสโตร์ของอุปกรณ์ (App Store ของ Apple หรือ Google Play) ก็จะทำการตรวจสอบการชำระเงินและเปิดใช้งานการซื้อ

โดยปกติแล้วขั้นตอนการทำงานจะมีดังนี้:

  1. ผู้ใช้แตะปุ่มซื้อในแอป (เช่น "ปลดล็อก Pro" "ซื้อ 500 เหรียญ")

  2. แอปสโตร์จัดการธุรกรรมผ่านข้อความแจ้งจาก Apple หรือ Google ซึ่งขอให้ลูกค้ายืนยันด้วยข้อมูลไบโอเมตริกหรือรหัสผ่าน

  3. การชำระเงินจะดำเนินการผ่านระบบการเรียกเก็บเงินของแอปสโตร์ และผู้ใช้จะถูกเรียกเก็บเงินผ่านบัญชี Apple หรือ Google ของตน

  4. แอปได้รับการแจ้งเตือนและระบบส่งมอบคอนเทนต์ IAP ให้ผู้ใช้

  5. สโตร์จะหักส่วนแบ่งค่าธรรมเนียมไว้ไป และนักพัฒนาจะได้รับรายรับที่เหลือ

IAP ที่จัดการโดยร้านค้าจะใช้ได้เฉพาะกับสินค้าหรือบริการดิจิทัลที่ส่งมอบภายในแอปเท่านั้น ผลิตภัณฑ์ที่จับต้องได้หรือบริการจริง เช่น สินค้าอุปโภคบริโภค บริการรถรับส่ง และสินค้าไม่ถือเป็น IAP และจะไม่ผ่านระบบการเรียกเก็บเงินของร้านค้า

การซื้อในแอปประเภทหลักๆ มีอะไรบ้าง

แอปสโตร์กำหนดให้ IAP มีอยู่ 4 ประเภทหลัก โดยแต่ละประเภทจะมีกรณีการใช้งานและพฤติกรรมของตัวเอง:

  • ผลิตภัณฑ์ที่ใช้แล้วหมดไป: ผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะหายไปหลังจากใช้งานและสามารถซื้อซ้ำได้ โดยมักเป็นสินค้าใช้ในเกม (เช่น เหรียญ จำนวนชีวิตเพิ่มเติม)

  • ผลิตภัณฑ์ที่ใช้แล้วไม่หมดไป: ผลิตภัณฑ์นี้จะไม่มีวันหมดอายุและมักจะผูกกับบัญชีผู้ใช้ ซึ่งได้แก่ บริการการลบโฆษณา และฟีเจอร์ระดับโปร

  • การต่ออายุการสมัครใช้บริการโดยอัตโนมัติ: การต่ออายุเหล่านี้จะเรียกเก็บเงินจากผู้ใช้เป็นประจำจนกว่าจะยกเลิกการสมัครใช้บริการ ซึ่งรวมถึงบริการต่อเนื่อง เช่น แอปฟิตเนสหรือแอปข่าว

  • การสมัครใช้บริการที่ไม่มีการต่ออายุ: การสมัครใช้บริการเหล่านี้มีระยะเวลาที่กำหนด และมีกำหนดวันสิ้นสุด ตัวอย่างของบริการรูปแบบนี้ได้แก่หลักสูตรออนไลน์และตั๋วสำหรับช่วงเทศกาล

ตัวอย่างการซื้อในแอปที่พบได้บ่อยในแต่ละอุตสาหกรรมมีอะไรบ้าง

อุตสาหกรรมต่างๆ นำเสนอการซื้อในแอปหลายประเภท ตั้งแต่ประเภทเนื้อหาไปจนถึงฟังก์ชันการทำงานต่างๆ หรือโอกาสในการโต้ตอบโดยตรง

ตัวอย่างที่พบได้บ่อยในแต่ละอุตสาหกรรมดังต่อไปนี้:

  • เกม: นี่เป็นหมวดหมู่ IAP ที่ใหญ่ที่สุด โดยเกมฟรีจะสร้างรายได้ผ่านสกุลเงินดิจิทัล พลังเสริม จำนวนชีวิตเพิ่มเติม การปลดล็อกเลเวล และสกิน หรือการอัปเกรดอุปกรณ์ตกแต่งอื่นๆ

  • โซเชียลและการสตรีมสด: ผู้ใช้ซื้อ IAP เพื่อเชื่อมต่อกับครีเอเตอร์ ซึ่งมักจะได้รับส่วนแบ่งรายได้ การซื้อที่พบบ่อยได้แก่ ของขวัญดิจิทัล สติกเกอร์ ป้ายแบดจ์ และการแสดงปฏิกิริยาต่างๆ

  • แอปหาคู่: องค์ประกอบแบบชำระเงินของแอปหาคู่ที่ใช้งานฟรีอาจได้แก่การปัดได้ไม่จำกัด และฟีเจอร์เพิ่มการมองเห็นโปรไฟล์

  • สื่อ: IAP สามารถให้สิทธิ์เข้าถึงคอนเทนต์แบบไม่มีโฆษณาหรือคอนเทนต์พรีเมียม หรือแสดงในรูปแบบเพย์วอลล์หลังจากผู้ใช้เข้าถึงเนื้อหาฟรีครบตามจำนวนที่กำหนดแล้ว

  • แอปประสิทธิภาพการทำงาน การศึกษา และสุขภาพ: IAP ในแอปพัฒนาตนเองอาจมีเพื่อให้ผู้ใช้สามารถปลดล็อกฟีเจอร์ระดับโปร การเข้าถึงหลักสูตรใหม่ หรือมีระดับการสมัครใช้บริการระดับต่างๆ ได้

การซื้อในแอปมีประโยชน์และมีความท้าทายอะไรบ้าง

การซื้อในแอปจะสร้างรายรับภายในแอปบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ แต่ก็มาพร้อมกับข้อแลกเปลี่ยนเช่นกัน ต่อไปนี้คือสิ่งที่ควรพิจารณาเมื่อคุณตัดสินใจว่าจะรวม IAP ไว้ในผลิตภัณฑ์ของคุณหรือไม่ (และจะรวมอย่างไร)

ประโยชน์ของ IAP

  • ศักยภาพในการสร้างรายรับที่สูง: โมเดล IAP มีศักยภาพสูงที่จะสามารถขยายธุรกิจได้ โดยคุณสามารถทำให้แอปพื้นฐานเป็นแอปฟรีสำหรับผู้ใช้ทุกคน แต่ยังสามารถสร้างรายได้จากผู้ใช้ที่ต้องการฟีเจอร์มากขึ้นได้ด้วย

  • ** ประสบการณ์ของผู้ใช้ที่ตรงจุด:** ผู้ใช้สามารถลองใช้แอป ดูมูลค่า และซื้อเมื่อเห็นว่าเหมาะกับตัวเอง ซึ่งเป็นกระบวนการที่มีความเสี่ยงต่ำ และมีโอกาสเกิดปัญหาติดขัดในด้านการตัดสินใจต่ำ

  • อัตราการมีส่วนร่วมและการรักษาลูกค้าที่สูงขึ้น: เมื่อผู้ใช้ชำระเงิน แม้จะชำระแค่เพียงเล็กน้อย พวกเขาก็มีแนวโน้มที่จะใช้แอปต่อมากขึ้น โดย IAP ช่วยเพิ่มมูลค่าและยกระดับความสัมพันธ์ของผู้ใช้กับแอปของคุณอย่างต่อเนื่อง

  • ความไว้วางใจและความสะดวกสบายในตัว: การชำระเงินผ่านแอปสโตร์ทั้งทำได้รวดเร็วและเป็นที่คุ้นเคย ซึ่งช่วยเพิ่มอัตราการเปลี่ยนเป็นผู้ใช้แบบชำระเงิน โดยเฉพาะในอุปกรณ์เคลื่อนที่

  • ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่ผู้ใช้ให้ความสำคัญ: พฤติกรรม IAP เป็นในรูปแบบวงจรป้อนกลับ ซึ่ง IAP จะบอกคุณว่าฟีเจอร์ใดบ้างที่กระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจ ผู้ใช้ยินดีจ่ายเงินเท่าใด และต้องลงทุนที่ไหน

ความท้าทายของ IAP

  • ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม: Apple และ Google หักค่าธรรมเนียมในอัตรา 15%–30% ซึ่งสูงกว่าการประมวลผลการชำระเงินมาตรฐาน และอาจถือว่าสูงเกินไปสำหรับทีมขนาดเล็ก

  • อัตราการเปลี่ยนเป็นผู้ใช้แบบชำระเงินต่ำ: มีผู้ใช้เพียง 1%–2% ที่เปลี่ยนจากผู้ใช้ฟรีเป็นแบบชำระเงินเมื่อผู้ใช้ติดตั้งแอป จึงต้องมีกลยุทธ์การสร้างรายที่เน้นไปที่การซื้อซ้ำเป็นจำนวนมากหรือมีมูลค่าสูง

  • ความสมดุลของผลิตภัณฑ์ที่ละเอียดอ่อน: หากคุณเน้นการสร้างรายได้มากเกินไป อาจเป็นการทำลายความไว้วางใจได้ แต่หากคุณให้มากเงินไป ผู้คนก็อาจมีแนวโน้มที่จะซื้อน้อยลง การกำหนดจุดสมดุลที่เหมาะสม รวมถึงการออกแบบประสบการณ์สำหรับทั้งผู้ใช้ฟรีและผู้ใช้แบบชำระเงินจึงเป็นงานที่ต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

  • การพึ่งพาแพลตฟอร์ม: กฎของแอปสโตร์สามารถเปลี่ยนแปลง (และจะเปลี่ยนแปลง) ตามนโยบายของ Apple และ Google ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา นักพัฒนาสามารถควบคุมการเข้าถึงได้ จึงต้องยอมแลกการควบคุมเพื่อเข้าถึงผู้ใช้บนแพลตฟอร์ม

ค่าธรรมเนียมการซื้อในแอปใน Apple และ Google Play คิดเป็นเท่าไร

ค่าธรรมเนียมของแอปสโตร์เป็นหนึ่งในส่วนที่มีการพิจารณาตรวจสอบอย่างละเอียดที่สุดของโมเดล IAP โดยทั้ง Apple และ Google จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเป็นเปอร์เซ็นต์จากการรายการซื้อในแอปแต่ละรายการที่เกิดขึ้นผ่านแพลตฟอร์มของตน

ค่าธรรมเนียม Apple App Store

ค่าธรรมเนียมมาตรฐานของแอปสโตร์คือ 30% ของราคาซื้อ แต่นักพัฒนาที่มีรายได้ไม่ถึง 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีจะมีสิทธิ์ได้รับค่าธรรมเนียมในอัตราที่ลดลงเป็น 15% ค่าธรรมเนียมการสมัครใช้บริการเริ่มต้นที่ 30% และลดลงเป็น 15% หลังจากมีการเรียกเก็บเงินต่อเนื่องครบหนึ่งปี

Apple เรียกเก็บค่าคอมมิชชันจากเฉพาะคอนเทนต์ดิจิทัลและฟีเจอร์ที่จำหน่ายภายในแอปเท่านั้น สินค้าที่จับต้องได้หรือบริการในโลกจริงจะต้องใช้วิธีการชำระเงินอื่น เช่น Apple Pay และการป้อนข้อมูลบัตรเครดิตตามมาตรฐาน ทั้งนี้ ในบางภูมิภาคและบางหมวดหมู่แอป เช่น แอปอ่านหนังสือ Apple อนุญาตให้สามารถใส่ลิงก์ที่พาไปยังการซื้อผ่านเว็บไซต์ได้

ค่าธรรมเนียม Google Play Store

ค่าธรรมเนียมมาตรฐานของ Google Play จะอยู่ที่ 15%–30% ขึ้นอยู่กับรายรับและประเภทผลิตภัณฑ์ โดยจะมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากผลกำไรรายปีจำนวน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐโดยอัตโนมัติที่ 15% สำหรับนักพัฒนาทั้งหมด ค่าธรรมเนียมการสมัครใช้บริการจะเท่ากับ 15% ส่วนค่าธรรมเนียมสำหรับสินค้าที่จับต้องได้และบริการในโลกจริงจะได้รับการยกเว้นจากโครงสร้างค่าธรรมเนียมของ Google

สำหรับผู้ใช้ในบางภูมิภาค เช่น อินเดียและเกาหลีใต้ นักพัฒนาสามารถเสนอวิธีการชำระเงินที่ไม่ใช่ Google ได้ โดยมีค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่า (เช่น ต่ำกว่าแบบมาตรฐานถึง 4%)

ค่าธรรมเนียมเหล่านี้มีความยืดหยุ่นมากกว่าสำหรับนักพัฒนาที่มีรายรับไม่มาก แต่หากคุณขายสินค้าดิจิทัลผ่านระบบการชำระเงินของแอปสโตร์ ให้คาดว่าคุณจะต้องแบ่งส่วนแบ่ง 15%–30% จากธุรกรรมแต่ละรายการ ตัวเลขที่สูงนี้กระตุ้นให้นักพัฒนามองหาขั้นตอนทางเลือกอื่น เมื่อนโยบายอนุญาตให้ใช้ได้

Stripe Payments ช่วยอะไรได้บ้าง

Stripe Payments มอบโซลูชันการชำระเงินระดับโลกแบบครบวงจรที่ช่วยให้ธุรกิจทุกขนาด ตั้งแต่สตาร์ทอัพที่กำลังเติบโตไปจนถึงองค์กรระดับโลก สามารถรับชำระเงินออนไลน์ ที่จุดขาย และทั่วโลกได้

Stripe Payments ช่วยคุณทำสิ่งต่อไปนี้ได้

  • เพิ่มประสิทธิภาพให้ประสบการณ์การชำระเงินของคุณ: สร้างประสบการณ์ที่ราบรื่นให้กับลูกค้าและประหยัดเวลาในการทำงานวิศวกรรมได้หลายพันชั่วโมงด้วย UI การชำระเงินที่สร้างไว้ให้แล้ว, สิทธิ์เข้าถึงวิธีการชำระเงินมากกว่า 125 วิธี และ Link ซึ่งเป็นกระเป๋าเงินที่สร้างโดย Stripe

  • ขยายไปสู่ตลาดใหม่ๆ ได้เร็วขึ้น: เข้าถึงลูกค้าทั่วโลกและลดความซับซ้อนและค่าใช้จ่ายในการจัดการหลายสกุลเงินด้วยตัวเลือกการชำระเงินข้ามพรมแดนที่มีให้บริการใน 195 ประเทศและกว่า 135 สกุลเงิน

  • รวมการชำระเงินที่จุดขายและทางออนไลน์ไว้ด้วยกัน: สร้างประสบการณ์การค้าแบบแพลตฟอร์มรวมในช่องทางออนไลน์และที่จุดขายเพื่อปรับแต่งการโต้ตอบให้ตรงกลุ่ม ตอบแทนความภักดี และเพิ่มรายได้

  • ปรับปรุงประสิทธิภาพการชำระเงิน: เพิ่มรายรับด้วยเครื่องมือการชำระเงินที่กำหนดเองได้และปรับแต่งได้ง่ายๆ ซึ่งรวมถึงระบบป้องกันการฉ้อโกงแบบไม่ต้องเขียนโค้ดและฟังก์ชันขั้นสูงเพื่อเพิ่มอัตราการอนุมัติ

  • เดินหน้าได้เร็วขึ้นด้วยแพลตฟอร์มที่ยืดหยุ่นและเชื่อถือได้เพื่อการเติบโต: สร้างบนแพลตฟอร์มที่ออกแบบมาเพื่อขยับขยายไปพร้อมกับคุณ โดยมีประวัติระยะเวลาให้บริการ 99.999% โดยแทบจะไม่หยุดทำงานเลย และมีความน่าเชื่อถือสูงเป็นระดับแนวหน้าของอุตสาหกรรม

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีที่ Stripe Payments สามารถขับเคลื่อนการชำระเงินออนไลน์และที่จุดขายได้ หรือเริ่มใช้งานเลยวันนี้

เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นคําแนะนําทางกฎหมายหรือภาษี Stripe ไม่รับประกันหรือรับประกันความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ความไม่เพียงพอ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในบทความ คุณควรขอคําแนะนําจากทนายความที่มีอํานาจหรือนักบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอํานาจศาลเพื่อรับคําแนะนําที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ

บทความอื่นๆ

  • เกิดข้อผิดพลาดบางอย่าง โปรดลองอีกครั้งหรือติดต่อฝ่ายสนับสนุน

หากพร้อมเริ่มใช้งานแล้ว

สร้างบัญชีและเริ่มรับการชำระเงินโดยไม่ต้องทำสัญญาหรือระบุรายละเอียดเกี่ยวกับธนาคาร หรือติดต่อเราเพื่อสร้างแพ็กเกจที่ออกแบบเองสำหรับธุรกิจของคุณ
Payments

Payments

รับชำระเงินออนไลน์ ที่จุดขาย และทั่วโลกด้วยโซลูชันการชำระเงินที่สร้างมาสำหรับธุรกิจทุกขนาด

Stripe Docs เกี่ยวกับ Payments

ค้นหาคู่มือเกี่ยวกับการเชื่อมต่อ Payments API ของ Stripe