เมื่อเทคโนโลยีการเงินของประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ Bulk payment system (BPS) หรือ ระบบชำระเงินแบบกลุ่ม ได้กลายมาเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ช่วยให้ธุรกรรมทางการเงินดำเนินไปได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในวงกว้าง ช่วยขับเคลื่อนระบบการเงินให้ทันสมัยและเพิ่มประสิทธิภาพโดยรวมให้กับองค์กร
ในบทความนี้เราจะทำความรู้จัก Bulk payment system เรียนรู้การทำงานและข้อดีของระบบนี้, ธุรกิจในประเทศไทยที่ใช้ Bulk payment system, วิธีเริ่มต้นการใช้งาน BPS รวมถึงแนะนำโซลูชันที่รองรับการใช้งานผ่าน API สำหรับธุรกรรมหลากหลายรูปแบบ ช่วยให้ธุรกิจจัดการการจ่ายเงินจำนวนมากได้อย่างง่ายดายและปลอดภัย
เนื้อหาหลักในบทความ
- Bulk payment system (BPS) คืออะไร
- ทำความรู้จัก Bulk payment system ในประเทศไทย
- ข้อดีของ Bulk payment system
- Bulk payment system เหมาะกับธุรกิจใดบ้าง
- ข้อควรพิจารณาก่อนใช้ Bulk payment system
- วิธีเริ่มต้นใช้งาน Bulk payment system
- Stripe Payments ช่วยเหลือคุณได้อย่างไร
Bulk payment system (BPS) คืออะไร
Bulk payment system (BPS) หรือ ระบบชำระเงินแบบกลุ่ม คือระบบชำระเงินที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถโอนเงินให้แก่บัญชีจำนวนมากได้พร้อมกันในครั้งเดียว ช่วยให้การทำธุรกรรมแบบกลุ่มเป็นไปได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ลดขั้นตอนและความซับซ้อน ไม่ต้องดำเนินการทีละรายการ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับองค์กรที่ต้องชำระเงินให้กับพนักงาน ซัพพลายเออร์ หรือพาร์ทเนอร์เป็นจำนวนมาก เช่น เงินเดือน ค่าสินค้า ค่าคอมมิชชัน หรือคืนเงินภาษี
ทำความรู้จักกับระบบการชำระเงินหลายรายการของประเทศไทย
BPS มีการใช้งานอย่างแพร่หลายทั้งในภาครัฐและภาคเอกชนของประเทศไทย ระบบนี้มักถูกเรียกด้วยชื่อต่างๆ เช่น "การชำระเงินหลายรายการ" "เครดิตหลายรายการ" หรือ "การโอนเงินหลายรายการ" BPS รองรับการโอนเงินผ่านธุรกรรมหลายรายการพร้อมกันแบบเรียลไทม์ตามมาตรฐาน 20022 ขององค์การระหว่างประเทศว่าด้วยมาตรฐาน (ISO)
การโอนเงินผ่าน BPS มักจะมี 2 ตัวเลือก ได้แก่ การโอนภายในวันเดียวกัน (เรียกว่า "DC2") และการโอนในวันถัดไป (เรียกว่า "DC3") วงเงินสูงสุดอยู่ที่ 2 ล้านบาทต่อรายการ ส่วนวงเงินต่อวันจะขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของผู้ให้บริการแต่ละราย
สถาบันการเงินชั้นนำกำลังพัฒนา BPS ที่เชื่อมต่อกับระบบการชำระเงินขององค์กรได้อย่างง่ายดายผ่าน API, ระบบการทำบัญชี หรือระบบวางแผนทรัพยากรองค์กร (ERP) ซึ่งจะช่วยให้พวกเขาสามารถตอบสนองความต้องการของตลาดในด้านความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยได้ ตัวอย่างเช่น โซลูชันทางการเงิน เช่น Stripe Payments เสนอ Payout API ที่รองรับวิธีการชำระเงินที่หลากหลาย เช่น การชำระเงินข้ามพรมแดน การโอนเงินไปยังหลายบัญชีพร้อมกัน (เช่น การชำระเงินแบบกลุ่ม) หรือการชำระเงินแบบแบ่งจ่าย
ข้อดีของ Bulk payment system
Bulk payment system มีประโยชน์และข้อดีในการปรับใช้ในองค์กรมากมาย ดังนี้
- เพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน
ผู้ใช้งานสามารถรวบรวมรายการชำระเงินจำนวนมากไว้ในไฟล์เดียวแล้วอัปโหลดเข้าสู่ระบบ สามารถตั้งเวลาการชำระเงิน (Scheduled payment) ให้ระบบทำการโอนเงินอัตโนมัติในวันและเวลาที่ต้องการได้ - ชำระเงินได้ตรงเวลา
ชำระเงินได้อย่างรวดเร็วและตรงเวลา เสริมภาพลักษณ์ความเป็นมืออาชีพและสร้างความเชื่อมั่นแก่พนักงานและพาร์ทเนอร์ - ลดข้อผิดพลาด
Bulk payment system มักเชื่อมต่อกับฐานข้อมูลหรือระบบ ERP ได้ ทำให้ไม่ต้องกรอกข้อมูลหลายรอบ ลดความผิดพลาดจากการกรอกข้อมูลซ้ำๆ ที่มักมีจำนวนหลายรายการ - ประหยัดเวลาและทรัพยากร
ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ ลดภาระด้านเอกสารและลดขั้นตอนการกรอกข้อมูลด้วยมือในการทำรายการซ้ำๆ หลายครั้ง - ความปลอดภัยสูง
การชำระเงินแบบรวมผ่านระบบอัตโนมัติช่วยลดความเสี่ยงจากการแทรกแซงของบุคคล ลดโอกาสในการฉ้อโกง และมีระบบการเข้าถึงข้อมูลที่ชัดเจนสำหรับผู้อนุมัติ ผู้ตรวจสอบ และผู้ดำเนินการ - ติดตามสถานะและรายงานผล
ระบบสามารถติดตามรายการชำระเงินและแจ้งสถานะการโอนว่าสำเร็จหรือไม่ จึงเพิ่มความโปร่งใสและตรวจสอบได้ นอกจากนี้ธุรกรรมยังมีบันทึกครบถ้วน ทำให้ตรวจสอบย้อนหลังได้อย่างมีระบบ - รองรับการขยายตัวของธุรกิจ
เหมาะกับองค์กรที่มีธุรกรรมจำนวนมาก เช่น การจ่ายเงินเดือน ค่าจ้างรายวัน ค่าคอมมิชชัน หรือค่าใช้จ่ายซัพพลายเออร์ ช่วยให้สามารถขยายกิจการได้โดยไม่ต้องเพิ่มบุคลากรด้านบัญชี
Bulk payment system เหมาะกับธุรกิจใดบ้าง
มีธุรกิจจำนวนมากในประเทศไทยที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานได้ด้วยการนำ Bulk payment system มาใช้งาน ตัวอย่างเช่น
- สถาบันการเงิน: สามารถโอนเงินให้ลูกค้าหลายรายในวันเดียวกัน ใช้สำหรับจ่ายผลตอบแทน ดอกเบี้ย หรือโอนเงินให้พาร์ทเนอร์ธุรกิจจำนวนมาก
- อีคอมเมิร์ซ: แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ อย่าง Lazada และ Shopee ใช้ Bulk payment system เพื่อจ่ายรายได้ให้เหล่าร้านค้าบนแพลตฟอร์ม
- ธุรกิจขนาดใหญ่: ธุรกิจที่สามารถใช้ BPS เพื่อโอนเงินเดือน, ค่าสวัสดิการ, โบนัส หรือค่าล่วงเวลาให้พนักงานจำนวนมากทุกเดือน เช่น บริษัทสินค้าอุปโภคบริโภค บริษัทปิโตรเลียม ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่
- โรงงานอุตสาหกรรม: โรงงานที่มีความจำเป็นต้องจ่ายเงินเดือนพนักงานจำนวนมาก พร้อมชำระค่าวัตถุดิบให้กับซัพพลายเออร์หลายราย
- ธุรกิจที่มีฐานลูกค้าใหญ่: ธุรกิจที่ต้องโอนค่าคอมมิชชัน จ่ายสิทธิเบิกจ่าย จ่ายค่าชดเชย หรือคืนเงินให้ลูกค้าจำนวนมาก เช่น บริษัทประกันหรือบริษัทขายตรง จะทำได้อย่างสะดวกรวดเร็วขึ้น
- อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง: ใช้ Bulk payment system เพื่อจ่ายค่าแรงผู้รับเหมาและซัพพลายเออร์หลายรายต่อโครงการ
- โลจิสติกส์และขนส่ง: ธุรกิจที่ต้องชำระเงินค่าขนส่ง ค่าคอมมิชชันพนักงานขับรถ หรือค่าบริการให้ซัพพลายเออร์จำนวนมากเป็นประจำ เช่น Grab และ LINE MAN เพื่อใช้จ่ายค่าจ้างให้ไรเดอร์ ร้านค้า และเหล่าพาร์ทเนอร์
- แพลตฟอร์มบริการ: ธุรกิจที่จ่ายค่าจ้างให้กับพาร์ทเนอร์หรือฟรีแลนเซอร์จำนวนมากเป็นรอบรายวันหรือสัปดาห์ เช่น แพลตฟอร์มฟรีแลนซ์อย่าง Fastwork, Fiverr และ Upwork
- แฟรนไชส์หรือเครือข่ายสาขา: ธุรกิจที่ต้องจ่ายค่านายหน้า ค่าตอบแทน พนักงาน/สาขาย่อยจำนวนมาก หรือต้องโอนเงินส่วนแบ่งรายได้ หรือค่าคอมมิชชันให้กับบริษัทในเครือจำนวนมาก
- หน่วยงานรัฐ: สามารถใช้โอนเงินเดือน สวัสดิการ เงินช่วยเหลือ เบี้ยยังชีพ หรือเบี้ยเลี้ยงจำนวนมากไปยังประชาชน หน่วยราชการบริหารส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น
- โรงพยาบาลและสาธารณสุข: ใช้เพื่อชำระเงินเดือนบุคลากรแพทย์และเจ้าหน้าที่เป็นจำนวนมาก หรือสามารถชำระค่าบริการให้กับคลินิกคู่สัญญา
- สถาบันการศึกษา: องค์กรที่มีการจ่ายเงินให้กับครู อาจารย์ หรือพนักงานชั่วคราวจำนวนมาก
- องค์กรไม่แสวงผลกำไร (NGO): ใช้โอนเงินสนับสนุนให้กลุ่มเป้าหมายหรือผู้รับเงินบริจาคได้สะดวกรวดเร็วและโปร่งใส เช่น มูลนิธิชัยพัฒนา สภากาชาดไทย หรือมูลนิธิกระจกเงา
ข้อควรพิจารณาก่อนใช้ Bulk payment system
ก่อนปรับใช้ Bulk payment system ควรพิจารณาผู้ให้บริการและข้อกำหนดในการใช้งานตามปัจจัยต่อไปนี้
- ความปลอดภัยและสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูล: ระบบควรมีกำหนดระดับสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลและการอนุมัติธุรกรรมตามบทบาทของผู้ใช้งานระดับต่างๆ โดยการใช้การเข้ารหัสข้อมูล (Encryption) และมีการตรวจสอบสิทธิ์แบบ 2 ปัจจัย (Two-factor authentication)
- การเชื่อมต่อระบบ: ควรเลือกระบบที่สามารถเชื่อมต่อผ่าน API หรือระบบบัญชี/ERP ได้อย่างราบรื่นและง่ายดาย เช่น ระบบเชื่อมต่อการชำระเงินของ Stripe
- ตรวจสอบย้อนหลัง: สามารถตรวจสอบประวัติการชำระเงินย้อนหลังได้อย่างเป็นระบบ มีความโปร่งใส ช่วยให้สามารถตรวจจับข้อผิดพลาดหรือพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ได้ง่าย และสามารถจัดการหรือย้อนรายการเพื่อแก้ไขข้อมูลได้อย่างปลอดภัย
- ปริมาณและความถี่ในการชำระเงิน: หากธุรกิจต้องชำระและโอนเงินจำนวนมากเป็นประจำ ระบบชำระเงินอัตโนมัติแบบ Bulk payment เป็นตัวเลือกที่มีประสิทธิภาพและช่วยประหยัดเวลาได้มาก
- ค่าธรรมเนียม: ควรเปรียบเทียบค่าธรรมเนียมการโอนต่อรายการ หรือค่าบริการรายเดือนจากผู้ให้บริการ Bulk payment system
- ข้อกำหนดในการดำเนินงาน: หากการชำระเงินของคุณมีข้อกำหนดเฉพาะตัวหรือมีความถี่ที่แตกต่างกันออกไปตามวาระโอกาส การประมวลผลแยกด้วยตนเองอาจเหมาะกว่า
วิธีใช้งาน Bulk payment system
หลังจากเลือกผู้ให้บริการแล้ว สามารถเริ่มต้นใช้ Bulk payment systemได้ตามขั้นตอนดังนี้
- เตรียมข้อมูลชำระเงิน
รวบรวมข้อมูลสำหรับการชำระเงิน เช่น ชื่อผู้รับ, หมายเลขบัญชี, จำนวนเงิน, ธนาคารปลายทาง และคำอธิบายหรือรายละเอียดการโอน จากนั้นบันทึกข้อมูลในรูปแบบไฟล์ .txt, [CSV] หรือ Excel ตามที่ธนาคารหรือผู้ให้บริการกำหนด - เข้าสู่ระบบและอัปโหลดข้อมูล
ล็อกอินเข้าสู่ Bulk payment system ของผู้ให้บริการ (ผ่านเว็บหรือ API) และทำการอัปโหลดไฟล์รายการที่เตรียมไว้ - ตรวจสอบความถูกต้อง
ระบบจะแสดงสรุปรายการทั้งหมดให้ผู้ใช้ตรวจสอบความถูกต้องและแจ้งเตือนเมื่อมีรายการผิดพลาดเช่น ข้อมูลซ้ำ รูปแบบผิดพลาด หรือบัญชีปลายทางไม่ถูกต้อง - ยืนยันรายการ
หลังจากตรวจสอบรายการ เมื่อข้อมูลถูกต้องและครบถ้วน สามารถยืนยันการโอนเงินด้วยรหัส OTP (One-time payment), ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ หรือมาตรการความปลอดภัยอื่นๆ - ประมวลผลรายการ
ผู้ให้บริการ BPS จะทำการส่งรายการชำระเงินไปยังระบบกลางสำหรับการชำระเงินแบบกลุ่ม - แจ้งสถานะการโอน
ระบบจะแจ้งสถานะธุรกรรม เช่น โอนสำเร็จหรือไม่สำเร็จ พร้อมเหตุผล เช่น เลขบัญชีผิด หรือยอดเงินไม่พอ จากนั้นสามารถตรวจสอบหรือดาวน์โหลดผลรายงานได้จากระบบของผู้ให้บริการ
Stripe Payments ช่วยเหลือคุณได้อย่างไร
Stripe Payments มอบโซลูชันการชำระเงินระดับโลกแบบครบวงจรที่ช่วยให้ธุรกิจใดๆ ตั้งแต่สตาร์ทอัพที่กำลังเติบโตไปจนถึงองค์กรระดับโลกรับชำระเงินออนไลน์ ที่จุดขาย และทั่วโลกได้
Stripe Payments สามารถช่วยคุณทำสิ่งต่อไปนี้
- เพิ่มประสิทธิภาพให้ประสบการณ์การชำระเงินของคุณ: สร้างประสบการณ์ที่ราบรื่นให้กับลูกค้าและประหยัดเวลาในการทำงานวิศวกรรมได้หลายพันชั่วโมงด้วย UI การชำระเงินที่สร้างไว้ให้แล้ว, สิทธิ์เข้าถึงวิธีการชำระเงินมากกว่า 125 วิธี และ Link ซึ่งเป็นกระเป๋าเงินที่สร้างโดย Stripe
- ขยายไปสู่ตลาดใหม่ๆ ได้เร็วขึ้น: เข้าถึงลูกค้าทั่วโลกและลดความซับซ้อนและค่าใช้จ่ายในการจัดการหลายสกุลเงินด้วยตัวเลือกการชำระเงินข้ามพรมแดนที่มีให้บริการใน 195 ประเทศและกว่า 135 สกุลเงิน
- รวมการชำระเงินที่จุดขายและทางออนไลน์ไว้ด้วยกัน: สร้างประสบการณ์การค้าแบบแพลตฟอร์มรวมในช่องทางออนไลน์และที่จุดขายเพื่อปรับแต่งการโต้ตอบ ตอบแทนความภักดี และเพิ่มรายได้
- ปรับปรุงประสิทธิภาพการชำระเงิน: เพิ่มรายรับด้วยเครื่องมือการชำระเงินที่กำหนดเองได้และปรับแต่งได้ง่ายๆ ซึ่งรวมถึงระบบป้องกันการฉ้อโกงแบบไม่ต้องเขียนโค้ดและความสามารถขั้นสูงเพื่อเพิ่มอัตราการอนุมัติ
- เดินหน้าได้เร็วขึ้นด้วยแพลตฟอร์มที่ยืดหยุ่นและเชื่อถือได้เพื่อการเติบโต: สร้างบนแพลตฟอร์มที่ออกแบบมาเพื่อขยับขยายไปพร้อมกับคุณ โดยมีระยะเวลาให้บริการที่แทบจะไม่หยุดทำงานเลย และมีความน่าเชื่อถือระดับแนวหน้าของวงการ
ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีที่ Stripe Payments สามารถช่วยให้คุณรับการชำระเงินออนไลน์และที่จุดขายได้ หรือเริ่มใช้งานเลยวันนี้
เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นคําแนะนําทางกฎหมายหรือภาษี Stripe ไม่รับประกันหรือรับประกันความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ความไม่เพียงพอ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในบทความ คุณควรขอคําแนะนําจากทนายความที่มีอํานาจหรือนักบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอํานาจศาลเพื่อรับคําแนะนําที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ