ทำไมธุรกิจไทยควรใช้ e-receipt

Invoicing
Invoicing

Stripe Invoicing คือแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์ออกใบแจ้งหนี้สำหรับทั่วโลกที่สร้างมาเพื่อช่วยให้คุณประหยัดเวลาและรับเงินได้เร็วขึ้น สร้างใบแจ้งหนี้แล้วส่งให้ลูกค้าของคุณได้ในไม่กี่นาทีโดยไม่ต้องใช้โค้ด

ดูข้อมูลเพิ่มเติม 
  1. บทแนะนำ
  2. E-receipt คืออะไร
  3. การปรับใช้ e-receipt ในประเทศไทย
  4. ความสำคัญของ e-receipt สำหรับธุรกิจยุคใหม่
    1. ความถูกต้องและความโปร่งใส
    2. ปลอดภัยและยากต่อการปลอมแปลง
    3. สร้างความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ดิจิทัลให้กับธุรกิจ
    4. รองรับการเติบโตของธุรกิจออนไลน์
    5. สิทธิประโยชน์ในการจัดการบัญชีและภาษี
  5. ข้อกำหนดทางกฎหมายไทยในการใช้ e-receipt
  6. ขั้นตอนการออก e-receipt
    1. ลงทะเบียนกับกรมสรรพากร
    2. เลือกผู้ให้บริการ e-receipt ที่ได้มาตรฐาน
    3. เชื่อมต่อระบบบัญชีหรือการเงินเข้ากับระบบของผู้ให้บริการ e-receipt
    4. ออก e-receipt
    5. ส่งมอบ e-receipt ให้ลูกค้า
    6. เก็บรักษาเอกสารออนไลน์
  7. ประโยชน์ของ e-receipt
    1. ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ
    2. ระบบอัตโนมัติ–ประหยัดเวลา
    3. จัดเก็บ ค้นหา และวิเคราะห์ข้อมูลได้ง่าย
    4. เชื่อมต่อระบบธุรกิจอื่นได้
    5. ตอบโจทย์ลูกค้ายุคดิจิทัล
  8. Stripe Invoicing ช่วยเหลือคุณได้อย่างไร

ในยุคเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจดิจิทัลที่การซื้อขายและการชำระเงินออนไลน์เติบโตอย่างรวดเร็ว “e-receipt” หรือใบเสร็จรับเงินออนไลน์กำลังกลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญสำหรับธุรกิจยุคใหม่ในไทยและหลายประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าออนไลน์ สตาร์ทอัพ ไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ การใช้ e-receipt ไม่เพียงช่วยประหยัดต้นทุนแต่ยังเพิ่มความน่าเชื่อถือ เสริมภาพลักษณ์มืออาชีพให้กับธุรกิจ และยังสอดคล้องกับข้อกำหนดของกฎหมายไทยอีกด้วย

ในบทความนี้เราจะมาทำความรู้จัก e-receipt, การปรับใช้ e-receipt ในประเทศไทย, ความสำคัญและข้อกำหนดทางกฎหมายในการใช้ e-receipt, ขั้นตอนการออก e-receipt และประโยชน์ของการใช้ รวมถึงแนะนำโซลูชันที่ช่วยรองรับการใช้งาน e-receipt แบบอัตโนมัติ

เนื้อหาหลักในบทความ

  • E-receipt คืออะไร
  • การปรับใช้ e-receipt ในประเทศไทย
  • ความสำคัญของ e-receipt สำหรับธุรกิจยุคใหม่
  • ข้อกำหนดทางกฎหมายไทยในการใช้ e-receipt
  • ขั้นตอนการออก e-receipt
  • ประโยชน์ของ e-receipt
  • Stripe Invoicing ช่วยเหลือคุณได้อย่างไร

E-receipt คืออะไร

E-receipt (Electronic Receipt หรือใบเสร็จรับเงินออนไลน์) คือ เอกสารที่ใช้ยืนยันการชำระเงินของลูกค้าในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์แทนเอกสารกระดาษ โดยข้อมูลที่ระบุบน e-receipt จะเหมือนกับใบเสร็จรับเงินปกติ เช่น เลขที่ใบเสร็จ, รายการสินค้า/บริการ, จำนวนเงิน, ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT), วันที่ชำระและวิธีการชำระเงิน จุดเด่นคือสามารถจัดเก็บและส่งผ่านระบบดิจิทัล เช่น อีเมล, SMS, แอปพลิเคชัน หรือ QR Code

การปรับใช้ e-receipt ในประเทศไทย

ในปี 2025 กรมสรรพากรได้เริ่มโครงการ “Easy e-receipt 2.0” เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศและส่งเสริมให้ผู้มีเงินได้บุคคลธรรมดาสามารถหักค่าใช้จ่ายจากการซื้อสินค้าหรือบริการที่มี e-receipt หรือ e- tax invoice นำมาลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 50,000 บาท โดย 30,000 บาท สามารถใช้สำหรับสินค้าทั่วไปและอีก 20,000 บาท สำหรับสินค้าจาก OTOP, วิสาหกิจชุมชน หรือวิสาหกิจเพื่อสังคม

ซึ่งหลังจากจบโครงการ Easy e-receipt 2.0 (16 ม.ค.– 28 ก.พ. 2025) ข้อมูลจากฐานเศรษฐกิจระบุว่าโครงการส่งเสริมการใช้ e-receipt ช่วยให้ยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากการขอ e-receipt เพื่อนำไปใช้ลดหย่อนภาษี โดยเดอะมอลล์ กรุ๊ป ทำยอดขายได้เพิ่มขึ้น 30%, ห้างเซ็นทรัลและ Power Mall มียอดสูงขึ้น 10–15%, ร้านค้าบน Lazada ที่ร่วมโครงการมียอดเพิ่มขึ้น 2 เท่าตัว, ส่วน Shopee มียอดขายเพิ่มขึ้นราว 60% เมื่อเทียบกับช่วงปกติ

นอกจากนี้ ระบบ e-receipt ยังเป็นหนึ่งในแนวทางของนโยบาย Thailand 4.0 เพื่อการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลในภาพรวม ตั้งแต่ปี 2016 นโยบายนี้สนับสนุนให้เอกสารภาษีเปลี่ยนเป็นระบบออนไลน์ และกำหนดให้ธุรกิจขนาดใหญ่ควรพร้อมใช้งาน e-tax invoice ภายในปี 2025 และขยายสู่ธุรกิจทุกขนาดทั่วประเทศภายในปี 2028

ความสำคัญของ e-receipt สำหรับธุรกิจยุคใหม่

สำหรับธุรกิจยุคใหม่ e-receipt มีความจำเป็นในเชิงกลยุทธ์และมีความสำคัญดังต่อไปนี้

ความถูกต้องและความโปร่งใส

e-receipt ช่วยบันทึกข้อมูลอย่างเป็นระบบ การใช้ e-receipt ช่วยให้เจ้าของธุรกิจสามารถตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังได้สะดวก ช่วยลดข้อผิดพลาดและมีข้อมูลทางภาษีที่มีความแม่นยำสูง เพิ่มความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือ ทั้งยังเป็นหลักฐานการซื้อขายที่เพิ่มความปลอดภัยและตรวจสอบได้ ลูกค้าได้รับหลักฐานการชำระเงินที่ปลอดภัยและเชื่อถือได้ ทำให้ธุรกิจสร้างความไว้วางใจได้มากขึ้น

ปลอดภัยและยากต่อการปลอมแปลง

ใบเสร็จในรูปแบบดิจิทัลไม่ชำรุด สูญหาย หรือซีดจางง่ายเหมือนเอกสารกระดาษ สามารถตรวจสอบย้อนกลับผ่านระบบได้ง่าย ลดความเสี่ยงจากการปลอมแปลงโดยใช้กลไกการเข้ารหัส (encryption) และลายเซ็นดิจิทัล (digital signature) พร้อมมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างการประทับเวลาดิจิทัล (timestamp) หรือโครงสร้างพื้นฐานคีย์สาธารณะ (PKI)

สร้างความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ดิจิทัลให้กับธุรกิจ

e-receipt ช่วยยกระดับให้ธุรกิจดูทันสมัย มีความน่าเชื่อถือ เสริมภาพลักษณ์ความเป็นมืออาชีพ สร้างประสบการณ์ที่ดีและสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า ช่วยให้ทั้งลูกค้าและธุรกิจสามารถตรวจสอบรายการธุรกรรมย้อนหลังได้อย่างสะดวก

รองรับการเติบโตของธุรกิจออนไลน์

สอดคล้องกับเทรนด์ธุรกิจที่มุ่งเน้นการเติบโตออนไลน์ ธุรกิจที่ขายบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เช่น LINE Shopping, Shopee หรือ TikTok Shop ต่างต้องใช้ระบบที่สามารถออก e-receipt ได้โดยอัตโนมัติ การใช้ e-receipt ช่วยรองรับปริมาณการขายจำนวนมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้การบริหารจัดการเงินเป็นไปอย่างมีระบบมากขึ้น ซึ่งช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในตลาดดิจิทัล

สิทธิประโยชน์ในการจัดการบัญชีและภาษี

ภาครัฐมีมาตรการส่งเสริมให้ผู้เสียภาษีที่ใช้ระบบ e-receipt สามารถรับสิทธิประโยชน์ในการหักลดหย่อนภาษีจากค่าใช้จ่ายบางประเภทและจากการลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2025 นอกจากนี้การจัดทำ e-receipt เริ่มถูกผลักดันให้เป็นมาตรฐานทางบัญชี ธุรกิจที่ปรับใช้ e-receipt ตั้งแต่เนิ่นๆ จะได้เปรียบในด้านการจัดการเอกสารภาษีและยังเป็นการสนับสนุนนโยบายรัฐบาลที่ต้องการลดงานเอกสารและปรับเปลี่ยนสู่ระบบดิจิทัล

ข้อกำหนดทางกฎหมายไทยในการใช้ e-receipt

กรมสรรพากรได้พัฒนาระบบเพื่อรองรับ e-receipt แทนรูปแบบกระดาษแบบดั้งเดิมเพื่อส่งเสริมธุรกิจอีคอมเมิร์ซเพื่อเพิ่มความปลอดภัย และลดขั้นตอนในการจัดทำเอกสารภายใต้[พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544](https://www.etda.or.th/th/Useful-Resource/%E0%B8%81%E0%B8%8F%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2-HTML/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%9A%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%95%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AA/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%9A%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%95%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AA-%E0%B8%9E-%E0%B8%A8-2544-(%E0%B8%89%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%82%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%A1) ซึ่งธุรกิจที่จะสามารถออก e-receipt ได้ จำเป็นต้องดำเนินการตามข้อกำหนดดังนี้

  • ลงทะเบียนใช้งาน e-receipt: ธุรกิจต้องลงทะเบียนเข้าระบบกับกรมสรรพากรและได้รับอนุมัติผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากรในการใช้ e-receipt
  • ดำเนินการตามรูปแบบเอกสาร: รูปแบบไฟล์ e-receipt ต้องเป็น XML ตามมาตรฐานธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) โดยต้องมีข้อมูลครบ เช่น ชื่อ‑ที่อยู่ผู้ซื้อ, ผู้ขาย, รายละเอียดสินค้า/บริการ, ราคาสุทธิ, ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT), เลขที่ใบเสร็จ, วันที่ชำระ เป็นต้น
  • แนบใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์: เอกสารที่ส่งให้กรมสรรพากรจะต้องมีการลงลายเซ็นดิจิทัลที่ออกโดยผู้ให้บริการใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์ที่กรมสรรพากรยอมรับ เพื่อยืนยันตัวตนของผู้ประกอบการ เป็นการรับรองว่าเอกสารมีความถูกต้องและไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขข้อมูล
  • ส่งข้อมูลต่อกรมสรรพากรทุกเดือน: ต้องส่งข้อมูล e-receipt ผ่านระบบภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป พร้อมลงลายเซ็นดิจิทัลเพื่อให้เอกสารมีผลทางกฎหมายครบถ้วน
  • ใช้ระบบที่ปลอดภัยและเชื่อถือได้: ระบบควรมีบันทึกการใช้งานและควบคุมการเข้าถึงข้อมูลด้วยรหัสผ่าน สามารถเข้าถึงไฟล์ด้วยการเข้ารหัส (Encryption) และตรวจสอบความถูกต้องสมบูรณ์ของข้อมูลไฟล์ได้ ช่วยให้ธุรกิจมั่นใจในการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังหากเกิดข้อพิพาท
  • ปฏิบัติตามมาตรฐานการเก็บรักษาข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์: ต้องมีการเก็บรักษาเอกสารในระบบอย่างน้อย 5 ปี และสามารถเข้าถึงและแสดงข้อความในเอกสารได้เหมือนต้นฉบับ รวมถึงเก็บข้อมูลเมตา เช่น ชื่อไฟล์ ขนาดไฟล์ ชนิดไฟล์ หรือวันสร้างไฟล์
  • ทำตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล: เนื่องจาก e-receipt มีข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ชื่อ ที่อยู่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษี ต้องคำนึงถึงการเก็บ ใช้ และเปิดเผยข้อมูลให้สอดคล้องกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลด้วย

ขั้นตอนการออก e-receipt

การออก e-receipt ในประเทศไทย สามารถดำเนินการได้ตามขั้นตอน ดังนี้

ลงทะเบียนกับกรมสรรพากร

เลือกผู้ให้บริการ e-receipt ที่ได้มาตรฐาน

  • เลือกผู้ให้บริการ e-receipt ตามข้อพิจารณา ดังนี้
    • เลือกระบบที่รองรับการออก e-receipt แบบอัตโนมัติในจำนวนมาก เพิ่มความสะดวกและรวดเร็ว
    • มีระบบความปลอดภัยสูงเพื่อป้องกันการโจมตีทางออนไลน์
    • ผู้ให้บริการที่ดีควรมีการบันทึกข้อมูลการใช้งาน การเข้าถึงเอกสารออนไลน์ด้วยการเข้ารหัส

เชื่อมต่อระบบบัญชีหรือการเงินเข้ากับระบบของผู้ให้บริการ e-receipt

  • เมื่อได้รับอนุญาตจากกรมสรรพากรแล้ว ธุรกิจสามารถเชื่อมต่อระบบหลังบ้าน เช่น อีคอมเมิร์ซ หรือบัญชีออนไลน์ เข้ากับผู้ให้บริการ e-receipt เพื่อให้การออกเอกสารเป็นไปอย่างอัตโนมัติ ลดความผิดพลาดจากการกรอกข้อมูลด้วยมือ
  • ทดสอบระบบให้สามารถสร้าง ส่งข้อมูลให้ลูกค้า และเก็บเอกสารในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างถูกต้องสมบูรณ์ เพื่อความสะดวกในการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง

ออก e-receipt

  • หลังจากลูกค้าทำการชำระเงิน จะมีการสร้าง e-receipt โดยอัตโนมัติจากข้อมูลในระบบของผู้ให้บริการ
  • รูปแบบไฟล์ต้องเป็น XML ตามมาตรฐานที่กรมสรรพากรกำหนด และควรประกอบด้วยไฟล์ PDF หรือ A-3 เพื่อความสะดวกในการเก็บข้อมูล
  • การออก e-receipt ควรต้องมีรายละเอียดครบถ้วน ดังต่อไปนี้
    • ข้อมูลผู้ขาย/ผู้ออก e-receipt: ชื่อ-นิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดา ที่อยู่ของผู้ขาย เลขประจำตัวผู้เสียภาษี (Tax ID) และสำนักงานสาขา (ถ้ามี)
    • ข้อมูลผู้ซื้อ: ชื่อ-นิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดา ที่อยู่ของผู้ซื้อ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษี (หากต้องการใช้เครดิตภาษี)
    • รายการสินค้า/บริการที่ขาย: รายละเอียดชื่อสินค้า/บริการที่ขาย จำนวน ราคาต่อหน่วย และมูลค่ารวม (ก่อนภาษี)
    • รายละเอียดการเงิน: มูลค่ารวมของสินค้า/บริการ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และ มูลค่ารวมทั้งสิ้น นอกจากนี้ผู้ประกอบการสามารถใส่วิธีการชำระเงิน เช่น เงินสด โอนเงิน บัตรเครดิต ฯลฯ เพื่อให้ตรวจสอบย้อนหลังได้ง่ายขึ้น
    • ข้อมูลเอกสาร: เลขที่ใบเสร็จ และวัน/เดือน/ปี ที่ออกใบเสร็จ

ส่งมอบ e-receipt ให้ลูกค้า

ส่ง e-receipt ให้ลูกค้าผ่านอีเมลหรือ SMS หรือลูกค้าสามารถดาวน์โหลดจากระบบของผู้ให้บริการได้

เก็บรักษาเอกสารออนไลน์

ธุรกิจต้องเก็บรักษาใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์อย่างน้อย 5 ปี ตามข้อกำหนดของกรมสรรพากร การเก็บในรูปแบบดิจิทัลช่วยให้ตรวจสอบและค้นหาข้อมูลได้สะดวก และเพิ่มความปลอดภัยด้วยการเข้ารหัสข้อมูล

ประโยชน์ของ e-receipt

ประโยชน์ที่ธุรกิจจะได้รับจากการใช้ e-receipt มีดังนี้

ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ

ธุรกิจไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายกับกระดาษ เครื่องพิมพ์ หมึกพิมพ์ การจัดส่งเอกสารและการจัดเก็บเอกสาร นอกจากการลดต้นทุนยังช่วยสร้างภาพลักษณ์ธุรกิจที่ใส่ใจความยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ระบบอัตโนมัติ–ประหยัดเวลา

เจ้าของธุรกิจสามารถสร้างและส่งใบเสร็จได้ทันทีผ่านระบบออนไลน์ ไม่ต้องเสียเวลารอการพิมพ์หรือส่งเอกสารทางไปรษณีย์ การออกและจัดการ e-receipt ผ่านระบบดิจิทัลช่วยลดเวลาในการป้อนข้อมูล สามารถรายงานยอดขายได้แบบเรียลไทม์ เพิ่มความรวดเร็วแม่นยำ ลดความผิดพลาดจากการกรอกข้อมูลด้วยมือ ทำให้ข้อมูลมีความถูกต้องสม่ำเสมอ เหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการจัดการใบเสร็จจำนวนมาก

จัดเก็บ ค้นหา และวิเคราะห์ข้อมูลได้ง่าย

จัดเก็บข้อมูลได้สะดวก เอกสารไม่สูญหาย สามารถค้นหาข้อมูลได้ง่าย ปลอดภัย สะดวกต่อการตรวจสอบย้อนหลัง ข้อมูลแบบดิจิทัลช่วยให้ธุรกิจบริหารจัดการได้ง่าย สามารถวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าได้รวดเร็ว และออกเอกสารได้เพียงไม่กี่คลิก

เชื่อมต่อระบบธุรกิจอื่นได้

รองรับการเชื่อมต่อกับระบบ CRM, บัญชีออนไลน์, อีคอมเมิร์ซ หรือระบบภายในองค์กรเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลได้โดยอัตโนมัติ  

ตอบโจทย์ลูกค้ายุคดิจิทัล

ลูกค้าสามารถเก็บหลักฐานการชำระเงินไว้ในมือถือ หรือเข้าถึงใบเสร็จของตนเองได้ทุกที่ทุกเวลา ผ่านอีเมล แอปพลิเคชัน หรือระบบออนไลน์ ค้นหาได้ง่าย ไม่ต้องกลัวใบเสร็จหาย สะดวกกว่าการเก็บเอกสารแบบดั้งเดิม

Stripe Invoicing ช่วยเหลือคุณได้อย่างไร

Stripe Invoicing ทำให้กระบวนการบัญชีลูกหนี้ (AR) ของคุณง่ายขึ้น ตั้งแต่การสร้างใบแจ้งหนี้ไปจนถึงการเรียกเก็บเงิน ไม่ว่าคุณจะจัดการการเรียกเก็บเงินแบบครั้งเดียวหรือการเรียกเก็บเงินตามแบบแผนล่วงหน้า Stripe ช่วยให้ธุรกิจได้รับเงินเร็วขึ้นและปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพ:

  • สร้างการจัดการบัญชีลูกหนี้แบบอัตโนมัติ: สร้าง ปรับ และส่งใบแจ้งหนี้อย่างเป็นมืออาชีพได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องเขียนโค้ด Stripe จะติดตามสถานะใบแจ้งหนี้ ส่งการแจ้งเตือนการชำระเงิน และดำเนินการคืนเงินโดยอัตโนมัติ ช่วยให้คุณสามารถควบคุมกระแสเงินสดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • เร่งกระแสเงินสด: ลดวันขายคงค้าง (DSO) และได้รับเงินเร็วขึ้นด้วยการชำระเงินทั่วโลกที่ผสานรวม การแจ้งเตือนอัตโนมัติ และเครื่องมือการติดตามหนี้ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ที่ช่วยให้คุณสามารถกู้คืนรายได้ได้มากขึ้น
  • ปรับปรุงประสบการณ์ของลูกค้า: มอบประสบการณ์การชำระเงินที่ทันสมัยด้วยการรองรับมากกว่า 25 ภาษา 135 สกุลเงิน และวิธีการชำระเงินมากกว่า 100 วิธี โดยสามารถเข้าถึงและชำระใบแจ้งหนี้ได้ง่ายผ่านพอร์ทัลลูกค้าแบบบริการตนเอง
  • ลดภาระงานในสำนักงาน: สร้างใบแจ้งหนี้ในไม่กี่นาทีและลดเวลาที่ใช้ในการเรียกเก็บเงินผ่านการแจ้งเตือนอัตโนมัติ และหน้าการชำระเงินใบแจ้งหนี้ในระบบ Stripe
  • ผสานการทำงานกับระบบที่มีอยู่: Stripe Invoicing สามารถผสานการทำงานกับซอฟต์แวร์บัญชีและการวางแผนทรัพยากรองค์กร (ERP) ที่เป็นที่นิยมได้ ซึ่งจะช่วยให้คุณรักษาระบบให้ซิงค์กันและลดการป้อนข้อมูลด้วยตนเอง

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีที่ Stripe สามารถทำให้กระบวนการบัญชีลูกหนี้ของคุณง่ายขึ้น หรือเริ่มใช้งานเลยวันนี้

เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นคําแนะนําทางกฎหมายหรือภาษี Stripe ไม่รับประกันหรือรับประกันความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ความไม่เพียงพอ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในบทความ คุณควรขอคําแนะนําจากทนายความที่มีอํานาจหรือนักบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอํานาจศาลเพื่อรับคําแนะนําที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ

บทความอื่นๆ

  • เกิดข้อผิดพลาดบางอย่าง โปรดลองอีกครั้งหรือติดต่อฝ่ายสนับสนุน

หากพร้อมเริ่มใช้งานแล้ว

สร้างบัญชีและเริ่มรับการชำระเงินโดยไม่ต้องทำสัญญาหรือระบุรายละเอียดเกี่ยวกับธนาคาร หรือติดต่อเราเพื่อสร้างแพ็กเกจที่ออกแบบเองสำหรับธุรกิจของคุณ
Invoicing

Invoicing

สร้างและส่งใบแจ้งหนี้ให้กับลูกค้าได้ในไม่กี่นาที โดยไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ด

Stripe Docs เกี่ยวกับ Invoicing

สร้างและจัดการใบแจ้งหนี้สำหรับการชำระเงินครั้งเดียวด้วย Stripe Invoicing