Open Banking เป็นส่วนสำคัญในโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินของสหราชอาณาจักร และเป็นตัวกำหนดวิธีที่บุคคลทั่วไปแชร์ข้อมูลทางการเงินและวิธีที่ธุรกิจต่างๆ โยกย้ายเงิน โดยในปี 2025 มีผู้ใหญ่เกือบ 1 ใน 3 คนในสหราชอาณาจักรใช้ Open Banking ส่วนบริษัทต่างๆ ก็ใช้วิธีนี้เพื่อปรับปรุงกระบวนการเริ่มต้นใช้งาน ดำเนินการตรวจสอบความเสี่ยงให้ดีขึ้น และสร้างประสบการณ์การชำระเงินที่รวดเร็วทันใจและน่าไว้วางใจ ในบทความนี้ เราจะพาไปดูว่า Open Banking คืออะไร มีไว้เพื่อแก้ปัญหาอะไรบ้าง และวิธีเลือกผู้ให้บริการ Open Banking ที่เหมาะกับธุรกิจของคุณที่สุด
เนื้อหาหลักในบทความ
- Open Banking ในสหราชอาณาจักรคืออะไร
- Open Banking ออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาอะไรบ้าง
- ธุรกิจจะได้ประโยชน์จาก Open Banking อย่างไรบ้าง
- จะต้องปฏิบัติตามมาตรฐานทางเทคนิคใดบ้างเมื่อใช้ Open Banking
- องค์กรต่างๆ จะเผชิญกับปัญหาใดบ้างเมื่อนำโซลูชัน Open Banking ของสหราชอาณาจักรมาใช้
- บริษัทควรพิจารณาอะไรบ้างเมื่อเลือกผู้ให้บริการ Open Banking
- Stripe Financial Connections ช่วยอะไรได้บ้าง
Open Banking ในสหราชอาณาจักรคืออะไร
Open Banking ในสหราชอาณาจักรเป็นวิธีที่ช่วยให้บุคคลทั่วไปและธุรกิจต่างๆ แชร์ข้อมูลธนาคารของตนหรือเริ่มชำระเงินผ่านบริการของบริษัทอื่นที่ได้รับความไว้วางใจได้โดยมีการกำกับดูแลอยู่ ลูกค้าสามารถเลือกข้อมูลที่จะแชร์ บุคคลที่จะแชร์ข้อมูลให้ และระยะเวลาที่แชร์ข้อมูลได้ ทั้งยังปิดการเข้าถึงได้ทุกเมื่ออีกด้วย
Open Banking ออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาอะไรบ้าง
Open Banking ได้รับการพัฒนาขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของตลาดธนาคารในสหราชอาณาจักร ซึ่งจำกัดการแข่งขันและทำให้ลูกค้าไม่ได้ประโยชน์จากบริการทางการเงินใหม่ๆ ที่ชาญฉลาดยิ่งขึ้น ปัญหาเหล่านี้ได้แก่
ข้อมูลทางการเงินที่เข้าถึงได้ยาก: ก่อนจะมี Open Banking ลูกค้าไม่สามารถแชร์ประวัติธุรกรรมของตนกับซอฟต์แวร์การจัดทำงบประมาณ ผู้ให้กู้ยืม หรือบริการอื่นๆ อย่างปลอดภัยได้เลย วิธีที่ใช้มักจะเป็นการดึงข้อมูลบนหน้าจอ (Screen Scraping) ที่ลูกค้าต้องให้ชื่อผู้ใช้และรหัสผ่าน ซึ่งเป็นวิธีที่เสี่ยงและไม่น่าเชื่อถือ
การเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ได้ยาก: ลูกค้าจะประสบปัญหาในการเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ทางธนาคารตามพฤติกรรมจริงของตน (เช่น การใช้งานการเบิกเงินเกินบัญชี, รูปแบบรายเดือน) เมื่อไม่สามารถโยกย้ายข้อมูลได้ง่ายๆ ผู้คนจำนวนมากจึงต้องใช้บัญชีที่ไม่คุ้มค่าต่อไป
ตัวเลือกการชำระเงินที่ช้าและมีค่าใช้จ่ายสูง: ธุรกรรมจำนวนมากยังคงดำเนินการผ่านเครือข่ายบัตรหรือขั้นตอนการชำระเงินแบบเก่า ซึ่งทำให้มีค่าธรรมเนียมหรือความล่าช้าเพิ่มมากขึ้น ส่วน Open banking ได้นำวิธีที่มีการกำกับดูแลมาใช้ เพื่อให้เริ่มชำระเงินระหว่างบัญชีได้เร็วขึ้นและมีค่าใช้จ่ายน้อยลง
ลูกค้าไม่สามารถควบคุมได้และไม่มีความโปร่งใส: ผู้คนไม่สามารถดูหรือควบคุมวิธีที่บุคคลที่สามใช้ข้อมูลทางการเงินของตนได้ ส่วน Open Banking ได้เปลี่ยนแนวทางนี้ไปอย่างสิ้นเชิงโดยต้องมีการให้ความยินยอมอย่างชัดแจ้ง มีเวลาจำกัด และเพิกถอนได้
ธุรกิจจะได้ประโยชน์จาก Open Banking อย่างไรบ้าง
ประโยชน์ที่แท้จริงของ Open Banking มาจากการเข้าถึงข้อมูลที่มีการกำกับดูแลและฟังก์ชันการชำระเงินแบบเรียลไทม์ ซึ่งช่วยเปิดโอกาสให้มีการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานได้ง่ายขึ้น
ตัวอย่างประโยชน์ที่ธุรกิจจะได้รับมีดังนี้
กระบวนการเริ่มต้นใช้งานและการตรวจสอบยืนยันบัญชีที่เร็วขึ้น: Open banking ช่วยให้บริษัทต่างๆ ยืนยันการเป็นเจ้าของบัญชีได้ทันทีโดยไม่ต้องฝากเงินจำนวนเล็กน้อยหรือตรวจสอบด้วยตนเอง การดึงรายละเอียดบัญชีที่ตรวจสอบยืนยันแล้วโดยตรงจากธนาคารของลูกค้าจะช่วยลดข้อผิดพลาด ช่วยให้กระบวนการเริ่มต้นใช้งานเร็วขึ้น และช่วยป้องกันการฉ้อโกงในช่วงแรกเริ่ม
การตรวจสอบรายได้และความสามารถในการจ่ายแบบเรียลไทม์: ผู้ให้กู้ยืม แพลตฟอร์มให้เช่า และบริการทางการเงินสามารถดึงข้อมูลประวัติธุรกรรมเพื่อระบุรูปแบบรายได้ ค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายประจำ และเสถียรภาพทางการเงินได้ การวิเคราะห์อัตโนมัติจะเข้ามาแทนที่การอัปโหลดรายการเดินบัญชีธนาคารและการตรวจสอบด้วยตนเองเป็นรอบๆ แบบเดิม และช่วยให้ตัดสินใจได้รวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น
ขั้นตอนของ Know Your Customer (KYC) ที่ชาญฉลาดขึ้น: ข้อมูลธนาคารที่ตรวจสอบยืนยันแล้วอาจเป็นอีกสัญญาณหนึ่งในระหว่างการตรวจสอบตัวตน โดยเฉพาะเมื่อรวมเข้ากับเครื่องมือ KYC แบบมาตรฐาน เมื่อข้อมูลที่ผู้ใช้ป้อนไม่ตรงกับข้อมูลที่ธนาคารตรวจสอบยืนยันแล้ว จะช่วยให้เห็นความเสี่ยงได้ตั้งแต่เนิ่นๆ และลดปัญหาด้านการปฏิบัติตามข้อกำหนดที่จะตามมาภายหลัง
ข้อมูลกระแสเงินสดในการตัดสินใจให้กู้ยืม: เมื่อเห็นพฤติกรรมการใช้จ่ายและการฝากเงินได้เลย ผู้ให้กู้ยืมก็จะเห็นภาพรวมทางการเงินของผู้ยื่นขอกู้ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยให้การประเมินและควบคุมความเสี่ยงครอบคลุมรอบด้านมากขึ้น และเสริมสร้างโมเดลความเสี่ยงให้รัดกุมขึ้นด้วยข้อมูลปัจจุบันที่อิงตามพฤติกรรม
การรวบรวมบัญชีและการมองเห็นข้อมูลทางการเงิน: ระบบการจัดทำงบประมาณ แอปออมทรัพย์ และแดชบอร์ดทางการเงินใช้ Open Banking เพื่อช่วยให้ลูกค้าเห็นบัญชีของตนในหลายๆ ธนาคารในที่เดียว ข้อมูลแบบเรียลไทม์จะช่วยส่งเสริมให้มีข้อมูลเชิงลึกแบบเฉพาะตัว การจัดหมวดหมู่การใช้จ่าย และคำแนะนำต่างๆ
ประสบการณ์การชำระเงินที่ดีขึ้น: ธุรกิจสามารถเสนอ "Pay by Bank" ในขั้นตอนการชำระเงินได้ ซึ่งช่วยให้ลูกค้าเลือกตรวจสอบสิทธิ์ผ่านแอปธนาคารและชำระเงินได้ทันที วิธีนี้จะช่วยลดจำนวนการชำระเงินที่ไม่สำเร็จ ช่วยให้สามารถนำเงินมาใช้ได้เร็วขึ้น และลดค่าธรรมเนียมสำหรับธุรกรรมที่มีมูลค่าสูง
โมเดลผลิตภัณฑ์แบบใหม่: เมื่อเข้าถึงข้อมูลทางการเงินของลูกค้าได้อย่างน่าเชื่อถือ บริษัทก็สร้างฟีเจอร์ต่างๆ เช่น การออมเงินอัตโนมัติ รางวัลแบบเรียลไทม์ และทรัพยากรด้านการดูแลสุขภาพทางการเงินได้ โดยบริการเหล่านี้จะช่วยส่งเสริมการมีส่วนร่วมได้เพราะสอดรับกับพฤติกรรมทางการเงินของลูกค้า
จะต้องปฏิบัติตามมาตรฐานทางเทคนิคใดบ้างเมื่อใช้ Open Banking
Open Banking Limited มีมาตรฐานทางเทคนิคและไดเรกทอรีส่วนกลางที่ช่วยให้ธนาคารและบุคคลที่สามซึ่งผ่านการตรวจสอบยืนยันแล้วสามารถไว้วางใจคำขอจากกันและกันได้ โดยหน่วยงานกำกับดูแล เช่น Financial Conduct Authority (FCA) และ Payment Systems Regulator (PSR) จะคอยดูแลการอนุมัติ ความคาดหวังในการรักษาความปลอดภัย และสถานะของกรอบการทำงานโดยรวม
กรอบการทำงานของสหราชอาณาจักรบังคับใช้กฎต่างๆ ผ่านการกำหนดอินเทอร์เฟซการเขียนโปรแกรมแอปพลิเคชัน (Application Programming Interface หรือ API) ที่ใช้ร่วมกัน ข้อกำหนดในการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด และความคาดหวังด้านการควบคุมของลูกค้า โดยประเด็นทางเทคนิคหลักๆ มีดังนี้
API ที่ได้มาตรฐาน: ข้อมูลจำเพาะของ Read/Write API ของสหราชอาณาจักรจะกำหนดว่าธนาคารจะแชร์ข้อมูลบัญชี ยอดคงเหลือ และธุรกรรมอย่างไร และจะเริ่มชำระเงินอย่างไร โดย API เหล่านี้เป็นไปตามสคีมาที่สอดคล้องกัน เพื่อให้ข้อมูลมีลักษณะที่คาดการณ์ได้ในสถาบันต่างๆ
สถาปัตยกรรมด้านการรักษาความปลอดภัย: ระบบนี้ใช้ OAuth 2.0 และ OpenID Connect และได้รับการส่งเสริมด้วยโปรไฟล์การรักษาความปลอดภัยผ่าน FAPI (Financial-grade API) วิธีนี้ช่วยให้มีการเชื่อมต่อแบบเข้ารหัสและผ่านการตรวจสอบยืนยันด้วยใบรับรอง เพื่อให้แน่ใจว่าทุกคำขอจะได้รับการตรวจสอบสิทธิ์และป้องกันการแทรกแซง
** การตรวจสอบสิทธิ์ลูกค้าแบบรัดกุม (SCA):** ลูกค้าจะอนุมัติการเข้าถึงข้อมูลหรือการชำระเงินโดยใช้การตรวจสอบสิทธิ์แบบ 2 ปัจจัย (2FA) ซึ่งมักจะดำเนินการภายในแอปของธนาคารที่มีการยืนยันด้วยข้อมูลไบโอเมตริกหรือแบบใช้อุปกรณ์ โดยจะต้องมีการอนุมัติสิทธิ์อีกครั้งตามรอบเวลาที่กำหนด
การควบคุมข้อมูลและความยินยอมของลูกค้า: การเข้าถึงจะได้รับการควบคุมอยู่เสมอ เพื่อให้บุคคลที่สามได้รับเฉพาะข้อมูลที่ลูกค้าอนุมัติแล้วเท่านั้น หน้าจอให้ความยินยอมจะเป็นไปตามแนวทางมาตรฐานเพื่อชี้แจงว่ามีการแชร์ข้อมูลอะไรบ้าง และลูกค้าสามารถเพิกถอนความยินยอมได้ทุกเมื่อ
ประสิทธิภาพด้านการบริหารจัดการ: ธนาคารจะต้องมีระยะเวลาให้บริการและความเร็วในการตอบสนองตามเกณฑ์ขั้นต่ำ โดยมีการติดตามตรวจสอบแบบรวมศูนย์เพื่อระบุความขัดข้องหรือความล่าช้า
องค์กรต่างๆ จะเผชิญกับปัญหาใดบ้างเมื่อนำโซลูชัน Open Banking ของสหราชอาณาจักรมาใช้
เมื่อวางแผนที่จะใช้ Open Banking บริษัทต่างๆ ก็จำเป็นต้องทำความเข้าใจวิธีผสานการทำงานของขั้นตอนข้อมูลใหม่ๆ และทำตามความคาดหวังด้านระเบียบข้อบังคับ โดยปัญหาที่พบบ่อยในการนำไปใช้มีดังนี้
ความคาดหวังด้านการรักษาความปลอดภัย: ธนาคารและผู้ให้บริการซึ่งเป็นบุคคลที่สามจะต้องรักษามาตรการควบคุมที่เข้มงวด ปกป้องข้อมูลที่ละเอียดอ่อน และติดตามตรวจสอบการใช้งานในทางที่ผิดหรือการเข้าถึงที่ผิดปกติอยู่เสมอ
ความไว้วางใจและความเข้าใจของลูกค้า: ลูกค้าอาจยังลังเลที่จะแชร์ข้อมูลทางการเงิน ซึ่งมักเป็นเช่นนี้เพราะลูกค้าไม่รู้ว่า Open Banking ทำงานอย่างไร หรือ "สิทธิ์เข้าถึงที่ได้รับอนุญาต" หมายความว่าอย่างไร ธุรกิจต่างๆ ต้องช่วยเน้นย้ำให้เกิดความมั่นใจ โดยอธิบายว่าทำไมจึงต้องขอข้อมูลดังกล่าว และข้อมูลนั้นๆ จะได้รับการปกป้องอย่างไร
ข้อแตกต่างเล็กๆ น้อยๆ ของระเบียบข้อบังคับ: ในการเป็นผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาต ก็จะต้องได้รับอนุมัติจาก FCA, มีการกำกับดูแลอย่างต่อเนื่อง และมีมาตรการควบคุมที่มีการจัดทำเป็นเอกสารครบถ้วน แม้แต่บริษัทที่ร่วมงานกับผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาตก็จะต้องปฏิบัติตามกฎต่างๆ ใน Payment Services Directive ฉบับปรับปรุง (PSD2), ข้อกำหนดว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูล ตลอดจนความคาดหวังที่เปลี่ยนไปของหน่วยงานกำกับดูแล
ภาระด้านเทคนิค: ในการผสานการทำงานกับ Open Banking คุณจะต้องจัดการกับขั้นตอนการตรวจสอบสิทธิ์ การดูแลเรื่องการติดตั้งใช้งานธนาคารที่แตกต่างกันไป และการประมวลผลข้อมูลธุรกรรมที่มีความหลากหลายสูง ธุรกิจต่างๆ อาจต้องมีชั้นปรับปรุงข้อมูลเพิ่มเข้ามา หรือเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการหลายๆ รายเพื่อรักษาความครอบคลุมและประสิทธิภาพไว้
การแบ่งส่วนของระบบ: คุณภาพ API ของธนาคารอาจยังคงแตกต่างกันไป ซึ่งส่งผลต่อความน่าเชื่อถือและประสบการณ์ของผู้ใช้ (UX) ธุรกิจจึงมักต้องมีมาตรการป้องกัน เช่น การลองซ้ำ วิธีสำรอง และ UX ที่ออกแบบมาอย่างดีเพื่อรับมือกับความไม่สอดคล้องกันเหล่านี้
บริษัทควรพิจารณาอะไรบ้างเมื่อเลือกผู้ให้บริการ Open Banking
การตัดสินใจเลือกผู้ให้บริการ Open Banking เป็นเรื่องสำคัญที่ส่งผลกับทุกๆ เรื่อง ตั้งแต่ UX ไปจนถึงการปฏิบัติตามข้อกำหนดและการขยายธุรกิจในระยะยาว ให้มองหาผู้ให้บริการที่มีคุณสมบัติดังนี้
ความครอบคลุมของธนาคาร: ผู้ให้บริการควรรองรับธนาคารและ Building Society (สถาบันการเงินที่ปล่อยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย) รายใหญ่ๆ ในสหราชอาณาจักรที่ลูกค้าของคุณใช้ และมีการเชื่อมต่อที่เชื่อถือได้สำหรับทั้งข้อมูลและการชำระเงิน
ฟังก์ชันที่รองรับ: ยืนยันว่าผู้ให้บริการรองรับการแชร์ข้อมูลบัญชีหรือการเริ่มชำระเงิน หรือรองรับทั้ง 2 อย่าง และผู้ให้บริการรายนั้นๆ มีฟังก์ชันเพิ่มเติมหรือไม่ เช่น การจัดหมวดหมู่ธุรกรรมและข้อมูลที่ครบถ้วนมากขึ้น
ประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือ: การพร้อมให้บริการอยู่เสมอและการตอบที่รวดเร็วล้วนเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งช่วยให้มีกระบวนการเริ่มต้นใช้งานที่ง่ายขึ้นและขั้นตอนการชำระเงินที่เสถียร ให้มองหาการรายงานสถานะที่โปร่งใสและประวัติการรักษาการผสานการทำงานธนาคารที่รัดกุม
การรักษาความปลอดภัยและการปฏิบัติตามข้อกำหนด: ให้หาผู้ให้บริการที่ได้รับอนุมัติจาก FCA สำหรับบริการต่างๆ โดยผู้ให้บริการจะต้องแสดงให้เห็นว่ามีมาตรการควบคุมที่เข้มงวดในการคุ้มครองข้อมูล การจัดการโทเค็น และการจัดการความยินยอม
ประสบการณ์ของนักพัฒนา: เอกสารประกอบที่ชัดเจน สภาพแวดล้อมแซนด์บ็อกซ์ และการสนับสนุนที่รวดเร็วจะช่วยลดเวลาในการพัฒนาและลดความเสี่ยงในการผสานการทำงาน
ความสามารถในการขยายและแผนกลยุทธ์: ดูว่าผู้ให้บริการมีแผนที่จะสนับสนุนกรณีการใช้งาน Open Finance ในวงกว้างขึ้นหรือฟังก์ชันใหม่ๆ เช่น Variable Recurring Payment (VRP) หรือไม่
Stripe Financial Connections ช่วยอะไรได้บ้าง
Stripe Financial Connections คือชุด API ที่ช่วยให้คุณเชื่อมต่อกับบัญชีธนาคารของลูกค้าได้อย่างปลอดภัยและดึงข้อมูลทางการเงินของลูกค้า ทำให้คุณสามารถสร้างผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่ล้ำสมัยได้
Financial Connections สามารถช่วยคุณทำสิ่งต่อไปนี้ได้
ทำให้กระบวนการเริ่มต้นใช้งานเป็นเรื่องง่าย: นำเสนอขั้นตอนการยืนยันตัวตนบัญชีธนาคารที่ราบรื่นและทันทีที่ไม่ต้องยืนยันตัวตนและบัญชีด้วยตัวเอง
เข้าถึงข้อมูลทางการเงินที่ครบถ้วน: ดึงข้อมูลบัญชีธนาคารของลูกค้าที่ครอบคลุม รวมถึงยอดคงเหลือ ธุรกรรม และรายละเอียดบัญชี
สร้างขั้นตอนการชำระเงินตามแบบแผนล่วงหน้าโดยอัตโนมัติ: ช่วยให้ลูกค้าเชื่อมโยงบัญชีธนาคารสำหรับการชำระเงินตามแบบแผนล่วงหน้าได้อย่างปลอดภัย ซึ่งจะช่วยเพิ่มอัตราการชำระเงินสำเร็จ
ยกระดับการจัดการความเสี่ยง: วิเคราะห์ข้อมูลทางการเงินของลูกค้าเพื่อทำการตัดสินใจเกี่ยวกับสินเชื่อ การให้กู้ยืม และผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่นๆ อย่างมีข้อมูลมากขึ้น
ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับ: Financial Connections ช่วยให้คุณปฏิบัติตามข้อกำหนด KYC และการต่อต้านการฟอกเงิน (AML)
สร้างนวัตกรรมด้วยความมั่นใจ: สร้างผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินใหม่ๆ บนโครงสร้างพื้นฐาน Financial Connections ที่ปลอดภัยและเชื่อถือได้
ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Financial Connections หรือเริ่มใช้งานเลยวันนี้
เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นคําแนะนําทางกฎหมายหรือภาษี Stripe ไม่รับประกันหรือรับประกันความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ความไม่เพียงพอ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในบทความ คุณควรขอคําแนะนําจากทนายความที่มีอํานาจหรือนักบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอํานาจศาลเพื่อรับคําแนะนําที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ