คำสั่งบริการชำระเงินฉบับปรับปรุง (PSD2) เป็นกฎระเบียบของยุโรปที่ทำให้การชำระเงินออนไลน์มีความปลอดภัยมากขึ้น พร้อมทั้งสนับสนุนการแข่งขันในบริการทางการเงิน PSD2 มีผลบังคับใช้ในปี 2016 ในฐานะการปรับปรุงจาก PSD ฉบับเดิม ซึ่งจัดตั้งขึ้นในปี 2007 ข้อกำหนดสำคัญประการหนึ่งของ PDS2 คือการกำหนดให้ธนาคารต้องเปิดบริการชำระเงินและข้อมูลลูกค้าให้แก่ผู้ให้บริการจากบริษัทอื่น (TPP) ซึ่งสามารถผลักดันให้เกิดการสร้างผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินรูปแบบใหม่ได้ กฎระเบียบนี้ยังบังคับใช้การตรวจสอบสิทธิ์ลูกค้าแบบรัดกุมยิ่งขึ้นด้วย แม้มาตรการตรวจสอบสิทธิ์แบบใหม่นี้จะถูกกำหนดให้มีผลตั้งแต่เดือนกันยายน 2019 แต่บางประเทศได้เลื่อนหรือทยอยบังคับใช้ โดยมีกำหนดการปฏิบัติตามขั้นสุดท้ายในช่วงปลายปี 2020
PSD2 คือกฎหมายหลักที่จะพลิกโฉมแนวทางการชำระเงินดิจิทัลในยุโรป ในบทความนี้ เราจะอธิบายรายละเอียดต่างๆ ของกฎหมายนี้ รวมถึงผลกระทบที่มีต่ออุตสาหกรรมการเงิน ตลอดจนสิ่งที่ธุรกิจต้องรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติตาม PSD2
เนื้อหาหลักในบทความ
- วัตถุประสงค์หลักของ PSD2
- องค์ประกอบหลักของ PSD2 ได้แก่อะไรบ้าง
- วิธีปฏิบัติให้สอดคล้องตามข้อกำหนด: รายการตรวจสอบ PSD2
- ผลกระทบของ PSD2 ต่ออุตสาหกรรมการเงิน
- ประโยชน์ของ PSD2 สำหรับลูกค้าและธุรกิจ
- ความท้าทายและข้อกังวลเกี่ยวกับ PSD2
- Stripe Payments ช่วยอะไรได้บ้าง
วัตถุประสงค์หลักของ PSD2
PSD2 มุ่งเน้นไปที่การปรับปรุงตลาดการชำระเงินสำหรับลูกค้ารายย่อยด้วยการรักษาความปลอดภัยที่รัดกุมยิ่งขึ้นและข้อเสนอที่แข่งขันได้มากขึ้น ต่อไปนี้คือวัตถุประสงค์หลักของมาตรฐานฉบับปรับปรุงใหม่ของสหภาพยุโรป
การแข่งขันในตลาด: การที่ PSD2 กำหนดให้ธนาคารเปิดเผยข้อมูลลูกค้าแก่ผู้ให้บริการบุคคลที่สามเป็นการกระตุ้นให้ผู้เล่นรายใหม่ เช่น บริษัทฟินเทค เข้าสู่ตลาดและให้บริการทางการเงินที่เป็นนวัตกรรม สิ่งนี้ส่งเสริมการแข่งขันและนำไปสู่การสร้างผลิตภัณฑ์และบริการที่ดีขึ้น
ความปลอดภัย: PSD2 ได้นำข้อกำหนดด้านความปลอดภัยที่เข้มงวดยิ่งขึ้นสำหรับการชำระเงินออนไลน์มาใช้ เช่น การตรวจสอบสิทธิ์ลูกค้าแบบรัดกุม (SCA) ซึ่งช่วยลดการฉ้อโกงและปกป้องข้อมูลทางการเงินของลูกค้า
การคุ้มครองผู้บริโภค: PSD2 ช่วยให้ลูกค้าควบคุมข้อมูลทางการเงินของตัวเองได้มากขึ้นและยกระดับขั้นตอนการจัดการข้อร้องเรียน ส่งผลให้แก้ไขปัญหาได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ตลาดการชำระเงินที่ผสานการทำงานร่วมกัน: PSD2 สร้างตลาดการชำระเงินในยุโรปที่ผสานการทำงานร่วมกันและมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยการจัดทำข้อบังคับด้านการชำระเงินในสหภาพยุโรปที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งช่วยให้ธุรกิจและลูกค้ารับชำระเงินข้ามพรมแดนได้ง่ายขึ้น
องค์ประกอบหลักของ PSD2 ได้แก่อะไรบ้าง
PSD2 ส่งผลต่อหลายด้านสำคัญ และกำลังปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานของบริการชำระเงินในยุโรป ต่อไปนี้คือองค์ประกอบหลักของ PSD2
การตรวจสอบสิทธิ์ลูกค้าแบบรัดกุม (SCA): การตรวจสอบสิทธิ์ลูกค้าแบบรัดกุม (SCA) กำหนดให้ใช้การตรวจสอบสิทธิ์แบบหลายปัจจัยกับธุรกรรมออนไลน์ส่วนใหญ่เพื่อลดการฉ้อโกงในการชำระเงินดิจิทัล โดยอาจใช้วิธีการยืนยันด้วยข้อมูลที่ลูกค้ารู้จัก (เช่น รหัสผ่าน) สิ่งที่ลูกค้ามี (เช่น โทรศัพท์) และสิ่งที่ลูกค้าเป็น (เช่น ลายนิ้วมือ)
Open Banking: PSD2 กำหนดให้ธนาคารต้องเปิดให้ TPP เข้าถึงบัญชีธนาคารของลูกค้าได้เมื่อได้รับความยินยอมจากลูกค้า บริการการเข้าถึงบัญชี (XS2A) ช่วยให้เกิด Open Banking ซึ่งทำให้ลูกค้าสามารถใช้บริการจากบริษัทฟินเทคเพื่อจัดการการเงิน ชำระใบเรียกเก็บเงิน หรือแม้แต่ลงทุนได้ โดยทำทั้งหมดได้โดยตรงจากบัญชีธนาคารของตนเอง
TPP: ลูกค้าได้รับสิทธิ์ใช้บริการของผู้ให้บริการเริ่มต้นการชำระเงิน (PISP) และผู้ให้บริการข้อมูลบัญชี (AISP) โดย PISP จะเริ่มการชำระเงินในนามของผู้ใช้ได้ ในขณะที่ AISP สามารถให้ข้อมูลที่รวบรวมมาจากบัญชีธนาคารต่างๆ แก่ผู้ใช้
ความโปร่งใส: PSD2 ช่วยให้ค่าธรรมเนียมมีความโปร่งใสมากขึ้น โดยกำหนดข้อบังคับที่เข้มงวดเกี่ยวกับวิธีการสื่อสารการเรียกเก็บเงินให้ผู้ใช้รับทราบ และช่วยให้มั่นใจว่าผู้ใช้จะไม่ถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียมที่ไม่คาดคิด โดยเฉพาะในการชำระเงินข้ามพรมแดน
ความรับผิดและการคืนเงิน: PSD2 ชี้แจงความรับผิดชอบและความรับผิดของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมการชำระเงิน รวมทั้งกำหนดกฎที่ชัดเจนเกี่ยวกับวิธีและระยะเวลาที่ลูกค้าจะได้รับเงินคืนหากมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น เช่น ในกรณีที่มีธุรกรรมที่ไม่ได้รับอนุญาต
การห้ามคิดค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม: PSD2 ห้ามไม่ให้ธุรกิจคิดค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมสำหรับการชำระเงินด้วยบัตร ดังนั้น ธุรกิจในสหภาพยุโรปจะไม่สามารถเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมสำหรับการใช้บัตรเครดิตหรือบัตรเดบิตได้
วิธีปฏิบัติให้สอดคล้องตามข้อกำหนด: รายการตรวจสอบ PSD2
การปฏิบัติให้สอดคล้องตามข้อกำหนดของ PSD2 เป็นความท้าทายที่ต่อเนื่องและมีหลายมิติ ซึ่งต้องอาศัยกลยุทธ์ที่รอบคอบ ข้อกำหนดนี้มีผลบังคับใช้ใน 30 ประเทศสมาชิกของเขตเศรษฐกิจยุโรป (EEA) รวมถึงโมนาโกและสหราชอาณาจักร แม้ว่าโมร็อกโกจะไม่ได้เป็นสมาชิกของสหภาพยุโรปหรือ EEA แต่ก็มีข้อกำหนดด้านการตรวจสอบสิทธิ์ลูกค้าของตนเองที่อ้างอิงแบบมาจาก PSD2 ต่อไปนี้คือแนวทางที่ธุรกิจสามารถใช้ในการจัดการและรักษาการปฏิบัติตามข้อกำหนดได้
การตรวจสอบสิทธิ์ลูกค้าแบบรัดกุม (SCA)
นำการตรวจสอบสิทธิ์ตามระดับความเสี่ยงมาใช้: พิจารณานำการตรวจสอบสิทธิ์ตามระดับความเสี่ยงมาใช้ ซึ่งสามารถปรับให้เหมาะกับธุรกรรมแต่ละรายการ และเพิ่มการตรวจสอบด้านความปลอดภัยเพิ่มเติมหากมีสิ่งใดถูกระบุว่าผิดปกติ
ไบโอเมตริกเชิงพฤติกรรม: แนะนำให้เพิ่มข้อมูลไบโอเมตริกเชิงพฤติกรรมลงในชุดเครื่องมือการตรวจสอบสิทธิ์ลูกค้าแบบรัดกุม (SCA) ที่จะติดตามรูปแบบของผู้ใช้ในการโต้ตอบกับเว็บไซต์หรือแอป (เช่น วิธีที่ผู้ใช้พิมพ์ ไปยังส่วนต่างๆ บนเว็บไซต์ของคุณ) เพื่อยืนยันตัวตนโดยที่ผู้ใช้ไม่สังเกตเห็น วิธีนี้ช่วยเพิ่มความรัดกุมให้กับการรักษาความปลอดภัยโดยลดความยุ่งยากให้กับลูกค้า
API และการรักษาความปลอดภัย
ติดตั้งใช้งานเกตเวย์ API แบบปรับเปลี่ยนได้: ใช้เกตเวย์ API ที่ปรับมาตรการรักษาความปลอดภัยได้แบบเรียลไทม์ เกตเวย์เหล่านี้ควรฉลาดพอที่จะปรับระดับการป้องกันตามประเภทข้อมูลที่มีการเข้าถึง
ปรับใช้โมเดล Zero Trust: ใช้โมเดลแบบ Zero Trust ที่จะไม่เชื่อใจใครโดยอัตโนมัติ แม้ว่าบุคคลเหล่านั้นจะอยู่ภายในเครือข่ายของคุณก็ตาม จึงต้องมีการตรวจสอบสิทธิ์และอนุมัติคำขอทุกรายการ โดยมีการแบ่งกลุ่มอย่างเข้มงวดเพื่อให้ผู้ใช้เข้าถึงได้เฉพาะข้อมูลที่จำเป็นเท่านั้น
การกำกับดูแลข้อมูล:
ทำให้การติดตามการปฏิบัติตามข้อกำหนดเป็นอัตโนมัติ: ลงทุนในซอฟต์แวร์ที่สามารถติดตามการปฏิบัติตามข้อกำหนดของ PSD2 ได้โดยอัตโนมัติ ระบบนี้จะคอยตรวจสอบแนวปฏิบัติในการจัดการข้อมูลและแจ้งเตือนปัญหาที่อาจเกิดขึ้นก่อนที่ปัญหาจะรุนแรงขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้ขั้นตอนการตรวจสอบง่ายขึ้นด้วย
ทำให้ข้อมูลลูกค้าเป็นแบบนิรนามและแปลงเป็นโทเค็น: ทำให้ข้อมูลลูกค้าที่มีความละเอียดอ่อนเป็นข้อมูลนิรนามและแปลงข้อมูลลูกค้าที่มีความละเอียดอ่อนให้เป็นโทเค็น วิธีนี้ช่วยเพิ่มชั้นการปกป้องอีกระดับ แม้ในกรณีที่มีการแชร์ข้อมูล โดยการแปลงข้อมูลจริงให้กลายเป็นข้อมูลที่ไม่มีประโยชน์สำหรับผู้ที่อาจดักจับข้อมูลนั้นได้
การใช้เทคโนโลยี
สำรวจเทคโนโลยีเพื่อการกำกับดูแล (RegTech): สำรวจโซลูชัน RegTech ที่ออกแบบมาเพื่อจัดการข้อกำหนดของ PSD2 แพลตฟอร์มเหล่านี้จะช่วยจัดการงานต่างๆ มากมาย รวมถึงการรายงานและการจัดการความเสี่ยง
พิจารณาใช้บริการด้านการปฏิบัติตามข้อกำหนด (CaaS): หากการยกระดับการดำเนินงานตามข้อกำหนดเป็นเรื่องยาก คุณควรร่วมเป็นพาร์ทเนอร์กับผู้ให้บริการ CaaS บริการเหล่านี้นำเสนอโซลูชันสำเร็จรูปที่จะคอยติดตามการเปลี่ยนแปลงของระเบียบข้อบังคับ เพื่อให้คุณปฏิบัติตามข้อกำหนดได้ต่อไปโดยไม่ต้องสร้างระบบด้วยตัวเอง
การปรับตัวและความคล่องตัว
จัดทำกรอบการปฏิบัติตามข้อกำหนดแบบคล่องตัว: สร้างกรอบการปฏิบัติตามข้อกำหนดที่มีความคล่องตัวและสามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของ PSD2 หรือภัยคุกคามด้านความปลอดภัยใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจรวมถึงการทำงานเป็นรอบสั้นๆ อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ทีมของคุณประเมินการอัปเดตล่าสุดและปรับนโยบาย รวมถึงชุดเทคโนโลยีของคุณตามความจำเป็น
ทำงานร่วมกับคนในอุตสาหกรรมของคุณ: เข้าร่วมกลุ่มและฟอรัมในอุตสาหกรรมเพื่อให้ทันต่อแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดและการเปลี่ยนแปลงของ PSD2 ร่วมมือกับผู้ประกอบการรายอื่นเพื่อให้ตามทันแนวโน้ม และแลกเปลี่ยนแนวทางในการปฏิบัติตามข้อกำหนด ท่ามกลางสภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบที่ยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
การสื่อสารกับลูกค้า
ให้ความรู้แก่ลูกค้าแบบเชิงรุก: สื่อสารกับลูกค้าของคุณด้วยเนื้อหาที่ปรับให้เหมาะกับแต่ละกลุ่ม ใช้ข้อมูลเชิงลึกเพื่อแบ่งกลุ่มผู้ใช้ และส่งมอบความรู้ที่เฉพาะเจาะจงผ่านข้อความในแอปแบบเฉพาะบุคคล การสัมมนาผ่านเว็บที่เจาะกลุ่มเป้าหมาย หรือคำถามที่พบบ่อยที่มีรายละเอียดครบถ้วน
ผสานการตรวจสอบสิทธิ์ลูกค้าแบบรัดกุม (SCA) เข้ากับการออกแบบ UX: ยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าให้ดีขึ้นด้วยการผสานข้อกำหนดของ PSD2 เข้าไปในการออกแบบประสบการณ์ของผู้ใช้ (UX) ทดลองวิธีการตรวจสอบสิทธิ์หลายรูปแบบเพื่อหาสมดุลที่เหมาะสมระหว่างความปลอดภัยกับความสะดวก และใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อพัฒนาเส้นทางการใช้งานของผู้ใช้อย่างต่อเนื่อง
การจัดการความเสี่ยง
ใช้การให้คะแนนความเสี่ยงแบบไดนามิกและเรียลไทม์: พัฒนาโมเดลการให้คะแนนความเสี่ยงที่สามารถปรับตัวได้แบบเรียลไทม์ และใช้ข้อมูลล่าสุดในการคาดการณ์และป้องกันความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามข้อกำหนด ผสานการทำงานแมชชีนเลิร์นนิง เพื่อเปลี่ยนจากแนวทางแบบตั้งรับไปสู่แนวทางแบบคาดการณ์ล่วงหน้า และตรวจจับปัญหาก่อนที่จะลุกลาม
ประเมินผู้ให้บริการจากบริษัทอื่น (TPP) อย่างต่อเนื่อง: ติดตามตรวจสอบการปฏิบัติตามข้อกำหนดและแนวทางด้านความปลอดภัยของ TPP อย่างต่อเนื่อง เครื่องมืออัตโนมัติสามารถช่วยให้คุณติดตามการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในโปรไฟล์ความเสี่ยงของพวกเขาได้อย่างใกล้ชิด
ผลกระทบของ PSD2 ต่ออุตสาหกรรมการเงิน
PSD2 ประกาศใช้ข้อกำหนดทางกฎหมายเพิ่มเติม เพิ่มการแข่งขัน และสนับสนุนลูกค้าโดยให้ลูกค้าควบคุมข้อมูลของตนได้มากขึ้น ตัวอย่างผลกระทบของ PSD2 ต่ออุตสาหกรรมการเงินในยุโรปมีดังต่อไปนี้
การแข่งขันที่เพิ่มขึ้น: PSD2 ได้ลดอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาดสำหรับบริษัทฟินเทค และเปิดทางให้พวกเขาสามารถให้บริการที่เดิมเคยเป็นขอบเขตเฉพาะของธนาคารแบบดั้งเดิมเท่านั้น สิ่งนี้นำไปสู่การเพิ่มขึ้นของผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่มีนวัตกรรม และบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของลูกค้า
การเปลี่ยนไปใช้ Opening Banking: PSD2 ได้เร่งนำ Opening Banking มาใช้โดยกำหนดให้ธนาคารจัดทำส่วนต่อประสานโปรแกรมประยุกต์ (API) ที่อนุญาตให้ TPP เข้าถึงบัญชีลูกค้าได้ ซึ่งช่วยให้ลูกค้าจัดการเงินของตนในระบบธนาคารและแพลตฟอร์มต่างๆ ได้ในที่เดียว
มาตรการด้านความปลอดภัยที่เข้มแข็งขึ้น: ข้อกำหนดของ SCA ภายใต้ PSD2 ได้ผลักดันให้อุตสาหกรรมการเงินต้องนำมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดมากขึ้นมาใช้กับธุรกรรมออนไลน์ ซึ่งส่งผลให้การนำการตรวจสอบสิทธิ์แบบหลายปัจจัยมาใช้เพิ่มขึ้นในยุโรป
ภาระหน้าที่ตามระเบียบข้อบังคับ: PSD2 กำหนดกฎข้อบังคับจำนวนมากสำหรับสถาบันทางการเงิน ธนาคารและผู้ให้บริการชำระเงินต้องดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆ เช่น การอัปเกรดโครงสร้างพื้นฐานด้านไอที และใช้ระเบียบการรักษาความปลอดภัยใหม่ๆ เพื่อปฏิบัติตามข้อกำหนด
การเพิ่มประสิทธิภาพให้กับลูกค้า: PSD2 เพิ่มประสิทธิภาพให้กับลูกค้าด้วยการมอบอำนาจในการควบคุมข้อมูลและทางเลือกด้านการเงินให้แก่ลูกค้าได้มากขึ้น ภายใต้ PSD2 ลูกค้าจะสามารถใช้บริการของบริษัทอื่นเพื่อจัดการการเงินของตัวเองและไม่จำเป็นต้องใช้ธนาคารเพียงแห่งเดียวเพื่อรับบริการทางการเงินทั้งหมดอีกต่อไป
การปรับทิศทางเชิงกลยุทธ์: PSD2 ได้บังคับให้ธนาคารแบบดั้งเดิมต้องทบทวนกลยุทธ์ของตนใหม่ พวกเขาจำเป็นต้องร่วมมือกับบริษัทฟินเทค เพื่อให้ยังคงมีบทบาทในภาคการเงินที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะด้วยการนำบริการของบริษัทอื่นมาผสานเข้ากับข้อเสนอของตน หรือการพัฒนาโซลูชันของตนเองขึ้นมา
การจัดการธุรกรรมตามบริบท: แม้ว่าข้อกำหนดของ PSD2 จะครอบคลุมธุรกรรมหลากหลายประเภท แต่ก็มีข้อยกเว้นอยู่หลายประการ ตัวอย่างเช่น การชำระเงินที่ทำผ่านโทรศัพท์หรือไปรษณีย์แบบดั้งเดิม จะไม่ถือเป็นการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ภายใต้ข้อกำหนดนี้ ข้อยกเว้นอื่นของ PSD2 ยังรวมถึงธุรกรรมที่ผู้ขายเป็นผู้เริ่มรายการ การชำระเงินที่ทำผ่านวิธีแบบไม่เปิดเผยตัวตน และธุรกรรมแบบ "ขาเดียวออก" ซึ่งหมายถึงกรณีที่ธนาคารของผู้จ่ายเงินหรือของธุรกิจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตั้งอยู่นอกเขต EEA หรือสหภาพยุโรป
ประโยชน์ของ PSD2 สำหรับลูกค้าและธุรกิจ
PSD2 ช่วยเพิ่มตัวเลือกทางการเงินและลดต้นทุนธุรกรรมสำหรับลูกค้าและธุรกิจ ต่อไปนี้คือประโยชน์ด้านต่างๆ จาก PSD2 สำหรับทั้งลูกค้าและธุรกิจ
ประโยชน์ของ PSD2 สำหรับลูกค้า
ระบบป้องกันการฉ้อโกงที่เข้มแข็งขึ้น: ข้อกำหนดของ SCA ภายใต้ PSD2 สร้างการคุ้มครองที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นสำหรับข้อมูลของลูกค้าในการทำธุรกรรมออนไลน์
เครื่องมือจัดการเงินที่ชาญฉลาดขึ้น: PSD2 สนับสนุนให้เกิดการพัฒนาเครื่องมือและบริการทางการเงินที่หลากหลายมากขึ้น ซึ่งสามารถช่วยให้ลูกค้าบริหารจัดการเงินได้ดีขึ้นผ่านภาพรวมที่ครอบคลุมและข้อมูลเชิงลึกที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล
ค่าธรรมเนียมแอบแฝงน้อยลง: PSD2 ช่วยคุ้มครองลูกค้าจากค่าธรรมเนียมแอบแฝง โดยเฉพาะในการชำระเงินระหว่างประเทศ และห้ามไม่ให้ธุรกิจเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมกับการชำระเงินผ่านบัตรเดบิต บัตรเครดิต และการหักบัญชีอัตโนมัติแบบ SEPA
ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลได้มากขึ้น: ลูกค้ามีสิทธิ์ควบคุมว่าใครสามารถใช้และเข้าถึงข้อมูลทางการเงินของตนได้ รวมถึงมีสิทธิ์เพิกถอนการเข้าถึงเมื่อใดก็ได้
ประโยชน์ของ PSD2 สำหรับธุรกิจ
นวัตกรรมที่เกิดขึ้นได้เร็วขึ้นและแหล่งรายรับใหม่: PSD2 เปิดโอกาสให้ธุรกิจเข้าถึงฟีเจอร์และบริการใหม่ๆ ที่ช่วยปรับปรุงกระบวนการภายใน ยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า และสร้างแหล่งรายรับใหม่
ทางเลือกการชำระเงินที่ยืดหยุ่นและคุ้มค่ามากขึ้น: PSD2 จะเพิ่มจำนวนวิธีการชำระเงินที่สามารถใช้งานได้ ทำให้ธุรกิจสามารถมอบความยืดหยุ่นที่มากขึ้นให้แก่ลูกค้า และช่วยให้ธุรกรรมรวดเร็วขึ้น ต้นทุนต่ำลง และปลอดภัยมากขึ้น
ความภักดีของลูกค้าที่แข็งแกร่งขึ้น: ธุรกิจสามารถพัฒนาโซลูชันการชำระเงินสมัยใหม่และนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ เพื่อสร้างความสัมพันธ์กับความภักดีของลูกค้าให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
การตัดสินใจที่ชาญฉลาดขึ้นโดยอาศัยข้อมูล: ธุรกิจสามารถเข้าถึงข้อมูลทางการเงินที่ละเอียดมากขึ้นผ่าน AISP ซึ่งสามารถนำไปใช้ในการออกแบบบริการที่ปรับให้เหมาะกับลูกค้าแต่ละรายได้มากขึ้น
ลดต้นทุนการประมวลผลข้อมูล: PSD2 สามารถช่วยให้ธุรกิจประหยัดค่าใช้จ่ายได้ โดยลดภาระจากค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมของบัตรและค่าธรรมเนียมธุรกรรมจากเครือข่ายการชำระเงินแบบดั้งเดิม
ความท้าทายและข้อกังวลเกี่ยวกับ PSD2
แม้ PSD2 จะให้ประโยชน์มากมาย แต่ก็ยังมีความท้าทายอยู่ด้วยเช่นกัน ต่อไปนี้คืออุปสรรคที่พบบ่อยซึ่งลูกค้าและธุรกิจต่างๆ ต้องพบเจอจากการบังคับใช้ PSD2
ความท้าทายสำหรับลูกค้า
ตัวเลือกมากเกินไป: ผู้ใช้อาจจะหา TPP ที่เชื่อถือได้ยากในตลาดที่เต็มไปด้วยบริการและแอปใหม่มากมาย
ข้อกังวลเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวของข้อมูล: ผู้ให้บริการอื่นๆ จะมีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลผู้ใช้ภายใต้ PSD2 ซึ่งอาจทำให้เกิดข้อกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของข้อมูลได้
ความติดขัดของประสบการณ์ผู้ใช้: ข้อกำหนดของ SCA อาจทำให้ผู้ใช้หงุดหงิด เพราะอาจทำให้เกิดขั้นตอนเพิ่มเติมได้ เช่น การป้อนรหัสและใช้ลายนิ้วมือ
ความท้าทายสำหรับธุรกิจ
ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติตามข้อกำหนดทางกฎหมาย: ธุรกิจต่างๆ ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ในการอัปเกรดระบบและรักษาความปลอดภัยข้อมูลเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐาน PSD2 ซึ่งอาจเป็นภาระหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับธุรกิจที่มีทรัพยากรจำกัด
การแข่งขัน: ธนาคารแบบดั้งเดิมและสถาบันการเงินที่ก่อตั้งมานานแล้วจะต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว มิเช่นนั้นก็อาจเสี่ยงต่อการสูญเสียลูกค้าให้กับบริษัทฟินเทคที่มีความคล่องตัวและทันสมัยกว่า สิ่งนี้จะสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตของธุรกิจที่ปรับตัวได้มากที่สุดเท่านั้น
ความท้าทายในการเชื่อมต่อการทำงาน: ธุรกิจต่างๆ ต้องมีความเชี่ยวชาญทางเทคนิคเพื่อผสานการทำงานบริการของบริษัทอื่นเข้ากับระบบที่มีอยู่ของตนโดยไม่กระทบต่อการดำเนินงานของตน
ความเสี่ยงด้านการรักษาความปลอดภัย: ธุรกิจต่างๆ ต้องเฝ้าระวังเพื่อปกป้องข้อมูลของลูกค้า รวมทั้งต้องตรวจสอบให้มั่นใจว่า TPP ที่ตนเปิดเผยข้อมูลทางการเงินให้นั้นมีความมุ่งมั่นในการรักษาความปลอดภัยอย่างเท่าเทียมกัน
การให้ความรู้แก่ลูกค้า: ธุรกิจจะต้องช่วยให้ลูกค้าเข้าใจการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องกับ PSD2 เช่น เหตุผลที่เราขอให้ลูกค้าดำเนินการตามขั้นตอนเพิ่มเติมในระหว่างการชำระเงิน และเหตุผลที่แอปใหม่ๆ เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศทางการเงิน คุณต้องสื่อสารอย่างชัดเจนและสนับสนุนลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพ
ความเสี่ยงของการไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดมีอะไรบ้าง
ธุรกรรมถูกปฏิเสธ: ธนาคารที่ออกในเขต EEA มีหน้าที่ต้องปฏิเสธธุรกรรมที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัยของ PSD2 ซึ่งอาจทำให้ธุรกรรมใดๆ ที่ไม่เป็นไปตามแนวทางของการตรวจสอบสิทธิ์ลูกค้าแบบรัดกุม (SCA) ถูก "ปฏิเสธแบบเด็ดขาด"
ค่าปรับจากหน่วยงานกำกับดูแล: หน่วยงานกำกับดูแลในเขต EEA สามารถกำหนดค่าปรับจำนวนมากสำหรับการไม่ปฏิบัติตาม PSD2 ได้ แม้ว่าบทลงโทษและค่าปรับจะแตกต่างกันไปตามแต่ละเขตอำนาจศาล แต่บางองค์กรอาจเผชิญค่าปรับสูงถึง 4% ของรายรับต่อปีของตน
ความเสี่ยงด้านกฎหมายและการฉ้อโกง: การไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดของการตรวจสอบสิทธิ์ลูกค้าแบบรัดกุม (SCA) อาจทำให้ธุรกิจต้องเผชิญความรับผิดเพิ่มเติมและความเสี่ยงทางกฎหมาย รวมถึงการถูกตรวจสอบกรณีการดึงเงินคืนที่เป็นการฉ้อโกง หรือการถูกดำเนินการคุ้มครองผู้บริโภคโดยตรงจากการฝ่าฝืนข้อห้ามในการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม
ความเสี่ยงต่อการสูญเสียรายได้: นอกเหนือจากความเสี่ยงด้านกฎระเบียบและกฎหมายแล้ว การไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดยังอาจกระทบต่อรายรับจากลูกค้าได้อีกด้วย ธุรกรรมที่ถูกปฏิเสธและความยุ่งยากเพิ่มเติมระหว่างขั้นตอนชำระเงินอาจส่งผลให้อัตราคอนเวอร์ชันลดลง และเกิดการละทิ้งรถเข็น รวมถึงผลกระทบเชิงลบอื่นๆ
ผลเสียต่อชื่อเสียง: การไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดอาจทำลายชื่อเสียงของธุรกิจกับลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย นอกจากนี้ การส่งธุรกรรมที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนดหรือเป็นการฉ้อโกง อาจทำให้เครือข่ายบัตรย้ายธุรกิจของคุณไปอยู่ในโปรแกรมการตรวจสอบความเสี่ยงสูง ซึ่งอาจนำไปสู่ค่าธรรมเนียมการดำเนินการที่สูงขึ้น และอาจถึงขั้นถูกระงับการใช้งานได้
Stripe Payments ช่วยอะไรได้บ้าง
Stripe Payments มอบโซลูชันการชำระเงินระดับโลกแบบครบวงจรที่ช่วยให้ธุรกิจใดๆ ตั้งแต่สตาร์ทอัพที่กำลังเติบโตไปจนถึงองค์กรระดับโลกรับชำระเงินออนไลน์ ที่จุดขาย และทั่วโลกได้
Stripe Payments สามารถช่วยคุณทำสิ่งต่อไปนี้
- เพิ่มประสิทธิภาพให้ประสบการณ์การชำระเงินของคุณ: สร้างประสบการณ์ที่ราบรื่นให้กับลูกค้าและประหยัดเวลาในการทำงานวิศวกรรมได้หลายพันชั่วโมงด้วย UI การชำระเงินที่สร้างไว้ให้แล้ว, สิทธิ์เข้าถึงวิธีการชำระเงินมากกว่า 125 วิธี และ Link ซึ่งเป็นกระเป๋าเงินที่สร้างโดย Stripe
- ขยายไปสู่ตลาดใหม่ๆ ได้เร็วขึ้น: เข้าถึงลูกค้าทั่วโลกและลดความซับซ้อนและค่าใช้จ่ายในการจัดการหลายสกุลเงินด้วยตัวเลือกการชำระเงินข้ามพรมแดนที่มีให้บริการใน 195 ประเทศและกว่า 135 สกุลเงิน
- รวมการชำระเงินที่จุดขายและทางออนไลน์ไว้ด้วยกัน: สร้างประสบการณ์การค้าแบบแพลตฟอร์มรวมในช่องทางออนไลน์และที่จุดขายเพื่อปรับแต่งการโต้ตอบ ตอบแทนความภักดี และเพิ่มรายได้
- ปรับปรุงประสิทธิภาพการชำระเงิน: เพิ่มรายรับด้วยเครื่องมือการชำระเงินที่กำหนดเองได้และปรับแต่งได้ง่ายๆ ซึ่งรวมถึงระบบป้องกันการฉ้อโกงแบบไม่ต้องเขียนโค้ดและความสามารถขั้นสูงเพื่อเพิ่มอัตราการอนุมัติ
- เดินหน้าได้เร็วขึ้นด้วยแพลตฟอร์มที่ยืดหยุ่นและเชื่อถือได้เพื่อการเติบโต: สร้างบนแพลตฟอร์มที่ออกแบบมาเพื่อขยับขยายไปพร้อมกับคุณ โดยมีระยะเวลาให้บริการ 99.999% โดยแทบจะไม่หยุดทำงานเลย และมีความน่าเชื่อถือสูงเป็นระดับแนวหน้าของอุตสาหกรรม
ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีที่ Stripe Payments สามารถช่วยให้คุณสามารถรับชำระเงินออนไลน์และที่จุดขาย หรือเริ่มใช้งานเลยวันนี้
เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นคําแนะนําทางกฎหมายหรือภาษี Stripe ไม่รับประกันหรือรับประกันความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ความไม่เพียงพอ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในบทความ คุณควรขอคําแนะนําจากทนายความที่มีอํานาจหรือนักบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอํานาจศาลเพื่อรับคําแนะนําที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ