กลยุทธ์แบบผสานทุกช่องทางสำหรับอุตสาหกรรมเครื่องแต่งกายของญี่ปุ่น

Terminal
Terminal

สร้างประสบการณ์การค้าแบบแพลตฟอร์มรวมในระบบการรับชำระเงินทั้งในออนไลน์และที่จุดขาย Stripe Terminal จะจัดหาเครื่องมือสำหรับนักพัฒนา, เครื่องอ่านบัตรที่ผ่านการรับรอง, Tap to Pay สำหรับ iPhone และอุปกรณ์ Android ที่เข้ากันได้ รวมถึงการจัดการอุปกรณ์ผ่านคลาวด์ให้แก่แพลตฟอร์มและองค์กร

ดูข้อมูลเพิ่มเติม 
  1. บทแนะนำ
  2. กลยุทธ์แบบผสานทุกช่องทาง (Omnichannel) คืออะไร
    1. ข้อแตกต่างจากกลยุทธ์ช่องทางเดียว
    2. ข้อแตกต่างจากกลยุทธ์แบบหลายช่องทาง
    3. ข้อแตกต่างจากกลยุทธ์แบบข้ามช่องทาง
    4. ข้อแตกต่างจากการค้าแบบแพลตฟอร์มรวม
  3. ขนาดตลาดของอุตสาหกรรมเครื่องแต่งกายในญี่ปุ่น
  4. เหตุใดกลยุทธ์แบบผสานทุกช่องทางจึงมีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมเครื่องแต่งกายของญี่ปุ่น
    1. เพิ่มยอดขาย
    2. แก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงาน
    3. รองรับผู้ใช้สมาร์ทโฟน
    4. ใช้กลยุทธ์ทางการตลาดที่แม่นยำ
  5. กลยุทธ์แบบผสานทุกช่องทางต้องการอะไรจากพนักงานในร้านค้าบ้าง
    1. การฝึกอบรมพนักงาน
    2. การจัดการสินค้าคงคลังที่เหมาะสม
  6. ตัวอย่างกลยุทธ์แบบผสานทุกช่องทางในอุตสาหกรรมเครื่องแต่งกายของญี่ปุ่น
    1. MUJI
    2. UNIQLO
  7. Stripe Terminal ช่วยอะไรได้บ้าง

ในญี่ปุ่น ประชากรสูงวัยและอัตราการเกิดที่ลดลงส่งผลให้เกิดปัญหาการขาดแคลนแรงงานและจำนวนลูกค้าลดลง ปัญหาเหล่านี้เป็นความท้าทายสำหรับอุตสาหกรรมค้าปลีก เช่น ภาคอุตสาหกรรมเครื่องแต่งกาย แนวทางแก้ไขความท้าทายเหล่านี้ ได้แก่ การนำกลยุทธ์การผสานช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ (OMO) และโครงการริเริ่มด้านความยั่งยืนมาใช้ ในอุตสาหกรรมเครื่องแต่งกาย การนำกลยุทธ์แบบผสานทุกช่องทางมาใช้กำลังได้รับความสนใจอย่างมาก

บทความนี้จะกล่าวถึงกลยุทธ์แบบผสานทุกช่องทางที่บริษัทเครื่องแต่งกายของญี่ปุ่นสามารถนำไปใช้ได้ นอกจากนี้ เรายังจะอธิบายถึงความสำคัญของกลยุทธ์เหล่านี้และประเด็นสำคัญสำหรับพนักงานในร้านค้าอีกด้วย

เนื้อหาหลักในบทความ

  • กลยุทธ์แบบผสานทุกช่องทาง (Omnichannel) คืออะไร
  • ขนาดตลาดของอุตสาหกรรมเครื่องแต่งกายในญี่ปุ่น
  • เหตุใดกลยุทธ์แบบผสานทุกช่องทางจึงมีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมเครื่องแต่งกายของญี่ปุ่น
  • กลยุทธ์แบบผสานทุกช่องทางต้องการอะไรจากพนักงานในร้านค้าบ้าง
  • ตัวอย่างกลยุทธ์แบบผสานทุกช่องทางในอุตสาหกรรมเครื่องแต่งกายของญี่ปุ่น
  • Stripe Terminal ช่วยอะไรได้บ้าง

กลยุทธ์แบบผสานทุกช่องทาง (Omnichannel) คืออะไร

คำว่า "channel" ใน "Omnichannel" หมายถึง "ช่องทางการขาย" ซึ่งเป็นจุดติดต่อที่บริษัทใช้เพื่อโต้ตอบกับลูกค้าในระหว่างกิจกรรมการขาย ตัวอย่างเฉพาะของช่องทางการขายมีดังนี้

  • ร้านค้าที่มีหน้าร้าน
  • เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ (รวมถึงห้างสรรพสินค้าอีคอมเมิร์ซและแอป)
  • บริการเครือข่ายสังคม (SNS)
  • แอป
  • จดหมายข่าวทางอีเมล
  • ข้อความส่วนตัว
  • แค็ตตาล็อกและนิตยสาร
  • โฆษณา
  • โฆษณาอื่นๆ

กล่าวอีกนัยหนึ่ง "Omnichannel" หมายถึงกลยุทธ์การขายที่รวมและประสานงานจุดติดต่อเหล่านี้ (เช่น ช่องทางการขาย) เพื่อเข้าถึงลูกค้าในทุกช่องทาง กลยุทธ์ดังกล่าวช่วยให้ลูกค้าได้สัมผัสกับประสบการณ์การช้อปปิ้งที่สอดคล้องกันและช่วยให้ธุรกิจปรับปรุงความพึงพอใจของลูกค้าได้ ซึ่งอาจนำไปสู่โอกาสในการขายที่เพิ่มขึ้น

ข้อแตกต่างจากกลยุทธ์ช่องทางเดียว

"ช่องทางเดียว" (Single channel) หมายถึงช่องทางการขายที่จำกัด ซึ่งบริษัทมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าผ่านจุดติดต่อเพียงจุดเดียว ประเภทธุรกิจด้านล่างนี้จัดอยู่ในประเภทช่องทางการขายเดียว

  • ร้านค้าแต่ละแห่ง
  • การขายผ่านแค็ตตาล็อก
  • ร้านค้าออนไลน์

กลยุทธ์แบบช่องทางเดียวต่างจากกลยุทธ์แบบผสานทุกช่องทางตรงที่จะใช้จุดติดต่อกับลูกค้าเพียงจุดเดียว ซึ่งสามารถจำกัดกิจกรรมส่งเสริมการขายได้ สำหรับสินค้าที่หาได้ยาก เช่น สินค้าพิเศษหรือสินค้าที่มีมูลค่าสูง กลยุทธ์แบบช่องทางเดียวก็อาจมีประสิทธิภาพได้

ข้อแตกต่างจากกลยุทธ์แบบหลายช่องทาง

กลยุทธ์แบบผสานทุกช่องทาง (Omnichannel) และกลยุทธ์แบบหลายช่องทาง (Multichannel) อาจดูคล้ายกัน แนวคิดพื้นฐานเหมือนกัน แต่เป็นกลยุทธ์ที่แตกต่างกัน

ตัวอย่างเช่น กลยุทธ์แบบผสานทุกช่องทางจะรวมข้อมูลจากช่องทางการขายหลายช่องทาง ในทางตรงกันข้าม กลยุทธ์แบบหลายช่องทางเพียงแค่เสนอช่องทางการขายที่หลากหลายให้กับลูกค้า กล่าวอีกนัยหนึ่ง ช่องทางแต่ละช่องในกลยุทธ์แบบหลายช่องทางจะดำเนินการอย่างอิสระโดยไม่มีการประสานงานระหว่างช่องทางต่างๆ

แม้ว่าการตลาดแบบหลายช่องทางจะช่วยขยายการรับรู้แบรนด์และยอดขายในแต่ละช่องทางได้ แต่ก็ต้องใช้กลยุทธ์การขาย การจัดการข้อมูล และบุคลากรที่แยกจากกันสำหรับแต่ละช่องทาง ซึ่งท้ายที่สุดแล้วอาจนำไปสู่ปัญหาต่างๆ เช่น ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและภาระงานที่มากเกินไป

ข้อแตกต่างจากกลยุทธ์แบบข้ามช่องทาง

กลยุทธ์แบบข้ามช่องทางช่วยสร้างจุดติดต่อหลายจุดระหว่างบริษัทกับลูกค้า นอกจากนี้ยังช่วยผสานรวมข้อมูลจากทุกช่องทาง ตัวอย่างเช่น บริการแบบข้ามช่องทางจะช่วยให้ลูกค้าสามารถสั่งซื้อสินค้าจากเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซและไปรับสินค้าที่ร้านค้าจริงที่ใกล้ที่สุดได้

ความแตกต่างระหว่างกลยุทธ์แบบข้ามช่องทาง (Cross-channel) และกลยุทธ์แบบผสานทุกช่องทาง (Omnichannel) คือกลยุทธ์แบบข้ามช่องทางไม่ได้จัดการข้อมูลลูกค้า คะแนนสะสม และข้อมูลอื่นๆ จากส่วนกลางเหมือนกับกลยุทธ์แบบผสานทุกช่องทาง ส่งผลให้ลูกค้ามักใช้ช่องทางการขายเดิมๆ อย่างสม่ำเสมอ

ในทางกลับกัน กลยุทธ์แบบผสานทุกช่องทางจะผสานรวมช่องทางต่างๆ เข้าด้วยกัน เมื่อเปรียบเทียบกับกลยุทธ์แบบข้ามช่องทาง กลยุทธ์แบบผสานทุกช่องทางช่วยให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ง่ายและสะดวกสบายยิ่งขึ้น ดังนั้น กลยุทธ์แบบผสานทุกช่องทางจึงเป็นเวอร์ชันที่ปรับปรุงแล้วของกลยุทธ์ข้ามช่องทาง

ข้อแตกต่างจากการค้าแบบแพลตฟอร์มรวม

การค้าแบบแพลตฟอร์มรวมจะจัดการข้อมูลลูกค้าในลักษณะบูรณาการเพื่อมอบประสบการณ์การช้อปปิ้งแบบเฉพาะบุคคลและมีคุณค่าแก่ลูกค้า การค้าแบบแพลตฟอร์มรวมทำเช่นนั้นได้โดยการรวบรวมข้อมูลลูกค้าที่ได้จากเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซและร้านค้าจริง ซึ่งรวมถึงข้อมูลสมาชิก ประวัติการเข้าชม การซื้อ การสอบถาม และการใช้คะแนนสะสม เนื่องจากข้อมูลเหล่านี้มีการแชร์แบบเรียลไทม์ ลูกค้าจึงได้รับประสบการณ์การช้อปปิ้งที่สม่ำเสมอในทุกช่องทางการขาย

การค้าแบบแพลตฟอร์มรวมสร้างขึ้นบนพื้นฐานของการบูรณาการข้อมูลจากทุกช่องทาง (Omnichannel) ดังนั้น การสร้างตัวตนในทุกช่องทางจึงถือเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาการค้าแบบแพลตฟอร์มรวมให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น

นอกจากนี้ กลยุทธ์แบบผสานทุกช่องทางไม่ได้เสนอแนวทางที่ปรับให้เหมาะสมและเฉพาะบุคคล ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการค้าแบบแพลตฟอร์มรวม กลยุทธ์แบบผสานทุกช่องทางเป็นเพียงกลยุทธ์การตลาดที่ผสานรวมช่องทางการขายหลายช่องทางเข้าด้วยกัน ซึ่งเป็นความแตกต่างที่สำคัญระหว่างสองกลยุทธ์นี้

ขนาดตลาดของอุตสาหกรรมเครื่องแต่งกายในญี่ปุ่น

ในปี 2024 Yano Research Institute ได้ทำการสำรวจขนาดตลาดเครื่องแต่งกายภายในประเทศญี่ปุ่น ผลการสำรวจมีดังนี้

  • 2019: 9.1732 ล้านล้านเยน
  • 2020: 7.5158 ล้านล้านเยน
  • 2021: 7.6105 ล้านล้านเยน
  • 2022: 8.0591 ล้านล้านเยน
  • 2023: 8.3564 ล้านล้านเยน

ขนาดของตลาดเครื่องแต่งกายลดลงในปี 2020 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าเนื่องจากผลกระทบของการระบาดของโควิด-19 อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปี 2021 เป็นต้นมา ผลประกอบการปีต่อปีกลับดีกว่าปีก่อนๆ เมื่อพิจารณาตามช่องทางการขาย การฟื้นตัวของร้านค้าที่มีหน้าร้าน เช่น ห้างสรรพสินค้าและร้านค้าเฉพาะทางนั้นเด่นชัดเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นเพราะผู้คนมีโอกาสออกนอกบ้านมากยิ่งขึ้นเมื่อการระบาดของโรคคลี่คลายลง ทำให้ความต้องการเสื้อผ้าเพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกัน อีคอมเมิร์ซเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงที่การระบาดรุนแรง แต่การเติบโตก็ชะลอตัวลงเมื่อการระบาดคลี่คลายลง

หลายคนคาดการณ์ว่าตลาดเครื่องแต่งกายจะฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โดยขนาดตลาดจะกลับไปสู่ระดับก่อนเกิดการระบาดในที่สุด ในระยะยาว มีความกังวลว่าตลาดเครื่องแต่งกายจะค่อยๆ หดตัวลงเนื่องจากอัตราการเกิดที่ลดลง ประชากรสูงวัย และการลดลงของประชากร อย่างไรก็ตาม หากค่าแรงยังคงเพิ่มขึ้น คาดว่าค่าใช้จ่ายด้านเครื่องแต่งกายก็จะเพิ่มขึ้นเช่นกัน

เหตุใดกลยุทธ์แบบผสานทุกช่องทางจึงมีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมเครื่องแต่งกายของญี่ปุ่น

ด้านล่างนี้ เราจะอธิบายรายละเอียดเหตุผลหลักว่าทำไมกลยุทธ์แบบผสานทุกช่องทางจึงมีความสำคัญต่อการแก้ปัญหาความท้าทายในอุตสาหกรรมเครื่องเครื่องแต่งกาย

เพิ่มยอดขาย

เป้าหมายหนึ่งของการนำกลยุทธ์แบบผสานทุกช่องทางมาใช้คือการเพิ่มยอดขายโดยการชดเชยอัตราการเกิดที่ลดลง ประชากรสูงวัย และการลดลงของประชากร เพื่อให้ได้กำไรสูงสุด จึงจำเป็นต้องเพิ่มมูลค่าการซื้อเฉลี่ยและความถี่ในการซื้อของลูกค้าแต่ละราย กลยุทธ์แบบผสานทุกช่องทางช่วยให้สามารถรวบรวมข้อมูลจากร้านค้าจริงและช่องทางออนไลน์ (เช่น อีคอมเมิร์ซ) ทำให้ธุรกิจสามารถรักษาฐานลูกค้าและป้องกันการสูญเสียโอกาสในการขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงาน

การขาดแคลนแรงงานเป็นหนึ่งในปัญหาใหญ่ที่สุดที่อุตสาหกรรมเครื่องแต่งกายกำลังเผชิญอยู่ กลยุทธ์แบบผสานทุกช่องทางกำลังได้รับความสนใจมากขึ้นในฐานะวิธีการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานนี้

การผสานการทำงานแบบผสานทุกช่องทางช่วยจัดการข้อมูลที่รวบรวมจากช่องทางการขายหลายช่องทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงทำให้ธุรกิจสามารถบรรลุประสิทธิภาพการดำเนินงานและลดความซับซ้อนของขั้นตอนการจัดการสินค้าคงคลังและคำสั่งซื้อได้ นอกจากนี้ การส่งเสริมการใช้เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซยังช่วยลดภาระงานของพนักงานในร้านค้าจริงได้อีกด้วย

ตัวอย่างเช่น ข้อมูลสินค้าคงคลังที่รวบรวมจากร้านค้าจริงและเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซจะช่วยให้พนักงานในร้านสามารถตรวจสอบสินค้าคงคลังได้อย่างรวดเร็วผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ ด้วยวิธีนี้ แม้ว่าสินค้าจะหมดสต็อกที่ร้านค้าจริง พนักงานก็สามารถแนะนำลูกค้าไปยังเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซหรือร้านค้าที่ใกล้ที่สุดที่มีสินค้าอยู่ในสต็อกได้

รองรับผู้ใช้สมาร์ทโฟน

ก่อนที่สมาร์ทโฟนจะแพร่หลาย แหล่งข้อมูลหลักเกี่ยวกับแนวโน้มและยอดขายคือโฆษณาในสิ่งพิมพ์ โทรทัศน์ และนิตยสารแฟชั่น ปัจจุบัน สมาร์ทโฟนเป็นช่องทางที่ใช้กันทั่วไปในการรวบรวมข้อมูล

ด้วยสมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์เคลื่อนที่อื่นๆ ลูกค้าสามารถตรวจสอบข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับแฟชั่นได้ทุกเมื่อ ตัวอย่างเช่น ลูกค้าในเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซสามารถรับข้อมูลการขายและสินค้าใหม่ผ่านทางอีเมลหรือการแจ้งเตือนแบบพุชได้ นอกจากนี้ยังสามารถตรวจสอบโพสต์จากแบรนด์และร้านค้าที่ชื่นชอบบนโซเชียลมีเดียได้อย่างง่ายดาย

ในบริบทนี้ การผสานรวมข้อมูลจากช่องทางการขายหลายช่องทางผ่านแนวทางแบบผสานทุกช่องทางจะช่วยสร้างประสบการณ์การช้อปปิ้งที่สอดคล้องกันทั้งในร้านค้าจริงและบนเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ ซึ่งสามารถเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้าในกลุ่มผู้ใช้สมาร์ทโฟน และอาจเพิ่มโอกาสในการซื้อสินค้าในปริมาณที่มากขึ้นและบ่อยขึ้น

ใช้กลยุทธ์ทางการตลาดที่แม่นยำ

กลยุทธ์แบบผสานทุกช่องทางเกี่ยวข้องกับการรวมและจัดเก็บข้อมูลในช่องทางการขายต่างๆ ซึ่งทำให้สามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างละเอียดกว่าที่ทำได้จากร้านค้าจริงหรือเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซเพียงอย่างเดียว

ตัวอย่างเช่น มีระบบที่ติดรหัส QR ไว้กับสินค้าในร้านค้าจริง เมื่อลูกค้าสแกนรหัสเหล่านี้ พวกเขาสามารถดูข้อมูลสินค้าโดยละเอียดและดูรีวิวสินค้าได้ ซึ่งช่วยให้ธุรกิจเข้าใจว่าสินค้าใดในร้านค้าจริงที่ลูกค้าสนใจ และนำข้อมูลนี้ไปใช้ในกลยุทธ์การตลาด

นอกจากนี้ เมื่อโอกาสในการรวบรวมข้อมูลจากช่องทางการขายหลายช่องทางเพิ่มมากขึ้น ธุรกิจก็สามารถรวบรวมข้อมูลได้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจสามารถนำกลยุทธ์ที่แม่นยำยิ่งขึ้นมาใช้ได้ ตัวอย่างเช่น ธุรกิจสามารถใช้ข้อมูลที่รวบรวมได้นี้เพื่อแนะนำผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้าแต่ละราย และใช้โปรโมชั่นการขายที่สอดคล้องกับพฤติกรรมการซื้อของลูกค้า

กลยุทธ์แบบผสานทุกช่องทางต้องการอะไรจากพนักงานในร้านค้าบ้าง

ด้านล่างนี้ เราจะสำรวจประเด็นที่พนักงานร้านค้าควรพิจารณาเมื่อธุรกิจใช้กลยุทธ์แบบผสานทุกช่องทาง

การฝึกอบรมพนักงาน

เมื่อนำกลยุทธ์แบบผสานทุกช่องทางมาใช้ สิ่งสำคัญคือต้องให้ความสำคัญกับการฝึกอบรมเพื่อให้แน่ใจว่าพนักงานทุกคนในร้านค้าจริงจะสามารถจัดการงานได้อย่างคล่องแคล่ว ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างบางส่วน

  • การให้บริการลูกค้าที่ซื้อสินค้าจากเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ ณ ร้านค้าจริง
  • การอธิบายและแนะนำบริการที่มีอยู่ในเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซและในร้านค้าจริง
  • การใช้งานเครื่องมือดิจิทัลที่ใช้ในช่วงเวลาทำงาน

การจัดการสินค้าคงคลังที่เหมาะสม

หากลูกค้าสามารถมารับสินค้าที่สั่งซื้อจากเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซที่ร้านค้าจริงได้ การรักษาสต็อกสินค้าที่ร้านจึงเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้น พนักงานในร้านควรตรวจสอบระดับสินค้าคงคลังและจำนวนการรับสินค้าที่หน้าร้านทุกวัน

ตัวอย่างกลยุทธ์แบบผสานทุกช่องทางในอุตสาหกรรมเครื่องแต่งกายของญี่ปุ่น

MUJI

MUJI แบรนด์ยอดนิยมที่เข้าถึงกลุ่มลูกค้าหลากหลายช่วงวัย มุ่งเน้นความพยายามในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจเครื่องแต่งกาย โดยบริษัทได้เปิดตัวแอปบนสมาร์ทโฟนชื่อ MUJI App ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์แบบผสานทุกช่องทาง

ฟังก์ชันหลักของแอปบนสมาร์ทโฟนส่วนใหญ่ที่ร้านค้าปลีกนำเสนอ ได้แก่ ฟีเจอร์ที่เกี่ยวข้องกับอีคอมเมิร์ซ เช่น การช้อปปิ้งออนไลน์ผ่านแอป การติดตามคำสั่งซื้อ และการโพสต์รีวิว แม้ว่าแอปของ MUJI จะมีฟีเจอร์เหล่านี้เช่นกัน แต่ก็ยังมีโปรแกรมสะสมคะแนนที่เรียกว่า MUJI GOOD PROGRAM ซึ่งโปรแกรมนี้จะสร้างเส้นทางที่นำทางลูกค้าไปยังเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซและร้านค้าจริงผ่านทางแอป

มีหลายวิธีในการรับคะแนน MUJI เช่น การโพสต์รีวิวและการลงทะเบียนสินค้าที่ชื่นชอบ นอกจากนี้ โปรแกรมที่เน้นการผสานทุกช่องทางที่ผสานรวมร้านค้าจริงยังมีกิจกรรมต่างๆ ดังที่แสดงด้านล่าง ผู้ใช้แอป MUJI สามารถรับคะแนนได้โดยการทำกิจกรรมต่อไปนี้

  • ซื้อสินค้า: ลูกค้าสามารถซื้อสินค้าได้ที่ร้านค้าจริงหรือร้านค้าออนไลน์
  • ใช้ถุงแบบใช้ซ้ำได้: ลูกค้าสามารถนำถุงมาเองได้เมื่อซื้อของในร้านค้าจริง
  • เช็คอิน: ลูกค้าสามารถแตะ "เช็คอิน" ที่ร้านค้าที่แสดงในแอปตามตำแหน่งปัจจุบัน
  • เข้าร่วม ReMUJI: ReMUJI เป็นโครงการรีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ร้านค้าจริงเป็นศูนย์กลางการรวบรวมผลิตภัณฑ์ที่ไม่ต้องการเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่หรือรีไซเคิล

ด้วยกลยุทธ์แบบผสานทุกช่องทาง ลูกค้าสามารถใช้คะแนนที่ได้รับได้ทั้งที่ร้านค้าจริงและเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ ความสามารถในการใช้บริการที่เชื่อมโยงช่องทางต่างๆ เหล่านี้เข้าด้วยกันถือเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับลูกค้า

นอกจากนี้ MUJI App ยังมีบริการที่ช่วยเหลือลูกค้าทั้งออนไลน์และออฟไลน์ดังต่อไปนี้

  • การค้นหาสินค้าคงคลังในร้านค้า: ลูกค้าสามารถค้นหาเพื่อดูว่าร้านค้าใดบ้างที่มีสินค้าอยู่ในสต็อกในขณะนี้
  • โบนัสพิเศษเฉพาะแอป: ผู้ใช้แอปจะได้รับสิทธิพิเศษและคูปอง
  • การสแกนบาร์โค้ด: เมื่อลูกค้าไม่แน่ใจเกี่ยวกับการซื้อสินค้าในร้านค้าจริง ลูกค้าสามารถสแกนบาร์โค้ดเพื่อดูข้อมูลโดยละเอียดและดูรีวิวสินค้าได้

UNIQLO

UNIQLO ได้นำกลยุทธ์แบบผสานทุกช่องทางมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยเช่นกัน โดยผสานการทำงานระหว่างช่องทางออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกัน

UNIQLO ดำเนินธุรกิจร้านค้าที่มีหน้าร้านในญี่ปุ่นและทั่วโลก บริษัทได้เปิดตัวผู้ช่วยช้อปปิ้งอย่าง UNIQLO IQ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการริเริ่มในการผสานทุกช่องทาง UNIQLO IQ เป็นระบบบริการลูกค้าที่ใช้แชทบอทปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งมีคุณความสามารถดังต่อไปนี้

  • สอบถามเกี่ยวกับคำสั่งซื้อ: แชทบอทสามารถจัดการกับปัญหาต่างๆ เช่น คำขอขยายระยะเวลาการรับสินค้าที่ร้านค้าจริงสำหรับสินค้าที่ซื้อทางออนไลน์
  • การแนะนำสินค้า: IQ สามารถแนะนำชุดและสินค้าที่เข้ากันตามรสนิยมแฟชั่นและสไตล์ที่ลูกค้าชื่นชอบได้
  • การให้คำปรึกษาด้านขนาด: IQ สามารถช่วยเลือกขนาดสินค้าเมื่อลูกค้าไม่แน่ใจว่าขนาดใดจะพอดีที่สุด

แชทบอทสามารถจัดการข้อกังวลและคำขอของลูกค้าที่พนักงานหน้าร้านเพียงอย่างเดียวอาจดูแลได้ไม่ครบถ้วน นอกจากนี้ยังช่วยให้บริษัทสามารถรวบรวมข้อมูลที่ละเอียดมากขึ้นเกี่ยวกับความต้องการของลูกค้า พฤติกรรมการซื้อ และรูปแบบการค้นหาสินค้าได้อีกด้วย

แอปนี้ยังมีคุณฟีเจอร์ต่อไปนี้ ซึ่งออกแบบมาเพื่อกระตุ้นให้ลูกค้ามาเยี่ยมชมร้านค้า

  • ข้อมูลสต็อกล่าสุด: ลูกค้าสามารถตรวจสอบสินค้าใหม่ได้ที่ร้านค้าจริงที่บันทึกไว้ในแอป
  • สินค้าคงคลังในร้านค้า: ลูกค้าสามารถตรวจสอบว่าสินค้าที่ดูอยู่ในแอปมีจำหน่ายที่ร้านค้าหรือไม่
  • ข้อมูลร้านค้าพื้นฐาน: ลูกค้าสามารถตรวจสอบตำแหน่งที่ตั้งของร้านค้าและเวลาทำการได้

เมื่อแอปมีประโยชน์ใช้สอยมากขึ้น ลูกค้าก็จะสามารถเพลิดเพลินกับการช้อปปิ้งได้อย่างสะดวกสบายยิ่งขึ้นทั้งในร้านค้าจริงและบนเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ ในฐานะส่วนหนึ่งของกลยุทธ์แบบผสานทุกช่องทาง UNIQLO ได้นำบริการต่างๆ บนแอปมาใช้เพื่อดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาที่ร้านค้าจริง

Stripe Terminal ช่วยอะไรได้บ้าง

Stripe Terminal ช่วยให้ธุรกิจเพิ่มรายรับได้ด้วยระบบชำระเงินแบบครบวงจรที่ครอบคลุมช่องทางชำระเงินที่จุดขายและการชำระเงินออนไลน์ โดยรองรับวิธีการชำระเงินใหม่ๆ มีลอจิสติกส์ฮาร์ดแวร์ที่เรียบง่าย ครอบคลุมทั่วโลก และการผสานการทำงานกับระบบ POS และแพลตฟอร์มการค้าหลายร้อยรายการเพื่อออกแบบสแต็กการชำระเงินที่เหมาะกับคุณ

Stripe ขับเคลื่อนการค้าแบบแพลตฟอร์มรวมให้แบรนด์มากมาย เช่น Hertz, URBN, Lands’ End, Shopify, Lightspeed และ Mindbody

Stripe Terminal ช่วยคุณทำสิ่งต่อไปนี้ได้

  • การค้าแบบแพลตฟอร์มรวม: จัดการการชำระเงินออนไลน์และที่จุดขายบนแพลตฟอร์มทั่วโลกด้วยข้อมูลการชำระเงินที่รวมเป็นหนึ่งเดียว

  • ขยายไปทั่วโลก: ขยายไปยัง 24 ประเทศด้วยการผสานการทำงานเพียงชุดเดียวและวิธีการชำระเงินยอดนิยม

  • ผสานการทำงานในแบบของคุณ: พัฒนาแอป POS ในแบบของคุณเอง หรือเชื่อมต่อกับสแต็กเทคโนโลยีที่มีอยู่โดยใช้การผสานการทำงานกับระบบ POS และแพลตฟอร์มการค้าของบริษัทอื่น

  • ลดความซับซ้อนของโลจิสติกส์ฮาร์ดแวร์: สั่งซื้อ จัดการ และติดตามตรวจสอบเครื่องอ่านบัตรที่รองรับ Stripe ได้อย่างง่ายดายไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Stripe Terminal หรือเริ่มใช้งานเลยวันนี้

เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นคําแนะนําทางกฎหมายหรือภาษี Stripe ไม่รับประกันหรือรับประกันความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ความไม่เพียงพอ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในบทความ คุณควรขอคําแนะนําจากทนายความที่มีอํานาจหรือนักบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอํานาจศาลเพื่อรับคําแนะนําที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ

บทความอื่นๆ

  • เกิดข้อผิดพลาดบางอย่าง โปรดลองอีกครั้งหรือติดต่อฝ่ายสนับสนุน

หากพร้อมเริ่มใช้งานแล้ว

สร้างบัญชีและเริ่มรับการชำระเงินโดยไม่ต้องทำสัญญาหรือระบุรายละเอียดเกี่ยวกับธนาคาร หรือติดต่อเราเพื่อสร้างแพ็กเกจที่ออกแบบเองสำหรับธุรกิจของคุณ
Terminal

Terminal

สร้างประสบการณ์การซื้อสินค้าที่สอดคล้องกันบนทุกช่องทาง ไม่ว่าจะโต้ตอบกับลูกค้าทางออนไลน์หรือที่จุดขาย

Stripe Docs เกี่ยวกับ Terminal

ใช้ Stripe Terminal เพื่อรับชำระเงินที่จุดขายและนำการชำระเงินด้วย Stripe ไปใช้งานกับระบบบันทึกการขายของคุณด้วย