ที่อยู่ในการเรียกเก็บเงินคืออะไร แล้วทำไมจึงสำคัญต่อการชำระเงิน

Billing
Billing

Stripe Billing ช่วยให้คุณเรียกเก็บเงินและจัดการลูกค้าได้ในทุกแบบที่ต้องการ ตั้งแต่การเรียกเก็บเงินแบบตามรอบไปจนถึงการเรียกเก็บเงินตามการใช้งาน และสัญญาการเจรจาการขาย

ดูข้อมูลเพิ่มเติม 
  1. บทแนะนำ
  2. ที่อยู่ในการเรียกเก็บเงินคืออะไร
  3. ต้องใช้ที่อยู่ในการเรียกเก็บเงินกับการชำระเงินเมื่อใด
  4. เหตุใดธุรกิจต่างๆ จึงขอที่อยู่ในการเรียกเก็บเงิน
  5. ที่อยู่ในการเรียกเก็บเงินช่วยลดความเสี่ยงในการประมวลผลการชำระเงินได้อย่างไร
  6. จะเกิดอะไรขึ้นหากที่อยู่ในการเรียกเก็บเงินไม่ตรงกับข้อมูลในระบบ
  7. ที่อยู่ในการเรียกเก็บเงินเหมือนกับที่อยู่สำหรับจัดส่งหรือไม่
  8. Stripe Billing ช่วยอะไรได้บ้าง

ที่อยู่ในการเรียกเก็บเงิน คือ ที่อยู่ที่ผูกกับบัตรหรือวิธีการชำระเงิน ซึ่งช่วยในการตัดสินใจอนุมัติ การตรวจสอบการฉ้อโกง และการป้องกันการดึงเงินคืนในระบบการชำระเงินทั่วโลก หากเข้าใจวิธีที่ธนาคารและผู้ประมวลผลการชำระเงินต่างๆ ใช้ข้อมูลเหล่านี้ ก็จะช่วยเพิ่มอัตราการอนุมัติและลดความเสี่ยงลงได้

ด้านล่างนี้ เราจะพาไปดูว่าที่อยู่ในการเรียกเก็บเงินคืออะไร มีการใช้งานอย่างไรในการประมวลผลการชำระเงิน และเหตุใดจึงสำคัญต่อการชำระเงินออนไลน์ยุคใหม่

เนื้อหาหลักในบทความ

  • ที่อยู่ในการเรียกเก็บเงินคืออะไร
  • ต้องใช้ที่อยู่ในการเรียกเก็บเงินกับการชำระเงินเมื่อใด
  • เหตุใดธุรกิจต่างๆ จึงขอที่อยู่ในการเรียกเก็บเงิน
  • ที่อยู่ในการเรียกเก็บเงินช่วยลดความเสี่ยงในการประมวลผลการชำระเงินได้อย่างไร
  • จะเกิดอะไรขึ้นหากที่อยู่ในการเรียกเก็บเงินไม่ตรงกับข้อมูลในระบบ
  • ที่อยู่ในการเรียกเก็บเงินเหมือนกับที่อยู่สำหรับจัดส่งหรือไม่
  • Stripe Billing ช่วยอะไรได้บ้าง

ที่อยู่ในการเรียกเก็บเงินคืออะไร

ที่อยู่ในการเรียกเก็บเงิน คือ ที่อยู่ของธนาคารหรือบริษัทผู้ออกบัตรมีอยู่ในระบบสำหรับบัตรหรือบัญชีนั้นๆ โดยมักจะผูกกับบุคคลหรือธุรกิจที่เป็นเจ้าของบัญชีนั้นๆ เมื่อมีการชำระเงินด้วยบัตร สถาบันการเงินก็จะใช้ที่อยู่นี้ในการตรวจสอบยืนยัน

ต้องใช้ที่อยู่ในการเรียกเก็บเงินกับการชำระเงินเมื่อใด

การพิจารณาว่าต้องใช้ที่อยู่ในการเรียกเก็บเงินกับการชำระเงินนั้นๆ หรือไม่จะดูจากวิธีการชำระเงิน ตลาด และระดับความเสี่ยงที่ธุรกิจยินดีที่จะแบกรับ โดยมักมีการเก็บรวบรวมในกรณีที่มีความเสี่ยงสูง เพราะที่อยู่จะช่วยยืนยันตัวตนของผู้ชำระเงินได้

ธุรกรรมบางประเภทที่มักต้องระบุที่อยู่ในการเรียกเก็บเงินมีดังนี้

  • การชำระเงินด้วยบัตรทางออนไลน์: มักมีการเก็บรวบรวมที่อยู่ในการเรียกเก็บเงินระหว่างการทำธุรกรรมแบบไม่แสดงบัตร (CNP) เพื่อให้ธนาคารดำเนินการตรวจสอบยืนยันที่อยู่ได้

  • ธุรกรรมที่ทำครั้งแรกหรือมีความเสี่ยงสูง: ธุรกิจมีแนวโน้มมากขึ้นที่จะให้ระบุที่อยู่ในการเรียกเก็บเงินเมื่อมีประวัติลูกค้าอยู่ไม่มาก ธุรกรรมมีมูลค่าสูง หรือมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการฉ้อโกง ธุรกิจบางแห่งก็เลือกกำหนดให้ระบุที่อยู่ในการเรียกเก็บเงินแม้ว่าจะไม่ได้จำเป็นต้องใช้จริงๆ เพื่อใช้ประกอบในกลยุทธ์ป้องกันการฉ้อโกง

  • การชำระเงินด้วยบัตรแบบแผนล่วงหน้าหรือจัดเก็บไว้: เมื่อมีการชำระเงินตามแบบแผนล่วงหน้า ระบบก็มักเก็บรวบรวมที่อยู่ในการเรียกเก็บเงินไว้เมื่อบันทึกบัตรเป็นครั้งแรก แม้ว่าระบบจะไม่ได้ขอข้อมูลอีกครั้ง แต่ที่อยู่ดังกล่าวก็จะยังคงอยู่ในบันทึกการชำระเงิน

  • ความต้องการในการออกใบแจ้งหนี้ ภาษี และการปฏิบัติตามข้อกำหนด: ที่อยู่ในการเรียกเก็บเงินอาจเป็นข้อมูลที่จำเป็นเพื่อจัดทำใบแจ้งหนี้ที่ถูกต้อง รองรับการคำนวณภาษี หรือปฏิบัติตามภาระหน้าที่ทางกฎหมาย โดยในกรณีเหล่านี้ ที่อยู่ดังกล่าวจะใช้ทั้งเพื่อวัตถุประสงค์ในการบริหารจัดการและกฎหมาย

เหตุใดธุรกิจต่างๆ จึงขอที่อยู่ในการเรียกเก็บเงิน

การขอที่อยู่ในการเรียกเก็บเงินจะช่วยธุรกิจในการตรวจสอบยืนยันการชำระเงิน โดยช่วยให้มีวิธีตรวจสอบที่เชื่อถือได้ว่า การทำธุรกรรมมาจากเจ้าของที่มีสิทธิ์ใช้วิธีการชำระเงินนั้นๆ และข้อมูลในที่อยู่ยังนำไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ ได้อีกด้วย

การเก็บรวบรวมที่อยู่ในการเรียกเก็บเงินจะช่วยธุรกิจต่างๆ ได้ดังนี้

  • การเปิดใช้บริการตรวจสอบยืนยันที่อยู่ (AVS): การเก็บรวบรวมที่อยู่ในการเรียกเก็บเงินช่วยให้ธุรกิจต่างๆ ใช้การตรวจสอบผ่าน AVS ได้ ซึ่งเป็นการตรวจสอบความปลอดภัยที่นิยมใช้ในตลาดการชำระเงิน CNP หลายๆ แห่ง เมื่อ AVS ไม่ตรงกัน ก็แสดงว่าคนที่พยายามชำระเงินดังกล่าวอาจไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้บัตรใบนี้

  • การลดการฉ้อโกงผ่านการชำระเงิน: เมื่อมิจฉาชีพได้หมายเลขบัตรไป ที่อยู่ในการเรียกเก็บเงินที่ผูกกับบัตรนั้นๆ มักจะขาดหายไปหรือไม่ถูกต้อง การขอที่อยู่ในการเรียกเก็บเงินจะช่วยให้การฉ้อโกงหลายๆ ครั้งไม่สำเร็จ แม้ว่าหมายเลขบัตรนั้นจะถูกต้องก็ตาม

  • การลดความเสี่ยงในการดึงเงินคืน: การตรวจสอบยืนยันที่อยู่ในการเรียกเก็บเงินจะช่วยให้ธุรกิจหลีกเลี่ยงการโต้แย้งการชำระเงินและการสูญเสียทางการเงินที่จะเกิดขึ้นตามมาได้ เนื่องจากช่วยยับยั้งการชำระเงินที่น่าสงสัยได้ก่อนที่จะสำเร็จ

  • การรายงานชุดที่อยู่ที่น่าสงสัย: ที่อยู่ในการเรียกเก็บเงิน ที่อยู่สำหรับจัดส่ง และตำแหน่งที่ตั้งของลูกค้าที่ไม่ตรงกันอาจแสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นได้

  • การช่วยให้รับมือความเสี่ยงได้อย่างยืดหยุ่น: การตรวจสอบที่อยู่ไม่สำเร็จอาจทำให้เกิดการดำเนินการต่างๆ ตามสถานการณ์ เช่น การปฏิเสธการชำระเงิน การขอให้มีการตรวจสอบสิทธิ์เพิ่มเติม หรือการแจ้งให้ธุรกรรมเข้ารับการตรวจสอบ

  • การลดความยุ่งยาก: การป้อนที่อยู่ในการเรียกเก็บเงินมักเป็นเรื่องง่ายและลูกค้าคุ้นเคยกันอยู่แล้ว

  • การสนับสนุนการปฏิบัติตามข้อกำหนดและการเก็บบันทึก: นอกเหนือจากการตรวจสอบผ่าน AVS แล้ว มักมีการเก็บรวบรวมที่อยู่ในการเรียกเก็บเงินสำหรับใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จ เอกสารทางภาษี และการรายงานตามระเบียบข้อบังคับ

  • การปกป้องลูกค้า: การป้องกันการชำระเงินที่ไม่ได้รับอนุญาตจะช่วยลดการหยุดชะงักที่ลูกค้าต้องพบเจอจากการเรียกเก็บเงินที่เป็นการฉ้อโกง

ที่อยู่ในการเรียกเก็บเงินช่วยลดความเสี่ยงในการประมวลผลการชำระเงินได้อย่างไร

ในการตรวจสอบผ่าน AVS ที่อยู่ในการเรียกเก็บเงินจะทำหน้าที่เป็นสัญญาณในการตรวจสอบยืนยันที่ธุรกิจ ผู้ประมวลผล และธนาคารของลูกค้าใช้ร่วมกัน เพื่อให้มั่นใจว่าธุรกรรมจะดำเนินไปตามที่คาดไว้ขณะอยู่ระหว่างขั้นตอนการชำระเงิน

การตรวจสอบผ่าน AVS พบได้บ่อยในหลายๆ ตลาด เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา และสหราชอาณาจักร

เมื่อใช้วิธีนี้ ขั้นตอนจะมีดังต่อไปนี้

  1. ระบบจะเก็บรวบรวมที่อยู่ในการเรียกเก็บเงินในขั้นตอนการชำระเงิน: ในระหว่างการชำระเงิน ลูกค้าจะป้อนที่อยู่ในการเรียกเก็บเงินพร้อมกับรายละเอียดของบัตร ข้อมูลที่จำเป็นมักจะมีเพียงแค่หมายเลขถนนของลูกค้าและรหัสไปรษณีย์ โดยธนาคารจะใช้รายละเอียดเหล่านี้ในการตรวจสอบยืนยันและไม่จำเป็นต้องใช้ที่อยู่แบบครบถ้วน

  2. ระบบจะส่งรายละเอียดผ่านขั้นตอนการชำระเงิน: ที่อยู่ในการเรียกเก็บเงินจะถูกส่งจากธุรกิจไปยังผู้ประมวลผลการชำระเงินพร้อมกับธุรกรรมนั้นๆ โดยส่งผ่านเครือข่ายบัตรไปยังธนาคารที่ออกบัตร

  3. บริษัทผู้ออกบัตรจะตรวจสอบยืนยันที่อยู่: ธนาคารที่ออกบัตรจะใช้ระบบตรวจสอบยืนยันเพื่อเปรียบเทียบที่อยู่ที่ส่งมากับที่อยู่ในระบบ บริษัทผู้ออกบัตรจะให้ผลลัพธ์กลับมา (เช่น ตรงกันทุกประการ ตรงกันบางส่วน ไม่ตรงกัน หรือไม่มีข้อมูล) และอนุมัติหรือปฏิเสธการชำระเงินนั้นๆ

  4. ธุรกิจจะประเมินธุรกรรม: ธุรกิจจะได้รับทั้งคำตัดสินในการอนุมัติและผลการตรวจสอบยืนยันที่อยู่จากบริษัทผู้ออกบัตร โดยธุรกิจจะประเมินข้อมูลนี้ตามกฎรับมือความเสี่ยงที่กำหนดไว้ล่วงหน้า และอาจรับชำระเงิน บล็อกการชำระเงิน หรือแจ้งให้เข้ารับการตรวจสอบก็ได้ ในการตัดสินชี้ขาด กฎดังกล่าวจะพิจารณาผลการตรงกันของที่อยู่ร่วมกับข้อมูลอื่นๆ เช่น รหัสความปลอดภัยของบัตร บริบทของธุรกรรม และพฤติกรรมที่ผ่านมา

  5. แพลตฟอร์มการชำระเงินจะจัดการให้โดยอัตโนมัติ: เมื่อมีการให้ข้อมูลที่อยู่ในการเรียกเก็บเงิน ผู้ให้บริการชำระเงินอาจส่งข้อมูลดังกล่าวเข้ารับการตรวจสอบยืนยันตามค่าเริ่มต้น และแจ้งผลในการตอบรับชำระเงิน ซึ่งช่วยให้ธุรกิจต่างๆ มีแนวทางรับมือกับความเสี่ยงที่สอดคล้องกัน

จะเกิดอะไรขึ้นหากที่อยู่ในการเรียกเก็บเงินไม่ตรงกับข้อมูลในระบบ

หากที่อยู่ในการเรียกเก็บเงินไม่ตรงกัน ก็จะทำให้เกิดความไม่แน่นอนในการอนุมัติการชำระเงิน โดยจะเกิดอะไรตามมานั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าธนาคารที่ออกบัตรจะจัดการอย่างไร และธุรกิจจะเลือกรับมือกับประเด็นนี้อย่างไร

ตัวเลือกมีดังนี้

  • บริษัทผู้ออกบัตรปฏิเสธการชำระเงิน: หากที่อยู่ของธุรกรรมไม่ตรงกับข้อมูลในระบบของธนาคาร บริษัทผู้ออกบัตรก็อาจปฏิเสธธุรกรรมนั้นๆ ไปเลย

  • ลูกค้าได้รับแจ้งให้แก้ไขที่อยู่: การพิมพ์ผิด รูปแบบที่ไม่ตรงกัน และข้อมูลที่อยู่ที่ไม่เป็นปัจจุบันมักทำให้ข้อมูลไม่ตรงกัน ซึ่งลูกค้าสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ในครั้งถัดไป

  • ธุรกิจใช้กฎรับมือความเสี่ยงของตัวเอง: ธุรกิจสามารถตัดสินใจได้ว่าจะรับมืออย่างไรเมื่อมีข้อมูลที่ไม่ตรงกัน บางธุรกิจก็เลือกที่จะบล็อกรายการที่ไม่ตรงกันทั้งหมด แต่บางธุรกิจก็อนุญาตให้มีข้อมูลที่ไม่ตรงกันได้ในบางเงื่อนไข (เช่น รหัสไปรษณีย์ไม่ถูกต้อง) หรือกำหนดเกณฑ์ตามปริมาณการชำระเงิน และบางธุรกิจก็ปล่อยผ่านในกรณีที่เป็นผู้ใช้เก่า

  • บริษัทผู้ออกบัตรหรือธุรกิจจะตรวจสอบสิทธิ์เพิ่มเติม: ข้อมูลที่ไม่ตรงกันอาจทำให้ธุรกรรมดูมีความเสี่ยงมากขึ้น และทำให้ต้องมีการตรวจสอบยืนยันเพิ่มเติม เช่น การตรวจสอบสิทธิ์เพิ่มเติมหรือการตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่

การตรวจสอบยืนยันด้วยที่อยู่ในการเรียกเก็บเงินก็มีความเสี่ยงอยู่ ที่อยู่ที่ไม่ตรงกันอาจไม่ใช่การฉ้อโกงเสมอไป เพราะลูกค้าอาจเพิ่งย้ายที่อยู่ มีหลายที่อยู่ หรือมีข้อมูลเก่าอยู่ในระบบของธนาคาร ด้วยเหตุนี้ การชำระเงินที่ไม่ใช่การฉ้อโกงจึงอาจพลอยได้รับผลกระทบไปด้วย และหากลูกค้าตัวจริงถูกปฏิเสธบ่อยๆ เข้า ธุรกิจก็อาจสูญเสียยอดขายได้ กฎเกี่ยวกับที่อยู่ที่เข้มงวดเกินไปอาจส่งผลให้เกิดความล่าช้ามากจนไม่คุ้มกับประโยชน์ที่ได้เกี่ยวกับการป้องกันการฉ้อโกง

ที่อยู่ในการเรียกเก็บเงินเหมือนกับที่อยู่สำหรับจัดส่งหรือไม่

ที่อยู่ในการเรียกเก็บเงินกับที่อยู่สำหรับจัดส่งมักจะดูคล้ายๆ กันในหน้าชำระเงิน แต่มีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันมากๆ ที่อยู่ในการเรียกเก็บเงินใช้เพื่อตรวจสอบยืนยันวิธีการชำระเงินของลูกค้ากับบริษัทผู้ออกบัตร ส่วนที่อยู่สำหรับจัดส่งใช้เพื่อจัดส่งสินค้าที่จับต้องได้ให้แก่ลูกค้ารายนั้นๆ โดยลูกค้ามักให้จัดส่งพัสดุไปคนละที่กับที่อยู่ในการเรียกเก็บเงิน เช่น ที่ทำงาน ผู้รับของขวัญ หรือที่อยู่ชั่วคราว ด้วยเหตุนี้จึงอาจต้องระบุที่อยู่สำหรับจัดส่งแยกต่างหาก

ขั้นตอนการชำระเงินที่ออกแบบมาอย่างดีจะมีช่องให้ระบุที่อยู่ในการเรียกเก็บเงินและที่อยู่สำหรับจัดส่งอย่างชัดเจน เพื่อให้ลูกค้าเห็นเลยว่าที่อยู่ไหนผูกกับการชำระเงิน และที่อยู่ไหนใช้กำหนดการจัดส่ง หากเกิดความสับสนระหว่าง 2 ที่อยู่นี้ ก็อาจมีปัญหาในการชำระเงิน ปัญหาในการจัดส่ง หรือความเสี่ยงต่อการฉ้อโกงโดยไม่จำเป็นได้

Stripe Billing ช่วยอะไรได้บ้าง

Stripe Billing ช่วยให้คุณเรียกเก็บเงินและจัดการลูกค้าได้ตามที่คุณต้องการ ตั้งแต่การเรียกเก็บเงินตามแบบแผนล่วงหน้าง่ายๆ ไปจนถึงการเรียกเก็บเงินตามการใช้งานและสัญญาที่ตกลงกันทางการขาย เริ่มรับชำระเงินแบบตามแผนล่วงหน้าจากทั่วโลกได้ภายในไม่กี่นาที โดยไม่ต้องเขียนโค้ด หรือใช้วิธีสร้างการผสานการทำงานแบบกำหนดเองโดยใช้ API

Stripe Billing ช่วยคุณทำสิ่งต่อไปนี้ได้

  • เสนอการตั้งราคาที่ยืดหยุ่น: ตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้ได้เร็วขึ้นด้วยโมเดลการตั้งราคาที่ยืดหยุ่น ซึ่งมีทั้งแบบตามการใช้งาน แบ่งระดับ ค่าธรรมเนียมคงที่บวกค่าธรรมเนียมส่วนเกิน และอีกมากมาย ทั้งยังรองรับคูปอง การทดลองใช้งานฟรี การแบ่งชำระตามสัดส่วน และส่วนเสริมอีกด้วย

  • ขยายไปทั่วโลก: เพิ่มอัตราการเปลี่ยนเป็นผู้ใช้แบบชำระเงินด้วยการเสนอวิธีการชำระเงินที่ลูกค้าต้องการ นอกจากนี้ Stripe ยังรองรับวิธีการชำระเงินในแต่ละประเทศมากกว่า 100 วิธีและกว่า 130 สกุลเงิน

  • เพิ่มรายได้และลดอัตราการเลิกใช้บริการ: ให้คุณเก็บรายรับได้มากขึ้นและลดการเลิกใช้บริการโดยไม่สมัครใจด้วย Smart Retries และระบบอัตโนมัติสำหรับกระบวนการกู้คืน เครื่องมือการกู้คืนของ Stripe ช่วยให้ผู้ใช้สามารถกู้คืนรายรับกว่า 6.5 พันล้านดอลลาร์ได้ในปี 2024\

  • เพิ่มประสิทธิภาพ: ใช้เครื่องมือภาษีแบบโมดูลาร์ รายงานรายรับ และเครื่องมือข้อมูลของ Stripe เพื่อรวมระบบรายรับหลายระบบให้เป็นหนึ่งเดียว พร้อมผสานการทำงานกับซอฟต์แวร์ของบริษัทอื่นได้อย่างง่ายดาย

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Stripe Billing หรือเริ่มใช้งานเลยวันนี้

เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นคําแนะนําทางกฎหมายหรือภาษี Stripe ไม่รับประกันหรือรับประกันความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ความไม่เพียงพอ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในบทความ คุณควรขอคําแนะนําจากทนายความที่มีอํานาจหรือนักบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอํานาจศาลเพื่อรับคําแนะนําที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ

บทความอื่นๆ

  • เกิดข้อผิดพลาดบางอย่าง โปรดลองอีกครั้งหรือติดต่อฝ่ายสนับสนุน

หากพร้อมเริ่มใช้งานแล้ว

สร้างบัญชีและเริ่มรับการชำระเงินโดยไม่ต้องทำสัญญาหรือระบุรายละเอียดเกี่ยวกับธนาคาร หรือติดต่อเราเพื่อสร้างแพ็กเกจที่ออกแบบเองสำหรับธุรกิจของคุณ
Billing

Billing

เรียกเก็บและรักษารายรับได้มากขึ้น ใช้วิธีอัตโนมัติกับขั้นตอนการจัดการรายรับ ตลอดจนรับการชำระเงินได้ทั่วโลก

Stripe Docs เกี่ยวกับ Billing

สร้างและจัดการการชำระเงินตามรอบบิล ติดตามการใช้งาน และออกใบแจ้งหนี้