Bundesbank (ธนาคารกลางของเยอรมนี) ระบุว่า ในปัจจุบันการชำระเงินด้วยบัตรเป็นรูปแบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญที่สุดในเยอรมนี โดยในช่วงสิ้นปี 2024 มีการออกบัตรเครดิตประมาณ 34.2 ล้านใบ แต่น่าเสียดายที่ความนิยมของบัตรเครดิตกลับทำให้บัตรเครดิตตกเป็นเป้าที่มิจฉาชีพต่างเพ่งเล็ง ธุรกิจจึงต้องมีมาตรการป้องกันการฉ้อโกงบัตรเครดิตที่มีประสิทธิภาพ
ในบทความนี้ เราจะอธิบายถึงการฉ้อโกงบัตรเครดิต ได้แก่ วิธีการ ผลกระทบที่มีต่อธุรกิจและลูกค้า ตลอดจนวิธีรักษาความปลอดภัยอยู่เสมอ นอกจากนี้ เรายังนำเสนอแนวโน้มการฉ้อโกงล่าสุด อธิบายผลกระทบของการฉ้อโกงบัตรเครดิตในเยอรมนี ตลอดจนพูดคุยเกี่ยวกับบทบาทของมาตรการตรวจสอบสิทธิ์และการรักษาความปลอดภัยในการป้องกันการฉ้อโกง
ประเด็นสำคัญ
- การฉ้อโกงบัตรเครดิตจะเกิดขึ้นเมื่อมิจฉาชีพใช้บัตรหรือรายละเอียดการชำระเงินโดยไม่ได้รับอนุญาตเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทางการเงินหรือก่อให้เกิดความเสียหาย
- ธุรกิจมีความเสี่ยงเป็นพิเศษที่จะเกิดการฉ้อโกงบัตรเครดิต เนื่องจากบัตรองค์กรมักมีผู้ใช้หลายรายและมักมีวงเงินสูงกว่า
- มิจฉาชีพหันมาเพ่งเล็งภาคส่วนดิจิทัลกันมากขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อการชำระเงินออนไลน์และอีคอมเมิร์ซโดยเฉพาะ
- ผลที่ตามมา ได้แก่ ความสูญเสียทางการเงิน ภาระงานด้านการบริหารจัดการที่เพิ่มขึ้น และการเสื่อมเสียชื่อเสียง
- แนวคิดริเริ่มด้านการรักษาความปลอดภัย (เช่น การติดตามตรวจสอบ การตรวจสอบสิทธิ์ และการตรวจจับการฉ้อโกงด้วย AI) เป็นส่วนสำคัญในการตรวจหาและลดความเสี่ยงตั้งแต่เนิ่นๆ
การฉ้อโกงบัตรเครดิตคืออะไร
การฉ้อโกงบัตรเครดิต คือ การใช้บัตรเครดิตหรือรายละเอียดของบัตรโดยไม่ได้รับอนุญาตเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทางการเงิน หรือเพื่อก่อให้เกิดความเสียหายต่อเจ้าของบัตรหรือธุรกิจต่างๆ มิจฉาชีพจะใช้บัตรใบจริงหรือรายละเอียดการชำระเงินดิจิทัลที่ขโมยมา การฉ้อโกงบัตรเครดิตสามารถส่งผลกระทบได้ต่อทั้งธุรกิจและลูกค้า
เนื่องจากการชำระเงินเป็นแบบดิจิทัลมากขึ้นเรื่อยๆ วิธีการฉ้อโกงจึงปรับเปลี่ยนตามไปด้วย การโจมตีข้อมูลการชำระเงินทางดิจิทัลเป็นเรื่องหลักที่น่ากังวลควบคู่ไปกับการฉ้อโกงรูปแบบเดิมๆ เช่น การขโมยบัตรใบจริง
เหตุใดธุรกิจจึงมีความเสี่ยงต่อการฉ้อโกงบัตรเครดิตเป็นพิเศษ
ธุรกิจเป็นเป้าหมายที่โปรดปรานของเหล่ามิจฉาชีพ โดยบัตรเครดิตสำหรับองค์กรมักมีวงเงินสูงกว่าและใช้กันหลายคน ด้วยเหตุนี้ เมื่อมีการนำบัตรดังกล่าวไปใช้ในทางที่ผิด จึงมักตรวจพบช้ากว่าบัตรแบบส่วนบุคคล
ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ สำหรับธุรกิจมีดังนี้
- การเดินทางเพื่อทำธุรกิจโดยมีการชำระเงินด้วยบัตรบ่อยๆ
- การใช้เครือข่ายสาธารณะหรือเครือข่ายที่ไม่ปลอดภัย
- ทีมแบบกระจายศูนย์และรูปแบบการทำงานบนอุปกรณ์เคลื่อนที่
- การฝึกอบรมพนักงานที่ไม่เพียงพอ
- ขั้นตอนการทำบัญชีและการอนุมัติที่ซับซ้อน
การเดินทางเพื่อทำธุรกิจจะมีความเสี่ยงต่อการนำข้อมูลไปใช้ในทางที่ผิดสูงเป็นพิเศษ โดยพนักงานมักใช้บัตรของตนเพื่อจ่ายค่าโรงแรม ค่าเดินทาง ค่าอาหาร และการจองออนไลน์ ทั้งยังมักจะใช้เครือข่าย Wi-Fi สาธารณะด้วย ซึ่งทำให้มิจฉาชีพสามารถดักเอาข้อมูลการชำระเงินที่ละเอียดอ่อนได้ง่ายขึ้น
วิธีที่มิจฉาชีพใช้เพื่อให้ได้มาซึ่งรายละเอียดของบัตรเครดิต
มิจฉาชีพจะใช้หลายๆ วิธีเพื่อให้ได้มาซึ่งรายละเอียดของบัตรเครดิต โดยรูปแบบการฉ้อโกงที่พบบ่อยที่สุดมีดังนี้
- การขโมยบัตรใบจริง
มิจฉาชีพจะขโมยบัตรเครดิตโดยการฉกกระเป๋า การบุกรุก หรือการหยิบฉวยเอาสิ่งของที่มีคนลืมไว้ - การสกิมมิง
การสกิมมิง คือ การคัดลอกรายละเอียดของบัตรอย่างผิดกฎหมายผ่านการดัดแปลงตู้เอทีเอ็ม (ATM) หรือเทอร์มินัลการชำระเงิน นอกจากนี้ มิจฉาชีพอาจพยายามแอบดูรหัสประจำตัวบุคคล (PIN) ของลูกค้าในระหว่างถอนเงินด้วย - ฟิชชิ่ง
ฟิชชิ่งคือการที่มิจฉาชีพขโมยข้อมูลที่ละเอียดอ่อนโดยใช้อีเมล เว็บไซต์ หรือข้อความปลอม ซึ่งข้อความเหล่านี้มักจะดูเหมือนเป็นการติดต่ออย่างเป็นทางการจากธนาคาร ผู้ให้บริการชำระเงิน (PSP) หรือธุรกิจที่มีชื่อเสียง โดยมีจุดประสงค์เพื่อเอารายละเอียดของบัตรเครดิต รหัสผ่าน หรือรหัสความปลอดภัย - การแฮ็ก
มิจฉาชีพใช้การแฮ็กเพื่อเข้าถึงระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอที) หรือฐานข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยมักมีเป้าหมายเพื่อขโมยรายละเอียดของบัตรเครดิตและข้อมูลลูกค้าจำนวนมาก การแฮ็กจะเกิดขึ้นกับร้านค้าออนไลน์, PSP และเครือข่ายของบริษัทเป็นหลัก - การนำไปใช้ในทางที่ผิดจากบุคคลภายใน
ธุรกิจอาจตกเป็นเหยื่อของการฉ้อโกงบัตรเครดิตจากบุคคลภายในได้เช่นกัน เพราะพนักงานที่เข้าถึงรายละเอียดการชำระเงินหรือบัตรองค์กรได้อาจนำข้อมูลนี้ไปใช้ในทางที่ผิดหรือส่งต่อให้บุคคลที่สามได้
มิจฉาชีพจะใช้รายละเอียดของบัตรเครดิตที่ขโมยมาอย่างไรบ้าง
องค์กรอาชญากรรมสามารถนำรายละเอียดของบัตรเครดิตที่ขโมยมาไปใช้ได้หลายรูปแบบ มิจฉาชีพอาจนำไปใช้ซื้อสินค้าหรือลงขายในมาร์เก็ตเพลสออนไลน์ที่ผิดกฎหมายก็ได้
รูปแบบของการฉ้อโกงบัตรเครดิตที่พบบ่อยมีดังนี้
- การขโมยข้อมูลประจำตัว
- การซื้อทางออนไลน์และออฟไลน์
- การซื้อเวาเชอร์หรือเครดิตดิจิทัล
- การถอนเงินสดจากตู้เอทีเอ็ม
- บัญชีออนไลน์ปลอม
- การสร้างบัตรเครดิตปลอม
- การฉ้อโกงผ่านใบแจ้งหนี้หรือค่าใช้จ่าย
การฉ้อโกงบัตรเครดิต: แนวโน้มในเยอรมนี
การฉ้อโกงบัตรเครดิตมีการเปลี่ยนแปลงและปรับตัวอยู่ตลอดเวลาทั่วโลก แม้ว่ารูปแบบการฉ้อโกงมากมายจะเปลี่ยนไปอยู่ในพื้นที่ดิจิทัล แต่ตัวบัตรหลายใบก็ยังคงถูกขโมยไป ในเยอรมนี สถิติอาชญากรรมของตำรวจประจำปี 2025 ระบุว่ามีการโจรกรรม 94,555 คดี ที่เกี่ยวกับวิธีการชำระเงินที่ไม่ใช้เงินสด (เช่น บัตร giro และบัตรเครดิต) โดยมีอัตราการคลี่คลายคดีเพียง 8%
ในขณะที่การขโมยบัตรใบจริงลดลงและการสกิมมิงก็แทบจะล้าสมัยแล้ว แต่การฉ้อโกงทางดิจิทัลกลับเพิ่มขึ้น ในเยอรมนีเมื่อปี 2025 มีคดีเกิดขึ้น 96,383 คดีที่เป็น "การฉ้อโกงหรือการฉ้อโกงทางคอมพิวเตอร์โดยใช้วิธีการชำระเงินที่ไม่ใช่เงินสดซึ่งได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย" ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบ 5% เมื่อเทียบแบบปีต่อปี และในคดีเหล่านี้มีเพียงประมาณ 1 ใน 5 เท่านั้นที่คลี่คลายลงได้
สหพันธ์องค์กรผู้บริโภคของเยอรมนี (Verbraucherzentrale Bundesverband หรือ VZBV) พบว่ามีการร้องเรียนเกี่ยวกับอาชญากรรมทางไซเบอร์ที่ส่งผลกระทบต่อบริการทางการเงินเพิ่มขึ้นอย่างมากในปี 2025\ โดยมีการรายงานกว่า 2,400 ครั้งเกี่ยวกับการขโมยข้อมูลประจำตัว ฟิชชิ่ง และการหักบัญชีโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนปี 2024 มีจำนวนการร้องเรียนอยู่ที่ราวๆ 1,500 ครั้งเท่านั้น
แนวโน้มดังกล่าวนี้เกิดขึ้นทั่วยุโรป ตัวอย่างเช่น รายงานที่ European Banking Authority (หน่วยงานกำกับดูแลภาคธนาคารของสหภาพยุโรป) และ European Central Bank (ธนาคารกลางยุโรป) จัดทำขึ้นร่วมกันระบุว่า มูลค่าความเสียหายที่เกิดจากการฉ้อโกงการชำระเงินในยูโรโซนเพิ่มขึ้นจาก 3,500 ล้านยูโรในปี 2023 เป็น 4,200 ล้านยูโรในปี 2024 ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าเครือข่ายการฉ้อโกงดิจิทัลเหนือชั้นมากขึ้นเรื่อยๆ และก่อให้เกิดความท้าทายที่มากยิ่งขึ้นต่อทั้งลูกค้าและธุรกิจ
การฉ้อโกงบัตรเครดิตส่งผลกระทบต่อเหยื่ออย่างไร
การฉ้อโกงบัตรเครดิตอาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่อทั้งธุรกิจและบุคคลทั่วไป โดยทั้ง 2 ฝ่ายอาจได้รับความสูญเสียทางการเงินในทันที และอื่นๆ อีกมากมาย
ความสูญเสียทางการเงิน
สำหรับธุรกิจแล้ว การฉ้อโกงจะส่งผลให้สูญเสียผลกำไร เกิดการดึงเงินคืน และมีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมจากผู้ให้บริการชำระเงิน (PSP) นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบภายใน มาตรการรักษาความปลอดภัย และการจัดการการฉ้อโกงด้วย ส่วนบุคคลทั่วไปจะได้รับผลกระทบจากการหักบัญชีโดยไม่ได้รับอนุญาต บัตรถูกอายัด และปัญหาติดขัดทางการเงินชั่วคราว
การสูญเสียความไว้วางใจและการเสื่อมเสียชื่อเสียง
การมีส่วนเกี่ยวข้องในปัญหาด้านความปลอดภัยหรือการละเมิดข้อมูลอาจบั่นทอนความไว้วางใจที่ลูกค้ามีต่อธุรกิจอย่างถาวร ส่วนการเสื่อมเสียชื่อเสียงมักจะส่งผลในระยะยาวต่อความภักดีของลูกค้า รายรับ และความสามารถในการแข่งขัน
ภาระงานขององค์กร
การฉ้อโกงทำให้ธุรกิจต้องเสียทั้งเวลาและเงิน เพราะธุรกิจจะต้องตรวจสอบธุรกรรม อายัดบัตร ปรับเปลี่ยนขั้นตอนการรักษาความปลอดภัย และติดต่อธนาคารหรือผู้ให้บริการชำระเงิน (PSP) นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายในการรักษาความปลอดภัยด้านไอที การปฏิบัติตามข้อกำหนด และการฝึกอบรมพนักงานด้วย
ความเสี่ยงด้านกฎหมายและระเบียบข้อบังคับ
ธุรกิจในเยอรมนีมีข้อกำหนดเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูล การรักษาความปลอดภัยด้านไอที และการป้องกันการฉ้อโกงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ หากธุรกิจไม่ได้ปกป้องข้อมูลการชำระเงินที่ละเอียดอ่อนอย่างเพียงพอ ก็จะมีความเสี่ยงต่อการดำเนินคดีตามกฎหมาย ค่าปรับ และการเรียกร้องค่าเสียหายที่อาจเกิดขึ้น
สิ่งที่ควรทำเมื่อเกิดการฉ้อโกงบัตรเครดิต
หากตกเป็นเหยื่อของการฉ้อโกงบัตรเครดิต ธุรกิจจะต้องรับมือโดยเร็วและปฏิบัติตามขั้นตอนเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายเพิ่มเติม ก่อนอื่น ให้อายัดบัตรหรือบัญชีที่ได้รับผลกระทบในทันทีเพื่อป้องกันไม่ให้มีการทำธุรกรรมโดยไม่ได้รับอนุญาตอีก จากนั้นให้ตรวจสอบการเรียกเก็บเงินที่น่าสงสัยทั้งหมดอย่างเป็นระบบ และบันทึกความเสียหายทั้งหมดเอาไว้
นอกจากนี้ ธุรกิจยังต้องแจ้งให้ PSP หรือธนาคารที่เกี่ยวข้องทราบด้วยเช่นกัน เพื่อให้ตรวจสอบการดึงเงินคืนและใช้มาตรการรักษาความปลอดภัยเพิ่มเติมได้ ส่วนในกรณีที่ร้ายแรงกว่านั้นก็อาจต้องให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายเข้ามาดูแล
นอกจากนี้ ธุรกิจยังต้องตรวจสอบขั้นตอนภายในเพื่อหาจุดอ่อนที่อาจเกิดขึ้นในระบบการชำระเงินหรือการอนุมัติ รวมถึงระบุปัญหาที่เกิดขึ้นในอนาคตได้ดียิ่งขึ้น
วิธีป้องกันและตรวจจับการฉ้อโกงบัตรเครดิต
กรณีที่ดีที่สุดสำหรับธุรกิจในเยอรมนีก็คือการพบการฉ้อโกงบัตรเครดิตตั้งแต่เนิ่นๆ และใช้เครื่องมือต่างๆ เพื่อป้องกันการฉ้อโกงดังกล่าว ธุรกิจจำเป็นต้องลงทุนไปกับมาตรการป้องกันและมาตรการควบคุมเพื่อลดความเสี่ยงและปกป้องขั้นตอนการชำระเงิน ดังนี้
- นำระบบติดตามตรวจสอบมาใช้เพื่อรายงานธุรกรรมที่ผิดปกติหรือน่าสงสัยแบบเรียลไทม์
- ใช้การตรวจสอบสิทธิ์ลูกค้าแบบรัดกุม (SCA) สำหรับการชำระเงินออนไลน์และการอนุมัติภายในองค์กร
- ใช้เครือข่ายที่ปลอดภัยและการเชื่อมต่อเครือข่ายส่วนบุคคลเสมือน (VPN) โดยเฉพาะในการเดินทางเพื่อทำธุรกิจและการทำงานจากระยะไกล
- กำหนดแนวทางภายในองค์กรที่ชัดเจนสำหรับการใช้และการอนุมัติบัตรเครดิตสำหรับองค์กร
- กำหนดวงเงินบัตรเครดิตและเปิดใช้งานการแจ้งเตือนธุรกรรม
- ฝึกอบรมพนักงานในการรับมือกับฟิชชิ่ง วิศวกรรมสังคม และขั้นตอนการชำระเงินที่ปลอดภัย
- ปรับมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยด้านไอทีและข้อจำกัดในการเข้าถึงอยู่เสมอ
มาตรการตรวจสอบสิทธิ์และการรักษาความปลอดภัยจะป้องกันการฉ้อโกงบัตรเครดิตได้อย่างไร
มาตรการตรวจสอบสิทธิ์และการรักษาความปลอดภัยเป็นเครื่องมือหนึ่งที่สำคัญที่สุดในการป้องกันการฉ้อโกงบัตรเครดิต โดยมาตรการเหล่านี้จะทำให้ผู้ที่ไม่ได้รับอนุญาตเข้าถึงข้อมูลการชำระเงินได้ยากขึ้น ทั้งยังช่วยให้ธุรกิจต่างๆ พบกิจกรรมที่น่าสงสัยได้ตั้งแต่เนิ่นๆ
การตรวจสอบสิทธิ์แบบ 2 ปัจจัย
การตรวจสอบความปลอดภัยเพิ่มเติมเป็นเรื่องสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะกับการชำระเงินออนไลน์ ขั้นตอนต่างๆ เช่น การตรวจสอบสิทธิ์แบบ 2 ปัจจัย จะช่วยให้มั่นใจได้ว่า ธุรกิจจะไม่สามารถประมวลผลการชำระเงินโดยใช้แค่รายละเอียดของบัตรได้ ตัวอย่างเช่น ลูกค้าจะต้องยืนยันตัวตนโดยใช้รหัสแบบใช้ครั้งเดียวหรือผ่านแอปธนาคารร่วมด้วย วิธีนี้จึงช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดธุรกรรมที่เป็นการฉ้อโกงลงได้อย่างมาก
การคุ้มครองข้อมูลการชำระเงิน
มาตรฐานการรักษาความปลอดภัยยังช่วยให้มีการคุ้มครองรายละเอียดของบัตรเครดิตที่ดียิ่งขึ้นด้วย การโอนข้อมูลแบบเข้ารหัส การแปลงเป็นโทเค็น และโปรโตคอลการรักษาความปลอดภัยรูปแบบใหม่ๆ ทำให้มิจฉาชีพดักจับหรือนำข้อมูลการชำระเงินไปใช้ในทางที่ผิดได้ยากขึ้น
การตรวจจับการฉ้อโกงด้วย AI
เทคโนโลยีใหม่ๆ มีบทบาทสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในการป้องกันการฉ้อโกง โดย Stripe Radar ช่วยให้ธุรกิจสามารถวิเคราะห์กิจกรรมการชำระเงินที่น่าสงสัยและพบโอกาสเกิดการฉ้อโกงได้โดยอัตโนมัติ ทั้งนี้ Radar พัฒนาขึ้นมาจาก AI และใช้ข้อมูลจากเครือข่าย Stripe ทั่วโลกเพื่อหาการฉ้อโกงรูปแบบใหม่ๆ และปรับกลไกการรักษาความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง
Radar จะคัดกรองธุรกรรมแบบเรียลไทม์ โดยพิจารณาจากสัญญาณความเสี่ยงหลายๆ อย่าง เช่น พฤติกรรมการซื้อที่น่าสงสัย ข้อมูลอุปกรณ์ที่ผิดปกติ หรือการฉ้อโกงที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ระบบนี้ช่วยให้การตรวจจับการชำระเงินที่มีความเสี่ยงได้ตรงเป้ามากขึ้นโดยไม่ต้องปฏิเสธธุรกรรมที่ถูกต้องจำนวนมากโดยไม่จำเป็น ทั้งนี้ ธุรกิจสามารถผสานการทำงาน Radar เข้ากับระบบการรับชำระเงินของตนได้โดยตรง
การฉ้อโกงบัตรเครดิตในตลาดของเยอรมนี
ตลาดการชำระเงินในเยอรมนีมีลักษณะไม่เหมือนใคร ซึ่งส่งผลต่อวิธีที่มิจฉาชีพกระทำการฉ้อโกงบัตรเครดิตและวิธีที่ธุรกิจต่างๆ ใช้ป้องกันการฉ้อโกงดังกล่าว ตัวอย่างเช่น เยอรมนีเป็นเศรษฐกิจที่ใช้เงินสดกันเป็นหลัก ด้วยเหตุนี้ ผู้คนจึงใช้บัตรเครดิตแบบเดิมๆ กันค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับตลาดต่างประเทศอื่นๆ
อย่างไรก็ตาม การฉ้อโกงบัตรเครดิตยังคงเป็นปัญหาในเยอรมนี ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในแวดวงอีคอมเมิร์ซเนื่องจากมีการชำระเงินออนไลน์และผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ รวมถึงธุรกรรมข้ามพรมแดน ดังนั้น ธุรกิจในเยอรมนีจึงต้องปฏิบัติตามมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยระดับสากล และปรับมาตรการป้องกันการฉ้อโกงให้เข้ากับโมเดลธุรกิจดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด
การคุ้มครองข้อมูล
ธุรกิจในเยอรมนีจะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลและการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด ดังนั้น การป้องกันและการตรวจจับการฉ้อโกงจึงต้องเป็นไปตามระเบียบข้อบังคับทางกฎหมายที่มีผลบังคับใช้
กรอบการทำงานหลักก็คือ General Data Protection Regulation (GDPR) ซึ่งกำหนดว่าการประมวลผลข้อมูลส่วนตัวที่ใช้ระบุตัวตนได้ต้องมีความโปร่งใส ดำเนินการเพื่อวัตถุประสงค์ที่เฉพาะเจาะจง และจำกัดไว้เท่าที่จำเป็น ซึ่งเมื่อเป็นเรื่องของการตรวจจับการฉ้อโกง ธุรกิจจะใช้ได้เฉพาะข้อมูลที่จำเป็นจริงๆ เพื่อจุดประสงค์ด้านการรักษาความปลอดภัยและการป้องกันเท่านั้น
นอกจากนี้ GDPR ยังกำหนดให้ธุรกิจในเยอรมนีต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัยทางเทคนิคในองค์กรที่เหมาะสม เพื่อคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างมีประสิทธิภาพ หากมีการละเมิดข้อมูลเกิดขึ้น ก็จะมีกำหนดเวลาในการรายงานและข้อกำหนดในการเปิดเผยข้อมูลเข้ามากำกับดูแล โดยในบางกรณี ธุรกิจจะต้องรายงานเหตุการณ์ดังกล่าวให้หน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องทราบภายใน 72 ชั่วโมง
นอกจากนี้ ลูกค้าชาวเยอรมนียังมีความตระหนักถึงการคุ้มครองข้อมูลและการรักษาความปลอดภัยด้วย ลูกค้าต่างคาดหวังให้ขั้นตอนการชำระเงินมีความปลอดภัยและมีการจัดการข้อมูลที่ละเอียดอ่อนอย่างรับผิดชอบ ดังนั้น ธุรกิจจึงต้องมีมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยที่โปร่งใสเพื่อป้องกันการฉ้อโกงตั้งแต่เนิ่นๆ
คำถามที่พบบ่อย
เราได้ให้คำตอบสำหรับคำถามที่สำคัญที่สุดเกี่ยวกับการฉ้อโกงบัตรเครดิตในเยอรมนีไว้แล้วด้านล่างนี้
เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นคําแนะนําทางกฎหมายหรือภาษี Stripe ไม่รับประกันหรือรับประกันความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ความไม่เพียงพอ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในบทความ คุณควรขอคําแนะนําจากทนายความที่มีอํานาจหรือนักบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอํานาจศาลเพื่อรับคําแนะนําที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ