การฉ้อโกงบัตรเครดิต: มาตรการป้องกันสำหรับธุรกิจในเยอรมนี

Radar
Radar

ต้านการฉ้อโกงด้วยประสิทธิภาพที่ทรงพลังของเครือข่าย Stripe

ดูข้อมูลเพิ่มเติม 
  1. บทแนะนำ
  2. การฉ้อโกงบัตรเครดิตคืออะไร
    1. เหตุใดธุรกิจจึงมีความเสี่ยงต่อการฉ้อโกงบัตรเครดิตเป็นพิเศษ
    2. วิธีที่มิจฉาชีพใช้เพื่อให้ได้มาซึ่งรายละเอียดของบัตรเครดิต
    3. มิจฉาชีพจะใช้รายละเอียดของบัตรเครดิตที่ขโมยมาอย่างไรบ้าง
  3. การฉ้อโกงบัตรเครดิต: แนวโน้มในเยอรมนี
  4. การฉ้อโกงบัตรเครดิตส่งผลกระทบต่อเหยื่ออย่างไร
    1. ความสูญเสียทางการเงิน
    2. การสูญเสียความไว้วางใจและการเสื่อมเสียชื่อเสียง
    3. ภาระงานขององค์กร
    4. ความเสี่ยงด้านกฎหมายและระเบียบข้อบังคับ
  5. สิ่งที่ควรทำเมื่อเกิดการฉ้อโกงบัตรเครดิต
    1. วิธีป้องกันและตรวจจับการฉ้อโกงบัตรเครดิต
  6. มาตรการตรวจสอบสิทธิ์และการรักษาความปลอดภัยจะป้องกันการฉ้อโกงบัตรเครดิตได้อย่างไร
    1. การตรวจสอบสิทธิ์แบบ 2 ปัจจัย
    2. การคุ้มครองข้อมูลการชำระเงิน
    3. การตรวจจับการฉ้อโกงด้วย AI
  7. การฉ้อโกงบัตรเครดิตในตลาดของเยอรมนี
    1. การคุ้มครองข้อมูล
  8. คำถามที่พบบ่อย

Bundesbank (ธนาคารกลางของเยอรมนี) ระบุว่า ในปัจจุบันการชำระเงินด้วยบัตรเป็นรูปแบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญที่สุดในเยอรมนี โดยในช่วงสิ้นปี 2024 มีการออกบัตรเครดิตประมาณ 34.2 ล้านใบ แต่น่าเสียดายที่ความนิยมของบัตรเครดิตกลับทำให้บัตรเครดิตตกเป็นเป้าที่มิจฉาชีพต่างเพ่งเล็ง ธุรกิจจึงต้องมีมาตรการป้องกันการฉ้อโกงบัตรเครดิตที่มีประสิทธิภาพ

ในบทความนี้ เราจะอธิบายถึงการฉ้อโกงบัตรเครดิต ได้แก่ วิธีการ ผลกระทบที่มีต่อธุรกิจและลูกค้า ตลอดจนวิธีรักษาความปลอดภัยอยู่เสมอ นอกจากนี้ เรายังนำเสนอแนวโน้มการฉ้อโกงล่าสุด อธิบายผลกระทบของการฉ้อโกงบัตรเครดิตในเยอรมนี ตลอดจนพูดคุยเกี่ยวกับบทบาทของมาตรการตรวจสอบสิทธิ์และการรักษาความปลอดภัยในการป้องกันการฉ้อโกง

ประเด็นสำคัญ

  • การฉ้อโกงบัตรเครดิตจะเกิดขึ้นเมื่อมิจฉาชีพใช้บัตรหรือรายละเอียดการชำระเงินโดยไม่ได้รับอนุญาตเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทางการเงินหรือก่อให้เกิดความเสียหาย
  • ธุรกิจมีความเสี่ยงเป็นพิเศษที่จะเกิดการฉ้อโกงบัตรเครดิต เนื่องจากบัตรองค์กรมักมีผู้ใช้หลายรายและมักมีวงเงินสูงกว่า
  • มิจฉาชีพหันมาเพ่งเล็งภาคส่วนดิจิทัลกันมากขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อการชำระเงินออนไลน์และอีคอมเมิร์ซโดยเฉพาะ
  • ผลที่ตามมา ได้แก่ ความสูญเสียทางการเงิน ภาระงานด้านการบริหารจัดการที่เพิ่มขึ้น และการเสื่อมเสียชื่อเสียง
  • แนวคิดริเริ่มด้านการรักษาความปลอดภัย (เช่น การติดตามตรวจสอบ การตรวจสอบสิทธิ์ และการตรวจจับการฉ้อโกงด้วย AI) เป็นส่วนสำคัญในการตรวจหาและลดความเสี่ยงตั้งแต่เนิ่นๆ

การฉ้อโกงบัตรเครดิตคืออะไร

การฉ้อโกงบัตรเครดิต คือ การใช้บัตรเครดิตหรือรายละเอียดของบัตรโดยไม่ได้รับอนุญาตเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทางการเงิน หรือเพื่อก่อให้เกิดความเสียหายต่อเจ้าของบัตรหรือธุรกิจต่างๆ มิจฉาชีพจะใช้บัตรใบจริงหรือรายละเอียดการชำระเงินดิจิทัลที่ขโมยมา การฉ้อโกงบัตรเครดิตสามารถส่งผลกระทบได้ต่อทั้งธุรกิจและลูกค้า

เนื่องจากการชำระเงินเป็นแบบดิจิทัลมากขึ้นเรื่อยๆ วิธีการฉ้อโกงจึงปรับเปลี่ยนตามไปด้วย การโจมตีข้อมูลการชำระเงินทางดิจิทัลเป็นเรื่องหลักที่น่ากังวลควบคู่ไปกับการฉ้อโกงรูปแบบเดิมๆ เช่น การขโมยบัตรใบจริง

เหตุใดธุรกิจจึงมีความเสี่ยงต่อการฉ้อโกงบัตรเครดิตเป็นพิเศษ

ธุรกิจเป็นเป้าหมายที่โปรดปรานของเหล่ามิจฉาชีพ โดยบัตรเครดิตสำหรับองค์กรมักมีวงเงินสูงกว่าและใช้กันหลายคน ด้วยเหตุนี้ เมื่อมีการนำบัตรดังกล่าวไปใช้ในทางที่ผิด จึงมักตรวจพบช้ากว่าบัตรแบบส่วนบุคคล

ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ สำหรับธุรกิจมีดังนี้

  • การเดินทางเพื่อทำธุรกิจโดยมีการชำระเงินด้วยบัตรบ่อยๆ
  • การใช้เครือข่ายสาธารณะหรือเครือข่ายที่ไม่ปลอดภัย
  • ทีมแบบกระจายศูนย์และรูปแบบการทำงานบนอุปกรณ์เคลื่อนที่
  • การฝึกอบรมพนักงานที่ไม่เพียงพอ
  • ขั้นตอนการทำบัญชีและการอนุมัติที่ซับซ้อน

การเดินทางเพื่อทำธุรกิจจะมีความเสี่ยงต่อการนำข้อมูลไปใช้ในทางที่ผิดสูงเป็นพิเศษ โดยพนักงานมักใช้บัตรของตนเพื่อจ่ายค่าโรงแรม ค่าเดินทาง ค่าอาหาร และการจองออนไลน์ ทั้งยังมักจะใช้เครือข่าย Wi-Fi สาธารณะด้วย ซึ่งทำให้มิจฉาชีพสามารถดักเอาข้อมูลการชำระเงินที่ละเอียดอ่อนได้ง่ายขึ้น

วิธีที่มิจฉาชีพใช้เพื่อให้ได้มาซึ่งรายละเอียดของบัตรเครดิต

มิจฉาชีพจะใช้หลายๆ วิธีเพื่อให้ได้มาซึ่งรายละเอียดของบัตรเครดิต โดยรูปแบบการฉ้อโกงที่พบบ่อยที่สุดมีดังนี้

  • การขโมยบัตรใบจริง
    มิจฉาชีพจะขโมยบัตรเครดิตโดยการฉกกระเป๋า การบุกรุก หรือการหยิบฉวยเอาสิ่งของที่มีคนลืมไว้
  • การสกิมมิง
    การสกิมมิง คือ การคัดลอกรายละเอียดของบัตรอย่างผิดกฎหมายผ่านการดัดแปลงตู้เอทีเอ็ม (ATM) หรือเทอร์มินัลการชำระเงิน นอกจากนี้ มิจฉาชีพอาจพยายามแอบดูรหัสประจำตัวบุคคล (PIN) ของลูกค้าในระหว่างถอนเงินด้วย
  • ฟิชชิ่ง
    ฟิชชิ่งคือการที่มิจฉาชีพขโมยข้อมูลที่ละเอียดอ่อนโดยใช้อีเมล เว็บไซต์ หรือข้อความปลอม ซึ่งข้อความเหล่านี้มักจะดูเหมือนเป็นการติดต่ออย่างเป็นทางการจากธนาคาร ผู้ให้บริการชำระเงิน (PSP) หรือธุรกิจที่มีชื่อเสียง โดยมีจุดประสงค์เพื่อเอารายละเอียดของบัตรเครดิต รหัสผ่าน หรือรหัสความปลอดภัย
  • การแฮ็ก
    มิจฉาชีพใช้การแฮ็กเพื่อเข้าถึงระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอที) หรือฐานข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยมักมีเป้าหมายเพื่อขโมยรายละเอียดของบัตรเครดิตและข้อมูลลูกค้าจำนวนมาก การแฮ็กจะเกิดขึ้นกับร้านค้าออนไลน์, PSP และเครือข่ายของบริษัทเป็นหลัก
  • การนำไปใช้ในทางที่ผิดจากบุคคลภายใน
    ธุรกิจอาจตกเป็นเหยื่อของการฉ้อโกงบัตรเครดิตจากบุคคลภายในได้เช่นกัน เพราะพนักงานที่เข้าถึงรายละเอียดการชำระเงินหรือบัตรองค์กรได้อาจนำข้อมูลนี้ไปใช้ในทางที่ผิดหรือส่งต่อให้บุคคลที่สามได้

มิจฉาชีพจะใช้รายละเอียดของบัตรเครดิตที่ขโมยมาอย่างไรบ้าง

องค์กรอาชญากรรมสามารถนำรายละเอียดของบัตรเครดิตที่ขโมยมาไปใช้ได้หลายรูปแบบ มิจฉาชีพอาจนำไปใช้ซื้อสินค้าหรือลงขายในมาร์เก็ตเพลสออนไลน์ที่ผิดกฎหมายก็ได้

รูปแบบของการฉ้อโกงบัตรเครดิตที่พบบ่อยมีดังนี้

  • การขโมยข้อมูลประจำตัว
  • การซื้อทางออนไลน์และออฟไลน์
  • การซื้อเวาเชอร์หรือเครดิตดิจิทัล
  • การถอนเงินสดจากตู้เอทีเอ็ม
  • บัญชีออนไลน์ปลอม
  • การสร้างบัตรเครดิตปลอม
  • การฉ้อโกงผ่านใบแจ้งหนี้หรือค่าใช้จ่าย

การฉ้อโกงบัตรเครดิต: แนวโน้มในเยอรมนี

การฉ้อโกงบัตรเครดิตมีการเปลี่ยนแปลงและปรับตัวอยู่ตลอดเวลาทั่วโลก แม้ว่ารูปแบบการฉ้อโกงมากมายจะเปลี่ยนไปอยู่ในพื้นที่ดิจิทัล แต่ตัวบัตรหลายใบก็ยังคงถูกขโมยไป ในเยอรมนี สถิติอาชญากรรมของตำรวจประจำปี 2025 ระบุว่ามีการโจรกรรม 94,555 คดี ที่เกี่ยวกับวิธีการชำระเงินที่ไม่ใช้เงินสด (เช่น บัตร giro และบัตรเครดิต) โดยมีอัตราการคลี่คลายคดีเพียง 8%

ในขณะที่การขโมยบัตรใบจริงลดลงและการสกิมมิงก็แทบจะล้าสมัยแล้ว แต่การฉ้อโกงทางดิจิทัลกลับเพิ่มขึ้น ในเยอรมนีเมื่อปี 2025 มีคดีเกิดขึ้น 96,383 คดีที่เป็น "การฉ้อโกงหรือการฉ้อโกงทางคอมพิวเตอร์โดยใช้วิธีการชำระเงินที่ไม่ใช่เงินสดซึ่งได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย" ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบ 5% เมื่อเทียบแบบปีต่อปี และในคดีเหล่านี้มีเพียงประมาณ 1 ใน 5 เท่านั้นที่คลี่คลายลงได้

สหพันธ์องค์กรผู้บริโภคของเยอรมนี (Verbraucherzentrale Bundesverband หรือ VZBV) พบว่ามีการร้องเรียนเกี่ยวกับอาชญากรรมทางไซเบอร์ที่ส่งผลกระทบต่อบริการทางการเงินเพิ่มขึ้นอย่างมากในปี 2025\ โดยมีการรายงานกว่า 2,400 ครั้งเกี่ยวกับการขโมยข้อมูลประจำตัว ฟิชชิ่ง และการหักบัญชีโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนปี 2024 มีจำนวนการร้องเรียนอยู่ที่ราวๆ 1,500 ครั้งเท่านั้น

แนวโน้มดังกล่าวนี้เกิดขึ้นทั่วยุโรป ตัวอย่างเช่น รายงานที่ European Banking Authority (หน่วยงานกำกับดูแลภาคธนาคารของสหภาพยุโรป) และ European Central Bank (ธนาคารกลางยุโรป) จัดทำขึ้นร่วมกันระบุว่า มูลค่าความเสียหายที่เกิดจากการฉ้อโกงการชำระเงินในยูโรโซนเพิ่มขึ้นจาก 3,500 ล้านยูโรในปี 2023 เป็น 4,200 ล้านยูโรในปี 2024 ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าเครือข่ายการฉ้อโกงดิจิทัลเหนือชั้นมากขึ้นเรื่อยๆ และก่อให้เกิดความท้าทายที่มากยิ่งขึ้นต่อทั้งลูกค้าและธุรกิจ

การฉ้อโกงบัตรเครดิตส่งผลกระทบต่อเหยื่ออย่างไร

การฉ้อโกงบัตรเครดิตอาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่อทั้งธุรกิจและบุคคลทั่วไป โดยทั้ง 2 ฝ่ายอาจได้รับความสูญเสียทางการเงินในทันที และอื่นๆ อีกมากมาย

ความสูญเสียทางการเงิน

สำหรับธุรกิจแล้ว การฉ้อโกงจะส่งผลให้สูญเสียผลกำไร เกิดการดึงเงินคืน และมีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมจากผู้ให้บริการชำระเงิน (PSP) นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบภายใน มาตรการรักษาความปลอดภัย และการจัดการการฉ้อโกงด้วย ส่วนบุคคลทั่วไปจะได้รับผลกระทบจากการหักบัญชีโดยไม่ได้รับอนุญาต บัตรถูกอายัด และปัญหาติดขัดทางการเงินชั่วคราว

การสูญเสียความไว้วางใจและการเสื่อมเสียชื่อเสียง

การมีส่วนเกี่ยวข้องในปัญหาด้านความปลอดภัยหรือการละเมิดข้อมูลอาจบั่นทอนความไว้วางใจที่ลูกค้ามีต่อธุรกิจอย่างถาวร ส่วนการเสื่อมเสียชื่อเสียงมักจะส่งผลในระยะยาวต่อความภักดีของลูกค้า รายรับ และความสามารถในการแข่งขัน

ภาระงานขององค์กร

การฉ้อโกงทำให้ธุรกิจต้องเสียทั้งเวลาและเงิน เพราะธุรกิจจะต้องตรวจสอบธุรกรรม อายัดบัตร ปรับเปลี่ยนขั้นตอนการรักษาความปลอดภัย และติดต่อธนาคารหรือผู้ให้บริการชำระเงิน (PSP) นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายในการรักษาความปลอดภัยด้านไอที การปฏิบัติตามข้อกำหนด และการฝึกอบรมพนักงานด้วย

ความเสี่ยงด้านกฎหมายและระเบียบข้อบังคับ

ธุรกิจในเยอรมนีมีข้อกำหนดเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูล การรักษาความปลอดภัยด้านไอที และการป้องกันการฉ้อโกงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ หากธุรกิจไม่ได้ปกป้องข้อมูลการชำระเงินที่ละเอียดอ่อนอย่างเพียงพอ ก็จะมีความเสี่ยงต่อการดำเนินคดีตามกฎหมาย ค่าปรับ และการเรียกร้องค่าเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

สิ่งที่ควรทำเมื่อเกิดการฉ้อโกงบัตรเครดิต

หากตกเป็นเหยื่อของการฉ้อโกงบัตรเครดิต ธุรกิจจะต้องรับมือโดยเร็วและปฏิบัติตามขั้นตอนเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายเพิ่มเติม ก่อนอื่น ให้อายัดบัตรหรือบัญชีที่ได้รับผลกระทบในทันทีเพื่อป้องกันไม่ให้มีการทำธุรกรรมโดยไม่ได้รับอนุญาตอีก จากนั้นให้ตรวจสอบการเรียกเก็บเงินที่น่าสงสัยทั้งหมดอย่างเป็นระบบ และบันทึกความเสียหายทั้งหมดเอาไว้

นอกจากนี้ ธุรกิจยังต้องแจ้งให้ PSP หรือธนาคารที่เกี่ยวข้องทราบด้วยเช่นกัน เพื่อให้ตรวจสอบการดึงเงินคืนและใช้มาตรการรักษาความปลอดภัยเพิ่มเติมได้ ส่วนในกรณีที่ร้ายแรงกว่านั้นก็อาจต้องให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายเข้ามาดูแล

นอกจากนี้ ธุรกิจยังต้องตรวจสอบขั้นตอนภายในเพื่อหาจุดอ่อนที่อาจเกิดขึ้นในระบบการชำระเงินหรือการอนุมัติ รวมถึงระบุปัญหาที่เกิดขึ้นในอนาคตได้ดียิ่งขึ้น

วิธีป้องกันและตรวจจับการฉ้อโกงบัตรเครดิต

กรณีที่ดีที่สุดสำหรับธุรกิจในเยอรมนีก็คือการพบการฉ้อโกงบัตรเครดิตตั้งแต่เนิ่นๆ และใช้เครื่องมือต่างๆ เพื่อป้องกันการฉ้อโกงดังกล่าว ธุรกิจจำเป็นต้องลงทุนไปกับมาตรการป้องกันและมาตรการควบคุมเพื่อลดความเสี่ยงและปกป้องขั้นตอนการชำระเงิน ดังนี้

  • นำระบบติดตามตรวจสอบมาใช้เพื่อรายงานธุรกรรมที่ผิดปกติหรือน่าสงสัยแบบเรียลไทม์
  • ใช้การตรวจสอบสิทธิ์ลูกค้าแบบรัดกุม (SCA) สำหรับการชำระเงินออนไลน์และการอนุมัติภายในองค์กร
  • ใช้เครือข่ายที่ปลอดภัยและการเชื่อมต่อเครือข่ายส่วนบุคคลเสมือน (VPN) โดยเฉพาะในการเดินทางเพื่อทำธุรกิจและการทำงานจากระยะไกล
  • กำหนดแนวทางภายในองค์กรที่ชัดเจนสำหรับการใช้และการอนุมัติบัตรเครดิตสำหรับองค์กร
  • กำหนดวงเงินบัตรเครดิตและเปิดใช้งานการแจ้งเตือนธุรกรรม
  • ฝึกอบรมพนักงานในการรับมือกับฟิชชิ่ง วิศวกรรมสังคม และขั้นตอนการชำระเงินที่ปลอดภัย
  • ปรับมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยด้านไอทีและข้อจำกัดในการเข้าถึงอยู่เสมอ

มาตรการตรวจสอบสิทธิ์และการรักษาความปลอดภัยจะป้องกันการฉ้อโกงบัตรเครดิตได้อย่างไร

มาตรการตรวจสอบสิทธิ์และการรักษาความปลอดภัยเป็นเครื่องมือหนึ่งที่สำคัญที่สุดในการป้องกันการฉ้อโกงบัตรเครดิต โดยมาตรการเหล่านี้จะทำให้ผู้ที่ไม่ได้รับอนุญาตเข้าถึงข้อมูลการชำระเงินได้ยากขึ้น ทั้งยังช่วยให้ธุรกิจต่างๆ พบกิจกรรมที่น่าสงสัยได้ตั้งแต่เนิ่นๆ

การตรวจสอบสิทธิ์แบบ 2 ปัจจัย

การตรวจสอบความปลอดภัยเพิ่มเติมเป็นเรื่องสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะกับการชำระเงินออนไลน์ ขั้นตอนต่างๆ เช่น การตรวจสอบสิทธิ์แบบ 2 ปัจจัย จะช่วยให้มั่นใจได้ว่า ธุรกิจจะไม่สามารถประมวลผลการชำระเงินโดยใช้แค่รายละเอียดของบัตรได้ ตัวอย่างเช่น ลูกค้าจะต้องยืนยันตัวตนโดยใช้รหัสแบบใช้ครั้งเดียวหรือผ่านแอปธนาคารร่วมด้วย วิธีนี้จึงช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดธุรกรรมที่เป็นการฉ้อโกงลงได้อย่างมาก

การคุ้มครองข้อมูลการชำระเงิน

มาตรฐานการรักษาความปลอดภัยยังช่วยให้มีการคุ้มครองรายละเอียดของบัตรเครดิตที่ดียิ่งขึ้นด้วย การโอนข้อมูลแบบเข้ารหัส การแปลงเป็นโทเค็น และโปรโตคอลการรักษาความปลอดภัยรูปแบบใหม่ๆ ทำให้มิจฉาชีพดักจับหรือนำข้อมูลการชำระเงินไปใช้ในทางที่ผิดได้ยากขึ้น

การตรวจจับการฉ้อโกงด้วย AI

เทคโนโลยีใหม่ๆ มีบทบาทสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในการป้องกันการฉ้อโกง โดย Stripe Radar ช่วยให้ธุรกิจสามารถวิเคราะห์กิจกรรมการชำระเงินที่น่าสงสัยและพบโอกาสเกิดการฉ้อโกงได้โดยอัตโนมัติ ทั้งนี้ Radar พัฒนาขึ้นมาจาก AI และใช้ข้อมูลจากเครือข่าย Stripe ทั่วโลกเพื่อหาการฉ้อโกงรูปแบบใหม่ๆ และปรับกลไกการรักษาความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง

Radar จะคัดกรองธุรกรรมแบบเรียลไทม์ โดยพิจารณาจากสัญญาณความเสี่ยงหลายๆ อย่าง เช่น พฤติกรรมการซื้อที่น่าสงสัย ข้อมูลอุปกรณ์ที่ผิดปกติ หรือการฉ้อโกงที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ระบบนี้ช่วยให้การตรวจจับการชำระเงินที่มีความเสี่ยงได้ตรงเป้ามากขึ้นโดยไม่ต้องปฏิเสธธุรกรรมที่ถูกต้องจำนวนมากโดยไม่จำเป็น ทั้งนี้ ธุรกิจสามารถผสานการทำงาน Radar เข้ากับระบบการรับชำระเงินของตนได้โดยตรง

การฉ้อโกงบัตรเครดิตในตลาดของเยอรมนี

ตลาดการชำระเงินในเยอรมนีมีลักษณะไม่เหมือนใคร ซึ่งส่งผลต่อวิธีที่มิจฉาชีพกระทำการฉ้อโกงบัตรเครดิตและวิธีที่ธุรกิจต่างๆ ใช้ป้องกันการฉ้อโกงดังกล่าว ตัวอย่างเช่น เยอรมนีเป็นเศรษฐกิจที่ใช้เงินสดกันเป็นหลัก ด้วยเหตุนี้ ผู้คนจึงใช้บัตรเครดิตแบบเดิมๆ กันค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับตลาดต่างประเทศอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม การฉ้อโกงบัตรเครดิตยังคงเป็นปัญหาในเยอรมนี ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในแวดวงอีคอมเมิร์ซเนื่องจากมีการชำระเงินออนไลน์และผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ รวมถึงธุรกรรมข้ามพรมแดน ดังนั้น ธุรกิจในเยอรมนีจึงต้องปฏิบัติตามมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยระดับสากล และปรับมาตรการป้องกันการฉ้อโกงให้เข้ากับโมเดลธุรกิจดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด

การคุ้มครองข้อมูล

ธุรกิจในเยอรมนีจะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลและการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด ดังนั้น การป้องกันและการตรวจจับการฉ้อโกงจึงต้องเป็นไปตามระเบียบข้อบังคับทางกฎหมายที่มีผลบังคับใช้

กรอบการทำงานหลักก็คือ General Data Protection Regulation (GDPR) ซึ่งกำหนดว่าการประมวลผลข้อมูลส่วนตัวที่ใช้ระบุตัวตนได้ต้องมีความโปร่งใส ดำเนินการเพื่อวัตถุประสงค์ที่เฉพาะเจาะจง และจำกัดไว้เท่าที่จำเป็น ซึ่งเมื่อเป็นเรื่องของการตรวจจับการฉ้อโกง ธุรกิจจะใช้ได้เฉพาะข้อมูลที่จำเป็นจริงๆ เพื่อจุดประสงค์ด้านการรักษาความปลอดภัยและการป้องกันเท่านั้น

นอกจากนี้ GDPR ยังกำหนดให้ธุรกิจในเยอรมนีต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัยทางเทคนิคในองค์กรที่เหมาะสม เพื่อคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างมีประสิทธิภาพ หากมีการละเมิดข้อมูลเกิดขึ้น ก็จะมีกำหนดเวลาในการรายงานและข้อกำหนดในการเปิดเผยข้อมูลเข้ามากำกับดูแล โดยในบางกรณี ธุรกิจจะต้องรายงานเหตุการณ์ดังกล่าวให้หน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องทราบภายใน 72 ชั่วโมง

นอกจากนี้ ลูกค้าชาวเยอรมนียังมีความตระหนักถึงการคุ้มครองข้อมูลและการรักษาความปลอดภัยด้วย ลูกค้าต่างคาดหวังให้ขั้นตอนการชำระเงินมีความปลอดภัยและมีการจัดการข้อมูลที่ละเอียดอ่อนอย่างรับผิดชอบ ดังนั้น ธุรกิจจึงต้องมีมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยที่โปร่งใสเพื่อป้องกันการฉ้อโกงตั้งแต่เนิ่นๆ

คำถามที่พบบ่อย

เราได้ให้คำตอบสำหรับคำถามที่สำคัญที่สุดเกี่ยวกับการฉ้อโกงบัตรเครดิตในเยอรมนีไว้แล้วด้านล่างนี้

เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นคําแนะนําทางกฎหมายหรือภาษี Stripe ไม่รับประกันหรือรับประกันความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ความไม่เพียงพอ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในบทความ คุณควรขอคําแนะนําจากทนายความที่มีอํานาจหรือนักบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอํานาจศาลเพื่อรับคําแนะนําที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ

บทความอื่นๆ

  • เกิดข้อผิดพลาดบางอย่าง โปรดลองอีกครั้งหรือติดต่อฝ่ายสนับสนุน

หากพร้อมเริ่มใช้งานแล้ว

สร้างบัญชีและเริ่มรับการชำระเงินโดยไม่ต้องทำสัญญาหรือระบุรายละเอียดเกี่ยวกับธนาคาร หรือติดต่อเราเพื่อสร้างแพ็กเกจที่ออกแบบเองสำหรับธุรกิจของคุณ
Radar

Radar

ต้านการฉ้อโกงด้วยประสิทธิภาพที่ทรงพลังของเครือข่าย Stripe

Stripe Docs เกี่ยวกับ Radar

ใช้ Stripe Radar เพื่อปกป้องธุรกิจจากการฉ้อโกง