ความท้าทาย
การดึงเงินคืนอาจทำให้ผู้ค้าต้องเสียเวลา สมาธิ และรายรับ นับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2021 Chargeflow ก็ได้ช่วยให้ผู้ค้ามากกว่า 15,000 ทำให้กระบวนการโต้แย้งการชำระเงินเป็นระบบโดยอัตโนมัติ ครอบคลุมผู้ประมวลผลการชำระเงินกว่า 50 ราย แพลตฟอร์มบริหารจัดการการโต้แย้งที่ขับเคลื่อนด้วย AI ของบริษัทช่วยเพิ่มอัตราการชนะกรณีการกู้คืนเงินและกรณีการดึงเงินคืนในระดับที่สูงเป็นแนวหน้าของอุตสาหกรรมได้ภายในกระบวนการ
การที่ผู้ค้าปรับใช้ Chargeflow อย่างรวดเร็วตั้งแต่ช่วงแรก ได้ทำให้ทีมการเงินประสบปัญหาการติดขัด เนื่องจากบริษัทจะเรียกเก็บเงินเฉพาะจากการปฏิเสธการชำระเงินที่กู้คืนสำเร็จเท่านั้น บริษัทจึงต้องรอหลายสัปดาห์เพื่อให้การโต้แย้งได้รับการแก้ไขก่อนที่จะเรียกเก็บเงินจากลูกค้าได้ โดยกระบวนการนี้เป็นการตัดสินใจทางธุรกิจที่ได้ทำขึ้นเพื่อช่วยลดภาระกระแสเงินสดในการดำเนินงานของผู้ค้า ซึ่งเดิมทีต้องแบกรับภาระจากการดึงเงินคืนอยู่แล้ว การติดตามและวัดคำนวณเหตุการณ์เหล่านั้นแบบแมนนวลนั้นทำให้เป็นเรื่องยากที่จะทราบว่าควรออกใบแจ้งหนี้เมื่อใดหรือควรเรียกเก็บเป็นจำนวนเท่าใด ส่งผลให้มีการเก็บรายรับที่ช้า พร้อมทำให้ทีมงานขาดแนวทางที่ชัดเจนในการทำให้กระบวนการนี้เป็นระบบอัตโนมัติ
ปัญหาความล่าช้านี้จะรุนแรงขึ้นต่อเมื่อบริษัทมีกระบวนการออกใบแจ้งหนี้ที่ล่าช้าและซับซ้อน ทีมการเงินของ Chargeflow ใช้สเปรดชีตเพื่อบันทึก จัดการ และกระทบยอดข้อมูลเหตุการณ์รายละเอียดที่จำเป็นสำหรับใบแจ้งหนี้ทุกใบเองทั้งหมด และเนื่องจากการโต้แย้งการชำระเงินแต่ละรายการมีการเรียกเก็บเงินแยกกัน ผู้ค้าระดับองค์กรบางรายก็จะได้รับใบแจ้งหนี้หลายสิบใบในแต่ละสัปดาห์ Chargeflow จึงต้องการพันธมิตรที่จะมาช่วยทำให้กระบวนการเรียกเก็บเงินกลายเป็นระบบอัตโนมัติ เพื่อให้ทีมการเงินมีเวลาทุ่มเทไปกับการเก็บรายรับได้อย่างเต็มที่
ทีมการเงินของ Chargeflow ยังประสบปัญหาในการจัดการกับผู้ประมวลผลการชำระเงินหลายรายด้วย โดยบริษัทต้องจัดการการโต้แย้งที่มีระหว่างผู้ประมวลผลการชำระเงินกว่า 50 ราย และต้องจัดการการเรียกเก็บเงินของตนเองโดยใช้ผู้ประมวลผลการชำระเงิน 2 รายกับผลิตภัณฑ์ 5 รายการและกับวิธีการชำระเงิน 6 วิธี ทำให้ทีมมีเวิร์กโฟลว์หลายขั้นตอนเกินจำเป็น
การที่จะรักษาการเติบโตแบบทวีคูณอย่างมีประสิทธิภาพได้ Chargeflow จะต้องมีระบบแบบครบวงจรเพื่อลดความซับซ้อนในการทำงานและจัดการผู้ประมวลผลทั้งหมดได้ในที่เดียว "เมื่อเราเริ่มใช้ Chargeflow เราสร้างระบบเท่าที่จำเป็นเพื่อให้ธุรกิจเดินต่อได้ก่อน แต่เราเติบโตเร็วมากจนในที่สุดเราก็รู้ว่าเราจำเป็นต้องเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของเราขึ้นไปอีก เพื่อให้มองเห็นและควบคุมกระแสรายรับทั้งหมดได้ดียิ่งขึ้น ตั้งแต่การรับรู้รายรับ การเรียกเก็บเงิน การออกใบแจ้งหนี้ และการเรียกเก็บเงิน ไปจนถึงการกระทบยอด" Yuval Ben-Ami รองประธานฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ Chargeflow กล่าว
วิธีแก้ปัญหา
ในปี 2025 หลังจากประเมินผู้ให้บริการไปหลายรายแล้ว Chargeflow ได้เลือก Stripe เพื่อช่วยปรับปรุงการระบบดำเนินงานด้านรายรับให้ทันสมัยขึ้น และเพิ่มระดับการมองเห็นให้แก่พันธมิตรด้านการชำระเงินของบริษัท
"Stripe เป็นตัวเลือกที่ชัดเจนมากสำหรับเรา เพราะมีทุกอย่างที่เราต้องการ ทั้งราคาที่สะดวกกว่า และยังพิสูจน์แล้วว่ามีความน่าเชื่อถือ" Ben-Ami กล่าว
บริษัทเริ่มต้นด้วยการปรับใช้ฟีเจอร์การเรียกเก็บเงินตามการใช้งานของ Billing นอกเหนือจากการใช้ประโยชน์จากเอกสารประกอบที่ครอบคลุมและ API ที่ยืดหยุ่นของ Stripe แล้ว Chargeflow ยังทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับทีม Billing ผ่านช่อง Slack ที่ใช้ร่วมกันเพื่อจัดตั้งระบบการเรียกเก็บเงินตามการใช้งาน และทำให้รูปแบบการกำหนดราคาตามผลลัพธ์ให้ทำงานโดยอัตโนมัติ
ตอนนี้ระบบการเรียกเก็บเงินของ Chargeflow จะทริกเกอร์เหตุการณ์การเรียกเก็บเงินโดยอัตโนมัติทุกครั้งที่ Chargeflow ชนะการโต้แย้ง ทำการจัดการการแจ้งเตือนการโต้แย้งจากเครือข่ายบัตร หรือทำการวิเคราะห์ธุรกรรมเพื่อป้องกันการดึงเงินคืนในอนาคต เหตุการณ์การเรียกเก็บเงินเหล่านี้จะทำให้ระบบสร้างใบแจ้งหนี้ที่รวมฉบับเดียวใน Stripe Invoicing ซึ่งช่วยลดความจำเป็นในการติดตามข้อมูลและสร้างใบแจ้งหนี้ด้วยตนเองได้ และตอนนี้ Chargeflow ยังสามารถลดอัตราการชำระเงินที่ล้มเหลว และเพิ่มความคล่องตัวการดำเนินงานด้านการเงินมากขึ้นได้ด้วยฟีเจอร์การกู้คืนรายรับแบบอัตโนมัติ เช่น Smart Retries ซึ่งจะลองทำการเรียกเก็บเงินซ้ำในช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดโดยอัตโนมัติ และระบบอัปเดตข้อมูลบัตรอัตโนมัติซึ่งจะอัปเดตข้อมูลบัตรหมดอายุให้โดยอัตโนมัติ เพื่อลดอัตราการเลิกใช้บริการของลูกค้า
ในฐานะที่ Chargeflow เป็นพันธมิตรด้านการออกแบบและผู้ใช้งานรายแรก จึงได้ผสานรวมผู้ประมวลผลบุคคลที่สาม ใน Billing เพื่อรวมการเรียกเก็บเงินไว้ในที่แห่งเดียว และช่วยให้ไม่ต้องจัดการขั้นตอนการทำงาน ตรรกะการเรียกเก็บเงิน แดชบอร์ด และการกระทบยอดที่มาจากหลายๆ ระบบได้
"กุญแจสำคัญการมีแหล่งข้อมูลแห่งเดียว" Ben-Ami กล่าว "เมื่อทีมความสำเร็จของลูกค้าของเราสามารถมองเห็นได้ พวกเขาก็สามารถติดต่อผู้ค้าที่พวกเขาจัดการได้ ส่วนฝ่ายการเงินก็ไม่จำเป็นต้องดึงรายงานจากหลายๆ ระบบอีกต่อไป มันช่วยเราได้มากจริงๆ"
ผลลัพธ์
Chargeflow ปรับใช้ Billing ภายในหกสัปดาห์
ทีมวิศวกรของบริษัทใช้เอกสารประกอบของ Stripe เพื่อปรับใช้และปรับแต่งแพลตฟอร์มได้อย่างรวดเร็ว โดยใช้เวลาเพียง 1 เดือนในการปรับใช้ ทดสอบภายใน และนำร่องกับผู้ค้า 25% และในสองสัปดาห์ต่อมา ทีมงานก็ได้เตรียมให้ผู้ค้าทั้งหมดพร้อมใช้งาน Billing เป็นที่เรียบร้อย
การเรียกเก็บเงินตามการใช้งานให้ความแม่นยำในการเรียกเก็บเงิน 99%
เมื่อใช้ Stripe เพื่อเปลี่ยนการติดตามข้อมูลแบบแมนนวลเป็นเหตุการณ์การเรียกเก็บเงินตามการใช้งาน ทำให้ Chargeflow สามารถตรวจสอบได้อย่างแม่นยำว่าการเรียกเก็บเงินของบริษัทตรงกับการใช้งานจริงมากน้อยเพียงใด ปัจจุบันบริษัทสามารถทำให้การเรียกเก็บเงินมีความแม่นยำได้สูงถึง 99%
เครื่องมืออัตโนมัติช่วยให้มีอัตราการกู้คืนรายรับ 48%
เครื่องมืออัตโนมัติ เช่น Smart Retries และระบบอัปเดตข้อมูลบัตรอัตโนมัติช่วยให้ Chargeflow มีอัตราการกู้คืนรายรับจากการเรียกเก็บเงินที่ล้มเหลวกว่า 48% ในแต่ละปี ซึ่งก่อนหน้านี้บริษัทไม่ได้ใช้เครื่องมือการกู้คืนรายรับใดๆ
การเรียกเก็บเงินแบบใช้ผู้ประมวลผลหลายรายช่วยลดเวลาทำงานได้ 80 ชั่วโมงต่อเดือน
Chargeflow ใช้เวลาเพียง 5 วันในการรวมข้อมูลการเรียกเก็บเงินจากผู้ประมวลผลรายอื่นภายใน Stripe เข้าด้วยกัน ตั้งแต่ปรับใช้ Chargeflow ทีม FinOps ของบริษัทได้ลดเวลาทำงานไปได้ประมาณ 80 ชั่วโมงต่อเดือน เพราะสามารถกำจัดงานที่ซ้ำซ้อนและการป้อนข้อมูลแบบแมนนวลไปได้
"แทนที่จะต้องจ้างคนเพิ่ม เราก็มอบงานให้คนสองคนใน FinOps ของเราเพื่อมุ่งเน้นไปที่การทำตามกลยุทธ์การเรียกเก็บเงินของเรา" Ben-Ami กล่าว
ตอนนี้ทีม FinOps ของเรามุ่งเน้นไปที่การเรียกเก็บรายรับแทนที่จะเน้นการเรียกเก็บเงิน โดย Stripe ก็ช่วยให้เราได้เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีอัตรารายรับต่อจำนวนพนักงานที่สูงขึ้น ซึ่งสำคัญต่อการรักษาประสิทธิภาพในการดำเนินงานเมื่อธุรกิจของเราขยายตัวใหญ่ขึ้น