การหักบัญชีอัตโนมัติช่วยให้ธุรกิจสามารถเรียกเก็บเงินจากบัญชีธนาคารของลูกค้าได้โดยตรงตามกำหนดเวลาที่ลูกค้าตกลงไว้ โดยในนิวซีแลนด์ (NZ) ธนาคารใหญ่ๆ หลายแห่งจะหักบัญชีอัตโนมัติผ่านระบบหักบัญชีระหว่างธนาคารแบบเดียวกัน ซึ่งช่วยให้ธนาคารต่างๆ มีกลไกส่วนใหญ่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ความสอดคล้องเช่นนี้ทำให้การหักบัญชีอัตโนมัติเป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับการชำระเงินตามแบบแผนล่วงหน้า ตั้งแต่บริษัทประกันที่เรียกเก็บเบี้ยประกันไปจนถึงฟิตเนสที่จัดการเรื่องค่าสมาชิก
ด้านล่างนี้ เราจะพาไปดูวิธีการทำงานของการหักบัญชีอัตโนมัติในนิวซีแลนด์ สิ่งที่ธุรกิจต้องมีในการตั้งค่า และจุดที่มักใช้วิธีการชำระเงินนี้
ประเด็นสำคัญ
การหักบัญชีอัตโนมัติจะเคลื่อนย้ายเงินโดยตรงระหว่างบัญชีธนาคารต่างๆ ผ่านระบบหักบัญชีระหว่างธนาคารของนิวซีแลนด์ แทนที่จะดำเนินการผ่านเครือข่ายบัตร
ธุรกิจต้องได้รับการอนุมัติที่มีการลงนามจากลูกค้าก่อนจึงจะเริ่มการหักบัญชีอัตโนมัติได้
การหักบัญชีอัตโนมัติอาจไม่เหมาะกับการซื้อแบบครั้งเดียว แต่จะเหมาะกับการเรียกเก็บเงินตามแบบแผนล่วงหน้า
การชำระเงินด้วยการหักบัญชีอัตโนมัติในนิวซีแลนด์คืออะไร
การหักบัญชีอัตโนมัติ คือ ข้อตกลงที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถเรียกเก็บเงินจากบัญชีธนาคารของลูกค้าได้โดยตรงตามกำหนดเวลาที่ตกลงกันไว้ โดยลูกค้าจะลงนามอนุมัติเพียงครั้งเดียว ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจสามารถดึงเงินได้โดยไม่ต้องขออนุมัติใหม่ทุกครั้ง
ขั้นตอนการหักบัญชีอัตโนมัติในนิวซีแลนด์ทำงานอย่างไร
การหักบัญชีอัตโนมัติในนิวซีแลนด์จะทำงานผ่านระบบหักบัญชีแบบกลุ่มแบบเดียวกับที่ธนาคารต่างๆ ใช้สำหรับการชำระเงินอัตโนมัติ
วิธีการทำงานมีดังนี้
ธุรกิจได้รับการอนุมัติที่มีการลงนาม: ธุรกิจต้องได้รับการอนุมัติที่มีการลงนาม พร้อมรายละเอียดต่างๆ ของลูกค้า เช่น หมายเลขบัญชีธนาคาร
ธุรกิจส่งหนังสือแจ้ง: ธุรกิจที่ได้รับเงินจะต้องแจ้งให้ลูกค้าทราบถึงจำนวนเงินและวันที่หักบัญชี
การหักบัญชีจะดำเนินการในวันครบกำหนด: ธนาคารของธุรกิจจะส่งคำสั่งชำระเงิน และธนาคารของลูกค้าจะดึงเงินและส่งต่อผ่านระบบหักบัญชี
หากบัญชีมีเงินไม่พอในวันดังกล่าว ธนาคารอาจชำระเงินไปก่อนแล้วค่อยเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการเบิกเงินเกินบัญชีหรือดอกเบี้ยจากลูกค้า หรือจะปฏิเสธการชำระเงินดังกล่าวและอาจเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการบอกปัดได้
คุณจะตั้งค่าการหักบัญชีอัตโนมัติให้ธุรกิจของคุณได้อย่างไร
การตั้งค่าการหักบัญชีอัตโนมัติมีอยู่ 2-3 ขั้นตอน ซึ่งมักเริ่มจากการจดทะเบียน โดยธนาคารในนิวซีแลนด์อาจกำหนดให้ธุรกิจต้องจดทะเบียนเป็นผู้เริ่มดำเนินการก่อนจึงจะเริ่มหักบัญชีได้
เมื่อดำเนินการเสร็จสิ้น ขั้นตอนต่อไปมีดังนี้
สร้างแบบฟอร์มการอนุมัติ: คุณต้องมีการอนุมัติในการหักบัญชีอัตโนมัติที่เป็นไปตามข้อกำหนด ซึ่งบันทึกรายละเอียดบัญชีของลูกค้าและความถี่ในการหักบัญชี คุณควรเก็บสำเนาการอนุมัติที่มีการลงนามทุกฉบับไว้เป็นหลักฐาน
โหลดลูกค้าเข้าสู่ระบบการเรียกเก็บเงิน: คุณต้องมีวิธีจัดเก็บการอนุมัติและสร้างคำสั่งให้หักบัญชีตามกำหนดเวลา ซึ่งอาจเป็นสเปรดชีต ซอฟต์แวร์ทำบัญชี หรือผู้ให้บริการชำระเงินก็ได้
กระทบยอดเงินที่ได้รับจริง: การบอกปัดเกิดขึ้นได้ คุณต้องมีขั้นตอนในการเปรียบเทียบยอดที่คุณคาดว่าจะได้รับกับยอดที่ชำระเสร็จสิ้นแล้ว และขั้นตอนในการติดตามส่วนต่างที่เกิดขึ้น
ผู้ให้บริการชำระเงินอย่าง Stripe สามารถจัดการเรื่องการเรียกเก็บเงินในส่วนนี้ให้ธุรกิจของคุณและสร้างใบแจ้งหนี้ ติดตามวันครบกำหนด และกระทบยอดการชำระเงินที่เข้ามากับบัญชีของคุณได้
กรณีการใช้งานที่พบบ่อยของการหักบัญชีอัตโนมัติในนิวซีแลนด์มีอะไรบ้าง
การหักบัญชีอัตโนมัติจะปรากฏขึ้นทุกเมื่อที่ชาวนิวซีแลนด์ชำระใบเรียกเก็บเงินตามแบบแผนล่วงหน้า
การใช้งานที่พบบ่อยได้แก่
เบี้ยประกัน: บริษัทประกันภัยบ้าน ทรัพย์สิน และยานพาหนะจะหักเบี้ยประกันรายเดือนหรือรายปีโดยตรงแทนที่จะต้องเรียกเก็บเงินแต่ละครั้งด้วยตนเอง
สาธารณูปโภค: ผู้ให้บริการไฟฟ้า ก๊าซ และประปาจะใช้การหักบัญชีอัตโนมัติแบบผันแปรซึ่งผูกกับจำนวนเงินในใบเรียกเก็บเงินแต่ละใบ
อัตราภาษีท้องถิ่น: สภาท้องถิ่นทั่วนิวซีแลนด์อนุญาตให้ผู้เสียภาษีแบ่งจ่ายใบเรียกเก็บภาษีท้องถิ่นเป็นการผ่อนชำระเป็นยอดที่น้อยลงด้วยการหักบัญชีอัตโนมัติได้ แทนที่จะต้องชำระเป็นเงินก้อนใหญ่
การสมัครสมาชิกฟิตเนสและยิม: การหักบัญชีอัตโนมัติเป็นจำนวนที่แน่นอนจะครอบคลุมค่าสมาชิกแบบตามรอบโดยไม่ต้องใช้บัตรที่อาจหมดอายุได้ระหว่างสัญญา
การคืนเงินกู้และสินเชื่อที่อยู่อาศัย: ผู้ให้กู้จะหักยอดผ่อนชำระในจำนวนที่แน่นอนเมื่อถึงวันที่กำหนดไว้ในแต่ละรอบ
โทรคมนาคมและบรอดแบนด์: ผู้ให้บริการโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมแพ็กเกจตามรอบด้วยวิธีเดียวกันนี้
การบริจาคเพื่อการกุศล: ผู้บริจาคจะตั้งค่าให้ระบบหักบัญชีอัตโนมัติแบบประจำเพื่อมอบเงินให้กับองค์กรการกุศลแทนที่จะบริจาคเพียงครั้งเดียว
การหักบัญชีอัตโนมัติมีความเสี่ยงและข้อจำกัดอะไรบ้าง
การหักบัญชีอัตโนมัติให้ความสะดวกกับทั้ง 2 ฝ่าย แต่ก็มีความเสี่ยงและข้อจำกัดบางประการในเรื่องของการเติมเงิน การปรับคืน และระยะเวลาที่ใช้ในการตั้งค่าและแก้ไข
ข้อควรทราบมีดังนี้
มองเห็นเงินได้เพียงเล็กน้อย: ธุรกิจจะเริ่มการหักบัญชีและรอให้ระบบดำเนินการให้แล้วเสร็จ โดยจะไม่สามารถยืนยันได้ว่ามีเงินอยู่จริงหรือไม่จนกว่าจะส่งคำสั่งไปแล้ว
การบอกปัดจะทำให้กระแสเงินสดสะดุดลง: หากบัญชีของลูกค้ามีเงินไม่พอในวันครบกำหนดและชำระเงินไม่สำเร็จ ธุรกิจอาจต้องติดตามความเป็นไปด้วยตนเอง
ลูกค้าอาจโต้แย้งการหักบัญชีได้หลังดำเนินการเสร็จแล้ว: แนวทางปฏิบัติของอุตสาหกรรมด้านการธนาคารช่วยให้ลูกค้าสามารถสืบค้นหรือปรับคืนการหักบัญชีอัตโนมัติผ่านธนาคารของตนได้ ด้วยเหตุนี้ ธุรกิจจึงอาจเห็นการชำระเงินถูกปรับคืนหลังจากที่ลูกค้าพยายามยกเลิกการหักบัญชีอัตโนมัติที่กำลังจะเกิดขึ้นแต่ไม่สำเร็จ
การตั้งค่าใช้เวลานานกว่าบัตร: คุณไม่สามารถเปิดใช้การหักบัญชีอัตโนมัติได้เลยหลังจากตัดสินใจนำเสนอบริการนี้ เพราะธุรกิจต้องจัดทำและส่งแบบฟอร์มการอนุมัติก่อน
ไม่เหมาะกับการซื้อแบบครั้งเดียว: การอนุมัติในการหักบัญชีอัตโนมัติมีไว้สำหรับการเรียกเก็บเงินซ้ำ ธุรกรรมอีคอมเมิร์ซแบบรายการเดียวจึงไม่ค่อยเหมาะกับวิธีนี้เมื่อเทียบกับบัตรหรือกระเป๋าเงินดิจิทัล
ระยะเวลาแจ้งล่วงหน้าทำให้การเปลี่ยนแปลงช้าลง: หากธุรกิจต้องการเปลี่ยนจำนวนเงินหรือวันที่ในข้อตกลงที่มีอยู่ จะต้องแจ้งให้ลูกค้าทราบก่อน ซึ่งเป็นการจำกัดความรวดเร็วในการเปลี่ยนข้อกำหนดการเรียกเก็บเงิน
การหักบัญชีอัตโนมัติเหมาะกับธุรกิจของคุณหรือไม่
การหักบัญชีอัตโนมัติเหมาะกับธุรกิจที่มีการเรียกเก็บเงินตามแบบแผนล่วงหน้าและคาดการณ์ได้ โดยการสมัครสมาชิก ประกันภัย การชำระเงินตามรอบบิล อัตราภาษีท้องถิ่น และการคืนเงินกู้ล้วนเหมาะกับโมเดลนี้เพราะจำนวนเงินและเวลาจะเป็นแบบเดิมซ้ำๆ ในรูปแบบที่ทั้ง 2 ฝ่ายสามารถวางแผนจัดการได้ แต่จะไม่ค่อยเหมาะกับธุรกิจที่ขายสินค้าแบบครั้งเดียว ซึ่งลูกค้าคาดหวังว่าจะชำระเงินเพียงครั้งเดียว เนื่องจากความล่าช้าในการตั้งค่าจะบั่นทอนประสบการณ์การซื้อที่รวดเร็วทันใจ
คุณสามารถทดสอบได้ชัดเจนโดยดูว่าคุณเรียกเก็บเงินจากลูกค้ารายเดิมมากกว่า 1 ครั้งเป็นจำนวนเงินที่ใกล้เคียงกัน ในวันที่ใกล้ๆ กัน เป็นระยะเวลานานหรือไม่ หากธุรกิจของคุณเป็นเช่นนั้น การหักบัญชีอัตโนมัติก็จะช่วยให้คุณเรียกเก็บเงินซ้ำๆ ได้โดยไม่ต้องขอให้ลูกค้าอนุมัติใหม่ทุกรอบ แต่หากธุรกิจส่วนใหญ่ของคุณเป็นธุรกรรมแบบครั้งเดียว การชำระเงินด้วยบัตรหรือกระเป๋าเงินดิจิทัลก็อาจจะเป็นช่องทางชำระเงินที่เหมาะกับลูกค้ามากกว่า
Stripe Payments ช่วยเหลือคุณได้อย่างไร
Stripe Payments มอบโซลูชันการชำระเงินระดับโลกแบบครบวงจรที่ช่วยให้ธุรกิจใดๆ ตั้งแต่สตาร์ทอัพที่กำลังเติบโตไปจนถึงองค์กรระดับโลกรับชำระเงินออนไลน์ ที่จุดขาย และทั่วโลกได้
Stripe Payments สามารถช่วยคุณทำสิ่งต่อไปนี้
เพิ่มประสิทธิภาพให้ประสบการณ์การชำระเงินของคุณ: สร้างประสบการณ์ที่ราบรื่นให้กับลูกค้าและประหยัดเวลาในการทำงานวิศวกรรมได้หลายพันชั่วโมงด้วย UI การชำระเงินที่สร้างไว้ให้แล้ว, สิทธิ์เข้าถึงวิธีการชำระเงินมากกว่า 125 วิธี และ Link ซึ่งเป็นกระเป๋าเงินที่สร้างโดย Stripe
ขยายไปสู่ตลาดใหม่ๆ ได้เร็วขึ้น: เข้าถึงลูกค้าทั่วโลกและลดความซับซ้อนและค่าใช้จ่ายในการจัดการหลายสกุลเงินด้วยตัวเลือกการชำระเงินข้ามพรมแดนที่มีให้บริการใน 195 ประเทศและกว่า 135 สกุลเงิน
รวมการชำระเงินที่จุดขายและทางออนไลน์ไว้ด้วยกัน: สร้างประสบการณ์การค้าแบบแพลตฟอร์มรวมในช่องทางออนไลน์และที่จุดขายเพื่อปรับแต่งการโต้ตอบ ตอบแทนความภักดี และเพิ่มรายได้
ปรับปรุงประสิทธิภาพการชำระเงิน: เพิ่มรายรับด้วยเครื่องมือการชำระเงินที่กำหนดเองได้และปรับแต่งได้ง่ายๆ ซึ่งรวมถึงระบบป้องกันการฉ้อโกงแบบไม่ต้องเขียนโค้ดและความสามารถขั้นสูงเพื่อเพิ่มอัตราการอนุมัติ
เดินหน้าได้เร็วขึ้นด้วยแพลตฟอร์มที่ยืดหยุ่นและเชื่อถือได้เพื่อการเติบโต: สร้างบนแพลตฟอร์มที่ออกแบบมาเพื่อขยับขยายไปพร้อมกับคุณ โดยมีระยะเวลาให้บริการที่แทบจะไม่หยุดทำงานเลย และมีความน่าเชื่อถือระดับแนวหน้าของวงการ
ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีที่ Stripe Payments สามารถช่วยให้คุณรับการชำระเงินออนไลน์และการชำระเงินที่จุดขายได้ หรือ เริ่มใช้งาน เลยวันนี้
เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นคําแนะนําทางกฎหมายหรือภาษี Stripe ไม่รับประกันหรือรับประกันความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ความไม่เพียงพอ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในบทความ คุณควรขอคําแนะนําจากทนายความที่มีอํานาจหรือนักบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอํานาจศาลเพื่อรับคําแนะนําที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ