แพลตฟอร์ม SaaS สามารถออกแบบกลยุทธ์การกำหนดราคาการชำระเงินของตนเองได้อย่างไร

คู่มือนี้พูดถึงแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในการสร้างรายรับจากการชำระเงิน รวมถึงวิธีต่างๆ ในการทดลองกำหนดค่าบริการ และความช่วยเหลือที่ Stripe มีให้

Connect
Connect

แพลตฟอร์มและมาร์เก็ตเพลสที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก อาทิ Shopify และ DoorDash ต่างก็ใช้ Stripe Connect ในการผสานรวมการชำระเงินเข้ากับผลิตภัณฑ์

ดูข้อมูลเพิ่มเติม 
  1. บทแนะนำ
  2. กลยุทธ์การตั้งราคาสำหรับระบบชำระเงินที่ผสานรวมในตัว
  3. ข้อควรพิจารณาเกี่ยวกับค่าบริการ
  4. วิธีสร้างรายรับจากบริการอื่นๆ
  5. Stripe ช่วยอะไรได้บ้าง

แพลตฟอร์มการให้บริการซอฟต์แวร์ (SaaS) เช่น Shopify, Xero และ Jobber ก่อตั้งธุรกิจขึ้นเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาของลูกค้า (เช่น การเริ่มสร้างร้านค้าออนไลน์ การจัดการด้านการเงิน หรือการนัดหมายบริการที่บ้าน) และเรียกเก็บค่าธรรมเนียมรายเดือนเพื่อให้สิทธิ์เข้าถึงบริการดังกล่าว เมื่อแพลตฟอร์มเติบโตขึ้น (ซึ่งโดยทั่วไปแล้วมักจะเป็นไปตามความต้องการของผู้ลงทุน) ผู้ก่อตั้งแพลตฟอร์มหลายๆ รายก็เริ่มสำรวจวิธีการนำเสนอบริการอื่นๆ ที่ตนสามารถสร้างรายรับเพิ่ม ปัจจุบันนี้แพลตฟอร์มต่างๆ กำลังเพิ่มช่องทางสร้างรายรับให้มีความหลากหลายยิ่งขึ้นโดยการสร้างรายรับด้วยฟีเจอร์การชำระเงินและสร้างสายงานธุรกิจใหม่ๆ

การชำระเงินมักเป็นหัวใจสำคัญในการตอบสนองความต้องการหลักของธุรกิจ ดังนั้นการผสานช่องทางการชำระเงินเข้ากับแพลตฟอร์มจึงช่วยให้คุณมอบประสบการณ์ด้านผลิตภัณฑ์ที่สะดวกไปพร้อมๆ กับการลดค่าใช้จ่าย ความล่าช้า และความเสี่ยงที่ไม่เกี่ยวข้องกับการชำระเงินเมื่อต้องเรียกเก็บเงินด้วยตัวเองได้ ตัวอย่างเช่น ลูกค้าของ DocuSign ต้องการให้มีฟีเจอร์ขอรับการลงนามในสัญญาและการชำระเงินภายในขั้นตอนเดียว DocuSign จึงจับมือเป็นพาร์ทเนอร์กับ Stripe Connect เพื่อเปิดตัว DocuSign Payments ทำให้ลูกค้าสามารถเรียกเก็บเงินได้ในขณะที่ลงชื่อ นับตั้งแต่วันที่เปิดตัว DocuSign Payments ได้ประมวลผลการชำระเงินไปแล้วกว่า 350 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยช่วยให้ลูกค้าได้รับเงินเร็วขึ้น พร้อมกับมอบประสบการณ์ที่มีคุณภาพให้แก่ลูกค้าด้วย

Guides > Monetizing payments for SaaS platforms > Introduction > DocuSign screenshot

คู่มือนี้จะอธิบายพื้นฐานของการออกแบบกลยุทธ์ระบบชำระเงินที่ผสานรวมในตัวสำหรับแพลตฟอร์มที่มีทีมชำระเงินเฉพาะ คุณจะได้เรียนรู้แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับการสร้างรายได้จากการชำระเงิน วิธีต่างๆ ในการทดลองกำหนดราคา และวิธีที่ Stripe สามารถช่วยคุณได้

กลยุทธ์การตั้งราคาสำหรับระบบชำระเงินที่ผสานรวมในตัว

โดยทั่วไปแล้ว คุณจะมีสองทางเลือกในการตัดสินใจว่าจะสร้างรายได้จากการชำระเงินอย่างไร อย่างแรก คุณสามารถปรับแต่งราคาและกำหนดวิธีเรียกเก็บเงินจากลูกค้าสำหรับการชำระเงินและฟีเจอร์ที่เกี่ยวข้องกับการชำระเงิน หรือขึ้นอยู่กับข้อตกลงของคุณกับผู้ให้บริการชำระเงิน คุณสามารถทำข้อตกลงส่วนแบ่งรายรับได้

Stripe เปิดโอกาสให้คุณสามารถรับส่วนแบ่งรายรับจากการชำระเงินออนไลน์ หรือปรับแต่งค่าบริการให้แก่ลูกค้าของคุณได้ ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่นี่

สำหรับแพลตฟอร์มที่เพิ่งเริ่มใช้หรือสร้างรายได้จากการชำระเงิน ขอแนะนำให้ทำข้อตกลงส่วนแบ่งรายรับกับผู้ให้บริการชำระเงิน เพื่อที่คุณจะไม่ต้องยุ่งยากกับการออกแบบและดำเนินกลยุทธ์การกำหนดราคาของคุณเอง

แพลตฟอร์มที่มีทีมชำระเงินเฉพาะอาจต้องการควบคุมราคาของตนเองมากขึ้น และมักเลือกที่จะออกแบบกลยุทธ์การสร้างรายได้ของตนเอง อย่างไรก็ตาม คุณไม่จำเป็นต้องมุ่งเน้นไปที่กลยุทธ์เดียว อันที่จริง การสร้างรายได้หลายช่องทางอาจเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจของคุณมากกว่า ตัวอย่างเช่น หากคุณสนใจที่จะเพิ่มค่าธรรมเนียมในแต่ละธุรกรรม คุณอาจต้องการเพิ่มค่าธรรมเนียมรายเดือนสำหรับการเข้าถึงฟีเจอร์การชำระเงินขั้นสูง เพื่อให้คุณไม่ต้องพึ่งพาปริมาณการชำระเงินเพียงอย่างเดียว

ต่อไปนี้คือ 5 กลยุทธ์หลักในการเรียกเก็บเงินจากลูกค้าสำหรับการชำระเงินและฟีเจอร์ที่เกี่ยวข้องกับการชำระเงิน:

1. เรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงการชำระเงินได้: รวมการชำระเงินกับฟีเจอร์พรีเมียมอื่นๆ แล้วสร้างแพ็กเกจที่มีราคาสูงขึ้น ตัวอย่างเช่น Squarespace นำเสนอแพ็กเกจ 4 แบบ ซึ่งได้แก่ Personal, Business, Commerce (พื้นฐาน) และ Commerce (ขั้นสูง) โดยแพ็กเกจ Personal มีค่าบริการต่ำสุด แต่ไม่มีฟีเจอร์การชำระเงินใดๆ ให้บริการ ส่วนอีก 3 แพ็กเกจมีค่าบริการสูงกว่า แต่เปิดโอกาสให้ลูกค้าประมวลผลการชำระเงินได้

แพ็กเกจพื้นฐาน

US$10/เดือน

แพ็กเกจขั้นสูง

US$25/เดือน

เก็บเงินที่ชำระ
รับเงินบริจาค
จำหน่ายบัตรของขวัญ
การชำระเงินที่จุดขาย
จำหน่ายสิทธิ์การสมัครใช้บริการ
ส่วนลดขั้นสูง

2. บวกกำไรส่วนเพิ่มไปกับธุรกรรมแต่ละรายการ: วิธีการสร้างรายรับจากการชำระเงินอย่างตรงไปตรงมามากขึ้นวิธีหนึ่งก็คือการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมจากการชำระเงินแต่ละครั้งที่ประมวลผลบนแพลตฟอร์มของคุณ

นอกจากนี้ คุณยังสร้างแผนการชำระเงินในระดับต่างๆ เพื่อรองรับการบวกเพิ่มค่าธรรมเนียมนี้ได้หลายรูปแบบด้วย เช่นเดียวกับการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงการชำระเงินได้
เช่น หากลูกค้าซื้อแพ็กเกจการชำระเงินที่มีมูลค่าสูงกว่า ค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมก็จะถูกลง

แพ็กเกจพื้นฐาน

US$10/เดือน

แพ็กเกจขั้นสูง

US$25/เดือน

อัตราค่าธรรมเนียมการชำระเงินด้วยบัตรเครดิตทางออนไลน์
2.9% + US$0.30 2.75% + US$0.30

3. เพิ่มค่าธรรมเนียมของฟีเจอร์การชำระเงินขั้นสูง: มุ่งนำเสนอบริการชำระเงินที่โดดเด่นไม่เหมือนใครเพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้นแก่ผู้ใช้ คุณอาจนำเสนอฟีเจอร์แบบพรีเมียม เป็นต้นว่า ความคุ้มครองในกรณีที่มีการดึงเงินคืนหรือการให้ลูกค้าได้รับเงินเบิกจ่ายได้เร็วขึ้น เช่น ข้อเสนอของ StyleSeat โดย StyleSeat ช่วยให้ผู้ให้บริการด้านความงามมืออาชีพขยับขยายธุรกิจด้วยเครื่องมือที่เปิดโอกาสให้เข้าถึงลูกค้ารายใหม่และเพิ่มรายรับ ลูกค้าสามารถเลือกฝากรายรับเข้าบัญชีธนาคารหรือบัตรเดบิตโดยมีค่าธรรมเนียมคงที่ 0.50 ดอลลาร์สหรัฐได้ทันที ไม่ต้องรอ 1-2 วันทำการ

Guide > Styleseat

4. เรียกเก็บค่าธรรมเนียมในกรณีที่ลูกค้าใช้เกตเวย์การชำระเงินอื่น: แพลตฟอร์มหลายๆ เจ้าจะควบรวมการชำระเงินผ่านผู้ให้บริการรายเดียวเพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรม และเพิ่มค่าธรรมเนียมขึ้นในกรณีที่ลูกค้าเลือกใช้บริการชำระเงินบริการอื่น Shopify เรียกเก็บค่าธรรมเนียมสูงสุด 2% (ขึ้นอยู่กับแผนการใช้งาน) หากลูกค้าประมวลผลการชำระเงินผ่านผู้ให้บริการรายอื่นที่ไม่ใช่ Shopify Payments

Shopify Payments
การวิเคราะห์การฉ้อโกง
อัตราค่าธรรมเนียมการชำระเงินด้วยบัตรเครดิตทางออนไลน์
2.9% + US$0.30 2.6% + US$0.30 2.4% + US$0.30
อัตราค่าธรรมเนียมการชำระเงินด้วยบัตรเครดิตที่จุดขาย
2.7% + US$0 2.5% + US$0 2.4% + US$0
ค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมในกรณีที่ใช้ผู้ให้บริการชำระเงินรายอื่นที่ไม่ใช่ Shopify Payments
2% 1% 0.5%

5. เรียกเก็บเงินสำหรับการรายงานขั้นสูงที่ออกแบบเอง: ใช้ข้อมูลจากผู้ให้บริการชำระเงินในทางที่สร้างสรรค์ เพื่อให้แพลตฟอร์มมีคุณค่าต่อลูกค้ามากยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น Shopify มีเครื่องมือที่ให้ลูกค้าสร้างรายงานที่ออกแบบเองเมื่อใช้แพ็กเกจระดับสูงสุด

ข้อควรพิจารณาเกี่ยวกับค่าบริการ

ไม่ว่าคุณจะเลือกสร้างรายรับจากการชำระเงินด้วยวิธีการใดก็ตาม โปรดอย่าลืมเรียกเก็บเงินให้เพียงพอต่อผลกำไรที่ตั้งเป้าไว้ พร้อมทั้งรักษาระดับความสามารถในการแข่งขัน ค่าธรรมเนียมที่คุณเรียกเก็บควรรวมคุณค่าเพิ่มเติมที่คุณมอบให้ลูกค้าและค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรมอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วย โดยปัจจัยสำคัญที่ควรพิจารณาประกอบด้วยลักษณะโมเดลค่าบริการของคู่แข่งและความแตกต่างระหว่างชุดฟีเจอร์

หากต้องการทำความเข้าใจว่าลูกค้าจะตอบรับข้อเสนอด้านการชำระเงินใหม่อย่างไร ให้ลองเริ่มต้นด้วยการทดสอบในขอบเขตเล็กๆ แทนที่จะเปิดตัวแพ็กเกจใหม่แก่ลูกค้าทุกคนพร้อมกัน โดยคุณอาจส่งอีเมลเปิดตัวฟีเจอร์การชำระเงินใหม่พร้อมรายละเอียดค่าบริการให้แก่ลูกค้ากลุ่มเล็กๆ ก่อน วิธีนี้ช่วยให้คุณติดตามความเห็นและความพึงพอใจของลูกค้าได้ดีขึ้น อีกนัยหนึ่ง คุณอาจทำการทดสอบ A/B ในหน้าค่าบริการแล้วติดตามยอดลงทะเบียน เพื่อดูว่าแพ็กเกจต่างๆ มีผลตอบรับเป็นอย่างไรก็ได้เช่นกัน

นอกจากนี้คุณยังควรพิจารณาปรับกลยุทธ์การสร้างรายรับจากการชำระเงินตามกลุ่มลูกค้าด้วย ตัวอย่างเช่น

  • สำหรับลูกค้ารายเล็กที่ยังไม่ได้เริ่มขายสินค้าหรือบริการทางออนไลน์ คุณอาจพิจารณาเสนอสิทธิ์ทดลองใช้แพ็กเกจอีคอมเมิร์ซฟรี (เช่น ยกเว้นค่าธรรมเนียมเป็นเวลา 3 เดือน) เพื่อช่วยในการเริ่มต้นใช้งาน
  • สำหรับลูกค้ารายใหญ่ที่มีความสำคัญ คุณควรเสนอส่วนลดหรือโปรโมชันเพื่อให้ปิดข้อเสนอได้มากขึ้น หรืออาจจะพิจารณาเสนอค่าบริการที่รวมการชำระเงินเข้ากับฟีเจอร์ที่เพิ่มคุณค่าขึ้น เช่น ระบบป้องกันการฉ้อโกง เป็นต้น
  • สำหรับลูกค้าที่มีหน้าร้านจริงหรือขายสินค้าที่จุดขาย คุณควรโปรโมตโซลูชันการชำระเงินทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ โดยจัดโปรโมชันเกี่ยวกับอุปกรณ์ชำระเงิน (เช่น ซื้ออุปกรณ์ 1 เครื่อง แถมฟรี 1 เครื่อง)

วิธีสร้างรายรับจากบริการอื่นๆ

เมื่อคุณมีโมเดลค่าบริการสำหรับการชำระเงินที่มีประสิทธิภาพแล้ว ให้ลองมองหาโอกาสการสร้างรายรับอื่นๆ เพิ่มเติม ขณะที่คุณกำลังสำรวจฟีเจอร์หรือบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการชำระเงิน อย่าลืมหาจุดที่จะเพิ่มมูลค่าให้กับลูกค้าได้ เช่น หากคุณทราบว่าลูกค้าสนใจขยายกิจการไปทั่วโลก คุณสามารถช่วยให้ลูกค้าปรับปรุงประสบการณ์การชำระเงินได้โดยเสนอวิธีการชำระเงินที่ปรับให้เข้ากับท้องถิ่นและ Adaptive Pricing ในขั้นตอนการชำระเงิน

ต่อไปนี้คือภาพรวมเกี่ยวกับโอกาสการสร้างรายรับ 3 แบบ

โอกาสในการสร้างรายรับ
คำอธิบาย
ฟีเจอร์ที่มีให้บริการ
การขยายธุรกิจไปยังประเทศอื่นๆ สนับสนุนลูกค้าของคุณในระหว่างที่ขยายธุรกิจไปทั่วโลก
  • วิธีการชำระเงินที่ใช้ได้ทั่วโลก
  • Adaptive Pricing
  • แสดงสกุลเงินต่างๆ ที่ยอมรับในหน้าการชำระเงิน
  • ให้บริการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศแก่ลูกค้าของคุณ
บริการด้านการเงิน ช่วยลูกค้าเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการดำเนินการทางการเงิน
  • การจัดการค่าใช้จ่าย
  • บัตรองค์กร
  • บัตรสำหรับเบิกจ่าย
  • Instant Payouts
โมเดลธุรกิจใหม่ ให้ลูกค้าได้ทดลองใช้โมเดลธุรกิจหลายรูปแบบ
  • การชำระเงินที่จุดขาย
  • การชำระเงินตามรอบบิล
  • การออกใบแจ้งหนี้

Stripe ช่วยอะไรได้บ้าง

แพลตฟอร์มทุกขนาด ตั้งแต่สตาร์ทอัพใหม่ไปจนถึงบริษัทมหาชนอย่าง Shopify ใช้ Stripe Connect เพื่อรับเงิน จ่ายเงินให้กับบุคคลที่สาม และสร้างรายได้จากการชำระเงิน คุณสามารถเริ่มใช้บริการชำระเงิน เก็บส่วนแบ่งจากแต่ละธุรกรรม และปรับแต่งราคาการชำระเงินสำหรับลูกค้าของคุณได้อย่างรวดเร็ว เครื่องมือกำหนดราคาแบบไม่ต้องเขียนโค้ดของ Stripe จะช่วยให้คุณจัดการกลยุทธ์การกำหนดราคาการชำระเงินของคุณได้อย่างง่ายดาย

นอกจากนี้ คุณยังสามารถสร้างรายได้จากผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย เช่น การออกใบแจ้งหนี้ การเรียกเก็บเงินตามรอบบิล หรือการชำระเงินแบบเห็นหน้า ทั้งหมดนี้ทำได้ผ่านการเชื่อมต่อแบบครบวงจร การสร้างรายได้จากบริการเหล่านี้ช่วยให้คุณดำเนินการยอดขายรวมบนแพลตฟอร์มได้มากขึ้น สร้างรายได้มากขึ้น และทำให้ข้อเสนอของคุณน่าสนใจยิ่งขึ้นสำหรับลูกค้า

Stripe Connect ให้คุณสร้างรายรับและนำเสนอฟีเจอร์ดังต่อไปนี้ต่อลูกค้า

  • การชำระเงินออนไลน์: ช่วยให้ลูกค้าของคุณรับชำระเงินได้ภายในไม่กี่นาที พวกเขาสามารถสร้างประสบการณ์การชำระเงินที่ปรับแต่งให้เหมาะกับความต้องการทางธุรกิจ ป้องกันการชำระเงินจากการฉ้อโกง และปรับให้เหมาะกับตลาดท้องถิ่นเพื่อเพิ่มอัตราการเปลี่ยนเป็นลูกค้าในต่างประเทศ
  • การชำระเงินที่ระบบบันทึกการขาย: ช่วยให้ลูกค้าของคุณขยายธุรกิจไปสู่โลกออฟไลน์ด้วยการเปิดใช้งานการชำระเงินที่จุดขาย Stripe Terminal ช่วยให้ลูกค้าจัดการการขายแบบออนไลน์และออฟไลน์ได้ในที่เดียวผ่านการผสานการทำงานเพียงหนึ่งเดียว ส่งผลให้การรายงานและการกระทบยอดสะดวกง่ายดายยิ่งขึ้น
  • การชำระเงินตามรอบบิล: เปิดโอกาสให้ลูกค้าทดลองใช้โมเดลธุรกิจใหม่ๆ โดยนำเสนอแพ็กเกจการชำระเงินตามรอบบิลและการเรียกเก็บเงินที่ยืดหยุ่นด้วย Stripe Billing โดยลูกค้าสามารถปรับแก้ค่าบริการได้ (ทดสอบการเรียกเก็บเงินแบบครั้งเดียว แบบเรียกเก็บตามรอบ แบบตามการใช้งาน หรือตามระดับ) นอกจากนี้ยังเสนอโปรโมชันและช่วงทดลองใช้งานฟรีได้อีกด้วย ลูกค้าสามารถลดอัตราการเลิกใช้งานได้ด้วยตรรกะการเรียกเก็บเงินตามแบบแผนล่วงหน้าอัจฉริยะเพื่อขยายธุรกิจไปทั่วโลกได้ง่ายดาย และรองรับวิธีการชำระเงินได้ทุกประเภท
  • ใบแจ้งหนี้แบบตามรอบและแบบครั้งเดียว: ช่วยให้ลูกค้าได้รับเงินเร็วขึ้นด้วยการออกใบแจ้งหนี้แบบผสานการทำงาน ลูกค้าสามารถส่งใบแจ้งหนี้แบบตามรอบสำหรับการชำระเงินตามรอบบิลหรือใบแจ้งหนี้แบบใช้ครั้งเดียวที่รองรับบัตรเครดิตและบัตรเดบิตในตัว เพื่อปรับแต่งให้ตรงกับแบรนด์และใช้อัตราแบบรวมหรือไม่รวมภาษีในพื้นที่ต่างๆ ได้
  • บัตรชำระเงิน: สร้าง แจกจ่าย และปรับแต่งบัตรเครดิตทั้งแบบดิจิทัลและบัตรจริงให้แก่ลูกค้าได้ด้วย Stripe Issuing คุณสามารถออกแบบบัตรที่มีแบรนด์ กำหนดการควบคุมการใช้จ่ายแบบไดนามิก และเปิดให้ลูกค้าเติมเงินในบัตรด้วยบัญชีธนาคารของตัวเองได้
  • การรายงานและการวิเคราะห์: Stripe Sigma มีตัวเลือกการรายงานที่หลากหลายซึ่งคุณสามารถนำไปผสานการทำงานกับแพลตฟอร์มของคุณเองได้ ตั้งแต่ข้อมูลสรุปที่พร้อมใช้งานได้ทันที ไปจนถึงรายงานที่ปรับแต่งเองได้ คุณสามารถดึงข้อมูลจาก Stripe API แล้วเพิ่มข้อมูลดังกล่าวลงในฟีเจอร์การรายงานได้โดยตรง หรือจะนำลูกค้าไปยังแดชบอร์ด Stripe เพื่อให้ดูข้อมูลสำหรับการชำระเงินโดยเฉพาะก็ได้เช่นกัน

เราหวังว่าคู่มือนี้จะทำให้คุณเห็นภาพรวมกว้างๆ เกี่ยวกับวิธีสร้างช่องทางรายรับเพิ่มเติมจากการชำระเงินและบริการทางการเงินอื่นๆ รวมถึงความช่วยเหลือที่ Stripe มีให้

หากต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Stripe Connect สำหรับแพลตฟอร์ม โปรดอ่านเอกสารของเราหรือติดต่อทีมขายของเรา หากคุณต้องการเริ่มรับชำระเงินทันที โปรดลงทะเบียนบัญชี

หากพร้อมเริ่มใช้งานแล้ว

สร้างบัญชีและเริ่มรับการชำระเงินโดยไม่ต้องทำสัญญาหรือระบุรายละเอียดเกี่ยวกับธนาคาร หรือติดต่อเราเพื่อสร้างแพ็กเกจที่ออกแบบเองสำหรับธุรกิจของคุณ
Connect

Connect

ใช้งานจริงภายในไม่กี่สัปดาห์แทนที่จะต้องเสียเวลาหลายไตรมาส สร้างธุรกิจการชำระเงินที่สร้างผลกำไร และขยายธุรกิจได้อย่างง่ายดาย

Stripe Docs เกี่ยวกับ Connect

ดูวิธีกำหนดเส้นทางการชำระเงินระหว่างหลายฝ่าย