หากคุณขายหรือซื้อบริการดิจิทัลในระดับสากล คุณจะต้องเคยเจอเรื่องของการเรียกเก็บภาษีแบบย้อนกลับแน่ๆ แนวคิดนี้เป็นระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่สำคัญในการจัดการธุรกรรมระหว่างประเทศภายในสหภาพยุโรป และเป็นหนึ่งในเรื่องที่ธุรกิจต่างๆ มักเกิดข้อผิดพลาดในการเรียกเก็บเงินหรือการทำบัญชีได้มากที่สุด
บทความนี้จะให้ข้อมูลวิเคราะห์ที่ชัดเจนและใช้งานได้จริงเกี่ยวกับกรอบการเรียกเก็บภาษีแบบย้อนกลับ เวลาที่ใช้กลไกนี้ในอิตาลี ผลที่เกิดขึ้นกับบริการออนไลน์ วิธีการออกใบแจ้งหนี้ และความเสี่ยงและบทลงโทษในกรณีที่ไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนด
เราให้ความสนใจเป็นพิเศษกับกรณีที่เฉพาะเจาะจงซึ่งเกี่ยวข้องกับเครื่องมือระบบ, การให้บริการระบบซอฟต์แวร์ (SaaS), โฮสติ้ง, การให้คำปรึกษาทางดิจิทัล และมาร์เก็ตเพลส เพื่อทำความเข้าใจผลที่การเรียกเก็บภาษีแบบย้อนกลับมีต่อธุรกิจต่างๆ ที่ดำเนินงานออนไลน์ในอิตาลี
เนื้อหาหลักในบทความ
- กลไกการเรียกเก็บภาษีแบบย้อนกลับคืออะไร
- กลไกการเรียกเก็บภาษีแบบย้อนกลับถูกนำมาใช้เมื่อใดในอิตาลี
- กรณีที่เฉพาะเจาะจงสำหรับบริการดิจิทัล
- ใบแจ้งหนี้ที่ออกด้วยกลไกการเรียกเก็บภาษีแบบย้อนกลับมีลักษณะอย่างไร
- กลไกการเรียกเก็บภาษีแบบย้อนกลับแตกต่างจากระบบ OSS อย่างไร
- ความเสี่ยงและบทลงโทษในกรณีที่ไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนด
- Stripe Tax ช่วยเหลือคุณได้อย่างไร
กลไกการเรียกเก็บภาษีแบบย้อนกลับคืออะไร
การเรียกเก็บภาษีแบบย้อนกลับ คือ การจัดการภาษีมูลค่าเพิ่มที่ทำให้ลูกค้ามีภาระหน้าที่ในการคำนวณและชำระภาษีแทนซัพพลายเออร์ โดยในกรณีปกติ ผู้ขายจะคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม เพิ่มภาษีดังกล่าวในใบเรียกเก็บเงิน และนำส่งให้กับรัฐบาล แต่เมื่อใช้กลไกการเรียกเก็บภาษีแบบย้อนกลับ ซัพพลายเออร์ไม่ได้ระบุภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ในใบแจ้งหนี้ แต่ผู้รับจะเป็นฝ่ายคำนวณ แจ้ง และชำระภาษีมูลค่าเพิ่มตามแนวทางในประเทศอิตาลีหากต้องเสียภาษี
เหตุผลที่ไม่มีอะไรซับซ้อน นั่นคือ กฎนี้กำหนดให้ลูกค้าต้องรับผิดชอบต่อภาษีในประเทศที่มีการใช้บริการเกิดขึ้นจริง ซึ่งจะช่วยป้องกันการบิดเบือนและช่วยให้ทำการค้าระหว่างประเทศได้ราบรื่นขึ้น ด้วยเหตุนี้ ขั้นตอนการเรียกเก็บภาษีแบบย้อนกลับจึงมีบทบาทสำคัญต่อบริการดิจิทัลที่ได้จากผู้ให้บริการที่ไม่ได้จัดตั้งขึ้นในอิตาลี (เช่น ซอฟต์แวร์, SaaS, โฮสติ้ง หรือการให้คำปรึกษาทางออนไลน์) เพราะผู้ขายเหล่านั้นไม่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในประเทศอิตาลี
ในทางปฏิบัติ การเรียกเก็บภาษีแบบย้อนกลับกำหนดให้ลูกค้าต้องเสริมข้อมูลในใบเรียกเก็บเงินที่ได้รับ (เมื่อซัพพลายเออร์อยู่ในสหภาพยุโรป) หรือออกใบแจ้งหนี้อิเล็กทรอนิกส์ที่เรียกเก็บภาษีด้วยตนเอง (เมื่อซัพพลายเออร์ไม่ได้อยู่ในสหภาพยุโรป) การเรียกเก็บภาษีด้วยตนเอง คือ การจัดทำเอกสารทางการเงินที่ลูกค้าจะคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องชำระแทนผู้ให้บริการ ซึ่งทำให้ธุรกรรมเป็นไปตามข้อกำหนดด้านภาษีมูลค่าเพิ่มของอิตาลีโดยสมบูรณ์
ธุรกิจต่างๆ จะลงบันทึกภาษีมูลค่าเพิ่มที่คำนวณได้ทั้งในบัญชีการซื้อและการขาย โดยในกรณีส่วนใหญ่ ขั้นตอนที่ทำ 2 รอบนี้จะทำให้ตัวเลขหักล้างกันพอดี เพราะธุรกิจจะป้อนภาษีเป็นทั้งเครดิตและภาษีขายในการชำระเงินรอบเดียวกัน ขั้นตอนนี้จะเป็นการจัดทำเอกสารเกี่ยวกับการดำเนินการนี้อย่างถูกต้องและรับรองการปฏิบัติตามกฎระเบียบภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างสมบูรณ์
กลไกการเรียกเก็บภาษีแบบย้อนกลับถูกนำมาใช้เมื่อใดในอิตาลี
ในการระบุว่าใครบ้างที่ใช้กลไกการเรียกเก็บภาษีแบบย้อนกลับ คุณจำเป็นต้องแยกความแตกต่างระหว่างสถานการณ์ด้านกฎระเบียบแบบต่างๆ ให้ได้ โดยด้านล่างนี้จะอธิบายกรณีหลักๆ
ธุรกรรมในสหภาพยุโรป
การเรียกเก็บภาษีแบบย้อนกลับยังมีผลเมื่อนิติบุคคลที่ต้องเสียภาษีในอิตาลีซื้อสินค้าหรือบริการจากซัพพลายเออร์ที่อยู่ในรัฐอื่นที่เป็นสมาชิกในสหภาพยุโรปด้วย ในกรณีดังกล่าว ผู้ให้บริการจะออกใบแจ้งหนี้โดยไม่มีภาษีมูลค่าเพิ่ม และลูกค้าในประเทศก็จะเสริมข้อมูลในเอกสารโดยใช้อัตราภาษีระดับประเทศ
การนำสินค้าออกจากคลังสินค้ารอเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม
มาตรา 50 ทวิ วรรค 6 ใน Legislative Decree ของอิตาลีฉบับที่ 331/1993 ได้วางกรอบการทำงานที่จะมีผลบังคับใช้เมื่อสินค้าออกจากคลังสินค้ารอเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม กล่าวคือ จะยังไม่มีภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นตอนที่สินค้าเข้ามาในพื้นที่ แต่จะต้องชำระภาษีดังกล่าวก็ต่อเมื่อมีการนำสินค้าออกไป และฝ่ายที่นำสินค้าออกก็จะเป็นฝ่ายที่ต้องจะจ่ายภาษีนี้ผ่านการเรียกเก็บภาษีแบบย้อนกลับ พูดง่ายๆ ก็คือ คลังสินค้ารอเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม คือ พื้นที่จัดเก็บที่ได้รับอนุญาตให้นำสินค้ามาวางรอไว้ได้โดยยังไม่ต้องใช้ทันที ระบบนี้ช่วยให้ไม่ต้องจ่ายภาษีล่วงหน้าและลดความยุ่งยากในการจัดการทางการเงินของธุรกรรมในสหภาพยุโรป ธุรกรรมที่ทำในอิตาลีโดยผู้ที่ไม่ได้อยู่ในอิตาลี ในกรณีนี้ เป็นธุรกรรมที่เกิดขึ้นในประเทศอิตาลีโดยผู้ที่ไม่ได้อยู่ในอิตาลีกับนิติบุคคลที่ต้องเสียภาษีและจัดตั้งอยู่ในอิตาลี (มาตรา 17 ของ Presidential Decree ของอิตาลี ฉบับที่ 633/1972) ซึ่งกรณีนี้พบได้บ่อยที่สุดกับบริการผ่านเว็บไซต์ หากบริษัทที่จดทะเบียนจัดตั้งในอิตาลีซื้อบริการจากผู้ให้บริการในหรือนอกสหภาพยุโรป ซัพพลายเออร์ก็จะไม่เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม กล่าวคือ ลูกค้าที่อยู่ในอิตาลีจะต้องดำเนินการเรียกเก็บภาษีด้วยตนเอง และบันทึกกิจกรรมดังกล่าวเป็นการเรียกเก็บภาษีแบบย้อนกลับ
หมวดหมู่ธุรกรรมที่เฉพาะเจาะจงตามกฎหมายอิตาลี
นอกจากบริการอออนไลน์แล้ว กรณีต่างๆ เช่น การรับเหมาช่วงในภาคก่อสร้าง ทองคำแท่ง การทำความสะอาด การรื้อถอน การติดตั้งระบบ และบริการอื่นๆ (ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ภายใต้มาตรา 17 วรรค 6 ของ Presidential Decree ของอิตาลีฉบับที่ 633/1972) กำหนดให้ต้องมีการเรียกเก็บภาษีแบบย้อนกลับระหว่างผู้ประกอบการภายในประเทศเช่นกัน แต่ในบทความนี้ เราจะเน้นไปที่บริการดิจิทัลและการดำเนินการระหว่างประเทศ
กรณีที่เฉพาะเจาะจงสำหรับบริการดิจิทัล
ในส่วนของบริการดิจิทัล มักนิยมใช้การเรียกเก็บภาษีแบบย้อนกลับเพราะผู้ให้บริการหลายรายดำเนินงานจากประเทศอื่นๆ ในหรือนอกสหภาพยุโรป ด้วยเหตุนี้ บริษัทอิตาลีหลายแห่งจึงจัดการใบแจ้งหนี้โดยไม่มีภาษีมูลค่าเพิ่มและคำนวณภาษีที่ต้องชำระในอิตาลีเป็นประจำ โดยมี 4 กรณีหลักๆ ดังนี้
ซอฟต์แวร์ดิจิทัลและใบอนุญาต
เมื่อบริษัทอิตาลีซื้อซอฟต์แวร์ ใบอนุญาตถาวร หรือการสมัครใช้เครื่องมือออนไลน์จากผู้ให้บริการในต่างประเทศ นโยบายต่างๆ จะถือว่ามีการให้บริการดังกล่าวในประเทศอิตาลี หากผู้รับมีคุณสมบัติเป็นบุคคลที่ต้องเสียภาษี ผู้ให้บริการจึงไม่เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยลูกค้าจะคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มแทนโดยใช้กลไกการเรียกเก็บภาษีแบบย้อนกลับ การดำเนินการแบบเดียวกันนี้ยังครอบคลุมถึงแอปพลิเคชันที่ติดตั้งในเครื่องและโซลูชันออนไลน์ด้วย
บริการ SaaS
SaaS เป็นสถานการณ์หนึ่งที่พบได้บ่อยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นบริการเกี่ยวกับการจัดการลูกค้าสัมพันธ์ (CRM) แพลตฟอร์มการจัดการโปรเจ็กต์ หรือซอฟต์แวร์การตลาดอัตโนมัติ การเข้าถึงบริการคลาวด์ที่ให้บริการโดยผู้ประกอบการที่ไม่ได้อยู่ในอิตาลีจะเป็นธุรกรรมที่ต้องเสียภาษีในอิตาลี บริษัทที่จดทะเบียนจัดตั้งในประเทศนี้จึงต้องรวมใบแจ้งหนี้ของสหภาพยุโรปหรือดำเนินการเรียกเก็บภาษีด้วยตนเองหากผู้ให้บริการอยู่นอกสหภาพยุโรป
โฮสติ้ง เซิร์ฟเวอร์ และการประมวลผลผ่านระบบคลาวด์
ผู้ให้บริการระหว่างประเทศมักให้บริการโฮสติ้ง เซิร์ฟเวอร์เฉพาะทาง และการประมวลผลผ่านระบบคลาวด์ เนื่องจากบริการเหล่านี้มอบให้กับบุคคลที่ต้องเสียภาษี ลูกค้าจึงต้องรับผิดชอบต่อภาษีในประเทศของตนเอง บริษัทต่างๆ ที่ใช้โครงสร้างพื้นฐานออนไลน์ทั่วโลกจึงมักใช้วิธีการเรียกเก็บภาษีแบบย้อนกลับ
การให้คำปรึกษาทางดิจิทัลและบริการเฉพาะทางแบบออนไลน์
ธุรกิจจำนวนมากใช้ที่ปรึกษาจากต่างประเทศในการพัฒนาซอฟต์แวร์ การออกแบบ UX/UI การรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ การตลาดดิจิทัล การฝึกอบรมออนไลน์ หรือการวิเคราะห์ข้อมูล บริการทั้งหมดนี้อยู่ในกลุ่มบริการทั่วไปที่มอบให้แก่บุคคลที่ต้องเสียภาษีและอยู่ภายใต้หลักเกี่ยวกับอาณาเขต หากลูกค้าอยู่ในอิตาลี ก็จะมีการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มผ่านการเรียกเก็บภาษีแบบย้อนกลับ
มาร์เก็ตเพลสและแพลตฟอร์มดิจิทัล
อีกเรื่องที่ทำให้การเรียกเก็บภาษีแบบย้อนกลับเป็นที่นิยมก็คือบริการที่ซื้อจากมาร์เก็ตเพลสและแพลตฟอร์มดิจิทัลในต่างประเทศ เช่น การสมัครใช้เครื่องมือการขาย การลงโฆษณา ค่าคอมมิชชันที่มาร์เก็ตเพลสเรียกเก็บ หรือฟังก์ชันเพิ่มเติมที่ให้บริการโดยแพลตฟอร์มระหว่างประเทศ
เมื่อระบบไม่ได้อยู่ในประเทศอิตาลี และผู้ใช้มีสถานะเป็นนิติบุคคลที่ต้องเสียภาษี ก็จะใช้กฎเดียวกันกับบริการออนไลน์อื่นๆ กล่าวคือ ซัพพลายเออร์จะออกใบแจ้งหนี้โดยไม่มีภาษีมูลค่าเพิ่ม และลูกค้าชาวอิตาลีจะเสริมข้อมูลหรือออกเอกสารที่มีการเรียกเก็บภาษีด้วยตนเองโดยใช้ภาษีตามที่กฎหมายในประเทศกำหนดไว้ วิธีนี้จะใช้ได้กับทั้งมาร์เก็ตเพลสและแพลตฟอร์มต่างๆ ที่จัดการการแลกเปลี่ยนสินค้าหรือบริการ (เช่น มาร์เก็ตเพลสหรือแพลตฟอร์มที่ขายสินค้าหรือการจอง) และที่ให้การสนับสนุนเพิ่มเติม เช่น การโปรโมท การวางตำแหน่ง เครื่องมือวิเคราะห์ หรือบริการตัวกลาง โดยในทุกกรณีนี้ กลไกการเรียกเก็บภาษีแบบย้อนกลับจะช่วยให้มั่นใจได้ว่ามีการชำระภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างถูกต้องในประเทศ รวมถึงเวลาที่ผู้ให้บริการดำเนินงานจากภูมิภาคอื่น
ใบแจ้งหนี้ที่ออกด้วยกลไกการเรียกเก็บภาษีแบบย้อนกลับมีลักษณะอย่างไร
เมื่อธุรกรรมใช้กลไกการเรียกเก็บภาษีแบบย้อนกลับ ซัพพลายเออร์จะต้องเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มไว้และออกใบแจ้งหนี้อิเล็กทรอนิกส์ที่ตรงตามข้อกำหนดของแบบฟอร์มที่เฉพาะเจาะจง โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อระบุให้ชัดเจนว่า ผู้ที่ต้องจ่ายภาษีไม่ใช่ผู้ให้บริการ หากแต่เป็นผู้รับบริการ แนวทางหลักๆ ที่ซัพพลายเออร์ต้องปฏิบัติตามในการออกใบแจ้งหนี้ให้ถูกต้องภายใต้ขั้นตอนดังกล่าวมีดังนี้
ไม่ระบุภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ในใบแจ้งหนี้
ซัพพลายเออร์ไม่ได้คำนวณภาษี จึงไม่จำเป็นต้องระบุอัตรา จำนวนภาษี หรือยอดรวมพร้อมภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยซัพพลายเออร์จะออกใบแจ้งหนี้ที่แสดงตัวเลขที่ต้องเสียภาษีให้
ระบุว่ามีการใช้กลไกการเรียกเก็บภาษีแบบย้อนกลับไว้ให้ชัดเจน
ใบแจ้งหนี้ต้องมีข้อความระบุว่า ลูกค้าจะเป็นฝ่ายชำระภาษี โดยถ้อยคำที่เป็นไปตามข้อกำหนดและนิยมใช้ ได้แก่
- Transaction not subject to reverse charge VAT pursuant to Article 17 of Italian Presidential Decree No. 633/1972 (ธุรกรรมไม่มีการเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มแบบย้อนกลับตามมาตรา 17 ใน Presidential Decree ของอิตาลีฉบับที่ 633/1972)
- Reverse charge VAT paid by the recipient (Article 196 of Directive 2006/112/EC) (ผู้รับเป็นฝ่ายจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มผ่านการเรียกเก็บภาษีแบบย้อนกลับ (มาตรา 196 ของ Directive 2006/112/EC))
กฎหมายไม่ได้กำหนดแนวทางเอาไว้ตายตัว แต่ข้อความระบุจะต้องชัดเจน
ระบุรายการในใบแจ้งหนี้ที่จำเป็นให้ครบ
ใบแจ้งหนี้ต้องมีข้อมูลมาตรฐานต่างๆ ตามที่กำหนดในมาตรา 21 ใน Presidential Decree ของอิตาลีฉบับที่ 633/1972 ดังนี้
- รายละเอียดซัพพลายเออร์และลูกค้าที่สมบูรณ์
- หมายเลขใบแจ้งหนี้และวันที่
- คำอธิบายของบริการ
- ยอดที่ต้องเสียภาษี
- การอ้างอิงถึงสัญญาใดๆ
เมื่อลูกค้าอยู่ในสหภาพยุโรป ใบแจ้งหนี้จะต้องมีข้อมูลต่อไปนี้ด้วย
- หมายเลขประจำตัวผู้เสียภาษีมูลค่าเพิ่มของสหภาพยุโรปที่ถูกต้อง (ตรวจสอบยืนยันผ่าน VIES [VAT Information Exchange System])
- ถ้อยคำที่ระบุว่าธุรกรรมอยู่ในอาณาเขตการนำส่งภาษีของผู้ซื้อ (มาตรา 44 ของ Council Directive วันที่ 28/11/2006 ฉบับที่ 112)
ตรวจสอบยืนยันสถานะภาษีของลูกค้า
ซัพพลายเออร์ต้องตรวจสอบว่าลูกค้ามีสถานะดังนี้
- นิติบุคคลที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม
- มีหมายเลขประจำตัวผู้เสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่ถูกต้อง (ผ่านระบบ VIES สำหรับลูกค้าในสหภาพยุโรป)
หากผู้รับไม่ใช่บุคคลที่ต้องเสียภาษี จะไม่สามารถใช้กลไกการเรียกเก็บภาษีแบบย้อนกลับได้
เก็บเอกสารประกอบไว้
ซัพพลายเออร์ต้องเก็บข้อมูลต่อไปนี้ไว้
- การตรวจสอบยืนยันผ่าน VIES (สำหรับลูกค้าในสหภาพยุโรป)
- สัญญาหรือคำสั่งซื้อ
- หลักฐานยืนยันกิจกรรมที่ทำไป
- การพูดคุยติดต่อใดๆ ที่แสดงสถานที่ที่ลูกค้าใช้บริการ
จะจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มบ่อยแค่ไหน
ภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดการผ่านวิธีการเรียกเก็บภาษีแบบย้อนกลับจะรวมอยู่ในการชำระเป็นงวด (รายเดือนหรือรายไตรมาส) ซึ่งมีการหักลบหนี้และเครดิตในรายการเดียว
กลไกการเรียกเก็บภาษีแบบย้อนกลับแตกต่างจากระบบ OSS อย่างไร
ผู้ประกอบการหลายรายสับสนระหว่างการเรียกเก็บภาษีแบบย้อนกลับกับระบบ One Stop Shop (OSS) เรามาดูกันว่าเหตุใด 2 อย่างนี้จึงเป็นเครื่องมือที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง
การเรียกเก็บภาษีแบบย้อนกลับ
- ใช้ได้กับการซื้อแบบธุรกิจกับธุรกิจ (B2B) จากซัพพลายเออร์ต่างประเทศ
- ลูกค้าเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยตนเอง
- ทำหน้าที่กำหนดอาณาเขตของบริการอย่างถูกต้อง
ระบบ OSS
- ระบบนี้มีไว้สำหรับการขายบริการดิจิทัลระหว่างธุรกิจกับผู้บริโภค (B2C)
- ระบบนี้ช่วยให้บริษัทสามารถจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มที่ค้างชำระในประเทศต่างๆ ในสหภาพยุโรปผ่าน OSS ได้
- ไม่เกี่ยวข้องกับการซื้อหรือบริการ B2B
หากบริษัทของคุณขายคอร์สเรียนออนไลน์ โปรแกรม โฮสติ้ง หรือ SaaS ให้กับลูกค้าทั่วไป ก็น่าจะต้องใช้ระบบ OSS แต่หากคุณซื้อบริการดิจิทัลจากซัพพลายเออร์ต่างประเทศ ก็จะต้องใช้กรอบการเรียกเก็บภาษีแบบย้อนกลับสำหรับบริการออนไลน์ การแยกระหว่างการเรียกเก็บภาษีแบบย้อนกลับกับ OSS ได้อย่างชัดเจนจะช่วยให้คุณรับมือกับสถานการณ์แต่ละแบบได้อย่างเหมาะสม
ความเสี่ยงและบทลงโทษในกรณีที่ไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนด
บทลงโทษในกรณีที่มีข้อผิดพลาดหรือข้อมูลขาดหายไปในขั้นตอนการเรียกเก็บภาษีแบบย้อนกลับจะอยู่ภายใต้มาตรา 6 ใน Legislative Decree ของอิตาลีฉบับที่ 471/1997 วรรค 9 ทวิ, 9 ทวิ 1, 9 ทวิ 2 และ 9 ทวิ 3 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมตาม Legislative Decree ของอิตาลีฉบับที่ 158/2015 โดยอาจมีความผิดปกติประเภทต่างๆ เกิดขึ้นได้ และด้านล่างนี้จะอธิบายสถานการณ์หลักๆ ที่เกิดขึ้น
การไม่ปฏิบัติตามภาระหน้าที่ในการเรียกเก็บภาษีแบบย้อนกลับ
กรณีเหล่านี้อยู่ภายใต้มาตรา 6 วรรค 9 ทวิ และจะเกิดขึ้นเมื่อลูกค้าไม่ได้รวมใบแจ้งหนี้ของสหภาพยุโรปหรือไม่ได้เรียกเก็บภาษีด้วยตนเองสำหรับซัพพลายเออร์นอกสหภาพยุโรป
- บทลงโทษมีตั้งแต่ 500 ถึง 10,000 ยูโร
- ผู้โอน/ผู้ซื้อต้องชำระค่าปรับ กล่าวคือ ฝ่ายที่ต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มผ่านกลไกการเรียกเก็บภาษีแบบย้อนกลับ
หากบัญชีไม่แสดงกิจกรรม เจ้าหน้าที่ก็จะเพิ่มมาตรการลงโทษเป็นระหว่าง 5% ถึง 10% ของยอดรวมที่ต้องเสียภาษี โดยมีขั้นต่ำอยู่ที่ 1,000 ยูโร
ภาษีที่ชำระผ่านขั้นตอนมาตรฐานแทนกลไกการเรียกเก็บภาษีแบบย้อนกลับ
ในที่นี้ จะต้องใช้วิธีการเรียกเก็บภาษีแบบย้อนกลับกับธุรกรรม แต่ผู้เสียภาษีจะต้องรับผิดชอบต่อภาษีตามขั้นตอนมาตรฐาน (มาตรา 6 วรรค 9 ทวิ 1) โดยบทลงโทษมีดังนี้
- ผู้รับโอนหรือผู้ซื้อไม่จำเป็นต้องนำส่งภาษี แต่จะได้รับมาตรการลงโทษเป็นค่าปรับตั้งแต่ 250 ถึง 10,000 ยูโร
- ผู้โอนหรือผู้ให้บริการต้องรับผิดร่วมกันและแยกกันในการชำระค่าปรับ
ภาษีที่ชำระผ่านกลไกการเรียกเก็บภาษีแบบย้อนกลับแทนขั้นตอนมาตรฐาน
ต้องใช้ขั้นตอนมาตรฐานกับธุรกรรม แต่ผู้เสียภาษีจะเป็นฝ่ายรับผิดชอบต่อภาษีผ่านกลไกการเรียกเก็บภาษีแบบย้อนกลับ (มาตรา 6 วรรค 9 ทวิ 2)
- ผู้โอนหรือผู้ให้บริการไม่จำเป็นต้องนำส่งภาษี แต่จะได้รับมาตรการลงโทษตั้งแต่ 250 ถึง 10,000 ยูโร
- ผู้รับโอนหรือผู้ซื้อต้องรับผิดร่วมกันและแยกกันในการชำระค่าปรับ
การใช้การเรียกเก็บภาษีแบบย้อนกลับอย่างไม่ถูกต้องกับธุรกรรมที่ได้รับการยกเว้นหรือไม่ต้องเสียภาษี
ในกรณีนี้ การเรียกเก็บภาษีแบบย้อนกลับถูกนำไปใช้อย่างไม่ถูกต้องกับธุรกรรมที่ได้รับการยกเว้น ไม่ต้องเสียภาษี ได้รับการยกเว้นภาษี หรือไม่มีอยู่จริงสำหรับผู้รับโอนหรือผู้ซื้อ (มาตรา 6 วรรค 9 ทวิ 3)
- การหักล้างผลทางภาษีเพื่อวัตถุประสงค์ด้านภาษีมูลค่าเพิ่ม
- บทลงโทษอยู่ที่ตั้งแต่ 5% ถึง 10% ของจำนวนเงินที่ต้องเสียภาษี (ขั้นต่ำอยู่ที่ 1,000 ยูโร) เฉพาะในกรณีของธุรกรรมที่ไม่มีอยู่จริง
- ผู้รับโอนหรือผู้ซื้อจะต้องชำระค่าปรับ (ขึ้นอยู่กับว่าใครนำกลไกการเรียกเก็บภาษีแบบย้อนกลับมาใช้กับธุรกรรมที่ได้รับการยกเว้น ไม่ต้องเสียภาษี หรือได้รับการยกเว้นภาษีในลักษณะอื่นใด)
ภาพรวมของบทลงโทษในกรณีที่ไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดในการใช้กลไกการเรียกเก็บภาษีแบบย้อนกลับ
|
ประเภทของความผิดปกติ |
ข้อมูลอ้างอิงทางกฎหมาย |
นิติบุคคลที่ต้องเสียค่าปรับ |
จำนวนเงินค่าปรับ |
|---|---|---|---|
|
การไม่ได้รวม/ไม่ได้เรียกเก็บภาษีด้วยตนเอง |
มาตรา 6 วรรค 9 ทวิ |
ผู้ซื้อ |
500-10,000 ยูโร (หรือ 5%-10% ของรายได้ที่ต้องเสียภาษี หากไม่ได้จดทะเบียน) |
|
ภาษีที่ชำระผ่านขั้นตอนมาตรฐานแทนกลไกการเรียกเก็บภาษีแบบย้อนกลับ |
มาตรา 6 วรรค 9 ทวิ 1 |
ลูกค้า + ความรับผิดร่วมและแยกกันของซัพพลายเออร์ |
250–10,000 ยูโร |
|
ภาษีที่ชำระผ่านกลไกการเรียกเก็บภาษีแบบย้อนกลับแทนขั้นตอนมาตรฐาน |
มาตรา 6 วรรค 9 ทวิ 2 |
ซัพพลายเออร์ + ความรับผิดร่วมและแยกกันของผู้ซื้อ |
250–10,000 ยูโร |
|
การใช้การเรียกเก็บภาษีแบบย้อนกลับอย่างไม่ถูกต้องกับธุรกรรมที่ได้รับการยกเว้น ไม่ต้องเสียภาษี หรือได้รับการยกเว้นภาษี |
มาตรา 6 วรรค 9 ทวิ 3 |
ผู้ซื้อ |
5%–10% ของจำนวนเงินที่ต้องเสียภาษี (ขั้นต่ำอยู่ที่ 1,000 ยูโร) ในกรณีของธุรกรรมที่ไม่มีอยู่จริง |
Stripe Tax ช่วยเหลือคุณได้อย่างไร
ในการจัดการการเรียกเก็บภาษีแบบย้อนกลับให้เหมาะสม คุณจะต้องเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด เพราะข้อผิดพลาดง่ายๆ ในแบบฟอร์มก็อาจนำมาซึ่งบทลงโทษหรือการปรับยอดที่ซับซ้อนได้ นอกจากนี้ หลายๆ บริษัทที่ขายบริการดิจิทัลก็ต้องใช้กลไกการเรียกเก็บภาษีแบบย้อนกลับกับการซื้อระหว่างประเทศ และติดตามด้วยว่าภาระหน้าที่ในการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือการเก็บภาษีการขายเกิดขึ้นที่ใดเมื่อดำเนินงานในหลายประเทศ การใช้กฎเหล่านี้อย่างถูกต้อง (เช่น หลักเกี่ยวกับอาณาเขต ภาระหน้าที่ในการออกใบแจ้งหนี้อิเล็กทรอนิกส์ให้ลูกค้าต่างประเทศด้วย อัตราภาษี เกณฑ์ และข้อบังคับในการปฏิบัติตามข้อกำหนด) ก็อาจกลายเป็นเรื่องท้าทายได้ง่ายๆ หากจัดการเอง
ด้วยเหตุนี้ การนำโซลูชันที่ปรับการคำนวณภาษีให้เป็นไปโดยอัตโนมัติ ลดความเสี่ยงที่จะเกิดข้อผิดพลาด และคงการปฏิบัติตามข้อกำหนดอยู่เสมอเมื่อกฎหมายเปลี่ยนไปจึงเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่ง Stripe Tax ก็เข้ามามีบทบาทตรงจุดนี้
Stripe Tax ลดความยุ่งยากในการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านภาษี เพื่อให้คุณมีเวลาไปมุ่งเน้นพัฒนาธุรกิจให้เติบโต โดย Stripe Tax จะช่วยคุณในการติดตามภาระหน้าที่ต่างๆ และแจ้งเตือนเมื่อคุณเกินเกณฑ์การจดทะเบียนภาษีการขายตามกิจกรรมการชำระเงินบน Stripe นอกจากนี้ยังคำนวณและเก็บภาษีการขาย ภาษีมูลค่าเพิ่ม และ GST โดยอัตโนมัติกับทั้งสินค้าและบริการที่จับต้องได้และแบบดิจิทัลในสหรัฐอเมริกาและกว่า 100 ประเทศ
เริ่มเก็บภาษีทั่วโลกได้โดยการเพิ่มโค้ดเพียงบรรทัดเดียวในการผสานการทำงานที่คุณมีอยู่ คลิกปุ่มในแดชบอร์ด หรือใช้ API ประสิทธิภาพสูงของเรา
นี่คือสิ่งที่คุณทำได้ด้วย Stripe Tax
- ช่วยให้เข้าใจเกี่ยวกับสถานที่จดทะเบียนและเก็บภาษี: ดูว่าคุณต้องเก็บภาษีที่ใดสำหรับธุรกรรมบน Stripe ของคุณ โดยเมื่อคุณจดทะเบียนแล้ว การเปิดใช้งานการเก็บภาษีในรัฐหรือประเทศใหม่ก็จะใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที คุณสามารถเริ่มเก็บภาษีได้โดยการเพิ่มโค้ดเพียงบรรทัดเดียวในการผสานการทำงาน Stripe ที่มีอยู่ หรือเพียงแค่คลิกเดียวในแดชบอร์ด Stripe
- จดทะเบียนเพื่อชำระภาษี: ให้ Stripe จัดการเรื่องการจดทะเบียนภาษีทั่วโลก และรับประโยชน์จากขั้นตอนที่ง่ายขึ้น ซึ่งจะกรอกรายละเอียดคำขอจดทะเบียนของคุณล่วงหน้าเพื่อประหยัดเวลาและรับรองการปฏิบัติตามกฎระเบียบในท้องถิ่น
- การเก็บภาษีโดยอัตโนมัติ: Stripe Tax จะคำนวณและเก็บภาษีในจำนวนที่ถูกต้องไม่ว่าคุณจะขายอะไรหรือขายที่ไหน นอกจากนี้ยังรองรับสินค้าและบริการหลายร้อยรายการ และอัปเดตอัตราภาษีและการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายอยู่เสมอ
- ลดความยุ่งยากในการยื่นภาษี: Stripe Tax ผสานการทำงานอย่างราบรื่นกับพาร์ทเนอร์ผู้ให้บริการยื่นภาษี ช่วยให้การยื่นภาษีทั่วโลกของคุณถูกต้องและตรงเวลา โดยพาร์ทเนอร์ของเราจะจัดการเรื่องการยื่นภาษีให้คุณ ส่วนคุณก็มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาธุรกิจของคุณได้เลย
ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Stripe Tax หรือเริ่มใช้งานเลยวันนี้
เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นคําแนะนําทางกฎหมายหรือภาษี Stripe ไม่รับประกันหรือรับประกันความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ความไม่เพียงพอ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในบทความ คุณควรขอคําแนะนําจากทนายความที่มีอํานาจหรือนักบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอํานาจศาลเพื่อรับคําแนะนําที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ